LOGINทันทีที่ผมเดินเข้าบริษัทก็ทักทายสาวสวยอย่างริสา และพนักงานคนอื่นๆ ทุกคนคุ้นเคยผมดีกว่าเจ้าของบริษัทเสียอีก เมื่อผมเห็นไอ้ทนายหน้าหล่อจึงได้เอ่ยขอบคุณมันขึ้น
“ดีตอนเช้าครับอาเทอร์ อื้ม เรื่องเมื่อคืน ขอบคุณนายมากนะ” ผมก็งงว่าทำไมไอ้หน้าหล่อมันทำหน้างงๆ มันเลิกคิ้วสูงและถามผมกลับมาว่า “ขอบคุณอะไรครับ ที่ไปส่งนายเข้าห้องน่ะหรอ? ” ก็เออน่ะสิวะครับ ก็มีแค่คุณกับผมเนี่ย!! ผมจึงตอบมันกลับไปว่า “ก็ใช่นะสิครับ” ผมยังจ้องหน้าไอ้หน้าหล่อ และฟังมันพูดอีกว่า “เมื่อคืนผมก็เมามาก รู้ตัวอีกทีพี่สันคนขับรถของทางบริษัทก็เอาตัวผมไปโยนใส่ในห้องแล้วล่ะครับ” เชี่ยแล้วไง แล้วเมื่อคืนใครมันมาถอดเสื้อผ้าแล้วเช็ดตัวให้ผมละว่ะเนี้ย จะว่าละเมอหรอ ฝันรึเปล่า ก็คงไม่ใช่ ก็เพราะเมื่อเช้าผมตื่นมาเห็นๆ กันอยู่ว่ามีกะละมังกับผ้าขนหนูวางอยู่ รึผมเมามาก ถอดเสื้อผ้าเอง เช็ดตัวเองเอง แต่กลับจำอะไรไม่ได้ No way ไม่มีทาง ผมมั่นใจว่าตัวเองไม่น่าจะเลอะเลือนได้ขนาดนั้น แต่แล้วไอ้ร่างสูงกว่า 187 มันก็เดินหน้าตายเข้ามา ก่อนจะทักทายพวกผม มันเดินตรงเข้าไปด้านในออฟฟิศของมัน โดยมีหน้าตายเช่นเคย ไม่ได้พูดอะไร ไอ้นี่ ถ้าไม่เห็นว่าเป็นบอสนะ พ่อจะป๊าบเข้าให้ ถึงผมจะงงๆ เรื่องเมื่อคืน แต่ผมก็ไม่ได้ถามไอ้ทนายหน้าหล่อต่อ เพราะมันก็ยืนยันกับผมแล้วว่า มันก็เมามาก ผมจึงเก็บกลืนไอ้ก้อนสงสัยนี้ลงคอไป วันนี้ทีมโปรแกรมพัฒนาที่มาจากจีนจะเข้าร่วมการประชุมด้วย ผมพอจะทราบมาจากริสาว่า พวกเธอเป็นแก๊งสาวสวยในทีมวิจัยซอฟแวร์ค่ายยักษ์ใหญ่จากจีน ทันทีที่ผมได้ยินว่าทีมโปรแกรมพัฒนาจากจีนจะเข้าร่วมการประชุมในวันนี้ หัวผมก็พยายามทำตัวให้เป็นมืออาชีพสุดๆ แม้ว่าจะยังมีเรื่องเมื่อคืนติดค้างในใจ แต่ผมก็ต้องโยนมันออกไปก่อนชั่วคราว “พี่เซบัส พวกเขามาแล้วค่ะ!” เสียงริสาดังขึ้นเรียกความสนใจผม ผมรีบเดินตามเธอไปยังห้องประชุมทันที เมื่อผมเปิดประตูเข้าไป ภาพแรกที่เห็นคือกลุ่มสาวๆ ที่ดูมีความมั่นใจและเป็นมืออาชีพเต็มเปี่ยม แต่สิ่งที่ทำให้ผมต้องชะงักคือหนึ่งในนั้น… เธอดูคุ้นตามาก ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร? หรือผมจะจำผิด? เธอสบตาผมเล็กน้อยก่อนจะยิ้มอย่างสุภาพ แต่กลับเป็นผมที่ยืนแข็งทื่อเหมือนโดนตรึงอยู่กับที่ ริสาเลยสะกิดผมเบาๆ “พี่เซบัสคะ แนะนำตัวหน่อยค่ะ” “อ๋อ…ครับ!” ผมรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ก่อนจะเอ่ยทักทายทีมงานใหม่ “สวัสดีครับ ผมเซบัส ยินดีที่ได้ร่วมงานกับทุกคนครับ” เธอยิ้มตอบ “สวัสดีค่ะ ดิฉันหลินเจียว หัวหน้าทีมพัฒนาโปรแกรมจากเซี่ยงไฮ้ ยินดีที่ได้ร่วมงานกับคุณเซบัสนะคะ” เสียงของเธอนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความมั่นใจ ผมพยักหน้าตอบ แต่ในใจกลับรู้สึกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่าเคยพบเธอที่ไหนสักแห่งมาก่อน แต่ไม่สามารถนึกออกได้ การประชุมดำเนินไปด้วยดี หลินเจียวเป็นคนเก่งและมีไอเดียที่น่าสนใจมาก ผมเริ่มรู้สึกชื่นชมในความสามารถของเธอ แต่ความรู้สึกคุ้นเคยนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว พักเที่ยง หลังจากการประชุมช่วงเช้าจบลง ผมเดินออกมาหาอะไรดื่มที่คาเฟ่ในออฟฟิศ แล้วก็เจอกับหลินเจียวนั่งอยู่คนเดียว “คุณเซบัส มานั่งด้วยกันสิคะ” เธอเอ่ยเชิญด้วยรอยยิ้ม “เอ่อ…ได้ครับ” ผมรับคำพลางนั่งลงตรงกันข้ามเธอ เธอจ้องหน้าผมเล็กน้อย ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า “ดูเหมือนคุณจะสงสัยอะไรบางอย่างเกี่ยวกับฉันนะคะ” ผมชะงัก “เอ่อ…คือ…” ผมพยายามหาคำตอบที่ไม่ทำให้ดูเสียมารยาท แต่เธอกลับพูดต่อ “ฉันเองก็คิดเหมือนกันค่ะ คุณดูคุ้นมาก เหมือนเราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อน” คำพูดของเธอทำให้ผมยิ่งแปลกใจเข้าไปใหญ่ หรือว่าความรู้สึกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับผมคนเดียว? “อาจจะเป็นไปได้ครับ แต่ผมเองก็นึกไม่ออกเหมือนกัน” ผมตอบเธอตามตรง เธอยิ้มเล็กน้อย “บางทีโลกมันก็เล็กกว่าที่เราคิดนะคะ” คำพูดของเธอทำให้ผมคิดตาม แต่ก็ยังไม่มีคำตอบอยู่ดี หลังจากพักเที่ยงจบลง เรากลับไปทำงานต่อ และแม้ว่าทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่ในใจผมยังคงมีคำถามมากมายที่ยังไม่ได้คำตอบ และเหนือสิ่งอื่นใด… เรื่องเมื่อคืนยังคงเป็นปริศนาใหญ่ที่ผมไม่สามารถคลี่คลายได้เลย แล้วไอ้บ้าที่ไหนมันเช็ดตัวให้ผมจริงๆ วะครับเนี่ย!! ผมนั่งในโซนโต๊ะทำงานของผม ตอนนี้ผมเห็นหลินเจียวกับผู้ช่วยสองสาวที่พึ่งเข้ามาใหม่ ดูก็รู้ว่าพวกเธอคงน่าจะเป็นผู้ช่วยของหลินเจียว เอาล่ะหว่า ผมคุ้นๆ หน้าของพวกเธอทั้งสองเข้าอีกแล้ว แต่ก็นั่นแหละครับ ผมต้องชะงักไป เมื่อมีฝ่ายบุคคลเข้ามาตามตัวผมให้ไปพบบอสที่ห้องประชุม พอไปถึงผมก็นึกว่าจะประชุมใหญ่ ที่ไหนได้ มีแค่ไอ้บอสตัวหอม ไอ้ทนายหน้าหล่อ และก็ผม วันนี้พวกเราเริ่มทำงานด้วยกันตั้งแต่บ่าย ดูแล้วน่าจะลากยาวไปจนถึงค่ำ ไอ้บอสแอสตั้นมันถามผมเรื่องโปรเจคเมื่อวาน ให้ตายเหอะครับ เมื่อวานผมเมา และตกดึกผมก็ไม่ได้เตรียมเอกสารอะไร แต่ระดับผม มันหัวกะทิ สติปัญญามันอยู่ในโซนสมองของผม ผมก็ทำการอธิบายเท่าที่ผมจำเนื้อความได้ แทนที่มันจะนั่งฟังหรือยืนฟังดีๆ มันดันมายืนคร่อมที่ด้านหลังผม ตาจ้องตรงมายังหน้าจอที่ผมอธิบาย ก็พอจะรู้หรอกครับว่ามันไม่ได้ดูแปลกอะไร แต่ใจของผมนี่สิครับ ที่ดันเต้นแรงผิดปกติ แม่ง!! ยืนดีๆ ไม่ได้รึไงไอ้ตัวหอม ก็กลิ่นน้ำหอมโคโลญจน์แบบสปอร์ตของผู้ชาย มันเตะเข้าที่จมูกของผม แล่นผ่านปลายประสาทเข้ามา มันใช้กลิ่นอะไรวะครับเนี่ย หอมชนิดที่ผมไม่เคยได้กลิ่นมาก่อน ยิ่งมันหายใจนะ ลมหายใจของมันก็เป็นเอกลักษณ์สุดๆ มันหอมสดชื่นน่าสัมผัส ผมก็อธิบายไม่ถูกอ่ะ เอาเป็นว่ากลิ่นที่ไม่มีสารของนิโคติน คิดเอาละกัน แต่ผมก็ไม่ได้แอนตี้พวกดูดบุหรี่นะครับ แค่อยากอธิบายว่า กลิ่นที่ผมสัมผัสในตอนนี้มันสดชื่นมาก ผมแม่งอธิบายงานให้ไอ้บอสตัวหอมฟังอย่างตะกุกตะกัก แม่งผมไม่เป็นมืออาชีพเอาซะเลย ก็ไอ้ห่า ใครบอกให้มันมาทำท่านี้กันล่ะครับ กลิ่นตัวหอมๆ กับลมหายใจสดชื่นของไอ้บอสตัวร้ายมันทำเอาผมสมองตื้อ อธิบายโปรเจคแทบไม่จบ ผมก็ต้องโล่งอก ที่ไอ้ทนายหน้าหล่อมันออกมาจากห้องน้ำได้สักที ไม่งั้นผมคงได้เสียฟอร์มมากกว่านี้แน่ๆ ไอ้ตัวหอมมันผละตัวออกไปนั่งข้างขวาผม ทำเหมือนไม่มีอะไร แต่มันก็ไม่มีอะไรจริงๆ นั่นแหละครับ คงมีแค่ผม ที่กระวนกระวายไปเอง ส่วนด้านซ้ายตอนนี้ก็เป็นไอ้ทนายหน้าหล่อ นี่ผมยังแอบคิดเลยนะครับ ว่าถ้าเป็นสาวๆ ประกบซ้ายขวาแบบนี้ก็คงจะดี …ทำไมต้องขยับมาใกล้ผมขนาดนั้นวะ? เย็นวันนี้พวกเราไม่ได้ออกไปทานข้าวด้วยกัน เพราะผมต้องรีบเคลียร์โปรเจค แม้งานวันนี้จะผ่านไปได้ด้วยดี แต่ในหัวผมมันมีแต่คำถาม… เมื่อคืนใครเช็ดตัวให้ผม? หลินเจียวคือใคร? ผมแม่งคุ้นหน้าเธอชะมัด