LOGIN"ที่ฉันยอมเปิดพื้นที่ส่วนตัวให้เข้ามา...ก็เพราะเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกันหรอกนะ"
View Moreคุณเคยรู้สึกหมดศรัทธากับอะไรบางอย่างมั้ย...
ในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน การต้องมีโล่รางวัลประกาศเกียรติคุณ ยกย่องความดี เชิดชูผลงาน มันทำให้ ณริณทิพย์ ค่อนข้างเบื่อ และอยากหลีกหนีสิ่งเหล่านั้น
การเกิดมาในครอบครัว จิรเดชารัตน์ ไม่ได้ทำให้เธอมีความสุขได้อย่างเต็มหัวใจนัก เหมือนอย่างที่ใครต่อใครต่างคิดกันไปต่าง ๆ นานา หนำซ้ำการเป็นลูกคนกลาง ก็มักจะมาพร้อมกับความรู้สึกกลาง ๆ เช่นกัน
เสียงปรบมือที่ดังกระหึ่มแข่งกับเสียงดนตรีออร์เคสตราในห้องจัดเลี้ยงหรูหรา ไม่ได้ทำให้หัวใจของ ริณ ตื่นเต้นแต่อย่างใด เธอนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะที่ปูด้วยผ้าลินินสีขาวสะอาดสะอ้าน ดวงตาคมสวยทอดมองไปยังเวทีเบื้องหน้าด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดาความรู้สึก
เมื่อสองปีก่อน...
พื้นที่บนเวทีแห่งนั้นเคยเป็นของณริณทิพย์ ในฐานะผู้บริหารโรงแรมที่คว้ารางวัลการบริการยอดเยี่ยมมาครองอย่างสง่างาม แต่สองปีให้หลังมานี้ ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไป โรงแรมในเครือจิรเดชารัตน์ที่เธอดูแลถูกเบียดตกอันดับอย่างน่าสงสัย ทั้งที่ยอดจองและคะแนนรีวิวยังคงพุ่งสูงเป็นอันดับหนึ่ง
“แหม ๆ ปีนี้คนเก่งของอาพลาดรางวัลอีกปีแล้วเหรอเนี่ย เสียใจด้วยนะจ๊ะ”
เสียงทุ้มแหบที่เจือรอยยิ้มเยาะเย้ยของนักธุรกิจรุ่นใหญ่ ผู้ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของพ่อดังขึ้นข้างกาย
“อาบอกแล้วไง ริณต้องหมั่นดูแลคณะกรรมการให้ดีหน่อย สงสัยจะดูแลไม่ทั่วถึงล่ะสิ ปีนี้รางวัลเลยตกมาอยู่กับอาแทน”
พสุ ยิ้มกว้างพลางปรายตามองลูกสาวของเพื่อนสำหรับเขา ณริณทิพย์ก็ยังเป็นเด็กอมมืออยู่วันยังค่ำ
พสุเพิ่งเดินลงมาจากเวทีพร้อมถ้วยรางวัลที่ริณรู้ดีว่ามันถูกซื้อมาด้วยเงินใต้โต๊ะก้อนมหึมา เธอไม่ได้ตอบโต้อะไร เธอเพียงแต่ยกยิ้มเบา ๆ ตามมารยาทที่ถูกฝึกอบรมมาอย่างดี แต่ในใจกลับรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่ค่อยๆ กัดกินศรัทธาที่มีต่อวิชาชีพจนไม่เหลือชิ้นดี
ถ้าคุณค่าของความตั้งใจ...
ถูกตัดสินกันด้วยธนบัตรในซองสีน้ำตาล
แล้วเธอจะดิ้นรนไปเพื่ออะไร?
หลังจบงาน ริณขอแยกตัวออกมาจากกลุ่มนักธุรกิจที่ต่างก็สวมหน้ากากเข้าหากัน เธอเดินไปหาผู้เป็นพ่อที่นั่งรออยู่ในรถยุโรปคันหรู บรรยากาศภายในรถเงียบสนิทจนกระทั่งเธอเป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั้นขึ้นมา
“พ่อคะ...ริณขออนุญาตไปเปิดโฮมสเตย์ที่ที่ดินของคุณแม่นะคะ”
เจ้าสัวธนานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเบนสายตามองลูกสาวคนกลางที่รักความสงบและพูดน้อยที่สุดในบรรดาสามพี่น้อง
“ที่ดินของแม่ที่จังหวัดน่านน่ะเหรอ ไปไกลขนาดนั้น จะทิ้งโรงแรมไว้ข้างหลังเหรอริณ?”
ริณเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อนึกถึงความจริงที่อยู่ตรงหน้า ถึงแม้ชีวิตต้องการความสงบแค่ไหน แต่เมื่อคิดถึงภาระหน้าที่ก็ทำเอาหนักใจไม่น้อย
“ไม่ได้จะทิ้งค่ะ ตอนนี้แค่เหนื่อย”
คำตอบสั้น ๆ ของลูกสาวทำให้เจ้าสัวธนาไม่คิดถามหาเหตุผลอะไรอีก เขารู้แค่ว่า ถ้าเมื่อไหร่ที่คำว่าเหนื่อยหลุดออกมาจากปากของริณ นั่นหมายความว่า เธอไม่อยากแบกรับอะไรอีกแล้ว
“งั้นก็แล้วแต่ริณนะลูก แต่ยังไงก็อย่าลืมแวะไปดูเอกสารที่โรงแรมด้วยนะ สองเดือนครั้งก็ยังดี”
“ได้ค่ะพ่อ”
หลังจากได้รับอนุญาต สองปีหลังจากนั้น โฮมสเตย์ 48 Hour Escape จึงถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางขุนเขาและป่าไม้ที่เงียบสงบ ริณสลัดชุดสูทราคาแพงทิ้ง เปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าฝ้ายธรรมดาและกางเกงเล ขุดดิน ปลูกผัก และดูแลแขกเพียงไม่กี่คนด้วยมือของเธอเอง
48 Hour Escape เป็นโฮมสเตย์เล็ก ๆ ที่มีห้องพักเพียงสี่ห้อง และเปิดแค่เสาร์อาทิตย์ เพราะริณอยากรักษาธรรมชาติและความเงียบสงบของที่นี่เอาไว้ให้ได้มากที่สุด รวมถึงตัวเธอเองเช่นกันที่ตั้งใจหลบหลีกมาเปิดกิจการที่นี่ก็เพื่อหลีกหนีโลกแห่งความวุ่นวายของเมืองหลวง
ทว่าความตั้งใจที่จะมีชีวิตที่สงบสุขก็ไม่สำเร็จ เพราะหลังจากเปิดโฮมสเตย์ได้หนึ่งปี ได้มีทีมงานจากกองถ่ายละครเข้ามาติดต่อเพื่อขอเช่าที่พักของริณเป็นสถานที่ถ่ายทำ
“ขออภัยด้วยค่ะ ดิฉันไม่สะดวกให้ถ่ายทำ”
ณริณทิพย์ไม่ต้องคิดหาคำตอบเรื่องนี้ให้นาน เธอรู้ดีว่าหากเธออนุญาต พื้นที่ที่เคยเป็นที่แห่งความสงบสุข จะแปรเปลี่ยนเป็นความวุ่นวาย
“ลองคิดอีกทีมั้ยคะ ครั้งนี้คุณปริ๊น นักแสดงเบอร์หนึ่งของช่องมาถ่ายทำด้วยนะคะ ตอนนี้เธอกำลังดังมาก ๆ หากเธอมาช่วยโปรโมทโฮมสเตย์แห่งนี้ รับรองว่าจะมีคนตามมาเที่ยวอีกเยอะเลยค่ะ”
ปริ๊น...ริณทวนชื่อนี้อยู่ในใจ เธอไม่เคยรู้สึกว่าชื่อใครเรียกยากเท่านี้มาก่อน
“ฉันไม่รู้จักค่ะ และยืนยันว่าไม่สะดวกให้ใช้สถานที่”
เมื่อณริณทิพย์ยืนยันคำตอบเดิมหนักแน่น ทีมงานจากกองถ่ายต่างพากันหน้าถอดสี เพราะการจะหาโลเคชันในการถ่ายทำละครหนึ่งเรื่องได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และโฮมสเตย์ของริณตอบโจทย์ทุกอย่าง
“งั้นพี่ขอฝากนามบัตรไว้นะคะ ถ้าสะดวกยังไงช่วยติดต่อกลับด้วยนะคะ อยากให้พิจารณาอีกทีค่ะ ในส่วนของค่าเช่า สามารถเสนอมาได้เลยนะคะ”
