LOGIN“พรุ่งนี้เอิร์นเข้าไปเริ่มงานได้เลยนะ มินบอกพนักงานในคาเฟ่ไว้แล้วว่าเอิร์นจะเข้าไปเป็นผู้จัดการร้าน มีอะไรสงสัยหรือติดปัญหาอะไรก็ถามทุกคนในร้านได้เลย น้อง ๆ นิสัยดีทุกคนเพราะมินคัดมาเองกับมือ”
มินตราพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่อารีรัตน์จะเข้ามาเป็นผู้จัดการคาเฟ่ให้เธอ คาเฟ่ของมินตราเป็นร้านกาแฟขนาดกลาง ไม่เล็กมากแต่ก็ไม่ใหญ่โตจนเกินไป เธอพึ่งเริ่มเปิดมาได้หกเดือนเท่านั้นยังจัดว่าเป็นมือใหม่ แม้จะยังมือใหม่ก็ถือว่าเป็นร้านคาเฟ่ที่พึ่งเปิดแต่มีลูกค้าประจำหนาแน่น
“ขอบคุณมาก ๆ เลยนะมิน ถ้าเอิร์นไม่มีมินก็ไม่รู้เลยว่าจะทำยังไงต่อดี”
อารีรัตน์พูดจากใจจริงและรู้สึกขอบคุณเพื่อนรักคนนี้มาก ๆ มินตราจะเป็นเพื่อนคนแรกที่เข้ามาช่วยเหลือเธอในเวลาที่ทุกข์ใจเสมอ อิงค์น้องของอินทัชก็ด้วยแต่ว่าตอนนี้อิงค์ทำงานอยู่ที่อเมริกาไทม์โซนต่างกันทำให้ไม่ค่อยได้คุยกันสักเท่าไหร่ แต่มินตราจะอยู่ใกล้เธอมากกว่าและอาจจะเพราะว่าเราเป็นคุณแม่เหมือนกัน เวลามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็มักจะเข้าใจกันได้ในทันทีโดยที่อีกฝ่ายไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา
“ตอนนี้เอิร์นทำใจให้สบายนะไม่ต้องคิดอะไรมาก หรือถ้ามีเรื่องอะไรที่กลุ้มใจก็ปรึกษามินได้ อาจจะช่วยไม่ได้มากแต่มินจะเป็นเพื่อนที่พร้อมรับฟังเอิร์นเสมอ ส่วนเรื่องงานก็ทำกับมินไปก่อน เอาไว้เอิร์นสบายใจขึ้นแล้วคิดออกว่าอยากทำอะไรตอนนั้นก็ค่อยขยับขยายก็ได้”
มินตราดีใจที่อารีรัตน์ตอบตกลงมาช่วยงานเธอเพราะในคาเฟ่จะขายแยมผลไม้ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทั้งสองคนร่วมหุ้มกันสร้างขึ้นมา
แยมผลไม้ตัวมัม ชื่อง่าย ๆ เพื่อที่ลูกค้าจะได้อ่านไม่ยากและจำชื่อแยมผลไม้ของพวกเธอทั้งสองคนได้ง่ายด้วย จุดเริ่มต้นเกิดจากอารีรัตน์ที่อยากทำอะไรเป็นของตัวเองโดยไม่ต้องคอยรับเงินจากสามีอย่างเดียว ทำให้เธอเอ่ยชวนมินตรามาร่วมหุ้นทำธุรกิจด้วยกัน
และที่มาสรุปจบที่แยมผลไม้ก็เพราะเด็กน้อยทั้งสองชอบกินแยมส้มมาก เป็นความชอบที่อันนาและตังเมชอบเหมือนกัน แต่ก็กินได้ทุกแยมขอแค่ให้เป็นแยมก็พอ ด้วยความชอบของลูก เธอจึงเลือกทำแยมโดยที่แยมของตัวมัมจะต้องมีรสชาติอร่อยสะอาดและปลอดภัย ที่สำคัญคือความหวานที่หวานไม่มากแต่ต้องไม่ทำให้รสชาติแย่ เด็กกินได้ผู้ใหญ่กินดี
