Se connecter“คืนนี้เรารีวิวโปรเจคกัน” แอสตั้นเอ่ยเรียบๆ แต่สายตามันกลับดูผ่อนคลายเหมือนคนไม่ได้จริงจังกับงานเลยแม้แต่น้อย
“รีวิวโปรเจค…ตอนนี้เนี่ยนะครับ?” ผมถามพร้อมกับมองหน้าอาเทอร์ที่ก็ดูจะงงไม่ต่างจากผม ไอ้ทนายหน้าหล่อหัวเราะเบาๆ ก่อนตอบแทนผม “ผมว่าบอสมันอยากดื่มมากกว่านะ ดูสายตามันดิ” ผมคิด ไอ้ตัวหอมหัวเราะเบาๆ อย่างกับรู้ว่าผมกำลังคิดอะไร “จะดื่มด้วย คุยงานด้วย” ผมถอนหายใจ ไอ้เชี่ยบ้า มึงรู้ความคิดกู ผมเปิดโน้ตบุ๊กตัวเองที่พกมาด้วย แม้จะงงกับเหตุการณ์ตอนนี้ แต่ผมรู้ว่าปฏิเสธอะไรไม่ได้เลย ไอ้ตัวหอมนี่เวลามันเอาจริงก็เอาให้ตายเลยล่ะครับ ชั่วโมงถัดมา ผมนั่งพิมพ์แก้ไฟล์งานไป พลางสลับดื่มเบียร์ไปจนเกือบหมดกระป๋อง ไอ้บอสตัวหอมนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม มือหนึ่งถือกระป๋องเบียร์ ส่วนอีกมือก็ดูเอกสารที่ผมกับอาเทอร์ส่งให้มัน อาเทอร์นั่งไขว่ห้างดูชิลล์เหมือนไม่ใช่การประชุมย่อย แต่ทุกอย่างกลับไหลลื่นอย่างน่าประหลาด จนกระทั่งแอสตั้นหันมาพูดกับผม “เซบัส นายเก่งนะ แต่ชอบประมาท” “หา? ประมาทอะไรครับ?” ผมเลิกคิ้ว ก่อนที่มันจะยิ้มจางๆ “เมื่อวานนายบอกฉันว่าเอกสารครบแล้ว จำได้ไหม?” ผมขมวดคิ้ว “ครบแล้วนะครับ?” มันเลิกคิ้วใส่ผมแทนคำตอบ ก่อนจะดึงแฟ้มในมือขึ้นมาโยนลงตรงหน้า “แล้วนี่ล่ะ?” ผมก้มมองแฟ้มนั้น แม่งเอ๊ย…ไฟล์สำคัญที่ลืมใส่ไป! ผมหน้าเสียทันที ขณะที่อาเทอร์หัวเราะเบาๆ “คราวหลังอย่าประมาท” แอสตั้นพูดจบก็พิงพนักโซฟา สายตาจ้องหน้าผมเหมือนเตือน ผมไม่เถียงอะไร พยักหน้าแบบยอมรับผิดในใจลึกๆ และบอกตัวเองว่าจะไม่ให้เกิดแบบนี้อีก “ขอโทษครับ” ผมพูดออกไปอย่างจริงใจ “ดี” มันตอบแค่นั้น ก่อนจะหยิบเบียร์ขึ้นดื่มต่อ “งั้นในส่วนของผมคือต้องคอยจดทุกรายงานโปรเจค ก็เมื่อตอนนี้มันไม่มีหน้าที่ของผม งั้นเดี๋ยวผมขอตัวไปตรวจเอกสารที่เหลือต่อนะครับ” ไอ้เชี่ยอาเทอร์ มันจะปล่อยให้ผมอยู่กับไอ้บอสกันแค่สองคน แต่ผมจะกลัวอะไรวะครับเนี่ย แต่ตอนนี้ผมต้องแก้ไฟล์เอกสารที่เหลือต่อหน้าไอ้บอสนี่สิคร้าบ เพราะระบบปฏิบัติการต่างๆ จะผ่านพ้นสายตามันไปไม่ได้ อีกอย่างบางโปรแกรมมันต้องใส่รหัสส่วนตัวปลดล็อกให้ผม ผมจึงจำยอมอยู่ในห้องของไอ้บอสตัวหอมกันแค่สองคน มันลุกขึ้นยืนเต็มความสูง 187 ซึ่งก็ไม่สูงกว่าผมสักเท่าไหร่ เดินไปที่ตู้ที่ดีไซน์แปลกๆ ดูผิวเผิน ห้องนี้ถูกเก็บซ่อนเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เข้ากับผนังห้อง มันเรียบหรู ดูเก๋ดี ไม่นานนักไอ้ตัวหอมมันก็เดินมา