Masukพัชราภาสังเกตเห็นท่าทางอ้ำอึ้งของบิดามารดา ด้วยไม่รู้ว่าจะตอบคำถามของชายหนุ่มว่าอย่างไรดี ทั้งที่มันเป็นคำถามง่าย ๆ ทำให้เธอเป็นคนเฉลยข้อซักถามนั้นซะเองด้วยคำพูดที่ระคายหู
“ทำไมคุณพ่อคุณแม่ไม่ตอบเขาไปตามตรงละคะว่าพัชร์หายตัวไปตั้งแต่เมื่อสามวันก่อน ไม่รู้ว่านัดแนะกับผู้ชายและหนีไปอยู่ด้วยกันหรือเปล่า”
“ภาทำไมพูดถึงน้องแบบนั้นละลูกไม่น่ารักเลย”
“ไม่แน่เหมือนกันนะคะแม่ บางทีพัชร์อาจจะหนีตามผู้ชายไปจริง ๆ ก็ได้”
“พัชร์ไม่มีทางทำแบบนั้นหรอก”
“คุณพ่อมั่นใจได้ยังไงกันคะว่าพัชร์จะไม่ทำตัวเหลวไหลแบบนั้น”
“เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาพัชร์ไม่เคยทำอะไรให้พ่อแม่หนักใจ มีแต่เรานั่นแหละที่คอยแต่จะสร้างปัญหาให้พ่อแม่ตลอดเวลา”
“ใครจะรู้เห็นพัชร์เป็นคนเงียบ ๆ แบบนี้ บางทีอาจจะทำอะไรที่พวกเราคาดไม่ถึงก็ได้นะคะ อย่างเช่นการหนีไปอยู่กับผู้ชายตามลำพังโดยไม่บอกใคร”
“ฉันสั่งให้แกหุบปาก”
สรรพนามที่บิดาใช้เรียกตัวเธอเปลี่ยนไป ทำให้พัชราภารู้ดีว่าบิดากำลังโกรธที่เธอไปพูดจาให้ร้ายลูกสาวสุดที่รัก หญิงสาวเม้มปากแน่นเธอรู้สึกโกรธเคืองที่บิดาต่อว่าเธอต่อหน้าคนอื่น
“ภาแตะลูกรักของคุณพ่อไม่ได้เลยใช่ไหมคะ”
“พอได้แล้วนะภา” ภัทรธิดาเอ่ยปากห้ามบุตรสาวก่อนจะหันไปพูดกับสามีที่นั่งอยู่ข้างตัว
“คุณก็เหมือนกันนะคะหยุดได้แล้ว ไม่อายเขาหรือไงคะที่มานั่งทะเลาะกันต่อหน้าคุณอนุวัตรแบบนี้”
คำเตือนของภัทรธิดาทำให้สองคนพ่อลูกหยุดทะเลาะกัน
“ไม่ทราบว่าได้แจ้งความคนหายไว้บ้างหรือยังครับ” อนุวัตรถาม
“เราไม่ได้แจ้งความหรอกเพราะไม่อยากให้เป็นข่าว ตอนนี้ก็ได้สั่งให้คนออกติดตามหาตัวพัชร์อยู่ รวมถึงสอบถามไปยังญาติ ๆ และเพื่อนสนิทของพัชร์ แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าอะไร”
“ผมว่าทางที่ดีเราควรจะแจ้งตำรวจไว้ก่อนนะครับ”
“แจ้งความไม่ได้เด็ดขาด” พัชราภาพูดขึ้นมาด้วยความไม่พอใจกับคำแนะนำของอีกฝ่าย ก่อนจะหันไปพูดกับบิดา
“แจ้งตำรวจไม่ได้นะคะคุณพ่อ เดี๋ยวก็ได้กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวเป็นขี้ปากชาวบ้านกันพอดี รุจน์สุธิตานนท์ ไม่ได้เป็นของพัชร์เพียงคนเดียวนะคะ ภาก็ใช้นามสกุลนี้ด้วยเหมือนกัน และถ้าเกิดว่าพัชร์ไปทำเรื่องเสื่อมเสียหรือไปทำเรื่องงามหน้าอะไรไว้ มันก็จะส่งผลกระทบมาถึงภาด้วยได้ขายหน้าคนเขาไปทั่ว ภาไม่ยอมหรอกนะคะ”
“ถ้าแกกลัวจะขายหน้ามากนักล่ะก็ฉันอนุญาตให้แกเปลี่ยนไปใช้นามสกุลอื่นได้ ไม่จำเป็นต้องมาใช้รุจน์สุธิตานนท์ของฉัน”
