Mag-log in“นี่นังพิมพ์หยุดเดี๋ยวนี้นะ ฉันไม่ใช่ตุ๊กตาบาร์บี้ แกจะมาจับฉันแต่งตัวบ้าบอตามใจอย่างนี้ไม่ได้ แล้วผมทรงบ้าอะไรของแกเนี่ย ถ้าใส่แว่นดูแล้วไม่ถูกใจล่ะก็ฉันจะจับแกกล้อนผมบ้างคอยดู”
ปุณยวีร์โวยวายหัวเสีย ตั้งแต่ถูกลากขึ้นรถมาด้วยกัน คนเป็นเพื่อนก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรทั้งนั้นนอกจากจะตั้งหน้าตั้งตาขับรถมุ่งตรงมายังศูนย์การค้าหรูใจกลางกรุงเทพฯ จากนั้นก็ลากเธอเข้าไปในร้านทำผมแล้วสั่งให้ช่างผมสาวประเภทสองในนั้นจัดการแปลงทรงผมของเธอเสียใหม่ ทั้งตัด ซอย ดัด ทำสีจนไม่เหลือเค้าเดิม เท่านั้นดูจะยังไม่สาแก่ใจเพราะอีกฝ่ายยังไม่ยอมปล่อยเธอให้เป็นอิสระ
แต่ลากแขนเธอไปต่อที่เคาน์เตอร์เครื่องสำอางแบรนด์ดังระดับไฮเอ็นแล้วบังคับให้นั่งลงเป็นหุ่นเพื่อให้บีเอสาวสวยจัดการแต่งหน้าให้ตามคำสั่ง เสร็จแล้วเจ้าหล่อนยังรูดบัตรจ่ายค่าเครื่องสำอางนับสิบชิ้นที่บีเอประจำเคาน์เตอร์โฆษณาชวนเชื่อ แต่แทนที่จะเอาไปใช้เองกลับยื่นให้แล้วบอกง่ายๆ ว่าเป็นของขวัญที่เธอได้งานใหม่ หึ… ทีแบบนี้ล่ะทำเป็นใจป้ำแต่ตอนเธอเดือดร้อนต้องการยืมเงินดันบอกว่าไม่มี มันน่านักเชียว!
“แล้วพามานี่ทำไม แว่นฉันแค่ตกอยู่บนพื้นที่คอนโด ยังใช้การได้ไม่ต้องตัดใหม่” ปุณยวีร์ทักท้วงขึ้นมาอีกครั้งเมื่อถูกเหมือนพิมพ์ลากเข้าไปในร้านแว่นตา
“ใครบอกว่าฉันจะพาแกมาตัดแว่นใหม่ เอาเถอะรีบตามมาอย่ามัวพูดมากอยู่เลย ที่นี่ที่สุดท้ายแล้วจะได้ไปกินข้าวเย็นกัน”
เหมือนพิมพ์ตอบกลับขณะก้าวฉับๆ ตรงเข้าไปหาพนักงานในร้าน “เอาคอนแทคเลนส์รายเดือนเบอร์สามหกคู่ ขอเป็นแบรนด์ X นะคะ แล้วก็ตลับแช่เลนส์และน้ำยาล้างเลนส์ด้วย”
พอพ่นออเดอร์เป็นชุดจบแล้วเจ้าหล่อนก็หันมาถามว่า “สายตาแกสั้นสามร้อยใช่ไหมฉันว่าฉันจำไม่ผิด น่าจะยังอยู่แค่นี้นะเพราะเพิ่งตัดแว่นใหม่ไปเมื่อไม่กี่เดือนนี้เอง คอนแทคเลนส์แบรนด์นี้รุ่นน้องที่ทำงานฉันใช้ประจำ เขาบอกว่าดี เอ้าเอาไปใส่ดู อ๊ะ ต้องล้างมือก่อนนะแก น้องคะที่ล้างมืออยู่ตรงไหน” พูดเองเออเองจบเหมือนพิมพ์ก็หันไปหาพนักงานที่เป็นคนหยิบสินค้าที่เจ้าหล่อนสั่งออกมาวางไว้บนเคาน์เตอร์
“ด้านนี้ค่ะ เชิญค่ะ” พนักงานคนดังกล่าวบอกพลางเดินนำไป
“เฮ้ย! พิมพ์ ฉันไม่ใส่คอนแทคเลนส์นะ มันไม่ชิน” ปุณยวีร์ยังไม่ยอมทำตามง่ายๆ เหมือนเช่นทุกครั้ง
