เข้าสู่ระบบเป็นแน่ว่าสิ่งที่พานเยี่ยนซินต้องทำเป็นอันดับแรก คือนางต้องโดดเด่นและดึงดูดความสนพระทัยจากพระพันปีและรัชทายาทให้ได้ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าอย่างไรเสียพวกเขาก็มิคิดจะมองมาที่นาง พานเยี่ยนซินนึกไม่ออกเลยว่าถ้าหากนางได้แต่งงานกับซูลิ่งอี้ขึ้นมาจริง ๆ ชีวิตของนางจะเป็นเช่นไร
เมื่อเดินไปจนถึงอุทยานหลวง อันเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงชมดอกเบญจมาศ พานเยี่ยนซินและมารดาของนาง จึงก้าวเข้าไปถวายความเคารพฮองเฮาและพระพันปีอย่างรักษามารยาท
“ถวายพระพรพระพันปีเพคะ ถวายพระพรองค์รัชทายาทเพคะ”
พระพันปีทอดพระเนตรไปยังสตรีสองแม่ลูกจากจวนสกุลพาน แม้จะมิโปรดคนบ้านนี้ แต่อย่างไรก็ต้องรักษามารยาทและวางองค์ให้เป็นกลาง
“ลุกขึ้นเถิดพานฮูหยิน คุณหนูห้า”
ทั้งแม่และลูก ย่อกายแล้วลุกขึ้นพร้อมกัน พานเยี่ยนซินมองไปยังซูลิ่งอี้ นางเห็นแล้วว่าสายพระเนตรของเขากำลังจับจ้องไปยังที่แห่งใด
“วันนี้อากาศดีเหลือเกินนะเพคะ พระพักตร์ของพระพันปียังคงงดงามเหมือนแต่กาลก่อนไม่มีเปลี่ยน” หานอิงประจบสอพลอ
ครั้นได้ยินคำกล่าวชม พระพักตร์ของพระพันปีก็ดูแจ่มใสขึ้น “หานอิง เจ้านี่เองปากหวานไม่มีเปลี่ยน”
“ปากหวานอะไรกันเพคะ หม่อมฉันเพียงพูดไปตามความจริงเท่านั้น” เพราะหานอิงรู้จุดอ่อน เมื่อครั้งที่พระองค์ยังทรงพระเยาว์นับว่าเป็นสตรีที่งดงาม แต่เมื่อวันเวลาผ่านพ้นทุกอย่างก็ร่วงโรยไปตามกาลเวลา
เมื่อได้รับคำชมเช่นนั้นพระทัยที่ขุ่นมัวเพราะมีบางเรื่องไม่ได้ดั่งพระทัยก็คลายลง
“วันนี้อากาศดี ดอกเบญจมาศในสวนตอนนี้ก็งดงามยิ่งนัก รัชทายาท พาคุณหนูห้าไปชมดอกไม้เสียสิ”
ซูลิ่งอี้มิอาจขัดพระทัยเสด็จย่าของตนได้ จำเป็นต้องรับพระบัญชา ในใจเพียงคิดว่าไว้ค่อยสลัดนางทีหลังก็แล้วกัน
“เพคะ” พานเยี่ยนซินได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจ คนตัวเล็กชม้ายชายตามองสีพระพักตร์ของรัชทายาท แน่นอนว่าเขาย่อมไม่พอพระทัย แต่กระนั้นนางก็หาได้สนใจไม่ นางทำตามที่มารดาสั่งสอน รัชทายาทจะทรงรู้สึกเช่นไรอย่าได้ใส่ใจ ให้ยึดถือพระประสงค์ของพระพันปีเอาไว้ก่อน
ชายหนุ่มผายมือให้นางเดินนำหน้าไปก่อน พานางไปยังใจกลางสวนดอกเบญจมาศตามคำสั่งของเสด็จย่าอย่างเคร่งครัด
“เมื่อวันก่อนหม่อมฉันได้ยินมาว่าพระองค์เสด็จประพาสที่เมืองอู่โจว ได้ยินว่าที่นั่นสงบสุข บรรยากาศที่นั่นเป็นอย่างไร ทรงเล่าให้หม่อมฉันฟังได้หรือไม่เพคะ” เพราะทั้งเขาและนางต่างก็นิ่งเงียบ เพื่อทำลายความเงียบนั้นนางจึงเป็นฝ่ายชวนคุย
