Mag-log inเมื่อ 'ไฟแค้น' สุมอยู่ในอก แต่ 'เสน่หา' กลับแผดเผาหัวใจ บทสรุปของสงครามแห่งความปรารถนา ใครกันแน่ที่จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ยิ่งเกลียด ยิ่งถลำลึก ยิ่งไฟแค้นโหมกระหน่ำ ร่างกายและหัวใจกลับยิ่งจำนนต่อเพลิงพิศวาสที่ยากจะถอนตัว
view moreอาการเคลื่อนไหวโคลงเคลงไปมาเบา ๆ ของอะไรสักอย่างทำให้ณิชชาพัขร์รู้สึกตัวตื่น เธอลืมตาขึ้นช้า ๆ และมองไปโดยรอบก่อนจะสะบัดศีรษะชองตนเองแรง ๆ เมื่อต้องพบกับบรรยากาศที่ไม่คุ้นเคย
“ที่นี่คือที่ไหน!? เรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไงหรือว่าจะฝันไป”
ณิชชาพัชร์พึมพำออกมาพร้อมกับหยิกแขนตัวเองไปด้วย เมื่อรู้สึกเจ็บจึงรู้ว่าตนเองนั้นไม่ได้ฝัน แต่ไอ้อาการไหวโยกไปโยกมานี่ล่ะมันคืออะไร เธอก้าวลงจากเตียงเพื่อเดินตรงไปแหวกม่านออกดู และก็ต้องตกใจเมื่อเห็นน้ำทะเลไกลสุดตา หญิงสาวพยายามที่จะทบทวนว่าถูกนำตัวมาที่นี่ได้อย่างไร และเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้แต่คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก จำได้แค่เพียงว่าพี่ภาขอร้องให้เธอไปร่วมงานปาร์ตี้แห่งหนึ่งแทนเธอ ในตอนแรกหญิงสาวก็ปฏิเสธแต่สุดท้ายก็ทนเสียงรบเร้าของพี่สาวไม่ไหว จึงยอมไปร่วมงานปาร์ตี้ตามที่เธอขอร้อง และดื่มเครื่องดื่มไปเพียงหนึ่งแก้วจากนั้นก็ไม่รู้เรื่องอีกเลย มารู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตนเองนั้นถูกพาตัวมาอยู่บนเรือลำนี้ โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร มีคำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัวของเธอ
‘ใครเป็นคนจับตัวเรามาที่นี่และเขาต้องการอะไร ใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ พี่ภาจะรู้เห็นเป็นใจกับเขาด้วยหรือไม่ เห็นทีเรื่องนี้ต้องมีคำตอบ’
เท้าไวเท่าความคิดณิชชาพัชร์ก้าวออกห้องนั้นไปเพื่อสำรวจตามจุดต่าง ๆ เธอไม่พบผู้ใดอยู่ในเรือลำนี้ จวบจนกระทั่งเธอเดินขึ้นไปบนดาดฟ้าของเรือ จึงรู้ว่าเรือยอร์ชหรูหราราคาแพงลำนี้กำลังลอยอยู่กลางทะเลน้ำคงจะลึกมาก ลมก็แรงมากจนพัดเส้นผมของเธอปลิวกระจาย ถ้าเป็นเวลาปกติเธอก็คงจะดื่มด่ำกับธรรมชาติที่สวยงามตรงหน้านี้อย่างเพลิดเพลิน ท้องฟ้ากว้างกับทะเลสีครามบวกกับกระแสลมที่พัดแรงรวมถึงอากาศที่บริสุทธิ์ซึ่งหาได้ยาก บรรยากาศแบบนี้เหมาะแก่การพักผ่อนที่สุด ในขณะที่กำลังยืนดื่มด่ำกับธรรมชาติที่สวยงามตรงหน้าอยู่นั้น เธอก็ได้ยินเสียงของใครบางคนที่จงใจพูดกับเธอ
“รู้สึกตัวแล้วหรือ”
ณิชชาพัชร์หันกลับไปมองตามทิศทางของเสียงเย็นชานั้นทันที และก็พบกับผู้ชายหน้าตาดีคนหนึ่งซึ่งเธอไม่เคยคุ้นหน้าเขามาก่อน เขาเป็นชายหนุ่มนัยน์ตาสีดำสนิทเช่นเดียวกับสีผม หน้าตาของเขาจัดได้ว่าหล่อคมเท่ห์และมีเสน่ห์แม้แต่ยามที่อยู่นิ่ง ๆ จมูกโด่งเป็นสันรับกับรูปหน้า และมีรูปร่างสูงแข็งแกร่งคะเนจากสายตาความสูงของเขาน่าจะไม่ต่ำกว่าร้อยแปดสิบ
“คุณเป็นใคร!?”