พร้อมกับเปิดเบียร์อีกกระป๋อง และมันก็เปิดให้ผม ก่อนจะวางข้างๆ โน๊ตบุ๊คของผม ผมกลัวว่ามันจะหก จึงเลื่อนมันออกไปวางไกลๆ ไอ้ตัวหอมมันมองหน้าผม เหมือนผมเสียมารยาท ผมเอ่ยขอบคุณมันแล้วนะตอนที่มันเปิดให้ และตอนนี้ผมก็ต้องอธิบายกับมันอีกว่า “ผมกลัวว่ามันจะหกรดเอกสารสำคัญ” พูดจบผมก็ยกกระดกไปครึ่งป๋อง ก่อนจะวางมันไกลๆ กลับไปใหม่ ไอ้นี่ก็เดินไปด้านนอกระเบียง มันคงกลัวผมอึดอัด จึงปล่อยให้ผมนั่งทำงานไปอย่างเงียบๆ สักพักไอ้ตัวหอมก็เดินเข้ามา มันมานั่งดูผมแก้ไฟล์งาน แม่งกลิ่นนี้ตีเข้าจมูกผมอีกแล้ว อยากจะหันไปถามมันชะมัด ว่าที่มีตั้งเยอะ ไม่ไปนั่ง มันจะให้ผมนั่งทำงานอย่างสบายใจหน่อยไม่ได้รึไง แต่แล้ว!! เมื่อผมหันไปจ้องมัน แม่งเอ้ย ใบหน้าของผมกับไอ้ตัวหอมมันห่างกันไม่ถึงคืบ มันจ้องมาที่ปากของผม เชี่ยอะไรวะครับเนี่ย ผมแม่งใจสั่น ทำตัวไม่ถูก ยิ่งสูดเอาลมหายใจที่มันพ่นออกมานะ อื้อหืม รู้สึกบอกไม่ถูกเป็นบ้า ไอ้ตัวหอมมันค่อยๆ เคลื่อนสายตาขึ้นมาแล้วสบตาผม ตอนนี้ผมก็บอกตัวเองไม่ถูกเหมือนกันครับ ว่ากำลังคิดอะไร สมองมันว่าง มันล่องลอยไปหมด มันก้มลงมาจูบผม มือหนาดึงทึ้งท้ายทอยของผมไม่ให้ขยับไปไหน ไอ้เชี่ย!! แม่งมาขโมยจูบผมอีกแล้ว คราวนี้มันสอดลิ้นเข้ามา มันพยายามเอาลิ้นดุนดันเข้ามาในโพรงปากของผม ซึ่งผมเม้มมันเอาไว้ แต่มันก็ใช้อุ้งมือหนาของมันบีบปากของผมให้อ้ากว้างออก มันดูดดึงลิ้นของผมอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่มันจะค่อยๆ ถอนริมฝีปากออก “นายไม่เคยจูบรึยังไง? ” ก็ใช่น่ะสิครับ ถ้าไม่รวมเรื่องวันนั้น ผมก็ไม่เคย “แอสตั้น นายกำลังเมา ผมว่าผมกลับห้องก่อนดีกว่า” ผมบอกกับมัน แต่แทนที่มันจะฟังผม มันกลับพูดว่า “ให้ฉันสอนจูบให้เอามั้ย นายอยู่เมกาตั้งหลายปี น่าแปลกที่จูบไม่ประสาเอาซะเลย” ไอ้ตัวหอมมันทิ้งคำพูดเอาไว้แค่นั้น ทำไมวะครับ ถึงผมจะอยู่ที่ไหน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับจูบ แต่แล้วผมก็ต้องสะอึกกับคำพูดของไอ้หน้าหล่ออีกครั้งที่จู่ๆ มันก็พูดมาว่า “อยากลองกับฉันมั้ยล่ะ …” มันเงียบไปชั่วครู่ก่อนพูดต่ออีกว่า “เรื่องเซ็กส์ มันก็เป็นแค่รสนิยม ไม่มีถูก ไม่มีผิด บางทีฉันอาจจะสอนนายให้เก่งได้” มันไม่รอให้ผมได้ตอบคำถามอะไรเลยครับ มันจับโน๊ตบุ๊คของผมปิดหน้าจอลง ผมนิ่งอึ้งไป ไม่รู้จะตอบโต้อะไรดี ไอ้ตัวหอมนี่มันบ้าไปแล้วรึเปล่า จู่ๆ มาชวนผมคุยเรื่องพรรค์นั้นกลางดึกแบบนี้ ผมตั้งสติและพยายามหยิบโน้ตบุ๊กของตัวเองคืน