Masukเขาทิ้งนางอย่างไม่เหลือเยื่อใยไว้ที่สวนดอกเบญจมาศท่ามกลางสายตาของชนชั้นสูงที่มาร่วมงานเลี้ยงชมดอกเบญจมาศในวันนี้ พานเยี่ยนซินไม่อยากรู้สึกชินชา แต่เป็นเพราะสถานการณ์และหลายสิ่งหลายอย่างบีบบังคับให้นางต้องรู้สึกเช่นนั้น
ชนชั้นสูงเหล่านั้นคาดหวังให้นางยืนร้องไห้สะอึกสะอื้นที่ถูกรัชทายาททอดทิ้ง แต่เปล่าเลย นางแข็งแกร่งกว่านั้น หญิงสาวยังคงเดินชื่นชมดอกเบญจมาศอย่างทำทีว่าอารมณ์ดี โดยมิได้แสดงท่าทีของคนพ่ายแพ้ออกไปให้พวกเขาเห็น
ไม่เพียงเท่านั้น นางยังส่งรอยยิ้มเย็นยะเยือกไปให้แก่พวกเขา เป็นการแสดงให้พวกเขาเห็นว่า นางรู้และเห็นว่าพวกเขากำลังมองมาที่นางเช่นไร นางคือสตรีสกุลพาน เป็นบุตรสาวภรรยาเอกแห่งจวนกั๋วกง พวกบุตรสาวขุนนางระดับล่างมีสิทธิอันใดมาใช้สายตามองนางอย่างเหยียดหยาม
ครั้นทุกคนเห็นสายตาของนางเช่นนั้นก็รีบหลบไปทางอื่น
เมื่อชื่นชมดอกเบญจมาศจนเบื่อ พานเยี่ยนซินก็ปลีกตัวเดินเลี่ยงออกไปตั้งใจหาที่สงบ ๆ นั่งพักผ่อน สักชั่วครู่เท่านั้น แต่เมื่อก้าวเท้าไปได้เพียงไม่กี่ก้าว สายตาของนางก็เห็นซูลิ่งอี้นั่งหัวเราะคิกคักอย่างรื่นรมย์อยู่กับไป๋ซูเอ๋อ พวกเขากระซิบกระซาบสนทนาสิ่งใดกันบางอย่าง ซูลิ่งอี้ลุกขึ้น ทำท่าทางโบกไม้โบกมือและหายลับไป
หญิงสาวที่งดงามราวกับดอกบัวทอดสายตามองตามแผ่นหลังของชายหนุ่มไป ใบหน้าเคลือบไว้ด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
เมื่อซูลิ่งอี้ไม่อยู่แล้ว พานเยี่ยนซินก็ถือโอกาสนี้เข้าไปทักทาย
ไป๋ซูเอ๋อ เบือนสายตากลับมาพลันเห็นคนที่ไม่ควรเห็น นางแต่งกายงดงามดูก็รู้ทันทีว่าทุกอย่างที่อยู่บนกายนางเวลานี้มีราคาแพงโดยเฉพาะปิ่นปักผมชิ้นนั้น
“นึกไม่ถึงว่าคุณหนูพานห้า ได้รับเชิญมาร่วมงานเลี้ยงกับเขาด้วย” ไป๋ซูเอ๋อทักทาย
“...”
