LOGINหากมิได้เห็นด้วยตาของตนเอง เหยียนเหวินจิ้งก็มิอาจเชื่อว่าคุณหนูไป๋จะตบหน้าตนเองจริง ๆ หากมองกันผิวเผินคงจะคิดว่าคุณหนูพานห้าเป็นผู้ที่หาเรื่องก่อน เพราะนางเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาและเปิดช่องให้อีกฝ่ายต่อว่า แต่ใครจะไปรู้ นางเพียงเดินเข้าไป แต่อีกฝ่ายยังไม่ทันพูดอะไรก็ทักทายด้วยวาจาที่ไม่สู้ดีนัก
จนสุดท้ายคุณหนูพานห้า ตอบโต้ด้วยวาจาเชือดเฉือนที่ไร้คำหยาบ จนอีกฝ่ายยืนตัวชาทนไม่ไหว แล้วต้องแสดงละครฉากใหญ่ต่อหน้ารัชทายาทและคนอื่น ๆ
แต่กระนั้นเหยียนเหวินจิ้งเองก็ยังคิดเข้าข้างไป๋ซูเอ๋อ นั่นเป็นเพราะที่ผ่านมา คุณหนูพานห้ามักจะเป็นผู้ที่เข้าไปหาเรื่องทะเลาะวิวาทกับผู้อื่นก่อน สิ่งที่เกิดขึ้นนั่นเป็นเพราะคุณหนูไป๋ต้องปกป้องตนเองต่างหาก
แต่เดิมนิสัยของคุณหนูไป๋มิได้เป็นเช่นนี้ แต่เพราะถูกกระตุ้นจากพานเยี่ยนซิน นางจึงเป็นเช่นนั้น หากนางไม่เป็นฝ่ายเริ่มก่อนก็คงหนีไม่พ้นถูกคุณหนูพานห้ารังแกเหมือนทุก ๆ ครั้ง คุณหนูไป๋ช่างดียิ่งนัก ประสบการณ์ที่ผ่านมาคงสอนให้นางรู้จักสู้คนสินะ
ในคราวแรกเขาจะออกไปช่วยคุณหนูไป๋เป็นพยานเท็จให้ แต่กลายเป็นว่าพานเยี่ยนซินนั้นฉลาดนักมองจุดอ่อนได้ทะลุปรุโปร่ง อัครเสนาบดีหนุ่มจึงเลือกที่จะอยู่นิ่ง ๆ ประกอบกับรัชทายาทซูลิ่งอี้ปรากฏตัวพอดี เขาจึงมิได้ออกหน้าช่วยเหลือหญิงงาม
“นายท่านจะให้ทำอย่างไรต่อดีขอรับ” องครักษ์ของเหยียนเหวินจิ้งที่ยืนอยู่ด้านหลังถาม
“ไม่ต้องเข้าไปยุ่ง รอดูสถานการณ์ต่อไปก่อน” เหยียนเหวินจิ้งเงียบไปก่อนที่จะคิดสิ่งใดออก “ของที่เตรียมไว้เรียบร้อยแล้วหรือยัง”
กงหยุนหยิบขวดกระเบื้องสีน้ำตาลใบหนึ่งออกมา
“นี่ขอรับ ยาที่นายท่านต้องการ”
เหยียนเหวินจิ้ง มองขวดยาสีน้ำตาลพลางแย้มรอยยิ้มชั่วร้าย
“ดีมาก... จากนี้ไปก็รอฟังคำสั่งของข้าก็พอ”
เมื่อเหตุการณ์วุ่นวายสงบลง อาเสว่ก็พาพานเยี่ยนซินไปที่ลานประลองสำหรับหัวข้อวันนี้ นางเตรียมตัวมาเป็นอย่างดีแต่ก็น่าเสียดายที่เมื่อครู่นี้นางเสียเวลาไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่องทำให้สมาธิและความคิดสร้างสรรค์ถูกอารมณ์ขุ่นมัวทำลายสิ้น
“คุณหนู” อาเสว่ลูบแผ่นหลังคุณหนู พลางมอบเตาพกที่เพิ่งจุดขึ้นมาให้นางใช้อุ่นมือ
“ไม่ต้องหรอก ข้าใช้อันเดิม” อันเก่าที่นางมียังใช้ได้อยู่ ถ่านที่อยู่ในเตายังไม่มอด
“มิได้นะเจ้าค่ะ จากนี้ไปท่านจะต้องไปวาดรูปประชันกับพวกนางหากมือเย็นขึ้นมาจะวาดออกมาได้อย่างไร” อาเสว่เตือน
“ก็จริงของเจ้า”