แต่ไอ้แอสตั้นดันเอามือกดมันไว้บนโต๊ะ “นายจะไปไหน?” มันถามพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ผมบอกแล้วไงว่าจะกลับห้อง” ผมพยายามตอบกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ แต่แม่งเอ๊ย…แววตามันกลับดูเหมือนคนที่ไม่มีทางปล่อยผมไปง่ายๆ “ฉันยังไม่ได้บอกว่าประชุมจบเลยนะ” ผมถอนหายใจ “แอสตั้น พอเถอะ ผมไม่ได้สนุกกับเรื่องแบบนี้” “แล้วนายสนุกกับอะไรล่ะ?” มันถามพร้อมกับขยับหน้าเข้ามาใกล้กว่าเดิม ผมถอยตัวออกอย่างอัตโนมัติ “ผมสนุกกับการทำงานที่มันจบอย่างราบรื่น” มันหัวเราะเบาๆ พลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอีกครั้ง ก่อนจะมองลงมาที่ผม “งั้นคืนนี้ฉันจะปล่อยนายไปก่อน…แต่อย่าคิดว่าฉันจะยอมแพ้ง่ายๆ ล่ะ เซบัส” ผมรีบคว้าโน้ตบุ๊กของตัวเองแล้วลุกขึ้นทันที หัวใจเต้นระส่ำราวกับเพิ่งหนีออกมาจากอะไรสักอย่างที่ควบคุมไม่ได้ ไอ้ตัวหอมมันแค่ยืนมองผมเดินออกไปจากห้องด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก เหมือนมันรู้ว่ามันกำลังครอบงำผมทีละนิด แม่งเอ๊ย…นี่มันอะไรกันวะครับ ความรู้สึกนี่มันอะไรกันแน่… ผมปิดประตูห้องลง ในขณะที่สายตาก็หันกลับไปมองยังห้องที่พึ่งเดินจากมา ผมเห็นเพียงทางเดินเรียงราย ใช่ครับ มันไม่ได้ยืนจ้องผมอยู่หรอก หรือว่าจริงๆ ไอ้ตัวหอมนี่มันแอบคิดว่าผมชอบผู้ชายวะครับ หรือผมควรต้องมีแฟนจริงๆ จังๆ ทำให้มันได้รู้กันไปเลยว่าผมชอบผู้หญิง แต่จะทำไงได้ล่ะครับ ดูท่าแล้ว ผมคงต้องเจอกับไอ้ตัวหอมไปอีกนาน เพราะโปรเจคที่ว่าคงลากยาวเป็นปีๆ อีกอย่างแม่งเอ๊ย ในเงื่อนไขสัญญาของทางบริษัท ผมสัญญาผูกขาดเป็นลูกจ้างภายใต้เงื่อนไข 4 ปี แม่งเชี่ยแล้วไง ก็ปีนี้พึ่งเป็นปีที่สองที่ผมทำงานอยู่ “นายไม่เคยจูบรึยังไง?” เสียงนั้นยังดังก้องอยู่ในหัว แม่ง…ผมเกลียดตัวเองที่ดันรู้สึกอะไรบางอย่างจากคำพูดนั้น ผมปล่อยให้ความเย็นของเครื่องปรับอากาศภายในห้องช่วยทำให้จิตใจของผมสงบลง จากนั้นก็เปิดโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอย่างลนลาน เปิดหาแชตของคนที่พอจะช่วยผมได้ในตอนนี้ “อาเทอร์” ผมพิมพ์ไปหาไอ้ทนายหน้าหล่อที่เป็นเพื่อนร่วมงาน พร้อมเล่าเรื่องย่อๆ ถึงความบ้าบอของแอสตั้นให้มันฟัง แน่นอนว่าไอ้นี่ตอบกลับมาไวเหมือนเคย “ฮ่าฮ่า เชี่ยเอ๊ย บอสเราแม่งเอาจริงว่ะ” “นายขำผมเหรอวะ?!” ผมพิมพ์กลับไปอย่างหงุดหงิด แต่มันดันตอบกลับมาด้วยข้อความที่ทำให้ผมพูดไม่ออก “แล้วนายล่ะ รู้สึกยังไง?” รู้สึกยังไงเหรอ? ผมมองข้อความนั้นซ้ำไปซ้ำมา