พานเยี่ยนซินมิได้ตอบสิ่งใด ทุกครั้งก็เป็นเช่นนี้ พบหน้ากันทีไรมิเคยพูดจาดีต่อกันเลยสักครั้ง นางรู้นิสัยของไป๋ซูเอ๋อดีว่าเป็นเช่นไร เหตุใดผู้คนจึงมองไม่ออก
“ปิ่นปักผมทองคำที่ท่านปักมาร่วมงานวันนี้ ช่างงดงามยิ่งนัก สกุลพานช่าง...มั่งคั่งจริง ๆ ไม่รู้ว่าทำกิจการอันใดกัน จึงได้มีเงินให้คุณหนูพานห้าใช้จ่ายมือเติบเช่นนี้ ในขณะที่ประชาชนทุกข์ยาก แต่ชนชั้นขุนนางกลับอวดร่ำอวดรวย”
พอถูกดูถูกพานเยี่ยนซินก็เกิดความโมโห เป็นแค่บุตรสาวราชบัณฑิตจน ๆ เท่านั้น กล้าดีอย่างไรมาพูดจาเช่นนี้กับนาง
“สกุลพานของข้าจะทำกิจการอันใดย่อมไม่เกี่ยวกับเจ้า ทุกอย่างที่ข้าได้มานั้นก็เป็นเพราะบิดารักข้า ข้าอยากได้สิ่งใดท่านก็มอบให้ข้า ข้านับว่าได้รับการเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี อีกอย่าง สกุลพานสร้างคุณงามความดีมาหลายชั่วอายุคน ได้รับปูนบำเหน็จมากมายรับใช้ราชวงศ์มาอย่างยาวนาน จะมั่งคั่งร่ำรวยนั้นไม่แปลก และต้องบอกว่าบรรพบุรุษของข้านั้นฉลาดหลักแหลม รู้จักสร้างกิจการสร้างรากฐานให้ลูกหลาน ไม่ใช่รอแต่เงินหลวงเพียงอย่างเดียว อ้อ... แต่ก็คงไม่เหมือนกับสกุลราชบัณฑิตไป๋หรอกใช่หรือไม่ ได้ยินว่าเพิ่งเข้าเมืองหลวงเมื่อไม่นานมานี้ มิได้มีทรัพย์สมบัติใด ๆ ติดตัวมา แต่กลับสร้างเรือนหลังใหญ่บนพื้นที่กว้างขวางทำเลดี น่าแปลกจริง จู่ ๆ ก็มีเรือนหลังใหญ่เช่นนั้น ทั้งที่...”
ไป๋ซูเอ๋อถูกตอกกลับจนหน้าชา แต่ก็ยังคงพยายามรักษาสีหน้าตนเองไว้
“กล่าวหากันเกินไปแล้ว”
“เกินไปอะไรกันคุณหนูไป๋ ที่เมื่อครู่เจ้ายังกล่าวหาข้าได้อย่างไม่ละอาย กล้าพูดค่อนแคะคนอื่น ก็ต้องกล้ารับผลการกระทำของตนเองด้วย” พานเยี่ยนซินตอกย้ำ
ไป๋ซูเอ๋อสุดจะทนอีกต่อไป ยกมือขึ้นเงื้อออกไปตั้งใจจะตบหน้าพานเยี่ยนซิน แต่สายตาพลันเห็นว่ารัชทายาทกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ มือที่จะตบผู้อื่นกลับตบตนเอง แล้วทรุดตัวลงกับพื้นบีบน้ำตาอย่างน่าสงสาร
“คุณหนูพานห้า อย่าทำร้ายข้าเลยเจ้าค่ะ ข้าขอโทษ ข้ามิได้ตั้งใจดูหมิ่นท่าน” ไป๋ซูเอ๋อโวยวายเสียงดัง
พานเยี่ยนซินยืนอยู่นิ่ง ๆ นางมิได้ทำอันใดทั้งสิ้น คนที่ด่าก่อนก็คือนาง พอเถียงสู้ไม่ได้กลับมาเล่นละครบีบน้ำตาเช่นนั้นหรือ
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ มุ่งตรงมาทางนี้ ทันทีที่นางหันหน้ากลับไปก็พบกับสายตานับสิบคู่ ที่มองมายังจุดที่นางยืนอยู่