และที่สำคัญ… ไอ้บอสแอสตั้นนี่ ผมขับรถกลับบ้านในตอนเย็นโดยมีความคิดเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัว ไม่ว่าจะพยายามโยนมันทิ้งไปสักกี่ครั้ง ความสงสัยก็ยังคงตามหลอกหลอน จนกระทั่งผมกลับมาถึงคอนโดและเห็นสิ่งที่ทำให้หัวใจหล่นวูบ… หน้าประตูห้องผมมีกล่องเล็กๆ วางอยู่ “ของใครวะ?” ผมพึมพำพลางก้มลงหยิบกล่องขึ้นมาดู ไม่มีชื่อผู้ส่ง ไม่มีข้อความ มีเพียงตัวกล่องที่ดูธรรมดาเกินกว่าจะเป็นของขวัญ ผมเปิดกล่องออกและพบว่าภายในนั้นมีผ้าขนหนูผืนหนึ่ง กับโน้ตแผ่นเล็กๆ เขียนด้วยลายมือที่คุ้นตา “เมื่อคืนฉันเป็นคนเช็ดตัวให้นายเอง (แอสตั้น) ” ผมจ้องมองกระดาษในมือด้วยความตกใจ มือไม้สั่นไปหมด “เชี่ย! บอส!” แม่งเห็นโอ้กระจู๋ของผมจนหมดแล้วสินะครับ ไอ้เข้าใจก็พอเข้าใจว่าผู้ชายด้วยกัน แค่แก้ผ้า มันจะไปมีอะไร แต่ที่ผมไม่เข้าใจคือ แล้วเขาจะมาเช็ดตัวให้ผมทำไมวะคร้าบ!! ความคิดวิ่งพล่านในหัว แล้วทำไมต้องเป็นเขา? เขาคิดอะไรอยู่? หรือผมพูดอะไรผิดไปหรือเปล่าตอนเมา? ทันใดนั้นโทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้น เป็นเบอร์ของ…ไอ้บอสแอสตั้น! ผมลังเลก่อนจะกดรับสาย เสียงนุ่มทุ้มของเขาดังขึ้นมา “นายถึงบ้านแล้วหรือยัง?” “คะ…ครับ ถึงแล้ว” ผมตอบกลับไปอย่างไม่มั่นใจ “ดีแล้ว งั้นพักผ่อนเถอะ วันนี้นายดูเหนื่อยมาก” เขาพูดเสียงเรียบ แต่ผมกลับรู้สึกถึงความใส่ใจที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงนั้น “เรื่องเมื่อคืน…” ผมพยายามจะถามออกไป แต่เขากลับพูดแทรกขึ้นมา “ไม่ต้องคิดมาก นายเมามาก ฉันกลัวว่านายจะนอนไม่สบาย” “แต่…” มันยังไม่ทันได้ฟังผม แต่ เลยครับ ไอ้นี่มันก็วางสายไป หรือว่าเมื่อคืนไอ้ตัวหอมมันผ่านมาพอดี เลยช่วยพยุงผมอย่างนั้นน่ะหรอ ไม่คิดแล้วโว๊ย คิดไปก็ปวดหัว แต่พอนึกถึงเรื่องเมื่อตอนกลางวัน ผมนี่ก็แม่งมีอาการแปลกๆ รู้สึกใจเต้นแรงที่มันมายืนคร่อมผมจากทางด้านหลัง บรื๋อ … สยิวกิ้วชะมัด ไลน์กลุ่ม … แอสตั้น อาเทอร์ เซบัส แอสตั้น : มาที่ห้อง 904 อาเทอร์ : ตอนนี้หรอครับ? แอสตั้น : yah ผม : Okay พวกเรามีไลน์กลุ่มเมื่อตอนกลางวัน และก็อยู่คอนโดเดียวกัน ชั้นเดียวกัน แค่คนละห้อง ผมอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ พร้อมๆ กับทุกคนนั่นแหละครับ ก็ตอนนี้มันเป็นเวลาสามทุ่มกว่าแล้ว นี่ผมก็งงว่าไอ้บอสตัวหอมมันเรียกทุกคนไปในยามวิการนี้ทำไม ไม่นานนักเขาก็เปิดประตูต้อนรับผม ซึ่งไอ้ทนายหน้าหล่อมันมาถึงก่อนผมเมื่อครู่ แอสตั้นไอ้บอสตัวหอม มันเปิดโน๊ตบุ๊คออกมา พร้อมกับกดเข้าโปรแกรม กึก ป๊อก … (เสียงเปิดเบียร์กระป๋อง) จากนั้นไอ้บอสตัวหอมมันก็เอามาวางให้ผมกับอาเทอร์คนละกระป๋อง ผมกับไอ้ทนายหน้าหล่อก็เปิดกระดกอย่างไม่คิดอะไร “วันนี้พวกนายคงเห็นแล้วนะ ว่าทีมพัฒนาวิจัยที่มาจากจีน เธอจะมาช่วยนายนะเซบัส มาช่วยดูแลโปรเจคเสริมในเครือข่าย ip ด้วย เห็นว่าจบจากสแตนฟอร์ดเหมือนกัน และน่าจะรุ่นเดียวกันกับนาย” คำพูดนั้นของไอ้ตัวหอม มันทำให้ผมร้องอ๋อถึงบางอ้อ ก็ตอนนั้นที่อยู่แคลิฟอร์เนีย หลินเจียวนางไฮไลท์สีผม แต่งตัวแบบสไตล์อเมริกัน พอมาเมื่อตอนกลางวัน มันเป็นคนละลุค ผมเลยจำเธอไม่ได้ แต่ก็น่าแปลก ทำไมเธอถึงทำเหมือนไม่รู้จักผมซะล่ะ แต่ก็ช่างเถอะ ผมเก็บเอาความสงสัยนี้คืนกลับไป ก่อนจะไปนั่งประจำที่ แต่แล้วไอ้ทนายหน้าหล่อมันก็ขอตัวกลับห้องไปเอาแฟลชไดรฟ์ ไอ้ห่านี่ขี้ลืม หรือผมตื่นเต้นอะไรกันวะครับที่ต้องได้อยู่ในห้องกับไอ้บอสตัวหอมกันเพียงสองคนก่อนหน้านั้นผมไม่รู้เลยว่าพวกมันต้องเจอกับอะไรมาบ้าง ผมมารู้ทีหลังว่าตอนศาลตัดสิน คดีพลิก พวกมันหายไปในช่วงหกเดือน เพราะกำลังสืบคดีช่วยผมอย่างลับๆแม่ง ทำอะไรไม่เคยปรึกษากันเลยและผมก็มารู้ทีหลังว่าพวกมันจ้างนักสืบเอกชนตามหาผม ถึงแม้ผมจะหายไป พวกมันตามไปถึงสแตนฟอร์ด รัฐแคลิฟอร์เนียเลย พวกมันพยายามหาหมัดเด็ด ผมรู้ได้ยังไงหรอ? ผมก็มีเงินไงครับ ใช้ทนายและนักสืบของผมช่วยสืบหาพวกมันเช่นกัน และคนเบื้องหลังคือหลินเจียวสองปีที่ผ่านมา แอสตั้นมันเข้าโรงบาลเพราะบ้า เล่นเสเพล ใช้ชีวิตตามใจ ทั้งๆ ที่ตอนนั้นผมเจอมันที่สถานที่อโคจร มันไปเพราะต้องการสืบเรื่องของผมเพิ่มเติม ตอนแรกก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงนัดกันที่นั่น แต่มาถึงตอนนี้ ผมไม่มีข้อสงสัยอะไรกับพวกมันทั้งคู่ถึงแม้ผมจะยังไม่รู้ความจริงทั้งหมด แต่ผมก็ไม่สามารถฟ้องพวกมันกลับได้อยู่ดีมันให้ผมมาเป็นพาร์ทเนอร์ในบริษัท ซึ่งหุ้นส่วนหลักๆ ก็มีผม มัน และอาเทอร์ พวกเราทำงานร่วมกัน ช่วงนี้มันเริ่มไม่ให้ผมอยู่ห่างจากสายตาพวกมัน ผมก็เหมือนลูกนกขี้แยในสายตาพวกมัน ทุกอย่างพวกมันก็จะรองมือรองไม้ให้ผมไปซะหมดวันว่างๆ พวกมันพาผมไปทำเลเซอร์ลบรอยแผลเป็น พวกเรา
