Mag-log in“รพี… ตั้งแต่เล็นจนโตแม่ไม่เคยขอร้องหรือบังคับอะไรลูกเลย จะใช้ชีวิตแบบไหนแม่ไม่เคยขัด แต่เรื่องนี้แม่ขอร้องได้ไหมลูก”
เป็นความจริงที่รพีกับน้องชายอีกสองคนเติบโตและใช้ชีวิตด้วยการตัดสินใจเองอย่างอิสระ พวกท่านไม่เคยกดดันหรือบังคับว่าเขาจะต้องเป็นอะไรแบบไหน
และนี่เป็นครั้งแรกที่แม่ถึงกับเอ่ยปากข้อร้องเสียงสั่น ซึ่งไม่ต่างอะไรจากการจับเขาใส่กรงแล้วปิดประตูล็อกกลอน
“แล้วฝ่ายนั้นเขาจะยอมแต่งเหรอครับ สัญญาเหลืออีกตั้งสองปี บางทีน้องเขาอาจจะยังอยากใช้ชีวิตสาวโสดอยู่ก็ได้ เห็นว่าพึ่งเรียนจบมาไม่ใช่เหรอ”
ปากไวถามออกไปแล้วรพีก็พึ่งนึกขึ้นได้ว่าไม่ควรถาม ทั้งที่รู้คำตอบอยู่แก่ใจ ในเมื่องานแต่งงานมันเป็นสิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นต้องการ แล้วมีหรือที่เธอจะปฏิเสธ
“เมื่อวานแม่คุยกับหนูนับเก้าแล้ว น้องไม่ใช่คนปัญหามากแบบลูกหรอก แล้วถ้ารพีได้เจอน้องคราวนี้จะต้องตลึงในความสวยแน่ๆ คนอะไรยิ่งโตยิ่งสวยสง่า ดาราสาวแม่หม้ายอะไรนั่นที่เป็นข่าวกับลูกเทียบไม่ติด...”
“แม่ครับ! อย่าพาดพิงถึงคนอื่น บอกกี่ครั้งแล้วว่าผมกับชุเราเป็นแค่เพื่อนกัน ถ้าหมดธุระแล้วผมขอตัวนะครับ”
ว่าจบร่างสูงก็หุนหันออกจากห้องรับแขกทันที โดยไม่สนใจสีหน้าไม่สบอารมณ์ของผู้เป็นแม่ที่เขาไปขัดจังหวะตอนท่านกำลังอวยว่าที่ลูกสะใภ้คนโปรด
ความจริงรพีไม่ได้ไม่ได้คิดมากอะไรที่มารดาพูดจาพาดพิงถึงบุคคลอื่น ด้วยรู้จักนิสัยของแม่ตัวเองดี แต่สิ่งที่ทำให้เขาทนฟังต่อไปไม่ได้คือประโยคเยินยอผู้หญิงคนนั้นต่างหาก
รถยนต์คันหรูพุ่งทยานออกจากรั้วบ้านโชติธนกิจด้วยความรวดเร็ว ตามแรงอารมณ์ของคนขับ จุดหมายคือสถานที่ที่ชายหนุ่มพึ่งบอกปัดปฏิเสธเพื่อนไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า
แต่สุดท้ายรพีก็ต้องกลับคำ เพราะคืนนี้เขาคงนอนไม่หลับ ถ้าหากไม่หาแอลกอฮอล์มาช่วยลบล้างความว้าวุ่นใจที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้
“ไหนมึงว่าจะไม่มา”
‘คเชนทร์’ นักธุรกิจหนุ่มสุดหล่อทายาทเจ้าของปูนซีเมนต์ยี่ห้อดังในเมืองไทย หันมาถามเพื่อนสนิทหลังแลกจูบสุดร้อนแรงกับสาวสวยที่คลอเคลียอยู่ข้างกาย
“นั่นสิ? ตอนแรกบอกจะไม่มาพวกกูเลยไม่ได้เรียกน้องๆ คนสวยมาเผื่อมึงด้วย”