“ผมเป็นใครไม่สำคัญคุณไม่จำเป็นต้องรู้”
“ถ้าอย่างนั้นฉันเปลี่ยนคำถามใหม่ คุณใช่ไหมที่เป็นคนลักพาตัวฉันมาที่นี่”
“ใช่ผมเป็นคนพาตัวคุณมาที่นี่เอง”
“มีจุดประสงค์อะไรถึงทำเช่นนั้น”
“ตอนนี้คุณยังไม่จำเป็นต้องรู้เหตุผล แต่ขอให้จำไว้ว่าตั้งแต่นี้เป็นต้นไปคุณจะต้องอยู่กับผม และทำทุกอย่างตามที่ผมสั่ง”
“เชอะ! น่าขำทำไมฉันจะต้องทำตามคำสั่งของคุณด้วย คุณคิดว่าคุณเป็นใคร มีสิทธิอะไรมาสั่งฉัน”
“ผมขอเตือนคุณด้วยความหวังดี อย่าพยายามขัดคำสั่งหรือกวนประสาทผมเด็ดขาด มิฉะนั้นคุณจะเจ็บตัว”
ณิชชาพัชร์รู้สึกหมั่นไส้หน้าตาบึ้งตึงของอีกฝ่าย รวมไปถึงน้ำเสียงที่ฟังดูเย็นชาราวกับน้ำแข็งขั้วโลกเหนือของเขา คนอย่างเธอไม่ยอมให้ใครมาสั่งอยู่แล้ว โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเช่นเขา หญิงสาวพยายามระงับความโกรธเพราะเธอต้องการที่จะพูดกับเขาให้รู้เรื่อง
“ฉันมั่นใจว่าเราไม่เคยรู้จักกัน และฉันก็ไม่เคยมีเรื่องผิดใจกับคุณมาก่อน ก็เลยไม่รู้เหตุผลที่คุณจับตัวฉันมา บางทีคุณอาจจะเข้าใจอะไรผิดพลาดไปก็เลยจับมาผิดคน”
กฤษฎายิ้มเยาะความคิดของอีกฝ่าย “ผมไม่โง่จับมาผิดคนแน่ คนที่ผมต้องการตัวคือผู้หญิงที่ชื่อณิชชาพัชร์ รุจน์สุธิตานนท์ คุณชื่อณิชชาพัชร์หรือเปล่าล่ะ”
“ใช่ณิชชาพัชร์เป็นชื่อของฉันแล้วไง ฉันไปเหยียบเท้าคุณตอนไหน คุณถึงได้เจ้าคิดเจ้าแค้นพาลหาเรื่องจับตัวฉันมาแบบนี้ ถ้าฉันทำอะไรให้คุณไม่พอใจละก็ฉันขอโทษ”
ณิชชาพัชร์ยอมเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอโทษเขาก่อน ทั้งที่เธอมั่นใจเกินร้อยว่าไม่เคยทำอะไรให้เขาขุ่นข้องหมองใจมาก่อน แต่ที่ต้องทำเช่นนั้นเพราะต้องการให้เรื่องทุกอย่างมันจบ สายตาของชายหนุ่มยามที่มองมาที่เธอนั้นราวกับจะกินเลือดกินเนื้อเธอ
“คิดว่าพูดขอโทษแล้วทุกอย่างมันจะจบลงง่าย ๆ อย่างนั้นหรือ ความผิดที่คุณก่อไว้กับการันต์มันเลวร้ายมากเกินกว่าจะได้รับการอภัย ในเมื่อกฎหมายทำอะไรคุณไม่ได้ ผมนี่แหละที่จะพิพากษาความผิดของคุณด้วยตัวเอง”
เขาเดินย่างสามขุมตรงเข้ามาหาหญิงสาวช้า ๆ อย่างคุกคามอยู่ในที ทำให้เธอต้องก้าวถอยหลังไปทีละก้าวเช่นกันถอยไปจนไม่สามารถถอยหนีไปไหนได้อีก ณิชชาพัชร์จึงฮึดสู้ทำไมเธอจะต้องกลัวการข่มขู่คุกคามของชายหนุ่มตรงหน้าด้วย ในเมื่อเธอมั่นใจว่าเธอไม่ได้ทำอะไรผิด
“ก่อนที่คุณจะกล่าวโทษฉันคุณควรจะบอกให้ฉันรู้ถึงความผิดที่ฉันก่อขึ้นก่อนจริงไหม”