“พานเยี่ยนซิน เจ้าทำเกินไปแล้ว” ซูลิ่งอี้ตะคอกเสียงดัง ผู้คนที่อยู่โดยรอบมองมายังศาลาอันเป็นจุดเกิดเหตุ
“หม่อมฉันทำอะไรเพคะ?” นางถามเพราะไม่รู้ว่าตนทำอะไรผิด
“เจ้าทำร้ายนาง” รัชทายาทหนุ่มชี้นิ้วไปที่สตรีที่นั่งอยู่บนพื้น
“ทรงเห็นกับพระเนตรของพระองค์เองหรือเพคะว่าหม่อมฉันเป็นคนทำร้ายนาง” พานเยี่ยนซินถามกลับ “ทรงตรัสมาสิเพคะ ว่าพระโอรสของแผ่นดิน ผู้ที่จะได้ปกครองแผ่นดินเล่ยหยวนในอนาคตเห็นกับตาของพระองค์เอง ว่าหม่อมฉันทำร้ายคุณหนูไป๋” นางพูดจบก็กอดอกยืนรอให้เขาพูดคำนั้นออกมา เพราะนางมั่นใจว่าเขาต้องไม่เห็นอย่างแน่นอนว่าเกิดอะไรขึ้น
“เจ้า!” เป็นแน่ว่าเขามิได้เห็นเหตุการณ์เมื่อก่อนหน้านั้น เพราะเมื่อมาถึงซูเอ๋อก็ลงไปนั่งอยู่บนพื้นแล้ว
“ใช่หรือไม่เพคะ พระองค์มิได้ทอดพระเนตรเห็นกับตาของพระองค์เอง แต่กล้าปรักปรำสตรีตัวเล็ก ๆ เช่นหม่อมฉัน” คราวนี้นางเป็นฝ่ายบีบน้ำตาบ้าง “พระองค์ทรงกล้า...ปรักปรำสตรีตัวเล็ก ๆ เช่นหม่อมฉันได้อย่างใจร้าย”
คำพูดของพานเยี่ยนซินฟังดูมีน้ำหนัก อันที่จริงผู้คนตรงนั้นก็มิได้มีผู้ใดเห็นว่านางเป็นคนทำร้ายคุณหนูไป๋ ทุกคนล้วนแล้วแต่เห็นก็ตอนที่นางลงไปนั่งร้องไห้อยู่ที่พื้นแล้ว
“รัชทายาท” ไป๋ซูเอ๋อร้องไห้
ซูลิ่งอี้กำหมัดแน่นแล้วจึงคุกเข่าลงและช่วยประคองไป๋ซูเอ๋อขึ้นมายืน
“ไม่เป็นไรซูเอ๋อ ข้าจะยืนเคียงข้างเจ้า” ถึงจะมิได้เห็นกับตาของตนเองแต่ก็มั่นใจว่านางจะต้องถูกพานเยี่ยนซินรังแกอย่างแน่นอน
พานเยี่ยนซินร้องไห้สะอึกสะอื้น สายตามองไปที่มือของไป๋ซูเอ๋อ มือของนางยังเป็นสีแดง นั่นเพราะเมื่อครู่นี้นางอุตส่าห์ลงทุนตบหน้าตนเอง
“คุณหนูไป๋ มือของท่านเป็นสีแดงเชียว ไม่ทราบนะเจ้าคะ ว่าไปทำอะไรมา เอ๊ะ... หรือว่าใช้มันตบหน้าตนเอง”
ทุกคนส่งเสียงอื้ออึงเมื่อพานเยี่ยนซินกล่าวจบประโยค สักพักหนึ่งอาเสว่สาวใช้ของนางก็มาช่วยประคองนางออกไป
กระทั่งใกล้รุ่งมีแสงสว่างยามเช้าสาดส่องเข้ามาภายในห้อง เหยียนเหวินจิ้งโอบกอดร่างเล็กในอ้อมแขนเอาไว้อย่างแนบแน่น พลางคิดถึงความสุขสมที่ผ่านพ้นไปเมื่อคืนวาน เขาช่างเป็นบุรุษสารเลว ทันทีที่นางตื่นขึ้นมาและพบว่าชายที่นอนเคียงข้างนางเป็นใคร คุณหนูไป๋จะต้องยินยอมตกลงแต่งงานกับเขาเป็นแน่ เขาต้องฤทธิ์ยาปลุกกำหนัด นางเองก็เช่นกัน นึกไม่ออกเลยว่าซูลิ่งอี้จะรู้สึกเช่นไรที่ได้รับรู้ว่าสตรีอันเป็นที่รักของตนนั้น