ทายาทเจ้าของท่าเรือใหญ่อย่าง ‘ปัณท์ธร’ ถามย้ำโดยที่ข้างกายตนเองมีสาวสวยหุ่นสะบึ่มเอาอกเอาใจถึงสองคน อีกคนนึงจับ ส่วนอีกคนนึงจูบ ถูกใจจนเขาอยากจะชวนไปตบรางวัลชุดใหญ่ให้คนละทีสองที
และที่พวกเขากล้าทำเรื่องหยาบโลนในสถานที่แบบนี้ ก็เพราะผับนี้เป็นร้านลับส่วนตัวเข้าได้เฉพาะลูกค้ากระเป๋าหนักเท่านั้น อีกอย่างห้องที่พวกเขาใช้บริการก็เป็นห้องวีไอพีชั้นสองมองเห็นด้านล่างผ่านกระจก ที่สำคัญคนภายนอกไม่สามารถมองเห็นข้างในได้
“กูกำลังจะแต่งงาน”
รพีไม่ได้ตอบคำถามแต่บอกปัญหาของตัวเองให้เพื่อนรับรู้แทนด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ ยกแก้วเหล้าในมือขึ้นจิบพลางมองลงไปยังด้านล่าง ซึ่งมีนักท่องราตรีกำลังวาดลวดลายแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกระหึ่ม
ท่าทีของคนพูดดูราวกับไม่ทุกข์ร้อนกับประเด็นเมื่อครู่นัก ผิดกับเพื่อนสนิทอีกสองคนที่หูผึ่งขึ้นทันทีที่ฟังจบ ทั้งคู่สลัดสาวทรงโตข้างกายแล้วจดจ้องเพื่อนอย่างรอฟังคำอธิบายเพิ่มเติม
“เต็มใจ?” เมื่อไอ้เพื่อนปากหนักไม่ยอมพูดสักที คนใจร้อนอยากรู้เรื่องชาวบ้านอย่างคเชนทร์จึงเป็นฝ่ายเร้งเร้า
รพีส่ายหัวแทนคำตอบและในขณะเดียวกันนัยน์ตาคมเข้มก็บังเอิญสะดุดเข้ากับหญิงสาวร่างเล็กเบื้องล่าง ก่อนรอยยิ้มเย้ยหยันจะปรากฏบนริมฝีปากหนา น่าแปลกเห็นแค่แวบเดียวเขาก็จดจำได้ทันทีว่าเธอคนนั้นคือ… นับเก้า
ร่างระหงในชุดเดรสสายเดี่ยวรัดรูปสีดำสั้นเหนือเข่าแค่คืบ เข้ากับรองเท้าส้นสูงและกระเป๋าแบรนด์เนมราคาแพง ทุกท่วงท่าของเธอสะกดสายตาคนมองได้อย่างลืมตัว
คืนนี้หญิงสาวดูสวยกว่าวันแรกที่เขาเจอเสียอีก และต่อให้เกลียดเธอมากแค่ไหน แต่เรื่องนี้รพีปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่านับเก้าสวยมาก
“ลูกหลานนักการเมืองใหญ่บ้านไหนวะ ถึงทำให้คนอย่างไอ้รพียอมเดินเข้าประตูวิวาห์ได้”
ทั้งสองไม่แปลกใจหากรพีจะยอมเดินเข้าประตูวิวาห์โดยขาดความสมัครใจ พวกเขาโตมาด้วยสังคมแบบนี้หน้าตาของวงศ์ตระกูลกับภาระหน้าที่ทางธุรกิจต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก
จะรักหรือไม่รักไม่ใช่สิ่งสำคัญ ขอแค่เหมาะสมและถูกต้องเป็นพอ