“ถ้าคุณจำไม่ได้ว่าที่ผ่านมาได้ทำความเลวอะไรไว้บ้าง ผมก็จะเตือนความทรงจำให้คุณเอง แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ไว้ถึงเวลาที่เหมาะสมเมื่อไรผมจะบอกคุณ”
พูดจบเขาก็เดินหันหลังจากไป แต่ณิชชาพัชร์ไม่ยอมปล่อยให้เขาเดินจากไปง่าย ๆ เธอรีบเดินไปดักหน้าเขาไว้
“จะรีบไปไหนเรายังคุยกันไม่รู้เรื่องเลยนะ”
“อุ้มน้องพีทแทนก่อนได้ไหมคะป้าจุรี น้องแพรวติดพ่อกฤษค่ะ” เสียงหวานกังวานใสดังมาแต่ไกล ที่เธอมาช้าเพราะมัวแต่ให้นมน้องพีทอยู่ “คุณพัชร์...คุณพัชร์กลับมาจริง ๆ ใช่ไหมคะ อ้อไม่ได้ฝันไปนะ” “ไม่ได้ฝันหรอกจ้ะ” ณิชชาพัชร์ตอบอ้อพร้อมกับส่งตัวน้องพีทให้ป้าจุรีซึ่งยืนรอรับอยู่ “หมายความว่าเด็กสองคนนี้เป็นลูกของคุณกฤษกับคุณพัชร์หรือคะ” อ้อเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ ใช่ทีนี้ก็เลิกตัดพ้อต่อว่าฉันได้แล้วใช่ไหม” กฤษฎาเป็นคนตอบ “ก็ใครจะรู้ละคะว่าคุณกฤษแต่งงานกับคุณพัชร์จนมีลูกด้วยกัน แต่พ่อบอกอ้อว่าคุณกฤษไปส่งคุณพัชร์ที่บ้านแล้วก็จะกลับไปอยู่ที่อเมริกา ถ้าเป็นอย่างนั้นคุณกฤษกับคุณพัชร์แต่งงานตอนไหน” “ก็ตอนที่ฉันกลับมาจากอเมริกาน่ะสิ” ณิชชาพัชร์หันไปเอ่ยทักทายทุกคน รวมถึงถามไถ่ถึงสารทุกข์สุขดิบ ซึ่งทุกคนต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสบายดี แต่ทุกคนที่นี่คิดถึงเธอ หลายคนขออนุญาตอุ้มคุณหนูบ้างซึ่งหญิงสาวเองก็ไม่ได้ปฏิเสธ แต่อุ้มได้แค่น้องพีทเท่านั้น เพราะน้องแพรวไม่ยอมให้ใครอุ้มเลยแล
ช่วงเวลานั้นเองที่เกดและณิชชาพัชร์อุ้มน้องพีทน้องแพรวเดินเข้ามาภายในห้องนั่งเล่น กฤษฎาเดินไปรับตัวบุตรชายจากป้าเกดมาส่งให้มารดาของตนเอง ในขณะที่ณิชชาพัชร์อุ้มน้องแพรวมาวางบนตักมารดาของตนเองเช่นกัน “หน้าตาน่าเกลียดน่าชังนักหลานยาย” “พัชร์ต้องกราบขอโทษคุณพ่อคุณแม่ด้วยนะคะ” “พัชร์ขอโทษพ่อกับแม่เรื่องอะไรลูก” ธนพัฒน์ถาม “ก็ที่พัชร์ปิดบังเรื่องนี้ไว้ พัชร์ไม่รู้จะเอ่ยปากบอกคุณพ่อคุณแม่อย่างไร และพัขร์ก็กลัวว่าคุณพ่อคุณแม่จะผิดหวังในตัวพัชร์” “ลูกก็เลยต้องหนีไปอุ้มท้องและคลอดแต่เพียงลำพังโดยไม่บอกเรื่องนี้กับใคร” “ใครว่าเพียงลำพังคะแม่ พัชร์มีป้าเกดคอยดูแลประคบประหงบแทบจะทุกฝีก้าวเลยล่ะค่ะ ถ้าไม่ได้ป้าเกดคอยให้คำแนะนำละก็ไม่รู้ว่าพัชร์จะสามารถผ่านช่วงเวลาเหล่านั้น มาได้เป็นอย่างดีเหมือนอย่างตอนนี้หรือเปล่า” “ขอบใจนะเกดที่ช่วยดูแลพัชร์กับหลานของฉัน” ภัทรธิดาหันไปเอ่ยปากขอบใจหญิงสูงวัยที่ยืนอยู่ไม่ห่าง “หน้าตาน้องพีทน้องแพรวเหมือนนายกฤษราวกับพิมพ์เดียวกันเลยนะคะ” กาญจนาหันไปพูดกับสามี
