Masuk“เอิร์นมาช้ามากเลยใช่ไหม ขอโทษนะมิน” ทำหน้ารู้สึกผิดและก็ยอมรับผิดจริง ๆ เพราะเธอมาช้ามาก พอมาเห็นเพื่อนสาวอุ้มลูกน้อยวัยเดียวกันกับอันนารอเธออยู่ก็ยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นไปอีก
“คิดมากน่า ไม่ได้ช้าขนาดนั้น”
“ตังเม สวัสดีน้าเอิร์นค่ะคนเก่ง” มินตรายกมือขึ้นจัดผมหน้าม้าให้ลูกสาววัย 3 ขวบของเธอขณะบอกให้สวัสดีคุณน้าเอิร์นไปด้วย
ตังเมเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของมินตราที่เกิดจากเธอและไตร สามีที่ลืมเลือนเธอไปแล้ว มีเพียงทะเบียนสมรสเท่านั้นที่เป็นสิ่งยืนยันว่าเธอมีสามีอยู่ ส่วนเจ้าตัวนั้นจะรู้หรือเปล่าว่าลูกและเมียอยู่ที่นี่
“สวัสดีค่ะน้าเอิร์น” สองมือป้อม ๆ ยกขึ้นมาพนมแล้วก้มศีรษะไหว้เพื่อนของแม่มิน ตังเมมีเก้อเขินอยู่บ้างเพราะไม่ค่อยได้เจอน้าเอิร์นบ่อยเท่าไหร่ ถึงจะเขินจนม้วนแต่ก็ยังไหว้สวยสมกับที่มินตราเคร่งเรื่องมารยาทกับลูกสาวของตัวเองเธอฝึกและอบรมตังเมเป็นอย่างดี
“น่ารักจังเลยลูก ตังเม” ขอจิ้มแก้มหลานสาวสักทีให้หายหมั่นเขี้ยวแล้วจึงแนะนำเด็กอีกคนให้รู้จักกัน
“อันนาไหว้น้ามินด้วยนะลูก”
“เมื่อวานก็ไหว้แล้วค่ะคุณแม่ วันนี้ต้องไหว้อีกเหรอคะ” ถ้าไม่ขี้สงสัยคงไม่ใช่อันนา และคำถามซื่อ ๆ ของเธอก็ทำเอาแม่ ๆ หลุดเสียงหัวเราะออกมาเพราะไม่คิดว่าเด็กน้อยจะตั้งคำถามกับเรื่องแบบนี้ คงเป็นเพราะอันนาพึ่งได้เจอหน้าน้ามินไปเมื่อวานและมาเจอวันนี้ก็เลยคิดว่าไม่ต้องไหว้แล้วเพราะเมื่อวานได้ไหว้ไปแล้ว เฮ้อ สงสัยต้องให้มินตราอบรมบ่มนิสัยให้ลูกสาวตัวแสบของเธอบ้าง
“ต้องไหว้อีกนะอันนา เจอวันใหม่ก็ต้องไหว้ใหม่ แม่มินบอกตังเม ว่าต้องไหว้ด้วย” ตังเมถูกสอนมาแบบนั้นเธอจึงรีบบอกเพื่อนใหม่ของตัวเองและเรียกชื่อถูกเพราะได้ยินน้าเอิร์นเรียกชื่อลูกสาวแบบนั้น เด็กน้อยช่างสังเกตจึงได้รู้ว่า เด็กผู้หญิงผมหยักศกคนนี้ชื่ออันนา
ส่วนอันนาก็พยักหน้าเข้าใจพร้อมยกมือขึ้นสวัสดีน้ามินตามที่คุณแม่และตังเมบอกก่อนจะหันมาฉีกยิ้มกว้างให้เพื่อนใหม่ของเธอ ดูเหมือนเพื่อนคนนี้จะถูกใจอันนามากซะด้วย
“สวัสดีค่ะน้ามิน”
“เราชื่อตังเมนะ” ตังเมเป็นเด็กน่ารักมากเธอตื่นเต้นที่จะได้มีเพื่อนใหม่ไม่น้อยไปกว่าอันนาเลย
“เราชื่ออันนา อันนา 3 ขวบ” กลัวเพื่อนจะไม่รู้ว่าตัวเองอายุสามขวบและจะเข้าอนุบาลหนึ่งแล้ว
“ตังเมก็ 3 ขวบ”
ภายใต้การสนทนาตามประสาวัยรุ่น 3 ขวบ ยังมีแม่ๆ ที่เฝ้ามองการพูดคุยของลูก ๆ มองไปก็ยิ้มตามไปด้วย เด็กทั้งสองคนเคยเจอกันแค่ครั้งสองครั้งเท่านั้นและยังไม่ทันจะได้จดจำชื่อของกันและกันก็ต้องจากกันเสียก่อน
ในวันเกิดของอันนา มินตราไม่ได้พาตังเมลูกสาวของเธอไปด้วยเพราะกลัวจะกลับดึกเกินไปจึงทำให้เด็กทั้งสองคนไม่ได้เจอหน้ากัน แต่หลังจากที่ได้เห็นมิตรภาพน้อยๆ กำลังก่อตัวขึ้นทั้งอารีรัตน์และมินตราก็เบาใจมากและคิดว่าลูกสาวของพวกเธอต้องกลายเป็นเพื่อนสนิทกันเหมือนที่แม่ ๆ เป็นแน่
“คิดถึงอิงค์กับว่านเลยเนาะ” พอยืนมองเด็ก ๆ กำลังจับมือกันเดินเข้าไปเล่นในบ้านก็พาทำให้อารีรัตน์คิดคิดถึงเพื่อนสนิทอีกสองคนของเธอ ว่านเป็นเพื่อนผู้ชายเพียงคนเดียวในกลุ่มและมักจะทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดให้สาว ๆ เสมอ ส่วนอิงค์คือน้องสาวของอินทัช และเพราะเธอสนิทกับอิงค์นี่แหละจึงเป็นเหตุทำให้อารีรัตน์ได้พบเขา
เธอสนิทกับอิงค์ก่อนจะมาเจอมินตราและว่านตอนเรียนมหาวิทยาลัย กับอิงค์ต้องพูดว่าเล่นกันมาตั้งแต่เด็กเพราะบ้านเธอกับครอบครัวของอินทัชอยู่ติดกัน เป็นเพื่อนบ้านกันมาก่อน อารีรัตน์เข้าไปเล่นในบ้านของอิงค์เกือบทุกวันจึงทำให้เธอได้พบอินทัช เขาเป็นพี่ชายเพื่อนที่หล่อมากและใจดีกับเธอมากด้วย
ตอนประถมอารีรัตน์ก็ยังมองเขาเป็นพี่ชายของเธอจนกระทั่งขึ้นมัธยมและได้เรียนโรงเรียนเดียวกันตอนนั้นเองที่อารีรัตน์เริ่มมองอินทัชเปลี่ยนไป อาจจะเพราะความใจดีของเขา การดูแลเอาใจใส่ของเขาที่มีต่อเธอ เขาคงทำเหมือนดูแลน้องสาวคนหนึ่งเท่านั้นแต่สำหรับเธอ การได้รับความเอาใจใส่จากอินทัชเป็นอะไรที่มีผลต่อหัวใจของเธอมาก
ทุกวันหลังเลิกเรียนอารีรัตน์จะเห็นอินทัชรอที่หน้าประตูโรงเรียนเสมอแม้ในวันที่อิงค์ไม่ได้กลับพร้อมกับเธอก็จะยังมีอินทัชที่รอเธอกลับบ้านพร้อมกับเขา
แล้วแบบนี้จะไม่ให้เธอแอบรักพี่ชายเพื่อนได้ยังไงกัน เห็นทุกวัน ได้รับการดูแลทุกวันไม่เว้นเสาร์อาทิตย์ หัวใจของอารีรัตน์ก็เท่านี้จะเอาอะไรมาให้ไม่ชอบเขากันละ เธอรักเขามากจนเก็บอาการไม่อยู่ คนอื่นรู้หมดยกเว้นเขาคนเดียว...
“เอิร์นทำอะไรอยู่เหรอ”
“พี่โอบ” คนที่กำลังทำหน้ายุ่งกับโจทย์เลขที่คิดไม่ออกต้องเงยหน้าขึ้นมองคนที่เดินเข้ามายืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะนักเรียนของเธอ
“ยังรอเอิร์นอยู่เหรอคะ” ถามไปก็รู้สึกว่าใบหน้าของตัวเองร้อนไปด้วย เดี๋ยวนี้ชักจะเก็บความเขินไม่เก่งแล้วนะยัยเอิร์น
“อืม ไม่ได้กลับบ้านพร้อมเอิร์นแล้วมันแปลกๆ น่ะ ว่าแต่ เอิร์นทำอะไรอยู่ ทำไมคิ้วถึงผูกกันขนาดนั้น” ไม่พูดเปล่า อินทัชใช้นิ้วจิ้มที่หัวคิ้วของอารีรัตน์ด้วย
“เอิร์นกำลังทำการบ้านค่ะ คณิตศาสตร์”
“การบ้าน? ก็เอากลับไปทำที่บ้านสิเอิร์น ไม่งั้นจะเรียกว่าการบ้านเหรอ นั่งทำที่โรงเรียนก็เป็นการโรงเรียนสิ”
“พี่โอบ...”