“งั้นแกยิ่งต้องใส่มันจะได้ชิน ไหนบอกอยากเห็นหน้าตัวเองชัดๆ ไม่ใช่เหรอ แล้วแกจะมัวดื้อแพ่งไปทำไม ลองใส่ไปก่อนเถอะน่าพอถึงห้องแล้วแกจะถอดมันออกใส่แว่นเป็นยายป้าเฉิ่มเบ๊อะเหมือนเดิมฉันก็ไม่ว่า”
ฮึ่ม! ไม่บังคับแต่มีแดกดันนะนังเพื่อนบ้า ปุณยวีร์เข่นเขี้ยวในใจ สุดท้ายก็ต้องทำตามที่เหมือนพิมพ์บอกอีกครั้ง เพราะทนมองเห็นอะไรแบบเลือนรางไม่ชัดต่อไปไม่ได้แล้ว มันทำให้เธอเวียนหัวจนแทบจะอาเจียนออกมาเลยทีเดียว
“เป็นไงชัดแจ๋วพอกันกับแว่นเลยใช่ไหมล่ะ แต่ดีกว่ากันเห็นๆ ไม่เกะกะ จะพรวดพราดลุกนั่งยังไงก็ไม่มีหลุดง่ายๆ”
ปุณยวีร์ไม่ตอบแต่เสมองกระจกแบบเต็มตัวที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ แทน
“ทีนี้เห็นแล้วหรือยังว่าแกไม่ใช่ตุ๊กตาบาร์บี้ ผู้หญิงตาโตๆ แบบแกต้องเปรียบกับตุ๊กตาบลายธ์ถึงจะถูก ตาออกจะโตสวยแต่ดันปล่อยให้เลนส์แว่นตาบดบังอยู่ได้ตั้งนาน” เหมือนพิมพ์บอกทำนองชื่นชมขณะที่ปุณยวีร์ยืนทำหน้างงมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกอย่างไม่ชินสายตา
“มัน… แปลกๆ ว่ะแก” คนที่ยังไม่ชินกับรูปลักษณ์ใหม่ของตัวเองบอกเสียงไม่มั่นใจ
“แปลกตรงไหน น่ารักจะตายสิไม่ว่า ดีกว่าลุคฆาตกรโรคจิตเมื่อตอนบ่ายเป็นร้อยเท่า”
“นังพิมพ์!”
“ก็ฉันพูดเรื่องจริง เอาน่า ที่ฉันพูดฉันทำทุกอย่างก็เพื่อแกนะ” เหมือนพิมพ์ประนีประนอม “สำหรับลุคนี้ฉันรับรองว่าถึงแกไม่ก้าวเท้าออกไปคว้าผู้ชายดีๆ มาไว้ในครอบครอง ก็จะมีผู้ชายดีๆ ตบเท้าเข้ามาหาแกเอง”
“ฉันจะไปทำงานเก็บเงินเท่านั้นย่ะ ไม่ได้ไปแรดหาผู้ชาย”
เหมือนพิมพ์ยักไหล่ “ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไร แค่เปรยให้ฟังเท่านั้น แกจะทำงานเก็บเงินไม่สนใจใครมันก็สิทธิ์ของแก อยากจะเป็นผู้หญิงหนึ่งในเจ็ดสิบสองส่วนที่ต้องแห้งเหี่ยวอยู่บนคานตามที่พี่เป้ดูถูกนักก็ตามใจ และในเมื่อแกตัดสินใจจะไปทำงานที่นั่นแกก็ต้องยอมรับให้ได้ด้วยนะว่าเราคงต้องห่างกัน เพราะฉันคงถ่อสังขารไปหาทุกครั้งที่แกบัญชาไม่ได้ มันไกลรู้ใช่ไหม ถึงตอนนั้นก็ห้ามบ่นเด็ดขาดว่าเหงาแล้วก็พาลว่าถูกเพื่อนทิ้ง หาเรื่องลาออกจากงานจนแม่มีช่องบังคับให้กลับบ้านแล้วก็จับคลุมถุงชนอีก” เจ้าหล่อนวางระเบิดส่งท้าย
...TBC...
