LOGINเช้าวันถัดมา บ้านทั้งหลังยังคงเงียบสงบ แสงแดดยามเช้าสาดลอดผ่านม่านบางเข้ามาในห้องครัว กลิ่นข้าวสวยที่เพิ่งหุงเสร็จลอยอ่อน ๆ ผสมกับกลิ่นสมุนไพรที่แม่ครัวกำลังเตรียมวัตถุดิบสำหรับมื้อเช้า ดารินทร์ยืนอยู่หน้าชุดครัว ใส่ผ้ากันเปื้อนสีอ่อน มือบางจับมีดอย่างเก้ ๆ กัง ๆ สีหน้าจริงจังผิดจากบุคลิกอ่อนหวานที่
แสงยามเย็นทอดตัวลงบนเรือนใหญ่ สีส้มอ่อนของดวงอาทิตย์ยามใกล้ลับขอบฟ้าทาบทับสวนหน้าบ้านอย่างเงียบงัน ดารินทร์นั่งอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น มือบางลูบหน้าท้องตัวเองช้า ๆ อย่างเคยชิน ขณะที่สายตาเหลือบมองนาฬิกาแขวนผนังเป็นระยะใกล้แล้ว…เขาน่าจะกลับมาในอีกไม่กี่นาทีนี้แล้วล่ะในที่สุด เสียงรถยนต์ก็ดังขึ้นห
หลังจากถ้อยคำคมกริบที่ฟาดฟันกันไปมาอย่างไม่มีใครยอมใคร สงครามเงียบระหว่างคุณหญิงจิตกมลกับวิไลก็สิ้นสุดลงชั่วคราว ริมฝีปากของทั้งสองหยุดเคลื่อนไหว แต่แววตายังคงแข็งกร้าวราวกับยังไม่ยอมลดธง ความเงียบที่ปกคลุมห้องรับแขกนั้นอึดอัดเสียยิ่งกว่าการโต้เถียงเสียอีกวิไลเป็นฝ่ายลุกขึ้นก่อน เธอสะบัดกระโปรงเล็ก
ยามบ่ายคล้อยของบ้านใหญ่ถูกห่มคลุมด้วยแสงแดดสีทองอ่อน ลอดผ่านม่านโปร่งเข้ามาแตะต้องพื้นหินอ่อนอย่างแผ่วเบา บรรยากาศเงียบสงบผิดกับชื่อเสียงของบ้านหลังนี้ที่ไม่เคยขาดเรื่องราวให้พูดถึง ดารินทร์ยืนอยู่บริเวณโถงกลาง มือทั้งสองประคองถาดเงินที่วางแก้วน้ำขิงอุ่น ๆ ส่งไอหอมจาง ๆ ลอยขึ้นมา เธอสูดลมหายใจลึกหนึ
เขายิ้ม ก่อนจะเหลือบมองหน้าท้องของเธออย่างเอ็นดู “ดูแลตัวเองดี ๆ ล่ะ หลานของพ่อคงแข็งแรงน่าดู”เธอพยักหน้า มือเล็กวางทับหน้าท้องอย่างอ่อนโยน “หนูจะพยายามค่ะ”ทั้งสองคุยกันต่ออีกนาน เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวัน เรื่องดอกไม้ในสวน เรื่องอากาศที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล บางครั้งคุณพ่อก็เล่าเรื่องในอดีต
ยามบ่ายของบ้านใหญ่เงียบสงบกว่าทุกวัน แสงแดดอ่อนส่องลอดผ่านกระจกบานสูงเข้ามาแตะพื้นหินอ่อนจนเกิดเงาวาวบาง ๆ บรรยากาศรอบด้านดูผ่อนคลายอย่างที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก โดยเฉพาะในวันที่คุณหญิงจิตกมลไม่อยู่บ้าน คฤหาสน์หลังใหญ่จึงเหมือนหายใจโล่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดดารินทร์ก้าวออกมาจากห้องนอนอย่างช้า ๆ มือหน