นี่เล่นมุกใช่ไหมคะเนี่ย เป็นมุกที่แป้กมากแต่เอิร์นดันชอบมากเพราะพี่โอบเป็นคนเล่นมุกนี้ จากมุกแป้กก็น่ารักทั้งนั้นแหละ อะไร ๆ ที่เป็นพี่โอบน้องเอิร์นก็คลั่งหมด
“ก็พรุ่งนี้วันหยุดนี่คะ เอิร์นไม่อยากนั่งทำการบ้านในวันหยุด”
ความจริงคือพรุ่งนี้เธอจะได้ไปเที่ยวสวนสนุกกับอิงค์และอินทัช อารีรัตน์ไม่อยากมานั่งกังวลเรื่องการบ้านเธออยากใช้เวลาเที่ยวเล่นในสวนสนุกกับเขาให้เต็มที่มากกว่า
“ใกล้เสร็จหรือยังล่ะ”
“ใกล้แล้วค่ะแต่สามข้อสุดท้ายยากมากเลยพี่โอบ เอิร์นนั่งแก้สมการตั้งนานแก้ยังไงก็แก้ไม่ได้สักที ยากอะ”
“มา เดี๋ยวพี่ช่วย” อินทัชเดินอ้อมมาที่เก้าอี้แล้วจับแขนเล็กให้ลุกขึ้นยืนก่อนจะพาตัวเองลงไปนั่งบนเก้าอี้แทนอารีรัตน์
“ก็ยากจริงแหละ”
อินทัชเข้าใจแล้วสิว่าทำไมเธอต้องทำหน้าเครียดและหัวคิ้วผูกกันเป็นโบแบบนั้น สมการโคตรยาก ยากฉิบหาย! แต่ก็ไม่คณามือเด็กเกรด 4 วิชาคำนวนอย่างอินทัชหรอก
“พี่โอบจะทำให้เอิร์นเหรอคะ” ยืนอยู่ข้างหลังเขาแล้วชะโงกหน้ามองดูมือของอินทัชที่กำลังเขียนๆ ตัวเลขลงไป ‘พี่โอบเท่จัง’ ปลื้มมาก ปลื้มได้อีก
“อืม พี่จะทำข้อที่เหลือให้แล้วหลังกลับจากสวนสนุกพี่จะสอนเอิร์นอีกที สามข้อนี้มันก็ยากจริงแต่พี่มีวิธีทำให้เอิร์นมองว่ามันไม่ยาก”
อินทัชหันมาพูดอย่างอวด ๆ แอบเยินยอตัวเองนิด ๆ แล้วหันไปตั้งใจทำการบ้านให้เธอต่อ โดยไม่เห็นเลยว่าคนข้างหลังยืนเขินจนตัวบิดไปหมดแล้ว พี่โอบของเอิร์นเก่งที่สุด...
