تسجيل الدخولเมื่อลายเซ็นตวัดเสร็จสิ้น มุกก็วางปากกาลง เธอปาดน้ำตาทิ้งและเปลี่ยนสีหน้าเป็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความเย้ายวนและอันตราย"มุกจะไม่ไล่พวกคุณออกหรอกค่ะ." มุกเอื้อมมือไปคว้าเนคไทของคินและอติ ดึงรั้งให้ใบหน้าของชายหนุ่มทั้งสองเข้ามาใกล้จนลมหายใจรินรดกัน"แต่มุกจะ 'ใช้งาน' พวกคุณให้หนัก... ทั้งในเวลางาน และนอกเวลางาน ในฐานะพนักงาน... และในฐานะ 'ทาสรัก' ของมุก!" ประโยคท้าทายที่เต็มไปด้วยความเร่าร้อนนั้น เปรียบเสมือนการปลดสลักระเบิดตัณหาของสิงห์หนุ่มทั้งสอง คินและอติหัวเราะครางในลำคอด้วยความพึงพอใจ พวกเขาไม่รอช้าอีกต่อไป คินอุ้มร่างบางของมุกให้ขึ้นไปนั่งอยู่บนโต๊ะประชุมตัวยาวกวาดแฟ้มเอกสารราคาพันล้านทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดี!"ถ้าท่านประธานใหญ่ต้องการแบบนั้น... พนักงานต๊อกต๋อยสองคนนี้ ก็พร้อมจะถวายการรับใช้ให้ถึงใจเลยครับ!" อติกระตุกยิ้มร้าย จัดการปลดเข็มขัดและรูดซิบกางเกงสแล็คของตัวเองออก งัดความเป็นชายที่ขยายตัวจนเส้นเลือดปูดโปนออกมาผงาดท้าทายอากาศคินแทรกตัวเข้าไประหว่างเรียวขาเพรียวยาวของมุก เขาจับต้นขาขอ
เสียงล้อเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวมูลค่าหลายพันล้านเสียดสีกับรันเวย์ของสนามบินสุวรรณภูมิ ท้องฟ้าของกรุงเทพมหานครยามบ่ายสาดแสงแดดเจิดจ้า ราวกับกำลังต้อนรับการกลับมาของเจ้าพ่อแห่งวงการอสังหาริมทรัพย์ การก้าวลงจากบันไดเครื่องบินของ 'มุก' ในวันนี้ แตกต่างจากทุกการเดินทางที่ผ่านมาในชีวิตของเธออย่างสิ้นเชิง หญิงสาวไม่ได้สวมยูนิฟอร์มเลขาฯ สีทึบที่ดูมิดชิดไม่ได้เดินตามหลังประธานและรองประธานด้วยท่าทีนอบน้อมเพื่อคอยจดรายงานอีกต่อไป วันนี้มุกสวมชุดสูทกางเกงสีขาวงาช้างสั่งตัดพิเศษจากแบรนด์โอต์กูตูร์ระดับโลก เสื้อสูทคอวีลึกเผยให้เห็นเนินอกอวบอิ่มที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าไหมสีขาว ขับเน้นทรวดทรงโค้งเว้าและเรียวขาเพรียวยาว ให้ดูสง่างามและทรงอำนาจ'คิน' และ 'อติ' สองราชสีห์หนุ่มที่เคยเย่อหยิ่งและบ้าอำนาจ บัดนี้เดินขนาบซ้ายและขวาของเธอในชุดสูทสีเข้มสุดเนี้ยบ พวกเขาไม่ได้เดินนำหน้า แต่จงใจก้าวเดินในจังหวะที่พร้อมกันเพื่อประกาศให้โลกเห็นว่าผู้หญิงคนนี้ยืนอยู่ในระดับที่'เท่าเทียม' กับพวกเขา เมื่อขบวนรถลีมูซีนหรูแ
