登入“ผมไม่มีอะไรจะพูดกับคุณหลีกไป”
“ไม่หลีกจนกว่าคุณจะบอกฉันว่าคุณต้องการอะไรกันแน่ หรือไม่คุณก็ต้องฟังสิ่งที่ฉันพูดให้จบซะก่อน ฉันขอสั่งให้คุณพาฉันกลับกรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้โดยไม่มีข้อแม้”
“ถ้าผมจะทำเช่นนั้นก็คงจะไม่เสียเวลาไปลักพาตัวคุณมาที่นี่ อย่าพยายามเลยไม่มีประโยชน์หรอก เพราะถึงยังไงผมก็จะไม่ยอมปล่อยคุณไปแน่”
“ฉันจะแจ้งตำรวจ”
กฤษฎาหัวเราะเหมือนขบขันกับคำพูดของเธอ แต่สายตาของเขานั้นไม่ได้บ่งบอกเลยว่ากำลังขบขัน และทั้งที่เป็นคำขู่แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกกลัวเลยสักนิด เขาชะโงกตัวเข้าไปใกล้ณิชชาพัชร์ใกล้จนเธอได้กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ยี่ห้อดังที่ผู้ชายส่วนใหญ่นิยมใช้จากตัวเขา
“คุณจะแจ้งจับผมด้วยข้อหาอะไรมิทราบ อย่าบอกนะว่าข้อหาพรากผู้เยาว์ ผมรู้ว่าอายุของคุณมันเลยขีดอันตรายนั้นมานานแล้ว แต่ก่อนที่จะคิดว่าจะแจ้งความจับผมในข้อหาอะไรเอาตัวคุณให้รอดก่อนดีไหม” เขาพูดพร้อมกับยิ้มเยาะอีกฝ่าย
“คอยดูนะถ้าฉันหนีไปได้เมื่อไรฉันจะแจ้งความทันทีว่าคุณลักพาตัวฉันมา ให้ตำรวจเขาลากตัวคุณเข้าตาราง”
“แล้วผมจะรอดูว่าคุณจะทำสำเร็จไหม” เขาไม่เดือดร้อนกับคำขู่ของเธอ “แต่ขอบอกให้รู้ไว้ถ้าผมไม่ต้องการที่จะปล่อยคุณไปคุณก็ไม่มีสิทธิที่จะไปไหนทั้งนั้น”
พูดจบก็เดินจากไปทันทีทิ้งให้หญิงสาวโกรธฮึดฮัดอยู่เพียงลำพัง ตอนแรกณิชชาพัชร์คิดจะเดินตามลงไปพูดกับเขาให้รู้เรื่อง แต่คิดอีกทีมันคงจะไม่มีประโยชน์เพราะเขาไม่ต้องการจะพูดกับเธอ ไว้รอให้เขาอารมณ์เย็นลงกว่านี้ก่อนค่อยคุยกันอีกครั้ง หญิงสาวได้แต่เก็บความหงุดหงิดไว้ภายใน และเดินสำรวจไปรอบ ๆ ดาดฟ้าเรือพร้อมกับคิดทบทวนคำพูดของเขา ฉับพลันชื่อ ๆ หนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของเธอทั้งที่เธอเพิ่งจะเคยได้ยินมันเพียงแค่ครั้งเดียว
“เขาพูดถึงการันต์...การันต์คือใคร!? เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องการลักพาตัวเรามาที่นี่” ณิชชาพัชร์พึมพำกับตัวเอง
คนที่จะไขข้อข้องใจนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นเขา มีแต่เขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะเฉลยข้อข้องใจนี้ให้กับเธอได้ ณิชชาพัชร์ได้แต่เก็บความข้องใจนี้ไว้และเลือกที่จะดื่มด่ำกับธรรมชาติตรงหน้าโดยไม่รู้เลยว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร แต่ในขณะที่เธอกำลังชะโงกหน้าลงไปดูฝูงปลาที่พร้อมใจกันมาว่ายวนอยู่แถวนั้นอย่างเพลิดเพลิน เธอก็ได้ยินเสียงขัดจังหวะความสำราญดังแทรกขึ้นมา