ตอนนี้ผลิตภัณฑ์หลักคือแยมผลไม้รวมและแยมส้มและรสชาติอื่น ๆ ที่จะตามมาแต่รออารีรัตน์คิดสูตรที่สมบูรณ์ก่อนเมื่อเธอมั่นใจว่าได้รสชาติที่ต้องการแล้ว เธอจะส่งไปให้โรงงานเริ่มผลิตต่อทันที
“ขอบคุณนะมิน” อารีรัตน์ขยับเข้าไปกอดเพื่อนรักของเธอเพื่อเป็นการขอบคุณอีกครั้ง
“มินก็ขอบคุณเอิร์นเหมือนกันนะ ตังเมคาเฟ่คงต้องฝากไว้ที่มือของเอิร์นแล้วละ”
“งื้อ ไม่ต้องห่วง เอิร์นจะบริหารคาเฟ่ให้มินอย่างสุดความสามารถและขอให้ธุรกิจสวนกุหลาบของมินเจริญรุ่งเรือง เฮง ๆ ปัง ๆ เลยนะจ๊ะ”
เพื่อนเธอทั้งสวยทั้งขยันทำธุรกิจ อารีรัตน์เห็นมินตราเป็นแบบอย่างที่ดีเธอจึงอยากหาอะไรทำเองบ้าง เราสองคนอาภัพรักทั้งคู่แต่มินตรายังมีความสุขได้ และมินยังเป็นคุณแม่คนเก่งที่เลี้ยงลูกคนเดียวโดยไม่มีสามีมาช่วย แถมธุรกิจก็ไปได้สวยอีก เมื่อเห็นเพื่อนสาวเข้มแข็งได้ขนาดนี้ แม้จะเศร้าใจเรื่องสามีแต่ก็ยังมีความสุขกับสิ่งรอบตัวได้ อารีรัตน์ก็จะต้องทำได้บ้าง เธอจะเลี้ยงอันนาด้วยสองแขนและสองขากับหนึ่งสมองของตัวเอง
“สาธุเลยจ้า มินน้อมรับพรค่ะ” มินตราพนมมือยกขึ้นเหนือหัวก่อนจะทำหน้าทะเล้นใส่
ตอนนี้เธอยอมทำอะไรก็ได้เพื่อได้เห็นรอยยิ้มสวยๆ ของอารีรัตน์ เพื่อนของเธอเป็นคนที่ดีมาก มองโลกในแง่ดีเสมอและคิดถึงความสุขของคนอื่นก่อนตัวเอง แต่ตอนนี้เพื่อนคนดีของเธอกำลังเจอความทุกข์ แถมเป็นทุกข์ที่เจ้าตัวเท่านั้นจะช่วยตัวเองได้ มินตราเคยผ่านช่วงเวลาที่ยากแบบนี้มาแล้วเธอถึงได้เข้าใจอารีรัตน์เป็นอย่างดี และภาวนาขอให้เพื่อนของเธอเดินออกจากความทุกข์ครั้งนี้ได้ในเร็ววัน
“ตังเมขา เราต้องกลับบ้านกันแล้วค่ะลูก” เรียกชื่อลูกสาวได้ไม่นาน ตังเมก็เดินจับมือออกมาพร้อมอันนาในมือมีห่อขนมติดมาด้วย สงสัยจะเป็นอันนาที่พาเพื่อนรื้อกระเป๋าหาขนมออกมากินกันระหว่างที่แม่ ๆ กำลังนั่งคุยกันนอกบ้าน มือถือขนมส่วนแก้มและปากเลอะช็อกโกแลตเต็มไปหมด ไม่รู้ว่ากินหรือเอามาทาหน้าเล่นกันแน่ เฮ้อ
“สวัสดีค่ะน้าเอิร์น บ๊ายบายนะอันนา”
“บ๊ายบายตังเม พรุ่งนี้อันนาจะไปหานะ” พูดไปแล้วถึงค่อยเงยหน้ามองผู้เป็นแม่อย่างขออนุญาต ยิ้มแฉ่งเป็นการออดอ้อนให้คุณแม่ตามใจ