คำขอร้องของมุกเหมือนน้ำเย็นที่ชโลมหัวใจที่เคยแห้งผากของสิงห์หนุ่มทั้งสอง พวกเขาเข้าใจแล้วว่ามุกไม่ได้ต้องการเป็นเจ้าหญิงในหอคอยงาช้าง แต่เธอต้องการเป็น 'ราชินี' ที่ได้รับการเทิดทูนผ่านคำพูดและการให้เกียรติ ทว่าในเรื่องบนเตียง... เธอต้องการให้พวกเขาเป็น 'พรานป่า' ที่ล่าเหยื่ออย่างดุดันเหมือนเดิม"ถ้ามุกต้องการแบบนั้น... พวกฉันก็จะจัดให้" คินกระตุกยิ้มที่มุมปาก นัยน์ตาที่เคยอ่อนโยนกลับมาฉายแววคุกคามอีกครั้ง "พวกฉันจะทำหน้าที่เป็นคนคุมเกมที่ดุดันที่สุด... แต่ทุกคำที่หลุดจากปากฉัน จะมีแต่ความรักและยกย่องเธอเท่านั้น""ตกลงตามนั้นครับเมียคนสวย" อติหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เขาพลิกตัวขึ้นมาคร่อมร่างบางเอาไว้ทันที... ความอ่อนโยนมลายหายไป แทนที่ด้วยรังสีความต้องการที่พลุ่งพล่าน "งั้นเตรียมตัวรับบทลงทัณฑ์ที่แท้จริงได้เลย มุก"อติไม่รอช้า เขาจับข้อมือทั้งสองข้างของมุกรวบขึ้นไปเหนือศีรษะด้วยมือเพียงข้างเดียว ก่อนจะประกบจูบอย่างดุดันและร้อนแรง ลิ้นร้อนชำแรกแทรกเข้าไปในโพรงปากนุ่มอย่างจาบจ้วง ดูดดื่มและเรียกร้องจนมุกหายใจแทบไม่
น้ำเสียงที่สั่นคลอนและเปี่ยมไปด้วยความสำนึกผิดของมหาเศรษฐีทั้งสอง ทำให้กำแพงความดื้อรั้นของมุกลดลง ร่างกายที่โหยหาสัมผัสยอมจำนนต่ออ้อมกอดอันอบอุ่นที่เธอคุ้นเคย หญิงสาวซุกใบหน้าลงกับแผงอกของอติ ปล่อยเสียงสะอื้นออกมายอมรับความพ่ายแพ้คินและอติค่อยๆ ปลดเปลื้องเสื้อผ้าที่เปียกชื้นของตัวเองออกจนหมด ทิ้งมันลงบนพื้นห้อง ก่อนจะค่อยๆ ถอดชุดเดรสผ้าฝ้ายของมุกออกอย่างเบามือและทะนุถนอมที่สุด ราวกับกลัวว่าเธอจะแตกสลายหากออกแรงมากเกินไป ท่ามกลางความมืดที่มีเพียงแสงจากแสงฟ้าแลบและเสียงพายุฝน ไม่มีไฟราคะที่ดุดันบ้าคลั่งเหมือนที่ดูไบ ไม่มีเพลิงหึงหวงเหมือนที่ไต้หวัน มีเพียงความรักและความปรารถนาที่จะ 'เยียวยา' ผู้หญิงที่พวกเขารักสุดหัวใจ คินเอนตัวลงนอนเคียงข้างมุก เขาเชยคางมนขึ้นมาและประกบจูบลงบนริมฝีปากบางอย่างเชื่องช้า นุ่มนวล และลึกซึ้ง ลิ้นหนาไม่ได้รุกล้ำอย่างตะกรุมตะกรามแต่ค่อยๆ เกี่ยวกระหวัดกวาดชิมความหอมหวานอย่างอ้อยอิ่ง ซึมซับความรู้สึกและถ่ายทอดความรักผ่านรสจูบจนมุกเริ่มผ่อนคลายและตอบรับสัมผัสของเขา อติที่อยู่ทางด้านหลังสวมกอดเอวบางเอาไว้ เขาประท