ช่างรู้ดีเสียจริง ไม่ว่าเขาจะเคลื่อนไหวไปที่ใด นางก็มักจะรู้ความเคลื่อนไหวของเขาเสียหมด แม้กระทั่งเรื่องที่เขาไปประพาสอู่โจว
“ถ้าเจ้ารู้ถึงขนาดว่าข้าไปประพาสที่อู่โจว ก็น่าจะรู้ด้วยว่าข้าไปกับใคร” เขาไม่ได้ตอบคำถามนางแต่ถามนางกลับ
ทุกครั้งที่ได้อยู่ด้วยกันก็มักจะเป็นเช่นนี้ ซูลิ่งอี้ไม่เคยพูดจาดี ๆ กับนางเลยสักครั้ง
“เพคะ หม่อมฉันรู้ดี” หญิงสาวก้มหน้างุดมีน้ำตาไหลรินออกมาเล็กน้อย “หม่อมฉันก็เพียงอยากรู้ว่าที่อู่โจวเป็นเช่นไร อากาศดีหรือไม่ สถานที่ท่องเที่ยวที่พระองค์ไปกับคุณหนูไป๋คือที่ใดบ้างก็เท่านั้น เยี่ยนเอ๋อไม่เคยออกจากเมืองเล่ยหยวน ก็เพียงแค่อยากเปิดหูเปิดตาเท่านั้น”
หยาดน้ำตาค่อย ๆ รินไหลออกมา หญิงสาวเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีน้ำตาลราวกับลูกกวางตัวเล็ก ๆ มองเขาอย่างตัดพ้อ
ซูลิ่งอี้เห็นแล้วก็เกือบใจอ่อนไปกับนาง หากเป็นผู้อื่นก็คงรู้สึกสั่นสะท้านและสงสาร แต่เปล่าเลย เขารู้ว่านี่คือมารยาแขนงหนึ่งของนาง
“คุณหนูห้า” ซูลิ่งอี้โน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบที่ข้างหู “น้ำตาของเจ้าใช้ไม่ได้ผลกับข้าหรอกนะ” พานเยี่ยนซินสะอึกสะอื้นยังคงเสแสร้งแกล้งไม่รู้เรื่อง “เหตุใดพระองค์จึงตรัสวาจาทำร้ายจิตใจหม่อมฉันเช่นนั้นเพคะ”
“ก็เพราะข้ารู้อย่างไรเล่าว่าเจ้าเป็นคนเช่นไร”
เมื่อน้ำตาหญิงงามใช้กับเขาไม่ได้ผล นางก็หยุดร้องไห้ “น่าเสียดาย...จริง ๆ เพคะ”
“เหอะ” ชายหนุ่มสะบัดแขนเสื้อแล้วกลับมายืนตัวตรงดุจภูเขาหินดังเช่นเดิม “หากร้องไห้นานกว่านี้อีกนิด เจ้าอาจจะทำให้ข้าใจอ่อนก็ได้คุณหนูห้า”
คนตัวเล็กใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาตนเองอย่างระมัดระวัง
“น่าเสียดายที่หม่อมฉันกลัวว่าเครื่องประทินโฉมจะเปรอะเปื้อนใบหน้าของตนเองมากกว่าน่ะเพคะ” พานเยี่ยนซินคาดเดาได้อยู่แล้วว่าสถานการณ์จะต้องเป็นเช่นนี้ ดวงตากลมโตที่เป็นสีน้ำตาลของนางจับจ้องไปที่เขาอย่างรู้ทัน
“น่ารังเกียจนัก”
ต้องยอมรับว่าพานเยี่ยนซินเป็นสตรีที่งดงาม ดวงตากลมโตสีน้ำตาลงดงามดุจสีผลซิ่ง นั่นนับเป็นสีที่หาได้ยาก น่าเสียดายที่สวรรค์มอบมันให้กับคนเช่นนาง
“แล้วสักวันหนึ่งพระองค์อาจจะหลงรักคนน่ารังเกียจเช่นหม่อมฉันก็ได้ ผู้ใดจะรู้”
“ไม่มีวัน เพราะข้า...รักแต่เพียงซูเอ๋อเท่านั้น และคนที่จะแต่งงานกับข้าเป็นพระชายาก็คือนาง”
พานเยี่ยนซินยกมือขึ้นปิดปากก้มหน้าเล็กน้อยเดินเข้าไปขยับคอเสื้อให้ชายหนุ่ม ส่งยิ้มอ่อนหวานให้เขา จึงได้เห็นว่าใบหูของอีกฝ่ายเป็นสีแดงระเรื่อ ปฏิกิริยาเช่นนี้ของเขาถือว่านางยังมีโอกาส
