登入“หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ”
“ฉันไม่หยุด ทีคุณยังด่าฉันด้วยคำพูดที่หยาบคายได้เลย แล้วทำไมคุณจะทนฟังความจริงเกี่ยวกับน้องชายของคุณบ้างไม่ได้”
ณิชชาพัชร์ลุกขึ้นจากเก้าอี้และเดินมายืนเผชิญหน้ากฤษฎา แบบไม่เกรงกลัวต่อสายตาที่เกลียดชังรวมไปถึงท่าทีที่คุกคามของเขา
“ขอเตือนว่าอย่าพยายามยั่วโมโหผม ไม่อย่างนั้นคุณเองนั่นแหละที่จะเดือดร้อน” กฤษฎาเอ่ยเตือนอีกฝ่าย
“ถ้าคิดว่าคำขู่ของคุณจะทำให้ฉันกลัวละก็ฝันไปเถอะ ยอมรับความจริงเถอะนะว่าน้องชายของคุณโง่เองที่มาหลงรักฉัน”
“ผมบอกให้คุณหยุดพูด...หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ”
กฤษฎาพูดพร้อมกับใช้มือบีบคออีกฝ่ายอย่างสุดแรง เขารู้สึกสะใจที่เห็นผู้หญิงตรงหน้าทรมานด้วยการขาดอากาศหายใจ ณิชชาพัชร์พยายามออกแรงดิ้นรนเพื่อให้หลุดจากเงื้อมือของมัจจุราช แต่ดูเหมือนแรงของเธอจะสู้แรงของเขาไม่ได้ ตอนนี้เธอจึงรู้สึกราวกับว่ากำลังจะขาดอากาศหายใจ และถ้าเขายังคงบีบคอเธอนานกว่านี้เธอคงจะต้องตายด้วยน้ำมือของเขา ยังดีที่เขายอมปล่อยมือจากคอของเธอพร้อมทั้งผลักร่างของเธออย่างแรง หญิงสาวเซถลาลงไปนั่งกองกับพื้นอีกทั้งสูดหายใจลึก ๆ ชายหนุ่มมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่สมเพชเวทนา ถ้าเขาไม่ปรานีเธอป่านนี้เธอคงไม่รอด
“จำไว้ให้ดีว่าอย่าพยายามมายั่วโมโหผมไม่อย่างนั้นคุณจะโดนหนักกว่านี้ สิ่งที่คุณต้องทำก็คือเชื่อฟังและทำตามคำสั่งของผมจะได้ไม่เจ็บตัว”
กฤษฎาพูดทิ้งท้ายไว้ก่อนที่จะเดินจากไป ณิชชาพัชร์ลูบไล้ไปตามลำคอของตนเองที่ตอนนี้ปรากฏร่องรอยแดง ๆ อย่างเห็นได้ชัด ขนาดเขาใช้มือเพียงข้างเดียวเธอยังเจ็บขนาดนี้ ถ้าเขาใช้สองมือบีบคอเธอล่ะก็เธอคงจบชีวิตด้วยน้ำมือของเขาไปแล้ว
“ผู้ชายคนนี้น่ากลัวจริง ๆ เพราะอะไร...ทำไมเขาถึงได้โกรธแค้นเรานักหนา”
นี่คือปริศนาที่เธอจะต้องพยายามค้นหาคำตอบ ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เขาเกลียดเธอได้มากมายถึงเพียงนี้ ทั้งที่เธอเองก็ไม่เคยรู้จักเขาและน้องชายของเขามาก่อน จะต้องมีการเข้าใจอะไรผิดพลาดไปแน่ ตอนนี้ณิชชาพัชร์ได้แต่กังวลว่าทางครอบครัวและเพื่อนร่วมงานของเธอคงจะวุ่นวายที่จู่ ๆ เธอก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
“ป่านนี้ทุกคนคงจะเป็นห่วงเราแย่แล้วที่หายตัวไปโดยไม่บอกกล่าว” ณิชชาพัชร์พึมพำพร้อมกับถอนหายใจอย่างแรง
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองอนุวัตรอาจารย์ที่สอนมหาวิทยาลัยเดียวกับณิชชาพัชร์ ได้เดินทางมาที่บ้านของเธอ เพื่อสอบถามว่าเพราะเหตุใดเธอจึงไม่ไปสอนหนังสือตามตารางที่กำหนดไว้โดยไม่แจ้งให้ทางมหาวิทยาลัยทราบล่วงหน้า ที่สำคัญทางมหาวิทยาลัยก็ไม่สามารถติดต่อเธอได้ เขาจึงรับอาสามาตามเธอที่บ้าน และนี่คือสาเหตุว่าทำไมเขาถึงได้เข้ามานั่งอยู่ที่ห้องรับแขกภายในคฤหาสน์หลังงามของตระกูลรุจน์สุธิตานนท์ อนุวัตรลุกขึ้นยืนพร้อมกับยกมือไหว้บิดามารดาของหญิงสาว