“คิดจะทำอะไร! คงจะไม่ใช้วิธีโดดลงจากเรือเพื่อที่จะหนีไปจากผมหรอกนะ เพราะมันเป็นวิธีการที่โง่มากโดยเฉพาะกับคนที่ว่ายน้ำไม่เป็นอย่างคุณ ถ้าโดดลงไปเมื่อไรมีแต่ตายกับตายสถานเดียว แล้วอย่าหวังนะว่าผมจะลงไปช่วยคุณ”
“ฉันรู้อยู่แล้วว่าคนอย่างคุณมันใจคอคับแคบไหนเลยจะยอมเสี่ยงชีวิตลงไปช่วยฉัน” ณิชชาพัชร์เชิดหน้าตอบชายหนุ่ม
“ถ้าเป็นคนอื่นผมอาจจะช่วย แต่ถ้าเป็นคุณผมจะแค่ยืนดูคุณทรมานและดำดิ่งลงไปช้า ๆ ด้วยความสะใจ”
“โรคจิต”
“ระวังปากหน่อยนะคุณ เพราะผมเป็นคนไม่ค่อยมีความอดทนมากนัก โดยเฉพาะกับผู้หญิงอย่างคุณ”
“ทำไมผู้หญิงอย่างฉันมันเป็นยังไง”
“แพศยา”
ณิชชาพัชร์ถึงกับชะงักและอึ้งไปชั่วขณะก่อนจะโกรธจนควันออกหู เมื่อได้ยินคำพูดที่รุนแรงจากปากของเขา
“อะไรนะ! คุณมีสิทธิอะไรมาด่าฉันด้วยถ้อยคำรุนแรงเช่นนี้”
“คำนี้เหมาะกับผู้หญิงอย่างคุณที่สุดแล้ว”
“ฉันจะเป็นยังไงก็ช่าง แต่คุณก็ไม่มีสิทธิที่จะมายืนด่าฉันด้วยถ้อยคำที่รุนแรงและหยาบคายแบบนี้ ทั้งที่เรายังไม่รู้จักกันและกันดีพอ”
“คุณอาจจะไม่รู้จักผมแต่ผมรู้จักนิสัยของคุณเป็นอย่างดี อย่ามัวแต่พูดมากอยู่เลยตามผมลงไปทานอาหารได้แล้ว”
“ฉันไม่กิน”
“แน่ใจนะ”
“แน่ใจ” หญิงสาวพูดเน้นทีละคำ
“ตามใจคุณ”
และแล้วทั้งคู่ก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นมาประจานหญิงสาว ทำให้กฤษฎายิ้มเยาะออกมาก่อนจะพูดว่า
“ถ้าหิวมากขนาดนั้นก็เลิกเล่นตัวและตามผมลงไปทานอาหารด้วยกัน”
พูดจบก็เดินนำไปทันทีโดยมีณิชชาพัชร์เดินตามไปห่าง ๆ พร้อมกับพึมพำกับตนเองเบา ๆ
“ทำไมจะต้องมาดังประจานกันตอนนี้ด้วยนะน่าขายหน้าจริง ๆ”
พัชราภาสังเกตเห็นท่าทางอ้ำอึ้งของบิดามารดา ด้วยไม่รู้ว่าจะตอบคำถามของชายหนุ่มว่าอย่างไรดี ทั้งที่มันเป็นคำถามง่าย ๆ ทำให้เธอเป็นคนเฉลยข้อซักถามนั้นซะเองด้วยคำพูดที่ระคายหู “ทำไมคุณพ่อคุณแม่ไม่ตอบเขาไปตามตรงละคะว่าพัชร์หายตัวไปตั้งแต่เมื่อสามวันก่อน ไม่รู้ว่านัดแนะกับผู้ชายและหนีไปอยู่ด้วยกันหรือเปล่า” “ภาทำไมพูดถึงน้องแบบนั้นละลูกไม่น่ารักเลย” “ไม่แน่เหมือนกันนะคะแม่ บางทีพัชร์อาจจะหนีตามผู้ชายไปจริง ๆ ก็ได้” “พัชร์ไม่มีทางทำแบบนั้นหรอก” “คุณพ่อมั่นใจได้ยังไงกันคะว่าพัชร์จะไม่ทำตัวเหลวไหลแบบนั้น” “เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาพัชร์ไม่เคยทำอะไรให้พ่อแม่หนักใจ มีแต่เรานั่นแหละที่คอยแต่จะสร้างปัญหาให้พ่อแม่ตลอดเวลา” “ใครจะรู้เห็นพัชร์เป็นคนเงียบ ๆ แบบนี้ บางทีอาจจะทำอะไรที่พวกเราคาดไม่ถึงก็ได้นะคะ อย่างเช่นการหนีไปอยู่กับผู้ชายตามลำพังโดยไม่บอกใคร” “ฉันสั่งให้แกหุบปาก” สรรพนามที่บิดาใช้เรียกตัวเธอเปลี่ยนไป ทำให้พัชราภารู้ดีว่าบิดากำลังโกรธที่เธอไปพูดจาให้ร้ายลูกสาวสุดที่รัก หญ
“หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ” “ฉันไม่หยุด ทีคุณยังด่าฉันด้วยคำพูดที่หยาบคายได้เลย แล้วทำไมคุณจะทนฟังความจริงเกี่ยวกับน้องชายของคุณบ้างไม่ได้” ณิชชาพัชร์ลุกขึ้นจากเก้าอี้และเดินมายืนเผชิญหน้ากฤษฎา แบบไม่เกรงกลัวต่อสายตาที่เกลียดชังรวมไปถึงท่าทีที่คุกคามของเขา “ขอเตือนว่าอย่าพยายามยั่วโมโหผม ไม่อย่างนั้นคุณเองนั่นแหละที่จะเดือดร้อน” กฤษฎาเอ่ยเตือนอีกฝ่าย “ถ้าคิดว่าคำขู่ของคุณจะทำให้ฉันกลัวละก็ฝันไปเถอะ ยอมรับความจริงเถอะนะว่าน้องชายของคุณโง่เองที่มาหลงรักฉัน” “ผมบอกให้คุณหยุดพูด...หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ” กฤษฎาพูดพร้อมกับใช้มือบีบคออีกฝ่ายอย่างสุดแรง เขารู้สึกสะใจที่เห็นผู้หญิงตรงหน้าทรมานด้วยการขาดอากาศหายใจ ณิชชาพัชร์พยายามออกแรงดิ้นรนเพื่อให้หลุดจากเงื้อมือของมัจจุราช แต่ดูเหมือนแรงของเธอจะสู้แรงของเขาไม่ได้ ตอนนี้เธอจึงรู้สึกราวกับว่ากำลังจะขาดอากาศหายใจ และถ้าเขายังคงบีบคอเธอนานกว่านี้เธอคงจะต้องตายด้วยน้ำมือของเขา ยังดีที่เขายอมปล่อยมือจากคอของเธอพร้อมทั้งผลักร่างของเธออย่างแรง หญิงสาวเซถลาลงไปนั่งกองกับพื้นอีกท
เมื่อณิชชาพัชร์เดินกลับลงมาด้านล่างและตามไปสบทบกับชายหนุ่มที่โต๊ะอาหาร เธอพบจานสเต็กเนื้อพร้อมกับสลัดผักและที่จะขาดไม่ได้เลยคือไวน์แดงที่เขาจัดเตรียมไว้ หญิงสาวนั่งลงตรงข้ามชายหนุ่มก่อนจะลงมือทานอาหารที่เขาจัดเตรียมไว้ให้ด้วยความหิว ต่างคนต่างทานกันเงียบ ๆ สุดท้ายณิชชาพัชร์ก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั้นซะเอง “คุณจะพาฉันไปไหน” “ไม่จำเป็นต้องถามไปถึงที่นั่นเมื่อไรคุณก็จะรู้เอง” กฤษฎาตอบโดยมิได้เงยหน้าขึ้นมามองอีกฝ่าย ณิชชาพัชร์ตัดสินใจถามเขาถึงสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจของเธอ “คุณบอกฉันได้ไหมว่าการันต์คือใครและมีความสัมพันธ์อย่างไรกับคุณ ที่สำคัญเขาเกี่ยวข้องอะไรกับฉัน” คำถามของหญิงสาวมีผลทำให้กฤษฎาจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่เกลียดชัง ถ้าสายตาของเขาฆ่าคนได้เธอก็คงมอดไหม้เป็นจุณไปแล้ว “นี่คุณมั่วผู้ชายไม่เลือกหน้าจนจำไม่ได้เลยเหรอว่าเคยนอนกับใครไว้บ้าง สำส่อนไม่เลือกเลยสินะว่าใครเป็นใคร ขอเพียงให้เป็นผู้ชายก็พร้อมที่จะแก้ผ้าเสนอตัวให้เขาหมด” “ฉันถามคุณดีดีทำไมคุณต้องด่าฉันด้วยถ้อยคำที่หยาบคายแบบนี้ด้