“เพคะ... หม่อมฉันจะรอดู”
ความอดทนของซูลิ่งอี้ใกล้หมดลงเต็มที ร่างสูงปัดมือของนางทิ้ง สะบัดแขนเสื้ออย่างไม่พอใจแล้วเดินจากไป
กระทั่งใกล้รุ่งมีแสงสว่างยามเช้าสาดส่องเข้ามาภายในห้อง เหยียนเหวินจิ้งโอบกอดร่างเล็กในอ้อมแขนเอาไว้อย่างแนบแน่น พลางคิดถึงความสุขสมที่ผ่านพ้นไปเมื่อคืนวาน เขาช่างเป็นบุรุษสารเลว ทันทีที่นางตื่นขึ้นมาและพบว่าชายที่นอนเคียงข้างนางเป็นใคร คุณหนูไป๋จะต้องยินยอมตกลงแต่งงานกับเขาเป็นแน่ เขาต้องฤทธิ์ยาปลุกกำหนัด นางเองก็เช่นกัน นึกไม่ออกเลยว่าซูลิ่งอี้จะรู้สึกเช่นไรที่ได้รับรู้ว่าสตรีอันเป็นที่รักของตนนั้น ได้กลายเป็นภรรยาของเขาไปแล้วร่างสูงใช้ข้อศอกยันตัวเองขึ้นมาตั้งใจมองให้ชัด ๆ ว่าสตรีในอ้อมแขนของเขานั้นเป็นใคร เขามิได้ฝันไปใช่หรือไม่ แต่แล้วก็ต้องตกใจ เพราะคนตัวเล็กที่เขากำลังโอบกอดอยู่นั้นมิใช่คุณหนูไป๋“พานเยี่ยนซิน” เหยียนเหวินจิ้งขบกรามแน่น กัดฟันกรอด ไฉนเลยจึงกลายเป็นนางไปได้ เหตุใดจึงเป็นคุณหนูแห่งจวนพานกั๋วกง ขุนนางกังฉินผู้นั้นกันได้เห็นนางในเวลานี้พลันทำให้คิดถึงเมื่อตอนที่อยู่ที่วัด นางอธิษฐานว่าอย่างไรนะ‘ขอให้พระพุทธองค์ให้อภัยในความผิดบาปที่นางจะกระทำคืนนี้อย่างนั้นหรือ’ที่แท้ นางก็มีแผนการเช่นนี้ อัครเสนาบดีหนุ่มมั่นใจว่าเป้าหมายของนางไม่ใช่เขา คงจะเป็นองค์ชายรัชทายาท ก
“อาห์...ท่าน...อย่า” ปากนางปฏิเสธ แต่ร่างกายกลับแอ่นขึ้นต้อนรับเหยียนเหวินจิ้งก้มลงดื่มด่ำกับเนินอกนุ่ม ลิ้นร้อนเลียไล้ ดูดดื่มราวกับทารกที่หิวนม มืออีกข้างลูบไล้ลงต่ำถึงหน้าท้องแบนเรียบ“หวานเหลือเกิน” เขาครางเบา ๆเขาค่อย ๆ จูบลงต่ำ ผ่านสะดือน้อย ๆ ลงสู่เนินเนื้ออวบอิ่ม พานเยี่ยนซินตกใจพยายามหุบขา“ไม่! อย่า...ที่นั่น...” นางอุทานเสียงสั่น“เชื่อข้า” เขากระซิบ แล้วแหวกขาขาวเนียนออก สำรวจถ้ำสีชมพูที่ชุ่มฉ่ำด้วยน้ำรัก“อาห์!” นางร้องเสียงหลง เมื่อลิ้นร้อนของเขาสัมผัสกลีบดอกไม้สีชมพูอันอ่อนนุ่มเขาใช้ลิ้นเลียเล้าโลมอย่างช้า ๆ ดูดดื่มน้ำหวานที่ไหลออกมาไม่ขาดสาย นิ้วค่อย ๆ สอดเข้าไปในโพรงแคบ“แน่น...ร้อน...เจ้ายังบริสุทธิ์” เขาพึมพำอย่างประหลาดใจพานเยี่ยนซินได้แต่ครางตอบ สติแทบจะเลือนหายไปกับความสุขที่ท่วมท้น “ข้า...ข้าทนไม่ไหว...อึก!”คลื่นความสุขครั้งแรกซัดกระหน่ำ ร่างบางสั่นระริกราวกับใบไม้ในพายุ น้ำหวานใสไหลรินออกมาให้เขาดื่มกลืน“หวานยิ่งกว่าน้ำผึ้ง” เขาเงยหน้าขึ้น ริมฝีปากเปียกชื้นเหยียนเหวินจิ้งไม่รอช้า รีบปลดเปลื้องอาภรณ์ตนเองออกอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นร่างกำยำแข็งแกร่งและหอกหย