หญิงสาววัยกลางคนเอ่ยกับริณอย่างสุภาพ เธอวางนามบัตรไว้บนโต๊ะตรงหน้าพร้อมกับโค้งศีรษะเล็กน้อย
หลังจากกลุ่มคนแปลกหน้ากลับไป ริณหยิบนามบัตรใบนั้นเก็บใส่ลิ้นชักของโต๊ะทำงาน ไม่คิดจะอ่านรายละเอียดแม้แต่น้อย
ทว่าสิ่งที่ยังติดอยู่ในหัวคือชื่อของหญิงสาวคนนั้น... ปริ๊น
ริณก้าวลงไปในอ่างอาบน้ำอย่างช้าๆ แรงกระเพื่อมของน้ำทำเอาหัวใจของปริ๊นสั่นไหวไปตามจังหวะการเคลื่อนไหวของคนพี่ ริณขยับเข้าหาจนแผ่นหลังของปริ๊นแนบชิดกับขอบอ่างที่เย็นเฉียบ สวนทางกับความร้อนรุ่มจากร่างกายของคนตรงหน้าที่กำลังคืบคลานเข้ามา“ใส่ไว้แบบนี้...มันจะอาบสะอาดได้ยังไงคะ”น้ำเสียงทุ้มต่ำพร่ามัวอยู่ข้างใบหู พร้อมกับฝ่ามืออุ่นที่ลูบไล้ผ่านผิวกายใต้น้ำขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ริณไม่ได้รีบร้อน แต่ทุกสัมผัสนั้นกลับหนักแน่นและตั้งใจปลายนิ้วเรียวเกี่ยวรั้งสายบราลูกไม้ที่เปียกชุ่มให้เลื่อนหลุดออกจากลาดไหล่เนียนทีละข้าง สายตาของเธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของปริ๊น ราวกับจะบอกว่าต่อจากนี้ กระต่ายน้อยตัวนี้ไม่มีทางหนีเสือตัวนี้พ้นแล้วริณเอื้อมมือไปสัมผัสกับแผ่นหลังขาวเนียนของปริ๊นอย่างแผ่วเบา เธอบรรจงปลดตะขอชิ้นบนออกอย่างชำนาญ ก่อนจะทิ้งมันลงข้างอ่างอย่างไม่ไยดีทันทีที่ร่างกายเป็นอิสระ ความเย็นของอากาศและสัมผัสจากฝ่ามือของริณที่กอบกุมความอ่อนนุ่มทั้งสองข้างเอาไว้ทำให้ปริ๊นเผลอแอ่นอกเข้าหาตามสัญชาตญาณ“อื้อ... พี่ริณคะ”ปริ๊นครางชื่ออีกฝ่ายเสียงแผ่ว พยายามจะยกมือขึ้นปกปิดความกระดากอายที่จู่ๆ ก็พลุ่งพ
เมื่อรถกระบะสี่ประตูเลี้ยวเข้ามาจอดบริเวณที่จอดรถวีไอพีของโรงแรมเรียบร้อยแล้ว ปริ๊นก็รีบคว้ากระเป๋าถือคู่ใจอย่างรวดเร็วจนริณหันมอง ไม่ทันได้ถามอะไรคุณนางเอกก็รีบเปิดประตูรถลงไปราวกับมีเรื่องสำคัญบางอย่างแต่แล้วในวินาทีที่กำลังก้าวลงจากรถ รองเท้าส้นสูงของเธอก็เกิดไม่รักดี จากที่ปกติดูจะคุ้นเคยกันทุกวัน กลายเป็นว่าวินาทีนี้มันทำให้เธอข้อเท้าพลิกอย่างไม่ทันตั้งตัว จนร่างเล็กทิ้งตัวลงกับพื้นทันที“ปริ๊น!”