ได้กลายเป็นภรรยาของเขาไปแล้วร่างสูงใช้ข้อศอกยันตัวเองขึ้นมาตั้งใจมองให้ชัด ๆ ว่าสตรีในอ้อมแขนของเขานั้นเป็นใคร เขามิได้ฝันไปใช่หรือไม่ แต่แล้วก็ต้องตกใจ เพราะคนตัวเล็กที่เขากำลังโอบกอดอยู่นั้นมิใช่คุณหนูไป๋“พานเยี่ยนซิน” เหยียนเหวินจิ้งขบกรามแน่น กัดฟันกรอด ไฉนเลยจึงกลายเป็นนางไปได้ เหตุใดจึงเป็นคุณหนูแห่งจวนพานกั๋วกง ขุนนางกังฉินผู้นั้นกันได้เห็นนางในเวลานี้พลันทำให้คิดถึงเมื่อตอนที่อยู่ที่วัด นางอธิษฐานว่าอย่างไรนะ‘ขอให้พระพุทธองค์ให้อภัยในความผิดบาปที่นางจะกระทำคืนนี้อย่างนั้นหรือ’ที่แท้ นางก็มีแผนการเช่นนี้ อัครเสนาบดีหนุ่มมั่นใจว่าเป้าหมายของนางไม่ใช่เขา คงจะเป็นองค์ชายรัชทายาท ก
“อาห์...ท่าน...อย่า” ปากนางปฏิเสธ แต่ร่างกายกลับแอ่นขึ้นต้อนรับเหยียนเหวินจิ้งก้มลงดื่มด่ำกับเนินอกนุ่ม ลิ้นร้อนเลียไล้ ดูดดื่มราวกับทารกที่หิวนม มืออีกข้างลูบไล้ลงต่ำถึงหน้าท้องแบนเรียบ“หวานเหลือเกิน” เขาครางเบา ๆเขาค่อย ๆ จูบลงต่ำ ผ่านสะดือน้อย ๆ ลงสู่เนินเนื้ออวบอิ่ม พานเยี่ยนซินตกใจพยายามหุบขา“ไม่! อย่า...ที่นั่น...” นางอุทานเสียงสั่น“เชื่อข้า” เขากระซิบ แล้วแหวกขาขาวเนียนออก สำรวจถ้ำสีชมพูที่ชุ่มฉ่ำด้วยน้ำรัก“อาห์!” นางร้องเสียงหลง เมื่อลิ้นร้อนของเขาสัมผัสกลีบดอกไม้สีชมพูอันอ่อนนุ่มเขาใช้ลิ้นเลียเล้าโลมอย่างช้า ๆ ดูดดื่มน้ำหวานที่ไหลออกมาไม่ขาดสาย นิ้วค่อย ๆ สอดเข้าไปในโพรงแคบ“แน่น...ร้อน...เจ้ายังบริสุทธิ์” เขาพึมพำอย่างประหลาดใจพานเยี่ยนซินได้แต่ครางตอบ สติแทบจะเลือนหายไปกับความสุขที่ท่วมท้น “ข้า...ข้าทนไม่ไหว...อึก!”คลื่นความสุขครั้งแรกซัดกระหน่ำ ร่างบางสั่นระริกราวกับใบไม้ในพายุ น้ำหวานใสไหลรินออกมาให้เขาดื่มกลืน“หวานยิ่งกว่าน้ำผึ้ง” เขาเงยหน้าขึ้น ริมฝีปากเปียกชื้นเหยียนเหวินจิ้งไม่รอช้า รีบปลดเปลื้องอาภรณ์ตนเองออกอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นร่างกำยำแข็งแกร่งและหอกหย
(TW : มีการใช้ยาและความเข้าใจผิด และมีการกระทำรุนแรงทางเพศ)มีคนจากในโรงเตี๊ยมเดินออกมารับนางอย่างที่คนของมารดาแจ้งเอาไว้จริง ๆ นางไม่ได้พูดสิ่งใดยังคงใช้เสื้อคลุมปกปิดใบหน้าและร่างกายเอาไว้ คนตัวเล็กเดินตามอีกฝ่ายไปอย่างว่าง่ายลัดเลาะไปตามเส้นทางในความมืด สายตามองไปโดยรอบตัวเพื่อหาโอกาสเหมาะ ๆ สบช่องหาทางหนีและแล้ว