สมองเหมือนจะตีกันเอง ตอบไม่ได้ว่ามันคืออะไร มือยกขึ้นกุมหัวตัวเองเหมือนคนที่พยายามหนีอะไรสักอย่าง แต่สุดท้าย…ผมก็หนีตัวเองไม่พ้น แทนที่จะได้คำตอบที่ดีจากไอ้หน้าหล่อ แต่แม่งมันยิ่งทำให้ผมปวดประสาท เช้าวันต่อมา การกลับมานั่งที่โต๊ะทำงานหลังจากเหตุการณ์เมื่อคืนทำให้ผมรู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่บนสนามรบ ทุกสายตาของคนในทีมจับจ้องมาที่ผมและแอสตั้นที่เพิ่งเดินเข้ามาด้วยกัน แต่ละคนดูเหมือนกำลังลุ้นว่าบอสใหญ่จะทำอะไร “ประชุมใน 15 นาที” แอสตั้นพูดเพียงเท่านั้นก่อนจะเดินเข้าห้องไป ผมพยายามเมินความรู้สึกแปลกๆ ที่เกิดขึ้นในใจและเตรียมเอกสารให้พร้อม ระหว่างที่กำลังพิมพ์ไฟล์งานอยู่ เสียงโทรศัพท์ที่โต๊ะก็ดังขึ้น ผมรีบรับสายก่อนที่มันจะดังนานเกินไป “เซบัส มาพบฉันที่ห้อง” น้ำเสียงเรียบนิ่งที่คุ้นเคยทำให้หัวใจผมกระตุก ไอ้ตัวหอม…ผมรู้ทันทีว่ามันต้องการอะไร ภายในห้องประชุมเล็ก ผมเดินเข้าไปอย่างไม่เต็มใจนัก แอสตั้นยืนอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่าง แสงแดดอ่อนๆ ส่องเข้ามาจนทำให้ร่างของเขาดูมีออร่า “เซบัส” มันเอ่ยเรียกผม ผมเงยหน้ามองมัน “ครับ?” มันเดินเข้ามาใกล้ และหยุดอยู่ตรงหน้าผม “นายคิดเรื่องเมื่อคืนบ้างหรือเปล่า?” คำถามของมันเหมือนคมมีดที่ปักเข้ามาในใจ ผมไม่รู้ว่ามันต้องการอะไรจากผมกันแน่ “ผมว่าเราไม่ควรพูดถึงมันอีก” แอสตั้นหัวเราะเบาๆ “ทำไมล่ะ? นายไม่อยากรู้หรือว่าตัวเองรู้สึกยังไง?” ผมพยายามเบือนหน้าหนี แต่ไอ้ตัวหอมนี่ไม่ปล่อยผมง่ายๆ มันจับปลายคางของผมให้หันกลับมาสบตากับมัน “ตอบฉันสิ เซบัส” ผมกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ใจเต้นระรัวจนเหมือนมันจะระเบิดออกมา แล้วคำถามที่มันยิงมานั้นก็เหมือนกับระเบิดที่ผมไม่รู้วิธีหลบหลีก “นายคิดว่าตัวเองชอบผู้ชายหรือเปล่า?” ไอ้เชี่ย!! ผมไม่เคยคิดข้อนี้มาก่อนเลยนะครับ หรือว่ามันจะมีรสนิยมอย่างว่าจริงๆ เอาอีกแล้ว มันจ้องตรงมาที่ปากผมอีกแล้วครับ แม่งหัวใจผมก็เต้นรัวแรงซะเหลือเกินตอนนี้ ตุบๆ ตุบๆ ตุบๆก่อนหน้านั้นผมไม่รู้เลยว่าพวกมันต้องเจอกับอะไรมาบ้าง ผมมารู้ทีหลังว่าตอนศาลตัดสิน คดีพลิก พวกมันหายไปในช่วงหกเดือน เพราะกำลังสืบคดีช่วยผมอย่างลับๆแม่ง ทำอะไรไม่เคยปรึกษากันเลยและผมก็มารู้ทีหลังว่าพวกมันจ้างนักสืบเอกชนตามหาผม ถึงแม้ผมจะหายไป พวกมันตามไปถึงสแตนฟอร์ด รัฐแคลิฟอร์เนียเลย พวกมันพยายามหาหมัดเด็ด ผมรู้ได้ยังไงหรอ? ผมก็มีเงินไงครับ ใช้ทนายและนักสืบของผมช่วยสืบหาพวกมันเช่นกัน และคนเบื้องหลังคือหลินเจียวสองปีที่ผ่านมา แอสตั้นมันเข้าโรงบาลเพราะบ้า เล่นเสเพล ใช้ชีวิตตามใจ ทั้งๆ ที่ตอนนั้นผมเจอมันที่สถานที่อโคจร มันไปเพราะต้องการสืบเรื่องของผมเพิ่มเติม ตอนแรกก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงนัดกันที่นั่น แต่มาถึงตอนนี้ ผมไม่มีข้อสงสัยอะไรกับพวกมันทั้งคู่ถึงแม้ผมจะยังไม่รู้ความจริงทั้งหมด แต่ผมก็ไม่สามารถฟ้องพวกมันกลับได้อยู่ดีมันให้ผมมาเป็นพาร์ทเนอร์ในบริษัท ซึ่งหุ้นส่วนหลักๆ ก็มีผม มัน และอาเทอร์ พวกเราทำงานร่วมกัน ช่วงนี้มันเริ่มไม่ให้ผมอยู่ห่างจากสายตาพวกมัน ผมก็เหมือนลูกนกขี้แยในสายตาพวกมัน ทุกอย่างพวกมันก็จะรองมือรองไม้ให้ผมไปซะหมดวันว่างๆ พวกมันพาผมไปทำเลเซอร์ลบรอยแผลเป็น พวกเรา
ผมพยุงร่างโซเซของมันออกมาจากห้องน้ำ เราทั้งคู่เดินไปยังโซฟากำมะหยี่ตัวใหญ่ มันนอนกึ่งนั่งหลังชนพนักพิง ผมขึ้นคร่อมร่างมันอย่างไว สมองของผมมันหวั่นไวไปหมดมันใช้มือช่วยดึงรูดแกนกายของผมขึ้นลง จนน้ำสีใสตรงปลายหัวฉ่ำเยิ้มทะลักเปรอะไปหมด มันผลักร่างของผมลง ก่อนจะก้มลงใช้ลิ้นเกี่ยวตวัดอย่างช่ำชอง มันกระดกลิ้นไปพร้อมกับดูดแกนกายขึ้นลงจนผมเริ่มทนไม่ไหว มันแม่งเด็ดสุดยอด ผมเริ่มทนไม่ไหว พยายามจะผลักใบหน้าของมันออก แต่มันกลับยิ่งดูดแรงและเร็วขึ้น ลิ้นเกี่ยวตวัดหัวหยักของผมเป็นวงกลมและกระดกลิ้นรัวๆอื้มมม ….“ผมจะแตกแล้ว ….”อ๊าาาห์ ….ในที่สุดผมก็พ่นพิษเข้าไปในอุ้งปากของมัน มันก็กระดกอึกเข้าลำคอในพรวดเดียวมึงแม่ง!! ไอ้ขี้หื่น!!มันลามเลียจากสองลูกโลกของผมขึ้นมาเรื่อยๆ จนมางับกระดกเข้าที่ตุ่มเม็ดเล็กๆ สีชมพูสองข้างหว่างอกของผม มันใช้ลิ้นตวัดวนเป็นวงกลมรอบๆ เม็ดเสียว ก่อนจะขบงับเล่นกับเม็ดเล็กๆ อย่างแผ่วเบา เสียงดูดหัวนมดังจนผมเริ่มหวามไหวอีก ระรอก มันค่อยๆ หยัดกายขึ้นคร่อมผม บังคับให้ผมอมเจ้าไซซ์ 60 ของมันอื้มมม ….มันร้องครางอย่างพอใจเมื่อผมดูด“ดูดแรงๆ หน่อยเซบัส”มันสั่งผม พร้อมใช้มือบังคั
สองเดือนแล้วที่ผมกลับมาทำงานภายใต้องค์กรลับๆ ภายในประเทศ ผมผู้ที่ค่าตัวยังแพงมหาศาลภายใต้โครงการของภาครัฐ ผมมีหน้าที่ให้มาติดตั้งและพัฒนาวิจัยบนยอดดอยที่ห่างไกลแห่งหนึ่ง พวกเขายังห่างไกลคำว่าอินเทอร์เน็ตไปมาก ดังนั้นแล้วผมจึงมีโอกาสได้เป็นส่วนหนี่งในการติดตั้งโปรแกรมในครั้งนี้ แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าเจ้าพ่อไมโครซอฟรายใหญ่ดันเป็นไอ้ทนายหน้าหล่อ ผมก็นึกว่ามันมีแค่บริษัทจัดตั้งทนายนี่หว่าผมมารู้ทีหลังว่าอาเทอร์มันไม่ได้เก่งแค่เป็นทนาย แต่มันยังรู้เรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีได้ดีทีเดียวตอนแรกที่เจอมัน ผมก็ไม่ได้คิดอะไร ปกติแล้วงานแบบนี้ต้องใช้คนที่มีความสามารถเฉพาะทางอยู่แล้ว ผมจึงไม่ได้แปลกใจอะไรที่เห็นคนแปลกหน้าในโครงการเดียวกัน แต่พอเริ่มทำงานไปสักพัก ผมก็เริ่มสังเกตเห็นบางอย่างที่มันไม่ปกติ“ทนายรหัส?” ผมถามตัวเองเมื่อเห็นไอ้หน้าหล่อคนนี้กำลังพิมพ์โปรแกรมบนคอมพิวเตอร์อย่างชำนาญแล้วก็ได้คำตอบในวันที่ผมเจอเขาบนโต๊ะประชุม เขายิ้มบางๆ พร้อมบอกว่า “ใช่ครับ ผมไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ทนาย แต่ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีด้วย ตอนนี้บริษัทของผมเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาซอฟต์แวร์สำคัญของรัฐบาล”ผมอ้าปาก
เสียงหัวใจของผมเต้นแรงเหมือนจะหลุดออกมาจากอก เมื่อแอสตั้นยังคงยืนอยู่ตรงนั้น ใกล้ชิดผมเกินไป ข้างๆ ตัวผมมันช่างยุ่งเหยิง ไอ้ความรู้สึกที่พยายามลืมมันไปกลับย้อนกลับมาอย่างไม่ทันตั้งตัว กลิ่นน้ำหอมของมันแทรกซึมเข้ามาจนทำให้สมองผมเบลอไปหมด ผมพยายามตั้งสติ แต่ความรู้สึกที่เคยเจ็บปวดกลับลุกขึ้นมาอีกครั้ง“อย่ามากอดผม ปล่อยนะผมจะออกไป” ผมพูดเสียงแหบห้าวกับมัน แม้จะพยายามดึงตัวออกจากการกอดของมัน แต่กลับรู้สึกเหมือนโดนยึดตัวเอาไว้ไม่ให้หนี“เซบัส นายจำไม่ได้จริงๆ เหรอ?”แอสตั้นยังคงถามในน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะอ่อนลง แต่มันก็ยังมีแววของความกังวลที่ซ่อนอยู่ มันเหมือนจะยิ่งทำให้ผมเจ็บปวดมากขึ้นไปอีก สภาพจิตใจของผมมันซับซ้อน ร่างกายที่มันสัมผัสทำให้รู้สึกเหมือนยังมีบางอย่างที่ไม่ได้หายไป แต่ผมต้องระงับมันเอาไว้“ผมบอกว่าไม่รู้จักคุณ” ผมตอบออกไปพร้อมกับยิ้มบางๆ มันไม่ได้แสดงถึงความสุข แต่เป็นแค่การยิ้มที่เคลือบด้วยความเจ็บปวดแอสตั้นยืนนิ่งเหมือนตกตะลึง มันถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วก็กอดผมแน่นขึ้น มันไม่พูดพล่ามอะไรอีก ผมมารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ริมฝีปากอุ่นร้อนของมันทาบทับลงมาที่กลีบปากของผม มันบดเบียดดุนด