มีเพียงช่วงเวลาที่อยู่กับอาเสว่เท่านั้นที่พานเยี่ยนซินได้เป็นตัวของตัวเอง นางรักอาเสว่เหมือนกับพี่น้องตน เมื่อคิดถึงพี่น้องตนในจวนสกุลพาน พานเยี่ยนซินก็พลันเศร้าใจ ทุกคนต่างก็ต่อสู้แย่งชิงเพื่อเป็นอันดับที่หนึ่ง ไม่ว่าจะพี่น้องคนใดในบ้านก็ล้วนมองกันเป็นศัตรู ก็จะมีแต่พี่ชายร่วมอุทรของนางเท่านั้น ที่ยังพอจะมองเห็นว่านางเป็นน้องสาวของเขาบ้าง เขาสัญญากับนางว่าวันพรุ่งนี้จะพานางไปไหว้พระที่วัด
ก็ได้แต่ภาวนาว่าเขาอย่ามีงานด่วนเข้ามา ไม่ลืมคำสัญญาที่ให้ไว้กับนาง และไม่มีอุปสรรคใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะเขาเป็นเพียงผู้เดียวที่จำได้ว่าวันพรุ่งนี้คือวันเกิดของนาง
พูดคุยกันได้สักครู่หนึ่ง พระพันปีและองค์รัชทายาทก็เสด็จมาถึง ตามมาด้วยเหล่าคุณหนูที่จะประชันวาดรูปกันในวันนี้ แน่นอนว่าต้องมีไป๋ซูเอ๋อรวมอยู่ในพวกนางด้วย
“เวลานี้เป็นช่วงของเทศกาลชมดอกเบญจมาศ อีกไม่นานก็จะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว นี่จะเป็นช่วงเวลาสุดท้ายก่อนที่ใบไม้จะผลัดใบ ดังนั้นข้าจึงจัดงานเทศกาลนี้ขึ้น” พระพันปีตรัสด้วยสุรเสียงที่แฝงไปด้วยความเมตตา ที่อยู่เคียงข้างกันเป็นองค์รัชทายาท
สายพระเนตรของชายหนุ่มมองไปยังไป๋ซูเอ๋อ ราวกับว่าในโลกใบนี้มีเพียงนางเพียงผู้เดียวเท่านั้น
“เชิญคุณหนูทุกท่านนั่งประจำที่ของตนเอง” ขันทีผู้หนึ่งเดินออกมาด้านหน้าแล้วผายมือให้พวกนางนั่งลงในตำแหน่งที่จัดเตรียมเอาไว้
แน่นอนว่าพานเยี่ยนซินเป็นธิดาขุนนางชั้นเอก ย่อมถูกจัดให้นั่งในตำแหน่งที่ดี ส่วนไป๋ซูเอ๋อแม้จะเป็นบุตรสาวราชบัณฑิต แต่นับว่าห่างชั้นจากคุณหนูคนอื่น ๆ จึงได้นั่งในตำแหน่งที่ลดหลั่นลงไป
เมื่อเหล่าคุณหนูเลือกที่นั่งได้แล้ว ขันทีคนเดิมก็ถือม้วนอักษรออกมา
“หัวข้อในวันนี้ก็คือ ‘ธรรมชาติ’ ขอให้คุณหนูทุกคนตั้งใจวาดออกมาให้ดีที่สุด มีเวลาเพียงหนึ่งชั่วยามเท่านั้น”
ไม่ใช่หัวข้อที่ยากหรือคาดเดาไม่ได้ พานเยี่ยนซินมองไปยังที่นั่งของมารดา เพราะนางรู้มาตั้งแต่แรกแล้วว่า หัวข้อในการวาดรูปวันนี้คือสิ่งใด อีกฝ่ายพยักหน้าให้นางเริ่มต้นได้
พานเยี่ยนซินนั่งมองแผ่นกระดาษสีขาวว่างเปล่า ข้าง ๆ กันมีพู่กันและถ้วยใส่หมึกผสมสีหลากสีสัน ธรรมชาติเช่นนั้นหรือ นางมองไปยังพระพักตร์ของพระพันปี แล้วจึงสังเกตเห็นปิ่นปักผมนกยูงรำแพน เมื่อนึกได้แล้วว่าตนจะวาดสิ่งใด คนตัวเล็กเผยรอยยิ้มออกมา จากนั้นก็รีบลงมือวาดภาพที่ตนเองจินตนาการเอาไว้ทันที