จะว่าไปครอบครัวพวกเขาก็ถือว่าปรานีมามากแล้วนะ ที่ปล่อยให้ใช้ชีวิตอย่างชายโฉดและอิสระกระทั่งอายุล่วงเลยเข้าเลขสาม จะถูกบังคับให้แต่งงานตอนนี้ก็คงไม่แปลก
“นับเก้า… นับเก้า พรสรวง”
ชื่อที่ได้ยินจากปากรพีสร้างความสงสัยให้แก่สองหนุ่มไม่น้อย นามสกุลผู้ดีเก่าใครๆ ก็ต่างรู้จัก แต่ที่แปลกใจคือชื่อว่าที่เจ้าสาวของเพื่อนต่างหาก พวกเขาไม่เคยได้ยิน
“พรสรวง คุณชายภวิศน่ะนะ”
“อืม…” รพีครางรับพร้อมจดจ้องไปยังร่างเล็กไม่ลดละสายตา นับเก้าดูมีความสุขดี เธอหัวเราะต่อกระซิกกับเพื่อนสาวข้างกายอย่างออกรสออกชาติ
ในขณะที่เขาร้อนรุ่มอยู่ในอกราวกับมีไฟมาสุมทรวง ชายหนุ่มขบกรามแน่นนัยน์ตาสีนิลทอประกายคุกรุ่น เขายิ่งเกลียดเธอที่บังอาจมามีความสุขบนความทุกข์ของเขา
“คุณชายภวิศ มีลูกสาวด้วยเหรอวะ กูเห็นพาแต่ลูกชายออกงาน”
“นับเก้าเป็นลูกสาวคนโต” ซึ่งรพีก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมคนบ้านนั้นถึงไม่ค่อยพานับเก้าออกหน้าออกตาทางสังคม อาจเป็นความต้องการของเธอเองก็ได้
เพราะเท่าที่เห็นหญิงสาวดูสุขสบายดี เสื้อผ้าเครื่องประดับที่เธอสวมใส่ประเมินด้วยตาเปล่ายังรู้เลยว่ามีมูลค่าไม่ใช่น้อยๆ
“อยากเห็นเลยวะ ว่าคุณหนูตระกูลพรสรวงจะสวยหยาดเยิ้มสักแค่ไหน ถึงมัดใจเสือร้ายอย่างไอ้รพีอยู่”
ปัณท์ธรเอ่ยล้อเลียนเพื่อนสนิทแล้วทำหน้าทำตาเพ้อฝันตามประสาผู้ชายเจ้าชู้ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่างานแต่งครั้งนี้เป็นสิ่งที่รพีไม่ปรารถนา
“คนนั้นไง!” รพีไม่รอให้เพื่อนสงสัยนาน เขาเฉลยโดยการพยักเพยิดหน้าไปทางร่างเล็ก ซึ่งเธอกำลังละเลียดชิมไวน์สีสวยในแก้วเข้าปากอย่างมีจริตผู้ดี
เมื่อทั้งสองมองลงไปยังชั้นล่างตามที่เพื่อนบอกถึงกับตาโต แทบสำลักน้ำเมาที่พึ่งกระดกเข้าปากไปแต่ยังดีที่กลืนลงไปแล้ว พร้อมอุทานเสียงดัง…
“เชี้ย!!! ที่นั่งอยู่นั่นนางฟ้าหรือคนวะ” ประโยคเกินจริงจะออกมาจากปากใครไม่ได้นอกจากผู้ชายแพรวพราวอย่างปัณท์ธร
“แล้วคนไหนว่าที่เจ้าสาวมึง ชุดดำหรือชุดขาว”
คเชนทร์เกิดความสงสัยเพราะตรงบาร์นั้นมีสาวสวยนั่งอยู่ถึงสองคน แล้วแม่คุณทั้งสองก็สวยไม่สร่างกันทั้งคู่ บอกตามตรงถ้าให้เลือกระหว่างสองคนนั้นคงเป็นการตัดสินใจที่ยากน่าดู