“อ๊ายยย! คือดีอะ แต่งอีกทีดีไหมพ่อ” สุพรรษาหันไปถามความเห็นจากผู้เป็นสามี “ก็ดีนะแม่ แต่จะดีมากๆ เลยถ้าแม่ให้พ่อเปลี่ยนตัวเจ้าสาวด้วย” วัชระตอบกลับเรียกทั้งเสียงฮาจากเพื่อนๆ และฝ่ามืออรหันต์จากภรรยา เย็นย่ำวันนี้บริเวณชายหาดส่วนตัวของรีสอร์ตริมทะเลทางภาคตะวันออก ถูกเนรมิตขึ้นอย่างสวยงามโรแมนติกด้วยดอกไม้ แสงเทียน ไฟประดับ และลูกโป่ง เพื่อจัดงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสระหว่างภควัตกับอรพินท์ หลังจากทั้งคู่ได้จัดพิธีวิวาห์ตามพิธีการทางพุทธศาสนาเสร็จสิ้นไปตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วที่บ้านเกิดของเจ้าสาว เชิญแขกเหรื่อผู้หลักผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายไปร่วมเป็นสักขีพยานและแสดงความยินดี ส่วนงานในเย็นวันนี้เป็นแบบค็อกเทล เน้นความเรียบง่ายเป็นกันเอง ถือเป็นการสังสรรค์เฮฮากันในหมู่เพื่อนสนิท และเอาใจเจ้าสาวที่หลงใหลบรรยากาศของชายทะเลเป็นพิเศษ อรพินท์ดูสวยหวานจับใจอยู่ในชุดเจ้าสาวแบบเกาะอกสีขาวยาวครึ่งน่อง ปักฉลุลายลูกไม้งดงาม ผมยาวปลายหยักน้อยๆ ถูกปล่อยสยายแล้วประดับด้วยมงกุฎดอกไม้ ดวงหน้าหวานแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มตลอดเวลา เช่นเดียวกันกับเจ้าบ่าวที่คอยดูแลอยู่เคียงข้างไม่ห่า
นางมารร้ายบริสุทธิ์... มองคนที่ผ่านมาแล้วหลายสมรภูมิตาเขียวปั้ด ส่วนคนจุดประเด็นหัวเราะขำ “ก็ตามนั้นแหละ” เหมือนพิมพ์พูดกลั้วหัวเราะ “เอาเป็นว่าเข้าใจกันแล้วนะ งั้นไปกินข้าวกันดีกว่า ตอนนี้อย่าเพิ่งกินกันเองเลย” หลิ่วตามองหนุ่มสาวที่เกือบจะกินกันไปแล้วยิ้มๆ “ให้เวลาเคลียร์กันอีกสิบห้านาทีแล้วรีบตามมาล่ะ หิวมากเลยนี่ รีบขับรถมายังไม่ได้กินข้าวเย็นเลยเพราะกลัวยัยเมรีขี้อ้อนเมาไปอ้อนผู้ชายไม่ดูตาม้าตาเรือเข้า” เหมือนพิมพ์สั่งจบก็เปิดประตูออกจากห้องไปก่อน พอถูกปล่อยให้อยู่ในห้องกันตามลำพังสองคนปุณยวีร์ก็ทำตัวไม่ถูกรีบลุกขึ้นจากเตียงจะเดินไปเปิดประตูออกไปบ้าง ชินพัตต์รีบเข้ามายึดข้อมือเล็กที่กำลังจะหมุนลูกบิดประตูไว้ในอุ้งมือใหญ่ “คุยกันก่อนสิครับ” เขาบอกชิดริมหู ปุณยวีร์พยายามจะเบี่ยงตัวหนี แต่ก็ทำไม่ได้อีก เพราะถูกชายหนุ่มกางแขนกั้นเอาไว้ “คุยอะไรล่ะ หิวข้าวแล้วนี่” ชินพัตต์จับเจ้าของบ่าบอบบางให้หันมาเผชิญหน้ากัน “ก็บอกไปแล้วว่าคุณพิ้งเป็นภรรยาของทาคาดะซังแล้วยังงอนผมเรื่องอะไรอีก” “แล้วทีคุณล่ะ ฉันทำอะไรให้หรือยัง ค