“สวัสดีพ่อหนุ่ม...เชิญตามสบาย” ธนพัฒน์ซึ่งเป็นบิดาของณิชชาพัชร์รับไหว้และเอ่ยทักทายชายหนุ่มรุ่นลูก
“ขอบคุณครับ”
“เห็นเด็กไปบอกว่ามีแขกมาขอพบพัชร์คงเป็นคุณเองสินะ”
“ใช่ครับ ผมขออนุญาตแนะนำตัวก่อนนะครับ ผมชื่ออนุวัตรเป็นอาจารย์สอนอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกับคุณพัชร์”
“ว่าแต่มาหาพัชร์ถึงนี่มีธุระอะไรสำคัญอะไรหรือเปล่าคะ” มารดาของณิชชาพัชร์เอ่ยถาม
“คือคุณพัชร์ไม่ได้ไปสอนที่มหาวิทยาลัยมาสองวันแล้วครับ โดยไม่ได้แจ้งให้ทางมหาวิทยาลัยทราบ และก็ไม่มีใครสามารถติดต่อกับคุณพัชร์ได้เลย ผมก็เลยต้องมารบกวนเวลาเพื่อสอบถามข่าวคราวของคุณพัชร์ถึงที่นี่”
คำตอบของชายหนุ่มรุ่นลูกนั้นทำให้ผู้สูงวัยทั้งสองต้องหันมาสบตากัน แต่ยัง ไม่ทันที่จะได้พูดจาอะไรก็มีคนเดินเข้ามาขัดจังหวะซะก่อน ทันทีที่อนุวัตรหันไปเห็นบุคคลที่เดินเข้ามาภายในห้องดังกล่าว ชายหนุ่มก็ลุกขึ้นยืนอีกครั้งพร้อมกับเรียกชื่อของเธอด้วยรอยยิ้ม
“คุณพัชร์”
“คุณทักคนผิดแล้วล่ะเพราะฉันไม่ใช่พัชร์”
คำตอบของอีกฝ่ายสร้างความงุนงงสับสนให้แก่อนุวัตรยิ่งนัก ก็เห็นอยู่ว่าผู้หญิงที่เพิ่งจะเดินเข้ามาในห้องนี้หน้าตาเหมือนณิชชาพัชร์ราวกับพิมพ์เดียวกัน จะต่างกันก็ตรงที่การแต่งตัว เพราะผู้หญิงที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขานั้นแต่งหน้าเข้มและแต่งตัวราวกับจะไปเดินแบบ ผิดกับณิชชาพัชร์ที่ชอบแต่งตัวด้วยสูทเข้าชุดกัน และมักจะแต่งหน้าแต่เพียงบางเบาเท่านั้น อนุวัตรไม่เข้าใจว่าทำไมหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขานั้นจึงปฏิเสธว่าเธอไม่ใช่ณิชชาพัชร์ หรือว่าเธอกำลังเล่นตลกอะไรกับเขา
“นี่ไม่ใช่พัชร์หรอกจ้ะแต่เป็นภาพี่สาวฝาแฝดของพัชร์”
ภัทรธิดามารดาของสองสาวฝาแฝดเอ่ยขึ้น เมื่อสังเกตเห็นใบหน้าที่งุนงงของชายหนุ่มรุ่นลูก
“ทำหน้างุนงงแบบนี้สงสัยว่าพัชร์คงไม่ได้บอกพวกคุณละสิว่าเขามีพี่สาวฝาแฝด”
“ใช่ครับพวกเราไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อนเลย ผมจึงรู้สึกประหลาดใจที่คุณปฏิเสธว่าคุณไม่ใช่คุณพัชร์”
พัชราภาสังเกตเห็นท่าทางอ้ำอึ้งของบิดามารดา ด้วยไม่รู้ว่าจะตอบคำถามของชายหนุ่มว่าอย่างไรดี ทั้งที่มันเป็นคำถามง่าย ๆ ทำให้เธอเป็นคนเฉลยข้อซักถามนั้นซะเองด้วยคำพูดที่ระคายหู “ทำไมคุณพ่อคุณแม่ไม่ตอบเขาไปตามตรงละคะว่าพัชร์หายตัวไปตั้งแต่เมื่อสามวันก่อน ไม่รู้ว่านัดแนะกับผู้ชายและหนีไปอยู่ด้วยกันหรือเปล่า” “ภาทำไมพูดถึงน้องแบบนั้นละลูกไม่น่ารักเลย” “ไม่แน่เหมือนกันนะคะแม่ บางทีพัชร์อาจจะหนีตามผู้ชายไปจริง ๆ ก็ได้” “พัชร์ไม่มีทางทำแบบนั้นหรอก” “คุณพ่อมั่นใจได้ยังไงกันคะว่าพัชร์จะไม่ทำตัวเหลวไหลแบบนั้น” “เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาพัชร์ไม่เคยทำอะไรให้พ่อแม่หนักใจ มีแต่เรานั่นแหละที่คอยแต่จะสร้างปัญหาให้พ่อแม่ตลอดเวลา” “ใครจะรู้เห็นพัชร์เป็นคนเงียบ ๆ แบบนี้ บางทีอาจจะทำอะไรที่พวกเราคาดไม่ถึงก็ได้นะคะ อย่างเช่นการหนีไปอยู่กับผู้ชายตามลำพังโดยไม่บอกใคร” “ฉันสั่งให้แกหุบปาก” สรรพนามที่บิดาใช้เรียกตัวเธอเปลี่ยนไป ทำให้พัชราภารู้ดีว่าบิดากำลังโกรธที่เธอไปพูดจาให้ร้ายลูกสาวสุดที่รัก หญ
“หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ” “ฉันไม่หยุด ทีคุณยังด่าฉันด้วยคำพูดที่หยาบคายได้เลย แล้วทำไมคุณจะทนฟังความจริงเกี่ยวกับน้องชายของคุณบ้างไม่ได้” ณิชชาพัชร์ลุกขึ้นจากเก้าอี้และเดินมายืนเผชิญหน้ากฤษฎา แบบไม่เกรงกลัวต่อสายตาที่เกลียดชังรวมไปถึงท่าทีที่คุกคามของเขา “ขอเตือนว่าอย่าพยายามยั่วโมโหผม ไม่อย่างนั้นคุณเองนั่นแหละที่จะเดือดร้อน” กฤษฎาเอ่ยเตือนอีกฝ่าย “ถ้าคิดว่าคำขู่ของคุณจะทำให้ฉันกลัวละก็ฝันไปเถอะ ยอมรับความจริงเถอะนะว่าน้องชายของคุณโง่เองที่มาหลงรักฉัน” “ผมบอกให้คุณหยุดพูด...หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ” กฤษฎาพูดพร้อมกับใช้มือบีบคออีกฝ่ายอย่างสุดแรง เขารู้สึกสะใจที่เห็นผู้หญิงตรงหน้าทรมานด้วยการขาดอากาศหายใจ ณิชชาพัชร์พยายามออกแรงดิ้นรนเพื่อให้หลุดจากเงื้อมือของมัจจุราช แต่ดูเหมือนแรงของเธอจะสู้แรงของเขาไม่ได้ ตอนนี้เธอจึงรู้สึกราวกับว่ากำลังจะขาดอากาศหายใจ และถ้าเขายังคงบีบคอเธอนานกว่านี้เธอคงจะต้องตายด้วยน้ำมือของเขา ยังดีที่เขายอมปล่อยมือจากคอของเธอพร้อมทั้งผลักร่างของเธออย่างแรง หญิงสาวเซถลาลงไปนั่งกองกับพื้นอีกท
เมื่อณิชชาพัชร์เดินกลับลงมาด้านล่างและตามไปสบทบกับชายหนุ่มที่โต๊ะอาหาร เธอพบจานสเต็กเนื้อพร้อมกับสลัดผักและที่จะขาดไม่ได้เลยคือไวน์แดงที่เขาจัดเตรียมไว้ หญิงสาวนั่งลงตรงข้ามชายหนุ่มก่อนจะลงมือทานอาหารที่เขาจัดเตรียมไว้ให้ด้วยความหิว ต่างคนต่างทานกันเงียบ ๆ สุดท้ายณิชชาพัชร์ก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั้นซะเอง “คุณจะพาฉันไปไหน” “ไม่จำเป็นต้องถามไปถึงที่นั่นเมื่อไรคุณก็จะรู้เอง” กฤษฎาตอบโดยมิได้เงยหน้าขึ้นมามองอีกฝ่าย ณิชชาพัชร์ตัดสินใจถามเขาถึงสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจของเธอ “คุณบอกฉันได้ไหมว่าการันต์คือใครและมีความสัมพันธ์อย่างไรกับคุณ ที่สำคัญเขาเกี่ยวข้องอะไรกับฉัน” คำถามของหญิงสาวมีผลทำให้กฤษฎาจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่เกลียดชัง ถ้าสายตาของเขาฆ่าคนได้เธอก็คงมอดไหม้เป็นจุณไปแล้ว “นี่คุณมั่วผู้ชายไม่เลือกหน้าจนจำไม่ได้เลยเหรอว่าเคยนอนกับใครไว้บ้าง สำส่อนไม่เลือกเลยสินะว่าใครเป็นใคร ขอเพียงให้เป็นผู้ชายก็พร้อมที่จะแก้ผ้าเสนอตัวให้เขาหมด” “ฉันถามคุณดีดีทำไมคุณต้องด่าฉันด้วยถ้อยคำที่หยาบคายแบบนี้ด้