“ดำ” รพีหันมาตอบเพื่อนตามตรง ทว่าแววตาไม่มีความปลื้มปิติเลยสักนิดที่จะได้แต่งงานกับหญิงสาวที่สวยราวนางพญาขนาดนั้น ก่อนคว้าแก้วเหล้าขึ้นมากระดก
แล้วกลับไปจับจ้องที่หญิงสาวซึ่งกำลังยิ้มหน้าระรื้นจนเขาอดหมั่นไส้ไม่ได้
และเสี้ยววินาทีนั้นเอง อยู่ๆ ความคิดบางอย่างก็ผุดเข้ามาในหัว รพีลอบยิ้มมุมปากก่อนจะคว้าซองบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบเพื่อคลายความเครียดลง
ส่วนในใจก็โลดแล่นแผนการที่พึ่งนึกออกอย่างอามรณ์ดี สีหน้าผิดจากก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง
“เธอน่ะ มานี่สิ” รพีกระดิกปลายนิ้วเรียกหนึ่งในสาวสวยสองคน ที่นั่งประกบอยู่ข้างกายเพื่อนสนิท ซึ่งหญิงสาวก็ทำตามอย่างว่าง่าย
พอเธอทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ ชายหนุ่มก็โน้มลงไปกระซิบข้างใบหูเพื่อให้ได้ยินกันแค่สองคน ท่ามกลางความอยากรู้อยากเห็นของเพื่อนสนิทที่สงสัยในพฤติกรรม
ด้วยรู้จักกันมานานมองลงมาจากตึกมหานครยังดูรู้เลยว่าไอ้รพีมันมีแผนอะไรในใจ และที่สำคัญสีหน้าเจ้าเล่ห์แบบนั้นไม่ใช่เรื่องดีๆ แน่นอน
“กูมีธุระด่วนต้องไปก่อน ส่วนน้องคนนี้กูขอแล้วกันนะไอ้ปัณท์”
รพีลุกขึ้นยืนเต็มความสูงไม่ลืมล่ำลาเพื่อนทั้งสอง แล้วควงแม่สาวทรงโตออกไปทันที โดยไม่คิดอธิบายให้ทั้งคเชนทร์และปัณท์ธรคลายความสงสัย
ถ้าเขาทุกข์รพีจะทำให้นับเก้าทุกข์ยิ่งกว่า…
เวลาสิบเอ็ดนาฬิกาจุดเก้านาที ณ วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดสระบุรี...บทสวดจากท่านเจ้าอาวาสไม่ได้เข้าหูรพีแม้แต่นิด เพราะตอนนี้ในหัวเขาเอาแต่คิดถึงถึงพฤติกรรมของนับเก้าที่ผิดแผกแปลกไปจากเดิม วันนี้เธอไม่เย็นชาใส่เขา แถมยังยิ้มแย้มแจ่มใสจนเขาเริ่มหวั่นใจ... กลัวเหลือเกินว่าสิ่งที่เห็นในตอนนี้จะมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรแอบแฝงพอสิ้นบทสวดถังสังฆทานใบบิ๊กเบิ้มจำนวนหลายใบก็ถูกรพียกไปประเคนต่อหน้าพระเจ้าอาวาสวัด พร้อมกับซองปัจจัยอีกจำนวนหลายซอง การมาทำบุญของนับเก้าในวันนี้ ค่อนข้างจัดหนักจัดเต็มพอสมควร“คนนี้ใช่พ่อของแม่หนูไหม”ด้วยสายตาที่พร่าเรือนไปตามกาลเวลา ทำให้ท่านเจ้าอาวาสต้องหรี่ตาแล้วเพ่งมองมาทางรพี