“คุณพ่อ”
“ช่วยหยุดทะเลาะกันได้ไหมคะ แค่เรื่องที่พัชร์หายตัวไปก็ทำให้ฉันเครียดมากพออยู่แล้ว อย่าทำให้ฉันต้องปวดประสาทไปมากกว่านี้เลยค่ะ”
ภัทรธิดาเอ่ยขึ้นมาในที่สุด จากนั้นก็หันไปขอร้องอนุวัตรว่าให้ช่วยลางานแทนณิชชาพัชร์ อีกทั้งยังขอร้องให้เขาช่วยปิดเรื่องทั้งหมดที่เขาได้ยินในวันนี้ไว้เป็นความลับ เพราะถ้าเรื่องนี้ถูกแพร่งพรายออกไปก็จะสร้างความวุ่นวายให้กับรุจน์สุธิตานนท์เป็นอย่างมาก ชายหนุ่มรับปากจะทำตามที่ผู้อาวุโสร้องขอ และได้บอกกับท่านทั้งสองว่าถ้ามีความคืบหน้าเกี่ยวกับณิชชาพัชร์เมื่อไรให้รีบติดต่อบอกเขาด้วย ซึ่งท่านทั้งสองก็รับปากชายหนุ่ม จากนั้นอนุวัตรก็ขอตัวกลับไปพร้อมกับความกังวลใจ ถึงการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของณิชชาพัชร์
หลังจากที่มีการปะทะคารมกับกฤษฎาจนถึงขั้นลงไม้ลงมือบีบคอกันนั้น ณิชชาพัชร์ก็ขังตัวเองอยู่ภายในห้องพัก เธอได้แต่นั่งเหม่อมองทะเลผ่านทางกระจกหน้าต่างบานเล็กที่อยู่ภายในห้องนั้น พร้อมกับคิดทบทวนคำพูดของเขาที่พูดเกี่ยวกับการันต์ หญิงสาวมั่นใจว่าเธอไม่เคยรู้จักเขาและผู้ชายที่ชื่อการันต์มาก่อน แต่ทำไมเขาถึงได้กล่าวหาว่าเธอเคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับน้องชายของเขา และสุดท้ายก็ทิ้งชายหนุ่มคนนั้นไปอย่างไม่สนใจใยดีทั้งที่มันไม่ใช่เรื่องจริง เขาต้องเข้าใจอะไรผิดไปแน่ถึงได้ด่าว่าเธอด้วยถ้อยคำที่รุนแรงและหยาบคาย เห็นทีเธอคงต้องพยายามสืบหาคำตอบว่าอะไรคือสาเหตุ ที่ทำให้พวกเขาเข้าใจผิดเพี้ยนไปได้มากถึงเพียงนี้ ทั้งที่ตัวเธอเองก็ยังไม่รู้เลยว่าจะหาคำตอบเหล่านั้นได้จากที่ไหน ที่สำคัญก็คือเธอยังไม่รู้ว่าเขาจะพาเธอไปไหนด้วยซ้ำ และเธอจะติดต่อครอบครัวได้อย่างไรว่าเธอปลอดภัยดี ทางบ้านจะได้ไม่ต้องกังวลรวมถึงเป็นห่วงเธอ
และแล้วการเดินทางของเขาและเธอก็สิ้นสุดลง กฤษฎาพาณิชชาพัชร์ขึ้นฝั่งด้วยใบหน้าเรียบเฉยจนยากที่จะจับความรู้สึกของเขาได้ในยามนี้ว่าเขารู้สึกเช่นไร
“เดินให้มันเร็ว ๆ หน่อยสิชักช้าอืดอาดยืดยาดอยู่ได้” ชายหนุ่มหันกลับมาตวาดใส่เธอ
ณิชชาพัชร์ตวัดสายตาคมค้อนกฤษฎา ก่อนจะรวบชายกระโปรงชุดราตรียาวของตนเองเพื่อเดินตามเขาให้ทัน แต่ดูเหมือนว่าชุดราตรียาวที่เธอสวมใส่อยู่นั้นจะเป็นอุปสรรคสำคัญในการเดิน ซึ่งโดยปกติแล้วณิชชาพัชร์จะไม่สวมใส่เสื้อผ้าที่เปิดเผยสัดส่วนเช่นนี้ แต่เป็นเพราะพี่สาวบังคับให้เธอใส่ชุดดังกล่าว เพื่อไปร่วมงานปาร์ตี้แห่งหนึ่งแทน