เวลาผ่านไปจนใกล้จะหมด พานเยี่ยนซินแสดงฝีมืออย่างเต็มที่ นางเรียนรู้เคล็ดลับและกลวิธีการวาดภาพมาจากอาจารย์ชื่อดัง ท่านแม่และท่านพ่อของนางทุ่มเงินไปจำนวนมากเพื่อให้อาจารย์ที่มีชื่อเสียงมาสอนนางเป็นการส่วนตัว นางมั่นใจว่าในที่นี้ฝีมือของตนนั้นไม่เป็นรองใครอย่างแน่นอน
กระทั่งใกล้รุ่งมีแสงสว่างยามเช้าสาดส่องเข้ามาภายในห้อง เหยียนเหวินจิ้งโอบกอดร่างเล็กในอ้อมแขนเอาไว้อย่างแนบแน่น พลางคิดถึงความสุขสมที่ผ่านพ้นไปเมื่อคืนวาน เขาช่างเป็นบุรุษสารเลว ทันทีที่นางตื่นขึ้นมาและพบว่าชายที่นอนเคียงข้างนางเป็นใคร คุณหนูไป๋จะต้องยินยอมตกลงแต่งงานกับเขาเป็นแน่ เขาต้องฤทธิ์ยาปลุกกำหนัด นางเองก็เช่นกัน นึกไม่ออกเลยว่าซูลิ่งอี้จะรู้สึกเช่นไรที่ได้รับรู้ว่าสตรีอันเป็นที่รักของตนนั้น ได้กลายเป็นภรรยาของเขาไปแล้วร่างสูงใช้ข้อศอกยันตัวเองขึ้นมาตั้งใจมองให้ชัด ๆ ว่าสตรีในอ้อมแขนของเขานั้นเป็นใคร เขามิได้ฝันไปใช่หรือไม่ แต่แล้วก็ต้องตกใจ เพราะคนตัวเล็กที่เขากำลังโอบกอดอยู่นั้นมิใช่คุณหนูไป๋“พานเยี่ยนซิน” เหยียนเหวินจิ้งขบกรามแน่น กัดฟันกรอด ไฉนเลยจึงกลายเป็นนางไปได้ เหตุใดจึงเป็นคุณหนูแห่งจวนพานกั๋วกง ขุนนางกังฉินผู้นั้นกันได้เห็นนางในเวลานี้พลันทำให้คิดถึงเมื่อตอนที่อยู่ที่วัด นางอธิษฐานว่าอย่างไรนะ‘ขอให้พระพุทธองค์ให้อภัยในความผิดบาปที่นางจะกระทำคืนนี้อย่างนั้นหรือ’ที่แท้ นางก็มีแผนการเช่นนี้ อัครเสนาบดีหนุ่มมั่นใจว่าเป้าหมายของนางไม่ใช่เขา คงจะเป็นองค์ชายรัชทายาท ก
“อาห์...ท่าน...อย่า” ปากนางปฏิเสธ แต่ร่างกายกลับแอ่นขึ้นต้อนรับเหยียนเหวินจิ้งก้มลงดื่มด่ำกับเนินอกนุ่ม ลิ้นร้อนเลียไล้ ดูดดื่มราวกับทารกที่หิวนม มืออีกข้างลูบไล้ลงต่ำถึงหน้าท้องแบนเรียบ“หวานเหลือเกิน” เขาครางเบา ๆเขาค่อย ๆ จูบลงต่ำ ผ่านสะดือน้อย ๆ ลงสู่เนินเนื้ออวบอิ่ม พานเยี่ยนซินตกใจพยายามหุบขา“ไม่! อย่า...ที่นั่น...” นางอุทานเสียงสั่น“เชื่อข้า” เขากระซิบ แล้วแหวกขาขาวเนียนออก สำรวจถ้ำสีชมพูที่ชุ่มฉ่ำด้วยน้ำรัก“อาห์!” นางร้องเสียงหลง เมื่อลิ้นร้อนของเขาสัมผัสกลีบดอกไม้สีชมพูอันอ่อนนุ่มเขาใช้ลิ้นเลียเล้าโลมอย่างช้า ๆ ดูดดื่มน้ำหวานที่ไหลออกมาไม่ขาดสาย นิ้วค่อย ๆ สอดเข้าไปในโพรงแคบ“แน่น...ร้อน...เจ้ายังบริสุทธิ์” เขาพึมพำอย่างประหลาดใจพานเยี่ยนซินได้แต่ครางตอบ สติแทบจะเลือนหายไปกับความสุขที่ท่วมท้น “ข้า...ข้าทนไม่ไหว...อึก!”คลื่นความสุขครั้งแรกซัดกระหน่ำ ร่างบางสั่นระริกราวกับใบไม้ในพายุ น้ำหวานใสไหลรินออกมาให้เขาดื่มกลืน“หวานยิ่งกว่าน้ำผึ้ง” เขาเงยหน้าขึ้น ริมฝีปากเปียกชื้นเหยียนเหวินจิ้งไม่รอช้า รีบปลดเปลื้องอาภรณ์ตนเองออกอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นร่างกำยำแข็งแกร่งและหอกหย