(TW : มีการใช้ยาและความเข้าใจผิด และมีการกระทำรุนแรงทางเพศ)มีคนจากในโรงเตี๊ยมเดินออกมารับนางอย่างที่คนของมารดาแจ้งเอาไว้จริง ๆ นางไม่ได้พูดสิ่งใดยังคงใช้เสื้อคลุมปกปิดใบหน้าและร่างกายเอาไว้ คนตัวเล็กเดินตามอีกฝ่ายไปอย่างว่าง่ายลัดเลาะไปตามเส้นทางในความมืด สายตามองไปโดยรอบตัวเพื่อหาโอกาสเหมาะ ๆ สบช่องหาทางหนีและแล้ว นางก็ค้นพบได้ในที่สุดเพราะอีกฝ่ายเดินอย่างรีบร้อน ไม่ได้หันหน้ามาดูด้วยซ้ำว่านางจะเดินไปที่ใด พานเยี่ยนซินค่อย ๆ ลดความเร็วของฝีเท้าตนเอง จนกระทั่งเกิดระยะห่างระหว่างคนของโรงเตี๊ยมและนาง จนมีเส้นทางหนึ่งต้องเลี้ยวซ้ายตรงมุมกำแพง พานเยี่ยนซินหยุดนิ่งรอจนอีกฝ่ายเดินหายไปหัวใจของนางในเวลานี้เต้นตึกตักราวกับจะหลุดออกมานอกเบ้า รู้สึกว่ามือของตนนั้นในเวลานี้เปียกชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ อากาศปลายสารทฤดูเย็นยิ่งนัก แต่กลับกันนางดันเหงื่อแตกเพราะความตื่นเต้นไม่มีเวลาให้นางคิดอีกต่อ พานเยี่ยนซินไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโรงเตี๊ยมแห่งนี้ มีเส้นทางเข้าออกกี่เส้นทางหรือกว้างใหญ่ขนาดไหน หญิงสาวเดินแอบ ๆ หลบมุมไปตามเงามืดของยามราตรีสอดส่ายสายตาหาทางรอดให้กับตนเอง แล้วจึงเห็นประตูไม้บานหนึ่งที
ตอนที่เหยียนเหวินจิ้งเปิดประตูห้องออกมา ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่พานเยี่ยนซินเปิดออกมาพร้อมกัน เขามองหน้านางครู่หนึ่งแล้วเดินเลยนางไป ราวกับมิได้สนใจว่านางเป็นใคร นับว่าเป็นบุรุษที่มีรูปโฉมงดงามนัก ตัวสูงกว่านางหลายเท่า บนตัวเขามีกลิ่นหมึกฮุ่ยโม่จาง ๆ เดาว่าเขามาที่นี่คงจะมาศึกษาพระคัมภีร์พานเยี่ยนซิน คลับคล้ายคลับคลาเหมือนกับจะเคยพบหน้าเขาที่ใดมาก่อน แต่ก็นึกไม่ออก อาจเป็นบุตรชายขุนนางสักคน ว่าแต่เขาอยู่ห้องนั้นอย่างนั้นหรือ เช่นนั้นเขาก็อาจจะได้ยินที่นางอธิษฐานใช่หรือไม่คิดได้เช่นนั้นพานเยี่ยนซิน รีบเดินไปดักหน้าอีกฝ่าย“คุณชาย...”คุณชาย? นางไม่รู้จักเขาอย่างนั้นหรือ? เหยียนเหวินจิ้งสีหน้าเรียบเฉย ก้มหน้าลงไปมองสตรีที่ตัวเล็กกว่า“คุณหนูมีธุระอันใดหรือเปล่า”ริมฝีปากของพานเยี่ยนซินเม้มเข้าหากัน อยากจะพูดออกไปแต่ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี“...”เมื่อได้อยู่ใกล้ ๆ จึงเพิ่งจะเห็นว่าดวงตาของนางเป็นสีน้ำตาล ดูอ่อนโยนน่าทะนุถนอมราวกับลูกกวางตัวน้อย ๆ กลิ่นกายแทนที่จะเป็นกลิ่นเครื่องหอมอย่างที่สตรีในเมืองหลวงนิยมใช้กัน แต่กลับเป็นกลิ่นหอมสะอาดของสมุนไพร ริมฝีปากอวบอิ่มเป็นสีแดงระเร