“พรุ่งนี้ก็ได้เจอกันอยู่ดีค่ะน้องอัน” เพราะพรุ่งนี้เธอต้องเข้าไปทำงานที่ตังเมคาเฟ่ ยังไงก็ต้องได้เจอมินตราและลูกสาวก่อนอยู่แล้วเพราะเพื่อนรักของเธอต้องแวะเข้ามาแนะนำเธอกับพนักงานคนอื่น ๆ และสอนงานผู้จัดการร้านให้เธอก่อนถึงจะไปดูสวนกุหลาบต่อได้
“เย้ ๆ น้องอันจะได้เล่นกับตังเมอีก”
“สวัสดีค่ะน้ามิน พรุ่งนี้รอน้องอันก่อนนะ” เจ้าตัวแสบกลัวจะไม่ได้เจอหน้าเพื่อนจึงรีบบอกคุณแม่ของตังเมเอาไว้ก่อน อารีรัตน์ต้องส่ายหน้าเบา ๆ ให้กับความแสบซนของลูกสาว เด็กเห่อเพื่อนจริง ๆ เลยคนนี้ ทำเหมือนตัวเองไม่เคยมีเพื่อนทั้งที่ก็มีเพื่อนในหมู่บ้านเต็มไปหมด
คงเป็นเพราะรู้ตัวว่าจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าอีกแล้วแน่ ๆ อันนาถึงได้ดีใจมากที่มีตังเมเป็นเพื่อนของเธอที่นี่ คนเป็นแม่คิดแล้วอดรู้สึกผิดต่อลูกไม่ได้ อารีรัตน์โทษตัวเองที่อ่อนแอมากเกินไป เธอพ่ายแพ้ให้กับความเสียใจและเลือกที่จะเอาความสบายใจของตัวเองมาก่อนโดยไม่ถามความต้องการของลูก
“อันนา” ย่อตัวลงไปนั่งให้ความสูงอยู่ในระดับเดียวกันกับลูกสาว ยกมือขึ้นเช็ดคราบขนมที่เลอะไปทั่วแก้มแดง ๆ เหมือนลูกแอปเปิ้ลก่อนจะจับมือน้อย ๆ มากุมเอาไว้แล้วระบายยิ้มอย่างอ่อนโยนให้ลูกสาว
“ขา คุณแม่”
“ถ้าปะป๊ามาหาเราทุกวันไม่ได้เพราะติดงาน อันนาจะโกรธปะป๊าไหมคะ” ไม่รู้ว่าเป็นคำถามที่ยากเกินไปสำหรับเด็กสามขวบหรือเปล่าแต่อารีรัตน์ก็เลือกที่จะถามเพราะเธออยากรู้ว่าลูกจะตอบอย่างไร
“เฮ้ย ยิ้มหน้าบานเลยนะมึง” ชัชชัยเอ่ยแซวและน้ำเสียงเต็มไปด้วยความหมั่นไส้อย่างไม่ปิดบัง“เอ้า ก็กูเป็นผู้ชายที่มีความสุขที่สุดในโลกนี่หว่า จะไม่ให้กูยิ้มได้ยังไงวะ มึงอย่ามาอิจฉากู” ยกขวดเหล้าขึ้นแล้วบริการรินใส่แก้วให้เพื่อนชัช“เออ ๆ กูอิจฉามึงมากเพื่อนโอบ อิจฉาโคตร ๆ ที่มึงได้เมียดี” อันนี้เรื่องจริง อารีรัตน์ทั้งสวยและน่ารัก แถมยังใจดีใจกว้างยิ่งกว่ามหาสมุทรที่ยอมให้โอกาสไอ้เพื่อนเลวของเขาได้ปรับปรุงตัว“แต่กูก็ยังสงสารน้องเอิร์นว่ะ”“อ่าว ไอ้เชี่ย” จะดีอยู่แล้วเชียว“ทั้งที่ได้โอกาสหาผัวใหม่ที่ดีกว่ามึงแล้วแท้ ๆ”“ไอ้ชัช ไอ้ปากหมา มึงไม่ต้องแดกแล้วเหล้าเนี่ย มาแดกตีนกูก่อน” มันก็ชอบพูดจาไม่เข้าหูเขาอยู่เรื่อย เอะอะจะให้เอิร์นหาผัวใหม่ตลอด โมโหวุ้ย!