“ผมไม่มีอะไรจะพูดกับคุณหลีกไป” “ไม่หลีกจนกว่าคุณจะบอกฉันว่าคุณต้องการอะไรกันแน่ หรือไม่คุณก็ต้องฟังสิ่งที่ฉันพูดให้จบซะก่อน ฉันขอสั่งให้คุณพาฉันกลับกรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้โดยไม่มีข้อแม้” “ถ้าผมจะทำเช่นนั้นก็คงจะไม่เสียเวลาไปลักพาตัวคุณมาที่นี่ อย่าพยายามเลยไม่มีประโยชน์หรอก เพราะถึงยังไงผมก็จะไม่ยอมปล่อยคุณไปแน่” “ฉันจะแจ้งตำรวจ” กฤษฎาหัวเราะเหมือนขบขันกับคำพูดของเธอ แต่สายตาของเขานั้นไม่ได้บ่งบอกเลยว่ากำลังขบขัน และทั้งที่เป็นคำขู่แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกกลัวเลยสักนิด เขาชะโงกตัวเข้าไปใกล้ณิชชาพัชร์ใกล้จนเธอได้กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ยี่ห้อดังที่ผู้ชายส่วนใหญ่นิยมใช้จากตัวเขา “คุณจะแจ้งจับผมด้วยข้อหาอะไรมิทราบ อย่าบอกนะว่าข้อหาพรากผู้เยาว์ ผมรู้ว่าอายุของคุณมันเลยขีดอันตรายนั้นมานานแล้ว แต่ก่อนที่จะคิดว่าจะแจ้งความจับผมในข้อหาอะไรเอาตัวคุณให้รอดก่อนดีไหม” เขาพูดพร้อมกับยิ้มเยาะอีกฝ่าย “คอยดูนะถ้าฉันหนีไปได้เมื่อไรฉันจะแจ้งความทันทีว่าคุณลักพาตัวฉันมา ให้ตำรวจเขาลากตัวคุณเข้าตาราง” “แล้วผมจะ
อาการเคลื่อนไหวโคลงเคลงไปมาเบา ๆ ของอะไรสักอย่างทำให้ณิชชาพัขร์รู้สึกตัวตื่น เธอลืมตาขึ้นช้า ๆ และมองไปโดยรอบก่อนจะสะบัดศีรษะชองตนเองแรง ๆ เมื่อต้องพบกับบรรยากาศที่ไม่คุ้นเคย “ที่นี่คือที่ไหน!? เรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไงหรือว่าจะฝันไป” ณิชชาพัชร์พึมพำออกมาพร้อมกับหยิกแขนตัวเองไปด้วย เมื่อรู้สึกเจ็บจึงรู้ว่าตนเองนั้นไม่ได้ฝัน แต่ไอ้อาการไหวโยกไปโยกมานี่ล่ะมันคืออะไร เธอก้าวลงจากเตียงเพื่อเดินตรงไปแหวกม่านออกดู และก็ต้องตกใจเมื่อเห็นน้ำทะเลไกลสุดตา หญิงสาวพยายามที่จะทบทวนว่าถูกนำตัวมาที่นี่ได้อย่างไร และเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้แต่คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก จำได้แค่เพียงว่าพี่ภาขอร้องให้เธอไปร่วมงานปาร์ตี้แห่งหนึ่งแทนเธอ ในตอนแรกหญิงสาวก็ปฏิเสธแต่สุดท้ายก็ทนเสียงรบเร้าของพี่สาวไม่ไหว จึงยอมไปร่วมงานปาร์ตี้ตามที่เธอขอร้อง และดื่มเครื่องดื่มไปเพียงหนึ่งแก้วจากนั้นก็ไม่รู้เรื่องอีกเลย มารู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตนเองนั้นถูกพาตัวมาอยู่บนเรือลำนี้ โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร มีคำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัวของเธอ ‘ใครเป็นคนจับตัวเรามาที่นี่และเขาต