ทำให้ณิชชาพัชร์ต้องจำยอมสวมใส่ชุดราตรีที่พี่สาวเลือกมาให้ทั้งที่ไม่อยากใส่ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาหญิงสาวไม่เคยขัดใจพี่สาวของตนเองได้เลยสักครั้ง และเมื่อกฤษฎาหยุดเดินทำให้ณิชชาพัชร์เดินชนเขาเข้าอย่างจัง เพราะไม่คิดว่าเขาจะหยุดเดินอย่างกะทันหัน แรงกระแทกเกือบจะทำให้เธอเสียหลักล้มลงดีที่เขายื่นมือมารั้งตัวเธอเอาไว้
“ขอบคุณ”
“อุ้มน้องพีทแทนก่อนได้ไหมคะป้าจุรี น้องแพรวติดพ่อกฤษค่ะ” เสียงหวานกังวานใสดังมาแต่ไกล ที่เธอมาช้าเพราะมัวแต่ให้นมน้องพีทอยู่ “คุณพัชร์...คุณพัชร์กลับมาจริง ๆ ใช่ไหมคะ อ้อไม่ได้ฝันไปนะ” “ไม่ได้ฝันหรอกจ้ะ” ณิชชาพัชร์ตอบอ้อพร้อมกับส่งตัวน้องพีทให้ป้าจุรีซึ่งยืนรอรับอยู่ “หมายความว่าเด็กสองคนนี้เป็นลูกของคุณกฤษกับคุณพัชร์หรือคะ” อ้อเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ ใช่ทีนี้ก็เลิกตัดพ้อต่อว่าฉันได้แล้วใช่ไหม” กฤษฎาเป็นคนตอบ “ก็ใครจะรู้ละคะว่าคุณกฤษแต่งงานกับคุณพัชร์จนมีลูกด้วยกัน แต่พ่อบอกอ้อว่าคุณกฤษไปส่งคุณพัชร์ที่บ้านแล้วก็จะกลับไปอยู่ที่อเมริกา ถ้าเป็นอย่างนั้นคุณกฤษกับคุณพัชร์แต่งงานตอนไหน” “ก็ตอนที่ฉันกลับมาจากอเมริกาน่ะสิ” ณิชชาพัชร์หันไปเอ่ยทักทายทุกคน รวมถึงถามไถ่ถึงสารทุกข์สุขดิบ ซึ่งทุกคนต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสบายดี แต่ทุกคนที่นี่คิดถึงเธอ หลายคนขออนุญาตอุ้มคุณหนูบ้างซึ่งหญิงสาวเองก็ไม่ได้ปฏิเสธ แต่อุ้มได้แค่น้องพีทเท่านั้น เพราะน้องแพรวไม่ยอมให้ใครอุ้มเลยแล
ช่วงเวลานั้นเองที่เกดและณิชชาพัชร์อุ้มน้องพีทน้องแพรวเดินเข้ามาภายในห้องนั่งเล่น กฤษฎาเดินไปรับตัวบุตรชายจากป้าเกดมาส่งให้มารดาของตนเอง ในขณะที่ณิชชาพัชร์อุ้มน้องแพรวมาวางบนตักมารดาของตนเองเช่นกัน “หน้าตาน่าเกลียดน่าชังนักหลานยาย” “พัชร์ต้องกราบขอโทษคุณพ่อคุณแม่ด้วยนะคะ” “พัชร์ขอโทษพ่อกับแม่เรื่องอะไรลูก” ธนพัฒน์ถาม “ก็ที่พัชร์ปิดบังเรื่องนี้ไว้ พัชร์ไม่รู้จะเอ่ยปากบอกคุณพ่อคุณแม่อย่างไร และพัขร์ก็กลัวว่าคุณพ่อคุณแม่จะผิดหวังในตัวพัชร์” “ลูกก็เลยต้องหนีไปอุ้มท้องและคลอดแต่เพียงลำพังโดยไม่บอกเรื่องนี้กับใคร” “ใครว่าเพียงลำพังคะแม่ พัชร์มีป้าเกดคอยดูแลประคบประหงบแทบจะทุกฝีก้าวเลยล่ะค่ะ ถ้าไม่ได้ป้าเกดคอยให้คำแนะนำละก็ไม่รู้ว่าพัชร์จะสามารถผ่านช่วงเวลาเหล่านั้น มาได้เป็นอย่างดีเหมือนอย่างตอนนี้หรือเปล่า” “ขอบใจนะเกดที่ช่วยดูแลพัชร์กับหลานของฉัน” ภัทรธิดาหันไปเอ่ยปากขอบใจหญิงสูงวัยที่ยืนอยู่ไม่ห่าง “หน้าตาน้องพีทน้องแพรวเหมือนนายกฤษราวกับพิมพ์เดียวกันเลยนะคะ” กาญจนาหันไปพูดกับสามี