“มึงก็ใจร้อน กูพูดแซวหน่อยไม่ได้เลยนะ” แซวที่แปลว่าสะกิดสันตีนมัน“ตอนนี้กูเป็นผัวที่ดีมาก เมียรักเมียหลงสุด ๆ และกูจะไม่ทำพลาดอีกแล้วมึง” คิดย้อนกลับไปแล้วขยาด ไม่ขอเจอแบบนั้นอีกแล้ว ตอนนี้มุ่งมั่นสร้างครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุข มอบความรักให้เมียเช้าเย็น...:“ลูกสาวเราแรงเยอะมากเลยเอิร์น” คนเป็นพ่อบ่นอุบหลังจากใช้พลังงานเล่นกับลูก
กระเช้าแยมผลไม้ตัวมัมถูกส่งมอบจากมือของอินทัชสู่มือของปณิธาน เป็นกระเช้าที่อินทัชตั้งใจจัดด้วยตัวเอง(เมียบังคับให้จัดกระเช้าด้วยตัวเอง) เพื่อนำมาขอโทษคุณผอ.หนุ่มสำหรับเหตุการณ์ที่อินทัชทำร้ายร่างกายโดยเจตนา“เรื่องวันนั้นผมต้องขอโทษคุณชินจากใจจริงครับ เพราะความหึงหวงและใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลจึงทำให้ผมกระทำแบบนั้นต่อคุณชิน ผมเสียใจอย่างสุดซึ้งและหวังว่าคุณชินจะไม่ถือโทษโกรธเคือง” ประโยคที่ถูกกลั่นออกมาจากใจ ‘จริงใจไหมเนี่ย’ ปณิธานก็จะเชื่อตามที่อินทัชเอ่ยออกมา แม้ว่าใบหน้าของคู่กรณีจะดูไม่จริงใจสักเท่าไหร่ก็ตาม“ผมยินดีรับคำขอโทษของคุณโอบครับ”จะไม่รับก็คงไม่ได้เพราะสักขีพยานยืนกันเต็มไปหมด ไหนจะอารีรัตน์ มินตรา อันนา ตังเม และบุคลากรในห้องธุรการอีกเป็นสิบคน“เรื่องมันแล้วไปแล้วครับ ผมไม่โกรธคุณโอบหรอก”ปณิธานไม่ได้จะพูดเพื่อให้ตัวเองดูเป็นคนดี และที่เขาไม่โกรธก็เพราะเข้าใจในอารมณ์หึงหวงของอินทัช คนที่กำลังอยู่ในช่วงง้อภรรยาแล้วต้องมาเห็นภรรยาขึ้นรถไปกับผู้ชายคนอื่น จะไม่ให้หึงได้ยังไงกันและอีกหนึ่งเหตุผลที่ไม่โกรธก็เพราะปณิธานรับรู้ได้ถึงความรักที่อินทัชมีต่ออารีรัตน์ แม้ว่าอินทัชจ
“พี่รู้ว่าเอิร์นกลัว” ความรู้ทันและอ่านใจเธอออกตลอดทำให้อารีรัตน์หลบสายตามองไปทางอื่น เธอกลัวจริง ๆ อย่างที่เขาพูดนั่นแหละ“พี่เคยทำให้เอิร์นเสียใจและพี่ทำลายคำว่าครอบครัวเพราะพี่ไม่รู้ใจของตัวเอง พี่ทำพลาดไปแล้วเอิร์น พี่เสียใจทำสิ่งที่พี่พลาดไป แต่พี่อยากขอให้เอิร์นเชื่อใจพี่อีกสักครั้ง พี่สัญญาว่าพี่จะไม่ทำให้เอิร์นต้องเสียใจอีก เพราะมันจะไม่มีแบบนั้นอีกแล้ว