"ฉันรับไว้แล้ว... ทีนี้ก็ไสหัวกลับบ้านพวกคุณไปได้แล้วค่ะ ก่อนที่ฉันจะเอาปิ่นโตนี่โยนทิ้งทะเล" มุกเอ่ยเสียงห้วน ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าบ้านและปิดประตูล็อกทันที แม้จะโดนไล่ตะเพิดอีกครั้ง แต่คินและอติกลับหัวเราะออกมาพร้อมกันอย่างคนบ้าท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำ การที่มุกยอมรับของที่พวกเขาตั้งใจทำด้วยมือตัวเอง มันคือความสำเร็จก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่กว่าการชนะประมูลโครงการหมื่นล้านเสียอีกเมื่อเข้ามาในบ้าน มุกวางปิ่นโตลงบนโต๊ะอาหาร เธอใช้ผ้าขนหนูเช็ดคราบน้ำฝนออกอย่างเบามือ ก่อนจะค่อยๆ เปิดฝาปิ่นโตออกทีละชั้น ชั้นแรกเป็นข้าวสวยที่หุงแฉะจนเกือบจะเป็นข้าวต้ม ชั้นที่สองเป็นไข่ดาวที่ทอดจนไข่แดงแตกและขอบไหม้เกรียม ส่วนชั้นสุดท้ายคือผัดกะเพราหมูสับที่สีสันดูดำมืดคล้ำและมีชิ้นหมูที่หั่นหนาเตอะไม่สม่ำเสมอกันมุกหยิบช้อนขึ้นมา ตักข้าวแฉะๆ คลุกกับผัดกะเพราไหม้ๆ เข้าปากช้าๆ...รสชาติแรกที่สัมผัสได้คือความเค็มปี๋ของน้ำปลา ตามมาด้วยความขมปร่าของกระเทียมไหม้ และเนื้อหมูที่เหนียวจนแทบเคี้ยวไม่ออก มันเป็นผัดกะเพราที่รสชาติแ
มุกหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในวิลล่าของตัวเอง ปิดประตูกระจกและรูดผ้าม่านปิดสนิทเพื่อตัดการรับรู้ทุกอย่าง เธอเปิดเพลงคลาสสิกคลอเบาๆ และพยายามกลับไปสนใจหนังสือในมือต่อ ทว่าตลอดทั้งวัน เสียงกุกกัก เสียงทุบตอก และเสียงสบถด่ากันของสองหนุ่มข้างบ้านก็ยังคงดังแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะ บ่งบอกว่าพวกเขากำลังพยายามจัดบ้านและเอาชีวิตรอดด้วยตัวเองโดยไม่มีแม่บ้านหรือลูกน้องคอยอำนวยความสะดวกเวลาล่วงเลยจนถึงช่วงเย็น แสงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลงเปลี่ยนท้องฟ้าเป็นสีส้มอมม่วงมุกกำลังยืนล้างจานชามใบเล็กๆ อยู่ที่อ่างล้างจาน จู่ๆ จมูกของเธอก็ได้กลิ่นเหม็นไหม้ที่ลอยมาตามลม กลิ่นคล้ายกับพริกและกระเทียมที่ถูกคั่วจนไหม้เกรียมคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ตามมาด้วยเสียงไอดังโขลกๆ และเสียงโวยวาย"แค่กๆๆ! ไอ้คิน! มึงใส่น้ำมันน้อยไปเปล่าวะ กระทะมันไหม้หมดแล้วเนี่ย!""กูจะไปรู้เหรอวะ! ในยูทูบมันบอกให้ใส่แค่ช้อนเดียว มึงนั่นแหละหั่นหมูชิ้นหนาเท่าฝ่าเท้า ใครมันจะไปเคี้ยวออกวะ!"เสียงทะเลาะเบาะแว้งเรื่องการทำอาหารของสองสิงห์หนุ่มทำเอามุกที่ยืนแอบฟังอยู่เผลอหลุดรอยยิ้มขำออกมาโดยไม่รู้ตัว