นางก็ค้นพบได้ในที่สุดเพราะอีกฝ่ายเดินอย่างรีบร้อน ไม่ได้หันหน้ามาดูด้วยซ้ำว่านางจะเดินไปที่ใด พานเยี่ยนซินค่อย ๆ ลดความเร็วของฝีเท้าตนเอง จนกระทั่งเกิดระยะห่างระหว่างคนของโรงเตี๊ยมและนาง จนมีเส้นทางหนึ่งต้องเลี้ยวซ้ายตรงมุมกำแพง พานเยี่ยนซินหยุดนิ่งรอจนอีกฝ่ายเดินหายไปหัวใจของนางในเวลานี้เต้นตึกตักราวกับจะหลุดออกมานอกเบ้า รู้สึกว่ามือของตนนั้นในเวลานี้เปียกชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ อากาศปลายสารทฤดูเย็นยิ่งนัก แต่กลับกันนางดันเหงื่อแตกเพราะความตื่นเต้นไม่มีเวลาให้นางคิดอีกต่อ พานเยี่ยนซินไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโรงเตี๊ยมแห่งนี้ มีเส้นทางเข้าออกกี่เส้นทางหรือกว้างใหญ่ขนาดไหน หญิงสาวเดินแอบ ๆ หลบมุมไปตามเงามืดของยามราตรีสอดส่ายสายตาหาทางรอดให้กับตนเอง แล้วจึงเห็นประตูไม้บานหนึ่งที
ตอนที่เหยียนเหวินจิ้งเปิดประตูห้องออกมา ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่พานเยี่ยนซินเปิดออกมาพร้อมกัน เขามองหน้านางครู่หนึ่งแล้วเดินเลยนางไป ราวกับมิได้สนใจว่านางเป็นใคร นับว่าเป็นบุรุษที่มีรูปโฉมงดงามนัก ตัวสูงกว่านางหลายเท่า บนตัวเขามีกลิ่นหมึกฮุ่ยโม่จาง ๆ เดาว่าเขามาที่นี่คงจะมาศึกษาพระคัมภีร์พานเยี่ยนซิน คลับคล้ายคลับคลาเหมือนกับจะเคยพบหน้าเขาที่ใดมาก่อน แต่ก็นึกไม่ออก อาจเป็นบุตรชายขุนนางสักคน ว่าแต่เขาอยู่ห้องนั้นอย่างนั้นหรือ เช่นนั้นเขาก็อาจจะได้ยินที่นางอธิษฐานใช่หรือไม่คิดได้เช่นนั้นพานเยี่ยนซิน รีบเดินไปดักหน้าอีกฝ่าย“คุณชาย...”คุณชาย? นางไม่รู้จักเขาอย่างนั้นหรือ? เหยียนเหวินจิ้งสีหน้าเรียบเฉย ก้มหน้าลงไปมองสตรีที่ตัวเล็กกว่า“คุณหนูมีธุระอันใดหรือเปล่า”ริมฝีปากของพานเยี่ยนซินเม้มเข้าหากัน อยากจะพูดออกไปแต่ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี“...”เมื่อได้อยู่ใกล้ ๆ จึงเพิ่งจะเห็นว่าดวงตาของนางเป็นสีน้ำตาล ดูอ่อนโยนน่าทะนุถนอมราวกับลูกกวางตัวน้อย ๆ กลิ่นกายแทนที่จะเป็นกลิ่นเครื่องหอมอย่างที่สตรีในเมืองหลวงนิยมใช้กัน แต่กลับเป็นกลิ่นหอมสะอาดของสมุนไพร ริมฝีปากอวบอิ่มเป็นสีแดงระเร