ผู้ชายที่ไม่รู้ใจตัวเองคนนั้นมันตายจากไปแล้วเอิร์น ตอนนี้เหลือแค่พี่โอบของเอิร์น พี่โอบที่รักเอิร์นสุดหัวใจ”เขาไม่ได้จะปากหวานพูดเพื่อหว่านล้อมให้เธอมาหลง ที่อินทัชพูดออกไปก็มั่นใจทั้งนั้น“ครั้งหนึ่งพี่เคยคิดว่าพี่ไม่ต้องการเอิร์น ไม่ต้องการคำว่าครอบครัว นั่นเพราะพี่ไม่รู้ใจตัวเอง แต่วันที่พี่เสียคำว่าครอบครัวไป พี่กลับได้รู้ว่าอิสรภาพที่พี่อยากได้มันไม่มีความหมายเลยถ้าชีวิตของพี่ขาดสองหัวใจที่พี่รัก พี่ไม่ต้องการอิสรภาพแบบนั้นแล้วเอิร์น ตอนนี้พี่รู้แล้วว่าเอิร์นและอันนาคือชีวิต คือลมหายใจของพี่ เป็นทุกอย่างของพี่”“วันที่ได้กลับมาเจอเอิร์น พี่ก็ปากดีไปงั้นเอง แต่หัวใจของพี่มันโคตรจะดีใจและพี่รู้ว่าเอิร์นมองว่ามันเป็นระยะเวลา
“ที่หัวพี่ไม่เจ็บเท่าไหร่ พี่เจ็บที่ใจมากกว่า แต่ก็ขอบคุณนะที่เป็นห่วงกัน” อารีรัตน์บีบมือเข้าหากันแน่นเพื่อเก็บอาการของตัวเองเอาไว้“...”เจ็บที่ใจ เธอรู้ว่าอินทัชหมายถึงเรื่องที่เธอสร้างแผนหลอกให้เขามาแต่งงานด้วย อารีรัตน์รู้ว่ายังไงคนที่กัดไม่ปล่อยอย่างอินทัชต้องไม่ยอมทำเป็นลืมเรื่องนี้ง่าย ๆ เขาต้องการคำขอโทษจากเธอ และอารีรัตน์ก็ยินดีที่จะขอโทษเขาอยู่แล้วเพียงแต่เธอแค่ขอเวลาทำใจสักนิดก่อนที่เขาคุยเรื่องนี้กับเขา“ถ้า...พี่โอบไม่ได้เป็นอะไรมาก ก็ดีแล้วค่ะ คุณพ่อกับคุณแม่และก็อิงค์มารอเยี่ยมพี่โอบด้วยนะคะ”พูดจบก็รีบทำท่าจะเดินหนีคนเจ็บตัวมาหมาด ๆ แต่ดูเหมือนว่าอินทัชจะไม่ยอมปล่อยให้คนที่เล่นกับหัวใจของเขาต้องลอยนวล ห่างแค่สองก้าวของเธอก็เหมือนแค่หนึ่งก้าวสำหรับเขาเท่านั้น ยื่นมือออกไปก็จับมือนุ่มของเธอได้แล้ว“คิดจะเดินหนีพี่ไปแบบนี้เลยเหรอ เอิร์นไม่เป็นห่วงพี่เลยใช่ไหม” ถามใส่คนที่ไม่ยอมหมุนตัวกลับมามองหน้ากัน เธอกำลังน้ำตาคลออยู่แน่ อินทัชมั่นใจเพราะเขารู้จักอารีรัตน์ดี เธออารมณ์อ่อนไหวง่ายจะตายที่หันหลังให้เพราะไม่อยากให้เขาเห็นว่าจริง ๆ แล้วเธอแคร์และเป็นห่วงเขามาก จะหาว่าหลงตั