‘หยุดคิดเลยเอิร์น’ อารีรัตน์รีบสลัดภาพในความทรงจำของเธอออกไป ไม่รู้ว่าภาพตอนนั้นโผล่เข้ามาในหัวได้ยังไงทั้งที่เธอเพียงแค่คิดถึงเพื่อนอีกสองคน คิดถึงเพื่อนแต่ดันมีเขาโผล่เข้ามาซะงั้น และปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอดทั้งชีวิตของเธอจะมีอินทัชอยู่ในทุกช่วงเวลาเสมอจะให้เลิกคิดถึงเขาคงทำได้ยาก จะให้เลิกรักยิ่งเป็นไปไม่ได้ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในเร็ว ๆ นี้แน่
“เฮ้ย ยิ้มหน้าบานเลยนะมึง” ชัชชัยเอ่ยแซวและน้ำเสียงเต็มไปด้วยความหมั่นไส้อย่างไม่ปิดบัง“เอ้า ก็กูเป็นผู้ชายที่มีความสุขที่สุดในโลกนี่หว่า จะไม่ให้กูยิ้มได้ยังไงวะ มึงอย่ามาอิจฉากู” ยกขวดเหล้าขึ้นแล้วบริการรินใส่แก้วให้เพื่อนชัช“เออ ๆ กูอิจฉามึงมากเพื่อนโอบ อิจฉาโคตร ๆ ที่มึงได้เมียดี” อันนี้เรื่องจริง อารีรัตน์ทั้งสวยและน่ารัก แถมยังใจดีใจกว้างยิ่งกว่ามหาสมุทรที่ยอมให้โอกาสไอ้เพื่อนเลวของเขาได้ปรับปรุงตัว“แต่กูก็ยังสงสารน้องเอิร์นว่ะ”“อ่าว ไอ้เชี่ย” จะดีอยู่แล้วเชียว“ทั้งที่ได้โอกาสหาผัวใหม่ที่ดีกว่ามึงแล้วแท้ ๆ”“ไอ้ชัช ไอ้ปากหมา มึงไม่ต้องแดกแล้วเหล้าเนี่ย มาแดกตีนกูก่อน” มันก็ชอบพูดจาไม่เข้าหูเขาอยู่เรื่อย เอะอะจะให้เอิร์นหาผัวใหม่ตลอด โมโหวุ้ย!“มึงก็ใจร้อน กูพูดแซวหน่อยไม่ได้เลยนะ” แซวที่แปลว่าสะกิดสันตีนมัน“ตอนนี้กูเป็นผัวที่ดีมาก เมียรักเมียหลงสุด ๆ และกูจะไม่ทำพลาดอีกแล้วมึง” คิดย้อนกลับไปแล้วขยาด ไม่ขอเจอแบบนั้นอีกแล้ว ตอนนี้มุ่งมั่นสร้างครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุข มอบความรักให้เมียเช้าเย็น...:“ลูกสาวเราแรงเยอะมากเลยเอิร์น” คนเป็นพ่อบ่นอุบหลังจากใช้พลังงานเล่นกับลูก
กระเช้าแยมผลไม้ตัวมัมถูกส่งมอบจากมือของอินทัชสู่มือของปณิธาน เป็นกระเช้าที่อินทัชตั้งใจจัดด้วยตัวเอง(เมียบังคับให้จัดกระเช้าด้วยตัวเอง) เพื่อนำมาขอโทษคุณผอ.หนุ่มสำหรับเหตุการณ์ที่อินทัชทำร้ายร่างกายโดยเจตนา“เรื่องวันนั้นผมต้องขอโทษคุณชินจากใจจริงครับ เพราะความหึงหวงและใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลจึงทำให้ผมกระทำแบบนั้นต่อคุณชิน ผมเสียใจอย่างสุดซึ้งและหวังว่าคุณชินจะไม่ถือโทษโกรธเคือง” ประโยคที่ถูกกลั่นออกมาจากใจ ‘จริงใจไหมเนี่ย’ ปณิธานก็จะเชื่อตามที่อินทัชเอ่ยออกมา แม้ว่าใบหน้าของคู่กรณีจะดูไม่จริงใจสักเท่าไหร่ก็ตาม“ผมยินดีรับคำขอโทษของคุณโอบครับ”จะไม่รับก็คงไม่ได้เพราะสักขีพยานยืนกันเต็มไปหมด ไหนจะอารีรัตน์ มินตรา อันนา ตังเม และบุคลากรในห้องธุรการอีกเป็นสิบคน“เรื่องมันแล้วไปแล้วครับ ผมไม่โกรธคุณโอบหรอก”ปณิธานไม่ได้จะพูดเพื่อให้ตัวเองดูเป็นคนดี และที่เขาไม่โกรธก็เพราะเข้าใจในอารมณ์หึงหวงของอินทัช คนที่กำลังอยู่ในช่วงง้อภรรยาแล้วต้องมาเห็นภรรยาขึ้นรถไปกับผู้ชายคนอื่น จะไม่ให้หึงได้ยังไงกันและอีกหนึ่งเหตุผลที่ไม่โกรธก็เพราะปณิธานรับรู้ได้ถึงความรักที่อินทัชมีต่ออารีรัตน์ แม้ว่าอินทัชจ