ผ่านมาสองปีแล้ว หลังจากที่ศาลยังไม่ตัดสินและยืดเยื้อคดีออกไป เพราะหลักฐานที่ทีมทนายของผมมี และทางไอ้แอสตั้นมี มันลบล้างกันไม่ได้ ผมออกมาจากบริษัทของมันเพื่อดูแลรักษาตัวอย่างเงียบๆ ผมเข้าโรงบาลสลบไปสามวันเต็มๆ จากนั้นผมก็ทำเรื่องย้ายมารักษาตัวเองต่อที่ชิคาโก้ ทำไมถึงเลือกมารักษาที่นี่น่ะหรอครับ ก็หมอเก่งๆ ด้านประสาทวิทยาชั้นนำของโลกมักอยู่ที่นี่ อีกอย่างผมหาเงินมาได้เยอะแยะ จะนำมาใช้รักษาตัวเองจะเป็นอะไรไปส่วนแม่ของผมก็อยู่ที่นี่กับสามีใหม่ของเธอ ดังนั้นมันจึงเอื้ออำนวยไปหมด จากอาการสาหัสของผม แพทย์ระบุว่าดีแค่ไหนแล้วที่สมองของผมไม่ได้รับความเสียหาย ผมต้องฟื้นฟูตัวเองทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ร่างกายของผมมันไม่ตอบสนองมาเป็นปีๆส่วนเจ้านั่นของผม มาถึงตอนนี้ มันก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะใช้การได้ แม่งเอ๊ย!! ผมที่รอโอกาสได้แก้แค่นไอ้แอสตั้นด้วยการตอกตูดของมันคงพังทลายการฟื้นฟูตัวเองหลังจากอุบัติเหตุร้ายแรงที่เกือบทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปตลอดกาลไม่ใช่เรื่องง่าย ผมใช้เวลาหลายเดือนในโรงพยาบาล ทำกายภาพบำบัดทุกวัน และเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับสภาพร่างกายที่เปลี่ยนไป ถึงแม้ว่าภายนอกจะดูเหมือนไม่มีอะ
ร่างสูง 187 ค่อยๆ เปิดประตูเข้ามา แน่นอนว่าแอสตั้นมีรหัสที่จะเปิดเข้ามาด้านในห้องของอาเทอร์ได้โดยง่ายเสียงหัวเราะเบาๆ ดังเล็ดลอดออกมาจากห้องด้านใน เสียงที่เขาคุ้นเคยแต่กลับรู้สึกเจ็บแปลบเมื่อได้ยินในเวลานี้ เขากำลังจะเคาะประตูห้องเพื่อเรียก แต่กลับพบว่าประตูด้านในห้องนอนเปิดแง้มอยู่ทันทีที่สายตาของแอสตั้นมองเข้าไปในห้อง ทุกอย่างในหัวของเขากลับนิ่งงัน บนเตียงนุ่มของอาเทอร์ เซบัสกำลังโน้มตัวเข้าหาอาเทอร์อย่างใกล้ชิด ริมฝีปากของทั้งสองแนบชิดกันด้วยความหลงใหล สัมผัสที่เร่าร้อนของพวกเขาราวกับโลกทั้งใบมีเพียงกันและกันหัวใจของแอสตั้นเต้นรัว เขาไม่รู้ว่าความรู้สึกที่ผุดขึ้นมานั้นคือความเจ็บปวด ความหึงหวง หรือความสับสน ร่างของเขาชะงักอยู่ที่ประตู แม้เสียงในหัวจะสั่งให้เขาหันหลังกลับ แต่ขากลับไม่ยอมขยับเลยแม้แต่น้อยอาเทอร์เป็นฝ่ายหันมาเห็นเขาก่อน สายตาของอาเทอร์แฝงไปด้วยความตกใจและรู้สึกผิด ขณะที่เซบัสเหลือบมองแอสตั้นช้า ๆ ดวงตาคมดุของเซบัสเหมือนกำลังอ่านความรู้สึกทุกอย่างในใจของเขาออก“แอสตั้น…” อาเทอร์เอ่ยเสียงแผ่ว “ผมอธิบายได้นะ…”เซบัสกลับไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแต่จ้องมองแอสตั้นด้วยแววตา

![นายบำเรอของมาเฟีย [Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



![เกือบหอบลูกหนีเพราะสามีไม่รัก[PWP]-Omegaverse](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