(TW : มีการใช้ยาและความเข้าใจผิด และมีการกระทำรุนแรงทางเพศ)มีคนจากในโรงเตี๊ยมเดินออกมารับนางอย่างที่คนของมารดาแจ้งเอาไว้จริง ๆ นางไม่ได้พูดสิ่งใดยังคงใช้เสื้อคลุมปกปิดใบหน้าและร่างกายเอาไว้ คนตัวเล็กเดินตามอีกฝ่ายไปอย่างว่าง่ายลัดเลาะไปตามเส้นทางในความมืด สายตามองไปโดยรอบตัวเพื่อหาโอกาสเหมาะ ๆ สบช่องหาทางหนีและแล้ว นางก็ค้นพบได้ในที่สุดเพราะอีกฝ่ายเดินอย่างรีบร้อน ไม่ได้หันหน้ามาดูด้วยซ้ำว่านางจะเดินไปที่ใด พานเยี่ยนซินค่อย ๆ ลดความเร็วของฝีเท้าตนเอง จนกระทั่งเกิดระยะห่างระหว่างคนของโรงเตี๊ยมและนาง จนมีเส้นทางหนึ่งต้องเลี้ยวซ้ายตรงมุมกำแพง พานเยี่ยนซินหยุดนิ่งรอจนอีกฝ่ายเดินหายไปหัวใจของนางในเวลานี้เต้นตึกตักราวกับจะหลุดออกมานอกเบ้า รู้สึกว่ามือของตนนั้นในเวลานี้เปียกชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ อากาศปลายสารทฤดูเย็นยิ่งนัก แต่กลับกันนางดันเหงื่อแตกเพราะความตื่นเต้นไม่มีเวลาให้นางคิดอีกต่อ พานเยี่ยนซินไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโรงเตี๊ยมแห่งนี้ มีเส้นทางเข้าออกกี่เส้นทางหรือกว้างใหญ่ขนาดไหน หญิงสาวเดินแอบ ๆ หลบมุมไปตามเงามืดของยามราตรีสอดส่ายสายตาหาทางรอดให้กับตนเอง แล้วจึงเห็นประตูไม้บานหนึ่งที
ตอนที่เหยียนเหวินจิ้งเปิดประตูห้องออกมา ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่พานเยี่ยนซินเปิดออกมาพร้อมกัน เขามองหน้านางครู่หนึ่งแล้วเดินเลยนางไป ราวกับมิได้สนใจว่านางเป็นใคร นับว่าเป็นบุรุษที่มีรูปโฉมงดงามนัก ตัวสูงกว่านางหลายเท่า บนตัวเขามีกลิ่นหมึกฮุ่ยโม่จาง ๆ เดาว่าเขามาที่นี่คงจะมาศึกษาพระคัมภีร์พานเยี่ยนซิน คลับคล้ายคลับคลาเหมือนกับจะเคยพบหน้าเขาที่ใดมาก่อน แต่ก็นึกไม่ออก อาจเป็นบุตรชายขุนนางสักคน ว่าแต่เขาอยู่ห้องนั้นอย่างนั้นหรือ เช่นนั้นเขาก็อาจจะได้ยินที่นางอธิษฐานใช่หรือไม่คิดได้เช่นนั้นพานเยี่ยนซิน รีบเดินไปดักหน้าอีกฝ่าย“คุณชาย...”คุณชาย? นางไม่รู้จักเขาอย่างนั้นหรือ? เหยียนเหวินจิ้งสีหน้าเรียบเฉย ก้มหน้าลงไปมองสตรีที่ตัวเล็กกว่า“คุณหนูมีธุระอันใดหรือเปล่า”ริมฝีปากของพานเยี่ยนซินเม้มเข้าหากัน อยากจะพูดออกไปแต่ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี“...”เมื่อได้อยู่ใกล้ ๆ จึงเพิ่งจะเห็นว่าดวงตาของนางเป็นสีน้ำตาล ดูอ่อนโยนน่าทะนุถนอมราวกับลูกกวางตัวน้อย ๆ กลิ่นกายแทนที่จะเป็นกลิ่นเครื่องหอมอย่างที่สตรีในเมืองหลวงนิยมใช้กัน แต่กลับเป็นกลิ่นหอมสะอาดของสมุนไพร ริมฝีปากอวบอิ่มเป็นสีแดงระเร
เหยียนเหวินจิ้งได้ยินว่ารัชทายาทออกล่าสัตว์ และยังได้ยินอีกว่าเขาจะพาคุณหนูไป๋มาร่วมด้วย กำลังคิดอยู่ว่าจะหาวันที่โอกาสเหมาะสมเช่นนี้ได้เมื่อไร เมื่อตัดสินใจแล้ว ก็รีบลงมือทันที อัครเสนาบดีหนุ่มไปรออยู่ที่วัด ที่อยู่ใกล้กับพื้นที่ล่าสัตว์อย่างเงียบ ๆ“ดูเหมือนว่าวันนี้เราจะมีแขกไม่ได้รับเชิญนะขอรับ” กงหยุนเข้ามารายงาน เพราะเมื่อสักครู่นี้เห็นรถม้าของจวนกั๋วกงมุ่งหน้าเข้ามาที่นี่ รอดูสักพักจึงได้เห็นว่าเป็นคุณหนูห้าแห่งจวนกั๋วกง “ใคร”“คุณหนูห้า จากจวนพานกั๋วกงขอรับ”คุณหนูพานห้างั้นเหรอ แค่ได้ยินชื่อนางเหยียนเหวินจิ้งก็พลันรู้สึกหงุดหงิด“นางมาที่นี่ทำไม หรือว่านางมีแผนการอะไร” อัครเสนาบดีหนุ่ม เกรงว่านางอาจจะกำลังวางแผนอะไรสักอย่าง เขาไม่ต้องการให้เรื่องของนางมาส่งผลกระทบต่อแผนการของเขา“ข้าน้อยก็ไม่ทราบขอรับ ร้อยวันพันปีนางไม่เคยเข้าวัดไหว้พระ แต่วันนี้เกิดอยากจะทำบุญ นางจะต้องมีแผนการร้ายอย่างแน่นอนขอรับ ไม่แน่ว่านางอาจจะกำลังคิดแผนการเข้าหาองค์รัชทายาทก็ได้” กงหยุนคิดเช่นนั้นสิ่งที่กงหยุนเอ่ยออกมานับว่ามีน้ำหนักพอสมควร เขาคาดเดาว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น“งั้นข้าจะออกไปดูเสียหน่อยว่าน
อาเสว่ยืนอยู่หน้าเรือนรอรับคุณหนูของนาง จนกระทั่งเห็นเจ้านายเดินโซซัดโซเซมาก็รีบวิ่งเข้าไปประคอง บ่าวคนอื่น ๆ เองก็รู้สถานการณ์ดี และรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น พวกนางเห็นแล้วก็รู้สึกสงสารจับใจ รีบเข้าไปจัดเตรียมเสื้อผ้า น้ำอุ่น ยาสมานแผล และยาสมุนไพรต้มเพื่อบรรเทาอาการบาดเจ็บและช่วยให้นางผ่อนคลาย พานเยี่ยนซินเหนื่อยและเศร้าเกินไป ตอนนี้นางเองก็ไร้เรี่ยวแรงจะดิ้นรนจึงปล่อยให้บ่าวไพร่ปรนนิบัตินางตามใจชอบ“คุณหนู...” อาเสว่ถอดเสื้อผ้าของเจ้านายออก บนร่างกายมีแต่รอยหยิก รอยทุบตี ใบหน้าก็มีบาดแผลอย่างน่าสงสาร“พวกเจ้าร้องไห้ทำไมกัน” พานเยี่ยนซินยิ้ม“เหตุใดฮูหยินจึงลงมือหนักเช่นนี้” อาเสว่ค่อย ๆ ประคองคุณหนูลงในถังอาบน้ำ“เอาเถิดอย่าพูดอีกเลย” พานเยี่ยนซินไม่อยากฟังแล้ว พรุ่งนี้ยังมีหลายเรื่องให้ต้องทำ นางง่วงนอนเหลือเกินอาเสว่และสาวใช้คนอื่น ๆ เห็นเช่นนั้นก็มิได้เอ่ยสิ่งใดอีก เพียงช่วยอาบน้ำทายาแก้ฟกช้ำให้นางเงียบ ๆ เท่านั้นคุณหนูของพวกนางเป็นสตรีที่งดงาม มักจะแต่งกายหรูหราอยู่เสมอ แต่ใครจะไปรู้ว่าการที่นางทำเช่นนั้นก็เพื่อปกปิดร่างกายที่เต็มไปด้วยร่องรอยเช่นนี้ นางใจดีกับบ่าวไพร่ ไม่เคยทำร้า