“พี่รู้ว่าเอิร์นกลัว” ความรู้ทันและอ่านใจเธอออกตลอดทำให้อารีรัตน์หลบสายตามองไปทางอื่น เธอกลัวจริง ๆ อย่างที่เขาพูดนั่นแหละ“พี่เคยทำให้เอิร์นเสียใจและพี่ทำลายคำว่าครอบครัวเพราะพี่ไม่รู้ใจของตัวเอง พี่ทำพลาดไปแล้วเอิร์น พี่เสียใจทำสิ่งที่พี่พลาดไป แต่พี่อยากขอให้เอิร์นเชื่อใจพี่อีกสักครั้ง พี่สัญญาว่าพี่จะไม่ทำให้เอิร์นต้องเสียใจอีก เพราะมันจะไม่มีแบบนั้นอีกแล้ว ผู้ชายที่ไม่รู้ใจตัวเองคนนั้นมันตายจากไปแล้วเอิร์น ตอนนี้เหลือแค่พี่โอบของเอิร์น พี่โอบที่รักเอิร์นสุดหัวใจ”เขาไม่ได้จะปากหวานพูดเพื่อหว่านล้อมให้เธอมาหลง ที่อินทัชพูดออกไปก็มั่นใจทั้งนั้น“ครั้งหนึ่งพี่เคยคิดว่าพี่ไม่ต้องการเอิร์น ไม่ต้องการคำว่าครอบครัว นั่นเพราะพี่ไม่รู้ใจตัวเอง แต่วันที่พี่เสียคำว่าครอบครัวไป พี่กลับได้รู้ว่าอิสรภาพที่พี่อยากได้มันไม่มีความหมายเลยถ้าชีวิตของพี่ขาดสองหัวใจที่พี่รัก พี่ไม่ต้องการอิสรภาพแบบนั้นแล้วเอิร์น ตอนนี้พี่รู้แล้วว่าเอิร์นและอันนาคือชีวิต คือลมหายใจของพี่ เป็นทุกอย่างของพี่”“วันที่ได้กลับมาเจอเอิร์น พี่ก็ปากดีไปงั้นเอง แต่หัวใจของพี่มันโคตรจะดีใจและพี่รู้ว่าเอิร์นมองว่ามันเป็นระยะเวลา
“ที่หัวพี่ไม่เจ็บเท่าไหร่ พี่เจ็บที่ใจมากกว่า แต่ก็ขอบคุณนะที่เป็นห่วงกัน” อารีรัตน์บีบมือเข้าหากันแน่นเพื่อเก็บอาการของตัวเองเอาไว้“...”เจ็บที่ใจ เธอรู้ว่าอินทัชหมายถึงเรื่องที่เธอสร้างแผนหลอกให้เขามาแต่งงานด้วย อารีรัตน์รู้ว่ายังไงคนที่กัดไม่ปล่อยอย่างอินทัชต้องไม่ยอมทำเป็นลืมเรื่องนี้ง่าย ๆ เขาต้องการคำขอโทษจากเธอ และอารีรัตน์ก็ยินดีที่จะขอโทษเขาอยู่แล้วเพียงแต่เธอแค่ขอเวลาทำใจสักนิดก่อนที่เขาคุยเรื่องนี้กับเขา“ถ้า...พี่โอบไม่ได้เป็นอะไรมาก ก็ดีแล้วค่ะ คุณพ่อกับคุณแม่และก็อิงค์มารอเยี่ยมพี่โอบด้วยนะคะ”พูดจบก็รีบทำท่าจะเดินหนีคนเจ็บตัวมาหมาด ๆ แต่ดูเหมือนว่าอินทัชจะไม่ยอมปล่อยให้คนที่เล่นกับหัวใจของเขาต้องลอยนวล ห่างแค่สองก้าวของเธอก็เหมือนแค่หนึ่งก้าวสำหรับเขาเท่านั้น ยื่นมือออกไปก็จับมือนุ่มของเธอได้แล้ว“คิดจะเดินหนีพี่ไปแบบนี้เลยเหรอ เอิร์นไม่เป็นห่วงพี่เลยใช่ไหม” ถามใส่คนที่ไม่ยอมหมุนตัวกลับมามองหน้ากัน เธอกำลังน้ำตาคลออยู่แน่ อินทัชมั่นใจเพราะเขารู้จักอารีรัตน์ดี เธออารมณ์อ่อนไหวง่ายจะตายที่หันหลังให้เพราะไม่อยากให้เขาเห็นว่าจริง ๆ แล้วเธอแคร์และเป็นห่วงเขามาก จะหาว่าหลงตั