“เอิร์น เอิร์น!” เสียงเรียกชื่ออารีรัตน์ดังขึ้นซ้ำ ๆ แต่เจ้าของชื่อยังคงเหม่อมองประตูที่หน้าห้องฉุกเฉิน สองมืออันเย็นเฉียบบีบเข้าหากันแน่น ใจพะวักพะวนเป็นห่วงคนที่ยังอยู่หลังบานประตูนั้น‘พี่โอบจะเป็นยังไงบ้าง เขาปลอดภัยหรือยัง แล้วเขาเจ็บมากไหม’ความเป็นห่วงเป็นกังวลเกิดขึ้นมากมายในอกของอารีรัตน์ เธอไม่สามารถละสายตาไปจากประตูห้องฉุกเฉินได้เลย ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรทั้งนั้น ดวงตาทั้งสองข้างมีน้ำตาเอ่อคลอจนสามารถไหลลงมาได้ตลอดเวลาแต่เธอก็ต้องขืนมันเอาไว้เพราะไม่อยากร้องไห้ให้อันนาเห็น ลูกสาวของเธอยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อของเขา“เอิร์นจ๊ะ อิงค์กับพ่อและแม่ของพี่โอบเดินทางมาถึงแล้วนะ” มินตรายกมือขึ้นวางบนบ่าของเพื่อนแล้วบีบเบา ๆ เพื่อเรียกสติอารีรัตน์ตัวเธอเองก็ใจหายตอนที่รู้ข่าวว่าอินทัชประสบอุบัติเหตุ ทั้งเธอและอารีรัตน์กำลังดูแลลูกค้าอยู่ที่คาเฟ่หลังจากรับสายโทรศัพท์ของโรงพยาบาลอารีรัตน์ก็แทบล้มทันที แต่เพื่อนของเธอก็ยังฝืนและรีบขับรถตรงมาที่โรงพยาบาลส่วนเธออาสาไปรับอันนาและตังเมที่โรงเรียนและพาเด็ก ๆ มาที่นี่“อื้ม ขอบคุณจ้ะมิน” อารีรัตน์รีบกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อไล่ม่านน้ำตาออกไป
“เบื้องหลัง? มันยังไงกันแน่อิงค์ พี่เริ่มไม่เข้าใจแล้วอะ” มันเป็นยังไงกันแน่ ทำไมชีวิตแต่งงานของเขากับอารีรัตน์ถึงได้มีคำว่าเบื้องหลังมาเกี่ยวข้อง(การแต่งงานของพี่โอบกับเอิร์น เป็นการวางแผนจากพวกเราทุกคน)“วางแผนอะไร” นี่มันอะไรกันวะเนี่ย กลิ่นเริ่มจะไม่ดีแล้วนะยิ่งอิงค์เล่าก็เหมือนกับว่าเขาถูกหลอกให้เข้าใจผิดจนต้องยอมเอ่ยปากและขอเป็นคนแต่งงานกับอารีรัตน์(เรื่องที่บ้านเอิร์นจะย้ายไปอยู่อังกฤษอันนี้คือเรื่องจริง เรื่องที่เอิร์นไม่อยากย้ายไปกับพ่อแม่อันนี้ก็เรื่องจริง แต่เรื่องที่เอิร์นต้องแต่งงานกับลูกเพื่อนพ่อ อันนี้ไม่ใช่เรื่องจริงมันเป็นเรื่องที่พวกเราช่วยกันคิดเพื่อที่...)“เพื่อที่พี่จะเป็นคนอาสาแต่งงานกับเอิร์นเอง ใช่ไหม นี่เล่นอะไรกันอะ รู้ไหมว่าเรื่องแต่งงานมันไม่ใช่เรื่องเล็กนะ”อินทัชเคยด่าตัวเองในวันที่เขาขอจบความสัมพันธ์กับอารีรัตน์ วันนั้นเขาโทษตัวเองที่เป็นคนเลือกที่จะแต่งงานกับเธอโดยไม่มีพื้นฐานมาจากคำว่ารักและคิดว่าตัวเองมองเรื่องนี้เหมือนเล่นขายของ แต่เมื่อคิดดูดี ๆ เพราะเขารักเธอมาตลอดต่างหากเขาถึงได้เลือกที่จะเอาตัวเองไปแต่งงานกับเธอเพราะไม่อยากเสียเธอให้ใคร แต่ไม่