หากตอนนี้... คนที่เคยปรนนิบัติพัดวีดูแลคนเมากลับมึนเมาเสียเอง ด้วยรสสัมผัสวาบหวามจากคนใต้ร่าง อารมณ์พิศวาสลุกโชนจนยากที่จะดับ ริมฝีปากได้รูปวกกลับไปประทับจุมพิตปิดเสียงประท้วงจากริมฝีปากบาง ขณะสอดนิ้วร้อนผ่าวเข้าไปใต้ตะขอบรา หากยังไม่ทันได้ออกแรงสะกิด เสียงเคาะประตูถี่ๆ ก็ดังขึ้นทำเอาสะดุ้งจนต้องหยุดทุกการกระทำ! ปุณยวีร์ใช้จังหวะนั้นผลักร่างของชินพัตต์ออก ลุกขึ้นนั่งหอบหายใจแรง ใบหน้าแดงก่ำ “ปุ่น! ปุ่น! ทำอะไรอยู่น่ะ นี่ฉันเอง พิมพ์!” เสียงแหลมสูงคุ้นหูที่ดังขึ้นหลังเสียงเคาะประตูช่วยเรียกสติของสองหนุ่มสาวได้ชะงัด ชินพัตต์ลงไปยืนอยู่ข้างเตียง เขาเสยผมแรงๆ พลางสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ หลายครั้งก่อนจะหันไปถามคนที่นั่งอยู่บนเตียงเสียงเบาว่า “ปุ่น โอเคไหม” ปุณยวีร์ถลึงดวงตาคู่กลมโตกลับมาแทนคำตอบขณะที่สองมือก็จัดแจงเสื้อผ้าที่ถูกเลิกขึ้นไปถึงไหนๆ ให้กลับเข้าที่ ชินพัตต์กลอกตา ได้แต่คิดในใจว่า ‘ใครเริ่มก่อนล่ะ’ “ปุ่น! เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมไม่เปิดประตู งั้นฉันเปิดเข้าไปเองนะ” เสียงคนข้างนอกบอกก่อนจะได้ยินเสียงไขกุญแจแล้วบาน
“แบบนั้นแหละดีแล้ว” ฟารีดาตอบบ้าง “พี่เฟย์!” “แก้วไม่ต้องซีเรียส โตๆ กันแล้ว ไม่เป็นไรหรอก” สุดท้ายกีรฎาจึงได้แต่ถอนหายใจเมื่อไม่มีใครเห็นดีด้วย หวังก็แต่ว่าเพื่อนของเธอจะเป็นสุภาพบุรุษพอไม่ฉวยโอกาสกับคนเมา ................ “ปุ่นปล่อยผมก่อน มาถึงห้องปุ่นแล้ว” ชินพัตต์บอกคนเมาที่เขาอุ้มอยู่ ซึ่งยกสองแขนขึ้นโอบรอบคอเขาไว้จนแน่นแทบหายใจไม่ออก แต่ก็นั่นแหละ จะเอาอะไรกับคนเมา ลงท้ายเขาก็ต้องใช้ความพยายามแกะมือที่เหนียวหนึบอย่างกับมือตุ๊กแกออกเอง ชายหนุ่มถึงกับถอนหายใจ เมื่อสามารถส่งปุณยวีร์ลงไปนอนบนเตียงได้สำเร็จ เธอยังบ่นงึมงำเรื่องกอดลบรอยไม่เลิก เขาจึงถือวิสาสะเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า รื้อหาผ้าขนหนูผืนเล็กเพื่อไปชุบน้ำมาช่วยเช็ดหน้าเช็ดตาให้อีกฝ่าย “อือ เย็น” ปุณยวีร์บ่นพลางหันหน้าหนี มือก็พยายามปัดผ้าออก “ปุ่น อยู่นิ่งๆ ก่อน” ชินพัตต์ดุพลางยึดมือเล็กเอาไว้ “เช็ดหน่อยจะได้รู้สึกดีขึ้น” เขาอดคิดไม่ได้ว่าจะมีผู้ชายสักกี่คนกันนะที่ต้องมาดูแลผู้หญิงขี้เมา สำหรับเขาปุณยวีร์เป็น