“เอิร์น เอิร์น!” เสียงเรียกชื่ออารีรัตน์ดังขึ้นซ้ำ ๆ แต่เจ้าของชื่อยังคงเหม่อมองประตูที่หน้าห้องฉุกเฉิน สองมืออันเย็นเฉียบบีบเข้าหากันแน่น ใจพะวักพะวนเป็นห่วงคนที่ยังอยู่หลังบานประตูนั้น‘พี่โอบจะเป็นยังไงบ้าง เขาปลอดภัยหรือยัง แล้วเขาเจ็บมากไหม’ความเป็นห่วงเป็นกังวลเกิดขึ้นมากมายในอกของอารีรัตน์ เธอไม่สามารถละสายตาไปจากประตูห้องฉุกเฉินได้เลย ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรทั้งนั้น ดวงตาทั้งสองข้างมีน้ำตาเอ่อคลอจนสามารถไหลลงมาได้ตลอดเวลาแต่เธอก็ต้องขืนมันเอาไว้เพราะไม่อยากร้องไห้ให้อันนาเห็น ลูกสาวของเธอยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อของเขา“เอิร์นจ๊ะ อิงค์กับพ่อและแม่ของพี่โอบเดินทางมาถึงแล้วนะ” มินตรายกมือขึ้นวางบนบ่าของเพื่อนแล้วบีบเบา ๆ เพื่อเรียกสติอารีรัตน์ตัวเธอเองก็ใจหายตอนที่รู้ข่าวว่าอินทัชประสบอุบัติเหตุ ทั้งเธอและอารีรัตน์กำลังดูแลลูกค้าอยู่ที่คาเฟ่หลังจากรับสายโทรศัพท์ของโรงพยาบาลอารีรัตน์ก็แทบล้มทันที แต่เพื่อนของเธอก็ยังฝืนและรีบขับรถตรงมาที่โรงพยาบาลส่วนเธออาสาไปรับอันนาและตังเมที่โรงเรียนและพาเด็ก ๆ มาที่นี่“อื้ม ขอบคุณจ้ะมิน” อารีรัตน์รีบกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อไล่ม่านน้ำตาออกไป
“เบื้องหลัง? มันยังไงกันแน่อิงค์ พี่เริ่มไม่เข้าใจแล้วอะ” มันเป็นยังไงกันแน่ ทำไมชีวิตแต่งงานของเขากับอารีรัตน์ถึงได้มีคำว่าเบื้องหลังมาเกี่ยวข้อง(การแต่งงานของพี่โอบกับเอิร์น เป็นการวางแผนจากพวกเราทุกคน)“วางแผนอะไร” นี่มันอะไรกันวะเนี่ย กลิ่นเริ่มจะไม่ดีแล้วนะยิ่งอิงค์เล่าก็เหมือนกับว่าเขาถูกหลอกให้เข้าใจผิดจนต้องยอมเอ่ยปากและขอเป็นคนแต่งงานกับอารีรัตน์(เรื่องที่บ้านเอิร์นจะย้ายไปอยู่อังกฤษอันนี้คือเรื่องจริง เรื่องที่เอิร์นไม่อยากย้ายไปกับพ่อแม่อันนี้ก็เรื่องจริง แต่เรื่องที่เอิร์นต้องแต่งงานกับลูกเพื่อนพ่อ อันนี้ไม่ใช่เรื่องจริงมันเป็นเรื่องที่พวกเราช่วยกันคิดเพื่อที่...)“เพื่อที่พี่จะเป็นคนอาสาแต่งงานกับเอิร์นเอง ใช่ไหม นี่เล่นอะไรกันอะ รู้ไหมว่าเรื่องแต่งงานมันไม่ใช่เรื่องเล็กนะ”อินทัชเคยด่าตัวเองในวันที่เขาขอจบความสัมพันธ์กับอารีรัตน์ วันนั้นเขาโทษตัวเองที่เป็นคนเลือกที่จะแต่งงานกับเธอโดยไม่มีพื้นฐานมาจากคำว่ารักและคิดว่าตัวเองมองเรื่องนี้เหมือนเล่นขายของ แต่เมื่อคิดดูดี ๆ เพราะเขารักเธอมาตลอดต่างหากเขาถึงได้เลือกที่จะเอาตัวเองไปแต่งงานกับเธอเพราะไม่อยากเสียเธอให้ใคร แต่ไม่