ก่อนจะหันไปเอ่ยถามหญิงสาวผู้เป็นหนึ่งเดียวตรงนั้น“ใช่ค่ะ” นับเก้าพนมมือขึ้นแล้วตอบรับทว่าคนถูกพลาดพิงถึงกับงง รพีไม่รู้มาก่อนว่นับเก้ารู้จักกับพระท่านนี้ มิน่าละเธอถึงเลือกมาทำบุญวัดนี้ ที่แท้ก็เป็นวัดที่มาเป็นประจำ“งั้นก็อย่าเสียเวลาจมปรักอยู่กับทิฐิอีกเลย จะมัวปล่อยให้ความทุกข์มาบดบังความสุขอยู่ทำไม ในเมื่อรู้ทางออกแล้วก็แก้ไขซะนะโยม”นับเก้ายิ้มรับพร้อมพยักหน้าน้อยๆ เธอรู้ดีว่าหลวงพ่อต้
“เมื่อกี้นับพูดจริงเหรอ”คำว่า ‘สามี’ ที่ได้ยินจากปากของหญิงสาวยังตราตรึงและติดอยู่ในใจ จนรพีไม่สามารถสลัดรอยยิ้มออกจากใบหน้าได้เลยให้ตายเถอะ!นับเก้าประกาศว่าเขาเป็นสามีต่อหน้าคนอื่น วินาทีแรกที่ได้ยินคำนั้นรพีเกือบจะยกมือขึ้นมาตบบ่องหูของตัวเอง แต่ก็ทำได้เพียงยืนเนื้อเต้นด้วยหัวใจระริกระรี้“เรื่องอะไรคะ? เรื่องใช้รถพี่รพีพาลูกไปฉีดวัคซีนน่ะเหรอ”เรื่องพาเด็กหญิงลักษิกาไปฉีดวัคซีนเป็นเรื่องจริง แล้วเมื่อครู่นับเก้าก็พึ่งตกลงกับพ่อของลูกเสร็จว่าเธอจะยอมใช้รถของเขาและให้เจ้าตัวขับพาไป“ไม่ใช่เรื่องนี้สิทูนหัว เรื่องที่นับเรียกพี่ว่าสามี... พูดจริงปะ พี่พร้อมเป็นให้นับได้เสมอ”“ไม่จริงค่ะ นับใช้พี่เป็นไม้กันหมาเฉยๆ”นับเก้าซ้อนรอยยิ้มภายใต้สีหน้าเรียบเฉย ขณะวางลูกน้องน้อยนอนลงบนคาร์ซีท ที่รพีพึ่งย้ายจากรถของเธอมาติดตั้งภายในรถของเขาแทน“นับอะ!” รพีออกอาการกระเง้ากระงอด อดตัดพ้อหญิงสาวไม่ได้จริงๆ ที่ชอบมาล้อเล่นกับหัวใจเขา‘หัวใจนะไม่ใช่เซเว่นที่จะเข้ามาเดินเล่นๆ แล้วก็จากไปน่ะ’ “ทำไมคะ? หรือพี่รพีไม่พอใจ ที่นับไปบอกกับคุณณวัฒน์เขาแบบนั้น”“ทูนหัวก็รู้ว่าพี่ไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น พี่แ
ทางด้านรพีหลังจากส่งเมียกับลูกขึ้นรถกลับสระบุรีไปแล้ว ชายหนุ่มก็กลับขึ้นมาบนห้อง ลงมือเก็บข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวลงกระเป๋าใบย่อม เพียงไม่กี่นาทีก็กลับลงมาด้านล่าง“จะไปไหนลูก”แต่ลงมาได้ไม่กี่ก้าวรพีก็ถูกมารดาทักขึ้นเสียก่อน“ผมจะเข้าไปเคลียร์งานที่ออฟฟิศน่ะครับ”“แล้วขนข้าวของอะไรไปเยอะเยอะ”ถ้าไม่ถามและรู้ว่าไปทำงาน สินนภาคงเข้าใจผิดคิดว่าลูกชายเก็บข้าวของหนีตามเมียแน่ๆ“ผมจะไปค้างที่นั่น