“ผมไม่มีอะไรจะพูดกับคุณหลีกไป” “ไม่หลีกจนกว่าคุณจะบอกฉันว่าคุณต้องการอะไรกันแน่ หรือไม่คุณก็ต้องฟังสิ่งที่ฉันพูดให้จบซะก่อน ฉันขอสั่งให้คุณพาฉันกลับกรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้โดยไม่มีข้อแม้” “ถ้าผมจะทำเช่นนั้นก็คงจะไม่เสียเวลาไปลักพาตัวคุณมาที่นี่ อย่าพยายามเลยไม่มีประโยชน์หรอก เพราะถึงยังไงผมก็จะไม่ยอมปล่อยคุณไปแน่” “ฉันจะแจ้งตำรวจ” กฤษฎาหัวเราะเหมือนขบขันกับคำพูดของเธอ แต่สายตาของเขานั้นไม่ได้บ่งบอกเลยว่ากำลังขบขัน และทั้งที่เป็นคำขู่แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกกลัวเลยสักนิด เขาชะโงกตัวเข้าไปใกล้ณิชชาพัชร์ใกล้จนเธอได้กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ยี่ห้อดังที่ผู้ชายส่วนใหญ่นิยมใช้จากตัวเขา “คุณจะแจ้งจับผมด้วยข้อหาอะไรมิทราบ อย่าบอกนะว่าข้อหาพรากผู้เยาว์ ผมรู้ว่าอายุของคุณมันเลยขีดอันตรายนั้นมานานแล้ว แต่ก่อนที่จะคิดว่าจะแจ้งความจับผมในข้อหาอะไรเอาตัวคุณให้รอดก่อนดีไหม” เขาพูดพร้อมกับยิ้มเยาะอีกฝ่าย “คอยดูนะถ้าฉันหนีไปได้เมื่อไรฉันจะแจ้งความทันทีว่าคุณลักพาตัวฉันมา ให้ตำรวจเขาลากตัวคุณเข้าตาราง” “แล้วผมจะ
อาการเคลื่อนไหวโคลงเคลงไปมาเบา ๆ ของอะไรสักอย่างทำให้ณิชชาพัขร์รู้สึกตัวตื่น เธอลืมตาขึ้นช้า ๆ และมองไปโดยรอบก่อนจะสะบัดศีรษะชองตนเองแรง ๆ เมื่อต้องพบกับบรรยากาศที่ไม่คุ้นเคย “ที่นี่คือที่ไหน!? เรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไงหรือว่าจะฝันไป” ณิชชาพัชร์พึมพำออกมาพร้อมกับหยิกแขนตัวเองไปด้วย เมื่อรู้สึกเจ็บจึงรู้ว่าตนเองนั้นไม่ได้ฝัน แต่ไอ้อาการไหวโยกไปโยกมานี่ล่ะมันคืออะไร เธอก้าวลงจากเตียงเพื่อเดินตรงไปแหวกม่านออกดู และก็ต้องตกใจเมื่อเห็นน้ำทะเลไกลสุดตา หญิงสาวพยายามที่จะทบทวนว่าถูกนำตัวมาที่นี่ได้อย่างไร และเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้แต่คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก จำได้แค่เพียงว่าพี่ภาขอร้องให้เธอไปร่วมงานปาร์ตี้แห่งหนึ่งแทนเธอ ในตอนแรกหญิงสาวก็ปฏิเสธแต่สุดท้ายก็ทนเสียงรบเร้าของพี่สาวไม่ไหว จึงยอมไปร่วมงานปาร์ตี้ตามที่เธอขอร้อง และดื่มเครื่องดื่มไปเพียงหนึ่งแก้วจากนั้นก็ไม่รู้เรื่องอีกเลย มารู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตนเองนั้นถูกพาตัวมาอยู่บนเรือลำนี้ โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร มีคำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัวของเธอ ‘ใครเป็นคนจับตัวเรามาที่นี่และเขาต