เหยียนเหวินจิ้งได้ยินว่ารัชทายาทออกล่าสัตว์ และยังได้ยินอีกว่าเขาจะพาคุณหนูไป๋มาร่วมด้วย กำลังคิดอยู่ว่าจะหาวันที่โอกาสเหมาะสมเช่นนี้ได้เมื่อไร เมื่อตัดสินใจแล้ว ก็รีบลงมือทันที อัครเสนาบดีหนุ่มไปรออยู่ที่วัด ที่อยู่ใกล้กับพื้นที่ล่าสัตว์อย่างเงียบ ๆ“ดูเหมือนว่าวันนี้เราจะมีแขกไม่ได้รับเชิญนะขอรับ” กงหยุนเข้ามารายงาน เพราะเมื่อสักครู่นี้เห็นรถม้าของจวนกั๋วกงมุ่งหน้าเข้ามาที่นี่ รอดูสักพักจึงได้เห็นว่าเป็นคุณหนูห้าแห่งจวนกั๋วกง “ใคร”“คุณหนูห้า จากจวนพานกั๋วกงขอรับ”คุณหนูพานห้างั้นเหรอ แค่ได้ยินชื่อนางเหยียนเหวินจิ้งก็พลันรู้สึกหงุดหงิด“นางมาที่นี่ทำไม หรือว่านางมีแผนการอะไร” อัครเสนาบดีหนุ่ม เกรงว่านางอาจจะกำลังวางแผนอะไรสักอย่าง เขาไม่ต้องการให้เรื่องของนางมาส่งผลกระทบต่อแผนการของเขา“ข้าน้อยก็ไม่ทราบขอรับ ร้อยวันพันปีนางไม่เคยเข้าวัดไหว้พระ แต่วันนี้เกิดอยากจะทำบุญ นางจะต้องมีแผนการร้ายอย่างแน่นอนขอรับ ไม่แน่ว่านางอาจจะกำลังคิดแผนการเข้าหาองค์รัชทายาทก็ได้” กงหยุนคิดเช่นนั้นสิ่งที่กงหยุนเอ่ยออกมานับว่ามีน้ำหนักพอสมควร เขาคาดเดาว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น“งั้นข้าจะออกไปดูเสียหน่อยว่าน
อาเสว่ยืนอยู่หน้าเรือนรอรับคุณหนูของนาง จนกระทั่งเห็นเจ้านายเดินโซซัดโซเซมาก็รีบวิ่งเข้าไปประคอง บ่าวคนอื่น ๆ เองก็รู้สถานการณ์ดี และรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น พวกนางเห็นแล้วก็รู้สึกสงสารจับใจ รีบเข้าไปจัดเตรียมเสื้อผ้า น้ำอุ่น ยาสมานแผล และยาสมุนไพรต้มเพื่อบรรเทาอาการบาดเจ็บและช่วยให้นางผ่อนคลาย พานเยี่ยนซินเหนื่อยและเศร้าเกินไป ตอนนี้นางเองก็ไร้เรี่ยวแรงจะดิ้นรนจึงปล่อยให้บ่าวไพร่ปรนนิบัตินางตามใจชอบ“คุณหนู...” อาเสว่ถอดเสื้อผ้าของเจ้านายออก บนร่างกายมีแต่รอยหยิก รอยทุบตี ใบหน้าก็มีบาดแผลอย่างน่าสงสาร“พวกเจ้าร้องไห้ทำไมกัน” พานเยี่ยนซินยิ้ม“เหตุใดฮูหยินจึงลงมือหนักเช่นนี้” อาเสว่ค่อย ๆ ประคองคุณหนูลงในถังอาบน้ำ“เอาเถิดอย่าพูดอีกเลย” พานเยี่ยนซินไม่อยากฟังแล้ว พรุ่งนี้ยังมีหลายเรื่องให้ต้องทำ นางง่วงนอนเหลือเกินอาเสว่และสาวใช้คนอื่น ๆ เห็นเช่นนั้นก็มิได้เอ่ยสิ่งใดอีก เพียงช่วยอาบน้ำทายาแก้ฟกช้ำให้นางเงียบ ๆ เท่านั้นคุณหนูของพวกนางเป็นสตรีที่งดงาม มักจะแต่งกายหรูหราอยู่เสมอ แต่ใครจะไปรู้ว่าการที่นางทำเช่นนั้นก็เพื่อปกปิดร่างกายที่เต็มไปด้วยร่องรอยเช่นนี้ นางใจดีกับบ่าวไพร่ ไม่เคยทำร้า






![พันธะสวาทจอมเวทย์ [18+, พีเรียดอีโรติก]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