เหยียนเหวินจิ้งได้ยินว่ารัชทายาทออกล่าสัตว์ และยังได้ยินอีกว่าเขาจะพาคุณหนูไป๋มาร่วมด้วย กำลังคิดอยู่ว่าจะหาวันที่โอกาสเหมาะสมเช่นนี้ได้เมื่อไร เมื่อตัดสินใจแล้ว ก็รีบลงมือทันที อัครเสนาบดีหนุ่มไปรออยู่ที่วัด ที่อยู่ใกล้กับพื้นที่ล่าสัตว์อย่างเงียบ ๆ“ดูเหมือนว่าวันนี้เราจะมีแขกไม่ได้รับเชิญนะขอรับ” กงหยุนเข้ามารายงาน เพราะเมื่อสักครู่นี้เห็นรถม้าของจวนกั๋วกงมุ่งหน้าเข้ามาที่นี่ รอดูสักพักจึงได้เห็นว่าเป็นคุณหนูห้าแห่งจวนกั๋วกง “ใคร”“คุณหนูห้า จากจวนพานกั๋วกงขอรับ”คุณหนูพานห้างั้นเหรอ แค่ได้ยินชื่อนางเหยียนเหวินจิ้งก็พลันรู้สึกหงุดหงิด“นางมาที่นี่ทำไม หรือว่านางมีแผนการอะไร” อัครเสนาบดีหนุ่ม เกรงว่านางอาจจะกำลังวางแผนอะไรสักอย่าง เขาไม่ต้องการให้เรื่องของนางมาส่งผลกระทบต่อแผนการของเขา“ข้าน้อยก็ไม่ทราบขอรับ ร้อยวันพันปีนางไม่เคยเข้าวัดไหว้พระ แต่วันนี้เกิดอยากจะทำบุญ นางจะต้องมีแผนการร้ายอย่างแน่นอนขอรับ ไม่แน่ว่านางอาจจะกำลังคิดแผนการเข้าหาองค์รัชทายาทก็ได้” กงหยุนคิดเช่นนั้นสิ่งที่กงหยุนเอ่ยออกมานับว่ามีน้ำหนักพอสมควร เขาคาดเดาว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น“งั้นข้าจะออกไปดูเสียหน่อยว่าน
อาเสว่ยืนอยู่หน้าเรือนรอรับคุณหนูของนาง จนกระทั่งเห็นเจ้านายเดินโซซัดโซเซมาก็รีบวิ่งเข้าไปประคอง บ่าวคนอื่น ๆ เองก็รู้สถานการณ์ดี และรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น พวกนางเห็นแล้วก็รู้สึกสงสารจับใจ รีบเข้าไปจัดเตรียมเสื้อผ้า น้ำอุ่น ยาสมานแผล และยาสมุนไพรต้มเพื่อบรรเทาอาการบาดเจ็บและช่วยให้นางผ่อนคลาย พานเยี่ยนซินเหนื่อยและเศร้าเกินไป ตอนนี้นางเองก็ไร้เรี่ยวแรงจะดิ้นรนจึงปล่อยให้บ่าวไพร่ปรนนิบัตินางตามใจชอบ“คุณหนู...” อาเสว่ถอดเสื้อผ้าของเจ้านายออก บนร่างกายมีแต่รอยหยิก รอยทุบตี ใบหน้าก็มีบาดแผลอย่างน่าสงสาร“พวกเจ้าร้องไห้ทำไมกัน” พานเยี่ยนซินยิ้ม“เหตุใดฮูหยินจึงลงมือหนักเช่นนี้” อาเสว่ค่อย ๆ ประคองคุณหนูลงในถังอาบน้ำ“เอาเถิดอย่าพูดอีกเลย” พานเยี่ยนซินไม่อยากฟังแล้ว พรุ่งนี้ยังมีหลายเรื่องให้ต้องทำ นางง่วงนอนเหลือเกินอาเสว่และสาวใช้คนอื่น ๆ เห็นเช่นนั้นก็มิได้เอ่ยสิ่งใดอีก เพียงช่วยอาบน้ำทายาแก้ฟกช้ำให้นางเงียบ ๆ เท่านั้นคุณหนูของพวกนางเป็นสตรีที่งดงาม มักจะแต่งกายหรูหราอยู่เสมอ แต่ใครจะไปรู้ว่าการที่นางทำเช่นนั้นก็เพื่อปกปิดร่างกายที่เต็มไปด้วยร่องรอยเช่นนี้ นางใจดีกับบ่าวไพร่ ไม่เคยทำร้า