ผมพยุงร่างโซเซของมันออกมาจากห้องน้ำ เราทั้งคู่เดินไปยังโซฟากำมะหยี่ตัวใหญ่ มันนอนกึ่งนั่งหลังชนพนักพิง ผมขึ้นคร่อมร่างมันอย่างไว สมองของผมมันหวั่นไวไปหมดมันใช้มือช่วยดึงรูดแกนกายของผมขึ้นลง จนน้ำสีใสตรงปลายหัวฉ่ำเยิ้มทะลักเปรอะไปหมด มันผลักร่างของผมลง ก่อนจะก้มลงใช้ลิ้นเกี่ยวตวัดอย่างช่ำชอง มันกระดกลิ้นไปพร้อมกับดูดแกนกายขึ้นลงจนผมเริ่มทนไม่ไหว มันแม่งเด็ดสุดยอด ผมเริ่มทนไม่ไหว พยายามจะผลักใบหน้าของมันออก แต่มันกลับยิ่งดูดแรงและเร็วขึ้น ลิ้นเกี่ยวตวัดหัวหยักของผมเป็นวงกลมและกระดกลิ้นรัวๆอื้มมม ….“ผมจะแตกแล้ว ….”อ๊าาาห์ ….ในที่สุดผมก็พ่นพิษเข้าไปในอุ้งปากของมัน มันก็กระดกอึกเข้าลำคอในพรวดเดียวมึงแม่ง!! ไอ้ขี้หื่น!!มันลามเลียจากสองลูกโลกของผมขึ้นมาเรื่อยๆ จนมางับกระดกเข้าที่ตุ่มเม็ดเล็กๆ สีชมพูสองข้างหว่างอกของผม มันใช้ลิ้นตวัดวนเป็นวงกลมรอบๆ เม็ดเสียว ก่อนจะขบงับเล่นกับเม็ดเล็กๆ อย่างแผ่วเบา เสียงดูดหัวนมดังจนผมเริ่มหวามไหวอีก ระรอก มันค่อยๆ หยัดกายขึ้นคร่อมผม บังคับให้ผมอมเจ้าไซซ์ 60 ของมันอื้มมม ….มันร้องครางอย่างพอใจเมื่อผมดูด“ดูดแรงๆ หน่อยเซบัส”มันสั่งผม พร้อมใช้มือบังคั
สองเดือนแล้วที่ผมกลับมาทำงานภายใต้องค์กรลับๆ ภายในประเทศ ผมผู้ที่ค่าตัวยังแพงมหาศาลภายใต้โครงการของภาครัฐ ผมมีหน้าที่ให้มาติดตั้งและพัฒนาวิจัยบนยอดดอยที่ห่างไกลแห่งหนึ่ง พวกเขายังห่างไกลคำว่าอินเทอร์เน็ตไปมาก ดังนั้นแล้วผมจึงมีโอกาสได้เป็นส่วนหนี่งในการติดตั้งโปรแกรมในครั้งนี้ แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าเจ้าพ่อไมโครซอฟรายใหญ่ดันเป็นไอ้ทนายหน้าหล่อ ผมก็นึกว่ามันมีแค่บริษัทจัดตั้งทนายนี่หว่าผมมารู้ทีหลังว่าอาเทอร์มันไม่ได้เก่งแค่เป็นทนาย แต่มันยังรู้เรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีได้ดีทีเดียวตอนแรกที่เจอมัน ผมก็ไม่ได้คิดอะไร ปกติแล้วงานแบบนี้ต้องใช้คนที่มีความสามารถเฉพาะทางอยู่แล้ว ผมจึงไม่ได้แปลกใจอะไรที่เห็นคนแปลกหน้าในโครงการเดียวกัน แต่พอเริ่มทำงานไปสักพัก ผมก็เริ่มสังเกตเห็นบางอย่างที่มันไม่ปกติ“ทนายรหัส?” ผมถามตัวเองเมื่อเห็นไอ้หน้าหล่อคนนี้กำลังพิมพ์โปรแกรมบนคอมพิวเตอร์อย่างชำนาญแล้วก็ได้คำตอบในวันที่ผมเจอเขาบนโต๊ะประชุม เขายิ้มบางๆ พร้อมบอกว่า “ใช่ครับ ผมไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ทนาย แต่ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีด้วย ตอนนี้บริษัทของผมเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาซอฟต์แวร์สำคัญของรัฐบาล”ผมอ้าปาก
เสียงหัวใจของผมเต้นแรงเหมือนจะหลุดออกมาจากอก เมื่อแอสตั้นยังคงยืนอยู่ตรงนั้น ใกล้ชิดผมเกินไป ข้างๆ ตัวผมมันช่างยุ่งเหยิง ไอ้ความรู้สึกที่พยายามลืมมันไปกลับย้อนกลับมาอย่างไม่ทันตั้งตัว กลิ่นน้ำหอมของมันแทรกซึมเข้ามาจนทำให้สมองผมเบลอไปหมด ผมพยายามตั้งสติ แต่ความรู้สึกที่เคยเจ็บปวดกลับลุกขึ้นมาอีกครั้ง“อย่ามากอดผม ปล่อยนะผมจะออกไป” ผมพูดเสียงแหบห้าวกับมัน แม้จะพยายามดึงตัวออกจากการกอดของมัน แต่กลับรู้สึกเหมือนโดนยึดตัวเอาไว้ไม่ให้หนี“เซบัส นายจำไม่ได้จริงๆ เหรอ?”แอสตั้นยังคงถามในน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะอ่อนลง แต่มันก็ยังมีแววของความกังวลที่ซ่อนอยู่ มันเหมือนจะยิ่งทำให้ผมเจ็บปวดมากขึ้นไปอีก สภาพจิตใจของผมมันซับซ้อน ร่างกายที่มันสัมผัสทำให้รู้สึกเหมือนยังมีบางอย่างที่ไม่ได้หายไป แต่ผมต้องระงับมันเอาไว้“ผมบอกว่าไม่รู้จักคุณ” ผมตอบออกไปพร้อมกับยิ้มบางๆ มันไม่ได้แสดงถึงความสุข แต่เป็นแค่การยิ้มที่เคลือบด้วยความเจ็บปวดแอสตั้นยืนนิ่งเหมือนตกตะลึง มันถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วก็กอดผมแน่นขึ้น มันไม่พูดพล่ามอะไรอีก ผมมารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ริมฝีปากอุ่นร้อนของมันทาบทับลงมาที่กลีบปากของผม มันบดเบียดดุนด
ผ่านมาสองปีแล้ว หลังจากที่ศาลยังไม่ตัดสินและยืดเยื้อคดีออกไป เพราะหลักฐานที่ทีมทนายของผมมี และทางไอ้แอสตั้นมี มันลบล้างกันไม่ได้ ผมออกมาจากบริษัทของมันเพื่อดูแลรักษาตัวอย่างเงียบๆ ผมเข้าโรงบาลสลบไปสามวันเต็มๆ จากนั้นผมก็ทำเรื่องย้ายมารักษาตัวเองต่อที่ชิคาโก้ ทำไมถึงเลือกมารักษาที่นี่น่ะหรอครับ ก็หมอเก่งๆ ด้านประสาทวิทยาชั้นนำของโลกมักอยู่ที่นี่ อีกอย่างผมหาเงินมาได้เยอะแยะ จะนำมาใช้รักษาตัวเองจะเป็นอะไรไปส่วนแม่ของผมก็อยู่ที่นี่กับสามีใหม่ของเธอ ดังนั้นมันจึงเอื้ออำนวยไปหมด จากอาการสาหัสของผม แพทย์ระบุว่าดีแค่ไหนแล้วที่สมองของผมไม่ได้รับความเสียหาย ผมต้องฟื้นฟูตัวเองทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ร่างกายของผมมันไม่ตอบสนองมาเป็นปีๆส่วนเจ้านั่นของผม มาถึงตอนนี้ มันก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะใช้การได้ แม่งเอ๊ย!! ผมที่รอโอกาสได้แก้แค่นไอ้แอสตั้นด้วยการตอกตูดของมันคงพังทลายการฟื้นฟูตัวเองหลังจากอุบัติเหตุร้ายแรงที่เกือบทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปตลอดกาลไม่ใช่เรื่องง่าย ผมใช้เวลาหลายเดือนในโรงพยาบาล ทำกายภาพบำบัดทุกวัน และเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับสภาพร่างกายที่เปลี่ยนไป ถึงแม้ว่าภายนอกจะดูเหมือนไม่มีอะ
ร่างสูง 187 ค่อยๆ เปิดประตูเข้ามา แน่นอนว่าแอสตั้นมีรหัสที่จะเปิดเข้ามาด้านในห้องของอาเทอร์ได้โดยง่ายเสียงหัวเราะเบาๆ ดังเล็ดลอดออกมาจากห้องด้านใน เสียงที่เขาคุ้นเคยแต่กลับรู้สึกเจ็บแปลบเมื่อได้ยินในเวลานี้ เขากำลังจะเคาะประตูห้องเพื่อเรียก แต่กลับพบว่าประตูด้านในห้องนอนเปิดแง้มอยู่ทันทีที่สายตาของแอสตั้นมองเข้าไปในห้อง ทุกอย่างในหัวของเขากลับนิ่งงัน บนเตียงนุ่มของอาเทอร์ เซบัสกำลังโน้มตัวเข้าหาอาเทอร์อย่างใกล้ชิด ริมฝีปากของทั้งสองแนบชิดกันด้วยความหลงใหล สัมผัสที่เร่าร้อนของพวกเขาราวกับโลกทั้งใบมีเพียงกันและกันหัวใจของแอสตั้นเต้นรัว เขาไม่รู้ว่าความรู้สึกที่ผุดขึ้นมานั้นคือความเจ็บปวด ความหึงหวง หรือความสับสน ร่างของเขาชะงักอยู่ที่ประตู แม้เสียงในหัวจะสั่งให้เขาหันหลังกลับ แต่ขากลับไม่ยอมขยับเลยแม้แต่น้อยอาเทอร์เป็นฝ่ายหันมาเห็นเขาก่อน สายตาของอาเทอร์แฝงไปด้วยความตกใจและรู้สึกผิด ขณะที่เซบัสเหลือบมองแอสตั้นช้า ๆ ดวงตาคมดุของเซบัสเหมือนกำลังอ่านความรู้สึกทุกอย่างในใจของเขาออก“แอสตั้น…” อาเทอร์เอ่ยเสียงแผ่ว “ผมอธิบายได้นะ…”เซบัสกลับไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแต่จ้องมองแอสตั้นด้วยแววตา