ริณที่เห็นเหตุการณ์ตะโกนด้วยความตกใจ เธอรีบเปิดประตูรถลงมาแล้ววิ่งมาประคองร่างของแฟนสาวอย่างรวดเร็ว“ค่อย ๆ ลุกนะ เจ็บตรงไหนบ้าง เจ็บมากมั้ย”ใบหน้าของริณซีดเผือด หัวใจชาวูบไปทั้งดวง ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บปวดแบบไหน เล็กน้อยหรือมาก เธอก็ไม่อยากให้ผู้หญิงคนนี้ได้รับแม้แต่ปลายเล็บทว่าตอนนี้ความเจ็บปวดนั้นกลับเป็นตอนที่อีกฝ่ายอยู่กับเธอแท้ ๆ ปริ๊นก็ยังเจ็บตัวได้“โอ๊ย เจ็บข้อเท้าจังเลยค่ะพี่ริณ ปริ๊นคงก้าวผิดท่าแน่ ๆ เลยค่ะเมื่อกี้”ใบหน้าสวยเหยเกดูน่าสงสาร ปริ๊นซบหน้าลงกับไหล่ของริณ แต่ถึงอย่างนั้น...ริมฝีปากของเธอกลับยกยิ้มเบาๆแม้จะผิดความตั้งใจไปหน่อย เพราะคิดว่าจะแกล้งเจ็บเท้านิดหน่อย แต
รถกระบะสีดำเคลื่อนตัวออกสู่ถนนใหญ่ มุ่งหน้าไปยังย่านริมน้ำยามเย็น ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มทองอบอุ่น ริณพาคุณดารามายังร้านอาหารสไตล์โฮมเมดเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ติดริมน้ำ แม้จะเป็นร้านที่มีลูกค้าบ้างแต่ก็ไม่ได้พลุกพล่านจนน่าอึดอัด ริณเลือกโต๊ะที่ติดริมระเบียงมากที่สุด เพื่อให้ปริ๊นได้มองเห็นทัศนียภาพอย่างที่ตั้งใจลมแม่น้ำพัดมาเอื่อย ๆ พาเอากลิ่นอายความเย็นสดชื่นมาปะทะผิวหน้า ปริ๊นถอดแว่นกันแดดวางลงบนโต๊ะ เธอปล่อยให้ลมพัดผมปลิวสยายไปตามธรรมชาติ ริณมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ เธอสั่งเมนูง่าย ๆ ที่รู้ว่าปริ๊นชอบ และไม่ลืมที่จะสั่งน้ำเก๊กฮวยเย็น ๆ มาช่วยให้คนข้าง ๆ สดชื่นขึ้น“โห ดวงอาทิตย์สวยจังค่ะพี่ริณ”ปริ๊นพึมพำ สายตามองไปที่พระอาทิตย์ดวงกลมโตที่กำลังค่อย ๆ ลับขอบฟ้าไปหลังแนวตึกระฟ้า แสงสีส้มสะท้อนกับผิวน้ำเจ้าพระยาจนดูคล้ายเพชรเม็ดงาม“สวยค่ะ...สวยมากจริง ๆ”ริณตอบรับ แต่สายตาของเธอไม่ได้มองไปที่ขอบฟ้าเลยสักนิด เธอกลับมองเพียงใบหน้าของคนที่นั่งตรงข้ามที่ตอนนี้ถูกแสงสีทองอาบไล้จนดูนวลตาปริ๊นหันกลับมาสบตาแล้วหลุดขำ“พี่ริณคะ ปริ๊นบอกให้ดูวิว ไม่ได้ให้ดูหน้าปริ๊น”“ก็วิวนั่งอยู่ต
ขณะที่โลกโซเชียลกำลังเต็มไปด้วยแฮชแท็กคำว่า #การกลับมาของเจ้าหญิง ภายในรถกระบะสี่ประตูสีดำที่จอดอยู่ไม่ไกล คนหลังพวงมาลัยกำลังนั่งพิงพนักเบาะด้วยท่าทีสบายใจ พร้อมกับสายตาที่จดจ่ออยู่กับหน้าจอแท็บเล็ตที่กำลังสตรีมไลฟ์สดงานแถลงข่าวริณเผลอคลี่ยิ้มออกมาเมื่อเห็นปริ๊นพูดตอบโต้อย่างฉะฉาน แววตาของนางเอกสาวในหน้าจอนั้นดูเติบโตและเด็ดเดี่ยวขึ้นมาก ยิ่งในตอนที่ปริ๊นเอ่ยถึงแฟนคลับ คุณแม่ และคนรัก คนที่ได้ยินแบบนั้นถึงกับหน้าร้อนผ่าว แม้ไม่มีชื่อเธอเลยสักประโยค แต่ณริณทิพย์ก็รู้ว่าเจ้าตัวหมายถึงเธอการมีแฟนเป็นดารามันรู้สึกแบบนี้เองสินะ...