ผลมทนอยู่ที่นี่ไม่ไหว”ดวงตาคมเข้มหลุบมองพื้นแล้วบอกความรู้สึกที่แท้จริงให้มารดาเข้าใจ เขาทนอยู่ที่นี่ไม่ไหว ในห้องมีแต่กลิ่นลูกกับภาพของนับเก้าวนเวียนอยู่เต็มไปหมด“ผมไปก่อนนะครับ”สิรินนภาพูดไม่ออกนางทำได้เพียงพยักหน้าและปล่อยให้ลูกชายเดินจากไป เห็นลูกเป็นแบบนี้คนเป็นแม่ก็แทบใจสลายต้องไปทำบุญวัดไหนหนอ ลูกชายของนางถึงจะสมหวัง“ถึงกับหนีออกจากบ้านเชียวเหรอ”ร่างสูงหยุดชะงักเป็นรอบที่สอง คราวนี้เป็นน้องชายคนเล็กที่เอ่ยทักเขา“กูไม่ได้หนี กูกำลังจะไปทำงาน”เป็นอย่างปากว่าจริงๆ รพีตั้งใจจะกลับไปเคลียร์งานที่ละเลยมานานหลายเดือน ป่านนี้เอกสารคงกองท่วมหัว หรือไม่ก็คงจะล้นออกมาจนถึงนอกห้องแล้วก็เป็นได้
“ได้เวลาต้องไปแล้วเหรอ”รพีหันไปเห็นแม่ของลูกก่อนเธอจะเอยท้วงเขารับเช็ดน้ำตาออกจากแก้มสากที่มันตกลงมาอย่างไม่รู้ตัว แค่รู้ว่าต้องปล่อยเธอกับลูกออกห่างจากอกเขาก็รู้สึกชาหนึบไปถึงขั้วหัวใจเมื่อคืนทั้งคืนรพีแทบไม่ได้นอนด้วยซ้ำ เขาเฝ้ามองดูสองแม่ลูกยันเช้า ตั้งใจจะเก็บช่วงเวลาเหล่านี้เอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะไม่รู้เลยว่าชาตินี้จะมีโอกาสได้ทำอีกหรือเปล่า“ค่ะ ออกช้ากว่านี้นับกลัวรถเยอะ”“ลูกหลับ... ให้พี่เดินไปส่งที่รถนะ”นับเก้าไม่ได้ปฏิเสธพร้อมหลีกทางให้รพีเดินนำหน้า แล้วเธอก็เดินตามหลังเขาออกไปทำให้เธอเห็นได้ชัดเจนว่าบ่ากว้างที่เคยแข็งแกร่งและผ่าเผยมาตลอดนั้น บัดนี้กลับห่อเหี่ยวแห้งแล้งไร้ความสง่าเหมือนอย่างเคย“แล้วพ่อจะรีบเคลียร์งานเพื่อไปหาหนูนะครับ”รพีวางหนูน้อยนับหนึ่งนอนลงบนคาร์ซีทที่ถูกจัดเตรียมไว้ในรถ ก่อนโน้มตัวลงไปจุมพิตแผ่วเบาข้างแก้มใสของลูกน้อยอีกหลายที ถึงยอมตัดใจถอยห่างออมาอย่างอ้อยอิ่งรู้อยู่แก่ใจว่าอีกไม่กี่วันเราต้องได้เจอกันอีก แต่การปล่อยมือจากสองแม่ลูกที่เป็นดั่งดวงใจและใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันสามคนพ่อแม่ลูกมานานหลายเดือนย่อมรู้สึกใจหายเป็นธรรมดารพีไม่