“ผมฝันว่าผมได้ร่วมรักกับคุณก่อนจะตกใจตื่น” “ฝันอะไรทำไมทะลึ่งแบบนั้นคะ” “ใครจะห้ามความฝันได้ละพัชร์ ผมว่าอาจเป็นเพราะจิตใต้สำนึกของผมลึก ๆ แล้วอยากร่วมรักกับคุณก็เลยทำให้ผมฝันแบบนี้” “เป็นฝันที่แปลกประหลาดมาก” “แต่สิ่งที่แย่ยิ่งไปกว่านั้นคือร่างกายของผม ตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ด้วยการตื่นตัว และพร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจที่ค้างไว้จากในฝัน” “คุณก็เลยไปปลดปล่อยกับผู้หญิงคนอื่น” “ผมจะไปทำกับใครได้นอกจากคุณ” “แล้วคุณทำอย่างไรคะ” “แค่คิดถึงคุณ คิดว่าคุณจะอยู่อย่างไรเมื่อไม่มีผม จะมีความสุขไหม เจ็บป่วยตรงไหนหรือเปล่า ความกังวลเหล่านี้ทำให้อารมณ์ความรู้สึกของผมเปลี่ยนไป ผมฝันแบบนี้หลายต่อหลายครั้งจนผมกลัวว่าตัวเองจะป่วยทางจิต เพราะความคิดถึงคุณมันมีมากเหลือเกิน ยิ่งนานวันก็ยิ่งทวีความรุนแรง แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมฝันแตกต่างไปจากทุกครั้ง ผมฝันว่าได้ยินเสียงคุณร้องเรียกผมดังมาจากที่ไกลแสนไกล ผมได้ยินเสียงคุณร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวด และพยายามออกเดินตามหาคุณแต่ก็ไม่พบ มีแต่เสียงร้องด้ว
“ไม่ใช่ว่าพัชร์ไม่อยากแต่งงานกับคุณนะคะ แต่ว่าเราทำแบบนั้นได้จริง ๆ หรือคะ” แววตาของณิชชาพัชร์ดูเศร้าเมื่อพูดประโยคดังกล่าว กฤษฎาดึงตัวหญิงสาวเข้ามากอด แขนแข็งแรงของเขาสวมกอดร่างบางของเธอกระชับแนบชิดด้วยความทะนุถนอม “ได้สิครับทำไมจะไม่ได้ ถ้าคุณยังกังวลเรื่องความรู้สึกของพ่อแม่ผมอยู่ละก็ สบายใจได้เลยพ่อแม่ของผมให้อภัยและอโหสิกรรมให้พี่สาวของคุณนานแล้ว พวกท่านไม่เคยโทษคุณภา และคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับนายรันต์มันเป็นกรรมเก่าของเขา ที่พ่อแม่ของผมเดินทางกลับมาเมืองไทยคราวนี้ก็เพื่อมาเจรจาสู่ขอคุณกับคุณพ่อคุณแม่ของคุณ ซึ่งท่านเองก็ไม่ได้ขัดข้องอะไรแต่ท่านอยากถามความเห็นของคุณก่อน เราแต่งงานกันนะ” ณิชชาพัชร์เงยหน้าขึ้นสบตาเขาพร้อมกับพยักหน้าด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน “พัชร์อยากใช้ชีวิตอยู่กับคุณและลูก แต่ไม่อยากให้จัดพิธีแต่งงานอะไรให้สิ้นเปลือง เราแค่จดทะเบียนสมรสกันก็พอนะคะ” “แต่ครอบครัวของผมอยากจัดงานแต่งงานให้คุณ เพื่อเป็นการให้เกียรติคุณและครอบครัวของคุณนะพัชร์” “พัชร์ทราบค่ะ แต่ว่าเรื่องราวของเรามันก็ล่วงเล