“พูดอะไรแบบนั้นต่อหน้าสื่อได้ไงเนี่ย เกิดมีคนถามต่อว่าคนรักหมายถึงใคร จะตอบเค้ายังไงเด็กดื้อ...”ริณพึมพำกับตัวเองด้วยความเอ็นดูคนรัก เธอสัมผัสได้ถึงความเข้มแข็งที่ส่งผ่านมาทางหน้าจอ ปริ๊นไม่ใช่ดาราสาวที่คอยแต่จะหลบหลังใครอีกต่อไปแล้ว แต่เธอคือดวงอาทิตย์ที่กำลังส่องแสงอย่างเต็มภาคภูมิ ริณกดปิดไลฟ์สดเมื่อเห็นว่าการแถลงข่าวจบลงอย่างสวยงามเธอนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปิดแอปพลิเคชัน Instagram ขึ้นมาพื้นที่ส่วนตัวทางโซเชียลของณริณทิพย์ในตอนนี้มีผู้ติดตามเพียงหน
เช้าวันต่อมา...บรรยากาศภายในห้องพักไม้ยังคงอบอวลด้วยความเย็นเฉียบของม่านหมอกที่ลอดผ่านร่องหน้าต่าง ณริณทิพย์จัดการภารกิจส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยด้วยความเงียบเชียบ เธอขยับกายเข้าไปใกล้เตียงกว้างที่ร่างบางยังคงซุกตัวอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนหนา ริณโน้มตัวลงไปจนได้กลิ่นหอมจางๆ จากเรือนผมของอีกฝ่าย ก่อนจะกระซิ
การได้เจอเจ้าถุงแป้ง ทำให้ริณได้เห็นบางอย่างในตัวของดาราสาวในแบบที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นอย่างเช่นตอนนี้ที่ปริ๊นกำลังนั่งป้อนน้ำเจ้ากระต่ายอยู่หน้าตะกร้าหวาย พร้อมกับพูดคุยกับสิ่งมีชีวิตตัวนั้นด้วยเสียงสองเสียงสาม“เป็นไงบ้างคะคนเก่ง หิวมุ้ยยยย โอ๋เอ๋ ๆ ไม่เป็นไรนะค้าบบ เดี๋ยวคนเก่งก็หายน้า”เสียงใส ๆ
ทันทีที่นาฬิกาข้างฝาผนังบอกเวลาตีห้าครึ่ง เสียงเคาะประตูห้องนอนของปริ๊นก็ดังขึ้น ท่ามกลางไอหมอกหนาที่ปกคลุมโฮมสเตย์แห่งนี้ และเสียงนกร้องรับรุ่งอรุณสอดประสานกับเสียงน้ำไหลจากลำธารด้านล่าง เป็นสัญญาณเริ่มต้นวันใหม่ที่เงียบสงบแต่อาจจะไม่ใช่กับคนที่ยังอยู่ในอาการงัวเงีย“ตื่นได้แล้วค่ะคุณดารา...คุณ ต
จะมีดาราสักกี่คนที่มาทำงานด้วยรถกระบะสี่ประตู...ปกติแล้ว แค่ปริ๊นกระดิกนิ้ว รถยุโรปแบรนด์ดังพร้อมคนขับก็มาจอดรออยู่ตรงหน้าได้ทันที แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้เธอจะติดใจกลิ่นเบาะหนังในรถของพี่ริณไปแล้ว บวกกับกลิ่นน้ำหอมดอกไม้ที่คนพี่ชอบใช้เป็นประจำ มันก็ยิ่งทำให้บรรยากาศในรถคันนี้มีความพิเศษจนไม่อยากใช้รถ