“ก็...” ฟารีดายักไหล่ผายมือ “แล้วนึกยังไงถึงพากันมาเมาวะ” ก้องภพถามบ้าง “ก็ไม่ไงอะ ยัยปุ่นชวน ว่างพอดีก็เลยมา” “ไม่คิดจะห้ามปรามกันเลย” “ก็คนเขาอยากมา ไปขัดศรัทธามันบาปไหม” กีรฎาไม่ว่าอะไรนอกจากถอนหายใจแล้วมองคนเกรงกลัวต่อบาป... ตาเขียว ฟารีดาย่นคอ “น่ากลัวไม่ใช่เล่นนะน้องแก้วของแก ระวังตัวล่ะ” ก้องภพกลอกตา อยู่ดีไม่ว่าดีมาหาเรื่องให้เขาอีก “แล้วยัยปุ่นเป็นไร ทำไมอยู่ๆ ถึงอยากกินเหล้า” “ไปเห็นภาพบาดตาทำหัวใจสลายมาน่ะสิ” ก้องภพหันไปสบตากับกีรฎาก่อนจะหันกลับมาขมวดคิ้วถามสาวห้าว “แกหมายความว่าไง” “ก็เมื่อเย็นยัยปุ่นแวะเอาของฝากไปให้พวกเราที่บ้าน แต่ไม่มีใครอยู่เลยทิ้งของฝากไว้แล้วชวนฉันไปกินข้าว แต่พอไปถึงร้านข้าวดันเห็นชินกอดอยู่กับคุณพิ้งพอดี” “ฮะ!” / “หา!” ก้องภพกับกีรฎาอุทานขึ้นพร้อมกัน “คุณพิ้ง เพชรชมพูน่ะนะ” “อือ” “ก็แล้วทำไมแกไม่บอกยัยปุ่นไปล่ะว่า... “ “บอกทันที่ไหน เห็นแค่นั้นยัยนี่ก็เปิดแน่บขับรถออกไปแล้ว พอฉันโ
มาถึงตอนนี้ปุณยวีร์แน่ใจในความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อชินพัตต์แล้ว ตอนแรกที่เธอปฏิเสธเขาอาจเป็นเพราะรู้สึกว่ามันเร็วเกินไป เธอเพิ่งเลิกราจากภควัตได้ไม่นาน จะให้รีบตอบรับรักผู้ชายคนใหม่เลยก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจอย่างไรบอกไม่ถูก หญิงสาวเพิ่งจะเข้าใจเดี๋ยวนี้เองว่าที่เธอสามารถตัดใจจากวิศวกรหนุ่มรุ่นพี่ได้เร็ว เป็นเพราะความรู้สึกที่เธอมีต่อเขามันยังไม่ลึกซึ้งมากพอ คงเป็นเพราะรูปลักษณ์และบุคลิกอบอุ่นใจดีของอีกฝ่ายที่ทำให้เธอรีบกระโจนเข้าหาจนลืมสำรวจหัวใจตัวเองให้ดีว่า แค่หลงปลื้มหรือรู้สึกลึกซึ้งกับเขาจริงๆ แต่กับชินพัตต์ แม้ตอนแรกจะมีเหตุให้รู้สึกไม่ถูกชะตากันบ้าง ครั้นพอได้เห็นแง่มุมต่างๆ ได้ทำความรู้จักกันมากขึ้น ความรู้สึกดีๆ ก็เริ่มก่อตัวขึ้นทีละนิด และในที่สุดก็มากจนเกินพอ… สิ่งที่ปุณยวีร์คาดหวังว่าจะได้เจอเมื่อกลับมาพบกันอีกครั้ง คือรอยยิ้มยินดีจากคนมาดนิ่ง เธอคิดเอาเองว่าเขาคงจะคิดถึงเธอเช่นเดียวกับที่เธอคิดถึงเขา ล่ามสาวตั้งใจจะนัดวิศวกรหนุ่มไปเลี้ยงข้าวเพื่อปลอบขวัญเรื่องที่พี่ชายของเธอโผล่มาทำให้เขาช็อก จากนั้นเธอก็จะบอกกับเขาว่าหัวใจของเธอพร้อมแล้วที่จะรับเขาเข้ามาอยู่เคีย