นับเก้าไม่ได้กลับสระบุรีทันทีหลังออกจากโรงพยาบาล ทุกคนลงคะแนนเสียงตรงกันว่าให้เธอกลับมาอยู่ที่บ้านโชติธนกิจต่ออีกสักพัก จนกว่าจะเลี้ยงเจ้าตัวเล็กคล่องซึ่งเธอเองก็คิดแบบนั้นเพราะที่นี่ล้วนมีแต่พี่เลี้ยงที่มากด้วยประสบการณ์ตรงทุกคน“พริมว่าคุณนับต้องกินน้ำหัวปรีเสริมค่ะ ถ้านมมาน้อยขนาดนี้ไม่ทันหนูหนึ่งกินแน่ๆ”อย่างเช่นสองสะใภ้แห่งบ้านโชติธนกิจ ที่ช่วยสอนวิธีการเป็นแม่ลูกอ่อนให้นับเก้าแทบทุกอย่าง และแนะนำการแก้ไขปัญหาที่ไม่มีเขียนบอกเอาไว้ในตำราหนังสือก่อนจะคลอดเธอศึกษาไว้เยอะพอสมควร ทว่าพอลงหน้างานจริงๆ กลับมีอยู่ไม่กี่อย่างที่ใช้ได้ส่วนปัญหาที่คุณแม่มือใหม่ต้องประสบพบเจอในหนึ่งวันแต่พันมีกว่าเรื่องไม่เกินจริง...“มียี่ห้อไหนแนะนำไหมคะ”“มีแน่นอนค่ะ ตอนนี้เพียงก็ยังกินอยู่ คุณนับจะให้เพียงกดสั่งให้เลยไหมคะ”คุณแม่ลูกสองอย่างเพียงฟ้าเปิดรูปผลิตภัณฑ์เสริมน้ำนมที่ตนเองกินอยู่เป็นประจำให้คุณแม่มือใหม่ดู พร้อมกับอาสา“ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณนะคะ ถ้าไม่ได้คุณพริมกับคุณเพียง นับคงไปไม่เป็น”หญิงสาวเหลือบมองลูกน้อยในวัยสามเดือนที่พึ่งกลมให้หลับไปหยกๆ ด้วยความอ่อนเพลีย แต่ถึงกระนั้นในแววตาก็ยัง
กำหนดคลอดยังเหลืออยู่อีกตั้งหนึ่งอาทิตย์ แต่ดูเหมือนยายลูกสาวหัวรั้นของนับเก้าอยากจะออกมาดูโลกกว้างก่อนเวลาอันควรเสียแล้วขณะนี้เป็นเวลากี่โมงหญิงสาวไม่อาจล่วงรู้ได้ แต่หากให้เดาจากความรู้สึกและเสียงนกเสียงการอบๆ บ้านคงจะเป็นช่วงเช้ามืด“พี่รพีคะ พี่รพี!” นับเก้ากัดฟันเรียกชื่อคนที่นอนหลับอยู่ข้างๆ เตียง เมื่ออาการปวดหน่วงๆ เหมือนเมื่อสิบนาทีก่อนกลับมาเยือนอีกละลอก“นับจะเอาอะไรครับ หรือว่าอยากเข้าห้องน้ำ”คนถูกปลูกให้ตื่นนอนท่ามกลางฝันหวานงวงเงียลุกขึ้นนั่ง ก่อนเอื้อมมือไปเปิดโคมไฟเหนือหัวเตียง เพื่อถามความต้องการของคนท้อง“นับเจ็บท้อง”“ห๊ะ! จะ เจ็บท้องจะคลอดลูกเหรอ ยังไง? หมายถึงพี่ต้องทำยังไง”เท่านั้นแหละอาการสะลืมสะลือเมื่อครู่อันตรธานหายวับภายในชั่วพริบตา รพีผุดลุกขึ้นยืนแล้วเดินวนไปมารอบๆ เตียงนอนราวหนูติดจั่นไม่รู้ว่าจะเริ่มจากส่วนไหนก่อนดี ทั้งๆ ที่หาข้อมูลเตรียมตัวรับมือไวแล้วแท้ๆ แต่พอเผชิญกับสถาการณ์จริง สมองเขากลับเรียบเรียงไม่ถูก“อย่างแรกพี่รพีต้องตั้งสติก่อนค่ะ แล้วพานับไปโรงพยาบาล”ว่าที่คุณแม่อดไม่ได้ที่จะทอนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ดูเอาเถิด... เธอเจ็บท้องจะคลอดรพีย