“ผมฝันว่าผมได้ร่วมรักกับคุณก่อนจะตกใจตื่น” “ฝันอะไรทำไมทะลึ่งแบบนั้นคะ” “ใครจะห้ามความฝันได้ละพัชร์ ผมว่าอาจเป็นเพราะจิตใต้สำนึกของผมลึก ๆ แล้วอยากร่วมรักกับคุณก็เลยทำให้ผมฝันแบบนี้” “เป็นฝันที่แปลกประหลาดมาก” “แต่สิ่งที่แย่ยิ่งไปกว่านั้นคือร่างกายของผม ตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ด้วยการตื่นตัว และพร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจที่ค้างไว้จากในฝัน” “คุณก็เลยไปปลดปล่อยกับผู้หญิงคนอื่น” “ผมจะไปทำกับใครได้นอกจากคุณ” “แล้วคุณทำอย่างไรคะ” “แค่คิดถึงคุณ คิดว่าคุณจะอยู่อย่างไรเมื่อไม่มีผม จะมีความสุขไหม เจ็บป่วยตรงไหนหรือเปล่า ความกังวลเหล่านี้ทำให้อารมณ์ความรู้สึกของผมเปลี่ยนไป ผมฝันแบบนี้หลายต่อหลายครั้งจนผมกลัวว่าตัวเองจะป่วยทางจิต เพราะความคิดถึงคุณมันมีมากเหลือเกิน ยิ่งนานวันก็ยิ่งทวีความรุนแรง แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมฝันแตกต่างไปจากทุกครั้ง ผมฝันว่าได้ยินเสียงคุณร้องเรียกผมดังมาจากที่ไกลแสนไกล ผมได้ยินเสียงคุณร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวด และพยายามออกเดินตามหาคุณแต่ก็ไม่พบ มีแต่เสียงร้องด้ว
“ไม่ใช่ว่าพัชร์ไม่อยากแต่งงานกับคุณนะคะ แต่ว่าเราทำแบบนั้นได้จริง ๆ หรือคะ” แววตาของณิชชาพัชร์ดูเศร้าเมื่อพูดประโยคดังกล่าว กฤษฎาดึงตัวหญิงสาวเข้ามากอด แขนแข็งแรงของเขาสวมกอดร่างบางของเธอกระชับแนบชิดด้วยความทะนุถนอม “ได้สิครับทำไมจะไม่ได้ ถ้าคุณยังกังวลเรื่องความรู้สึกของพ่อแม่ผมอยู่ละก็ สบายใจได้เลยพ่อแม่ของผมให้อภัยและอโหสิกรรมให้พี่สาวของคุณนานแล้ว พวกท่านไม่เคยโทษคุณภา และคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับนายรันต์มันเป็นกรรมเก่าของเขา ที่พ่อแม่ของผมเดินทางกลับมาเมืองไทยคราวนี้ก็เพื่อมาเจรจาสู่ขอคุณกับคุณพ่อคุณแม่ของคุณ ซึ่งท่านเองก็ไม่ได้ขัดข้องอะไรแต่ท่านอยากถามความเห็นของคุณก่อน เราแต่งงานกันนะ” ณิชชาพัชร์เงยหน้าขึ้นสบตาเขาพร้อมกับพยักหน้าด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน “พัชร์อยากใช้ชีวิตอยู่กับคุณและลูก แต่ไม่อยากให้จัดพิธีแต่งงานอะไรให้สิ้นเปลือง เราแค่จดทะเบียนสมรสกันก็พอนะคะ” “แต่ครอบครัวของผมอยากจัดงานแต่งงานให้คุณ เพื่อเป็นการให้เกียรติคุณและครอบครัวของคุณนะพัชร์” “พัชร์ทราบค่ะ แต่ว่าเรื่องราวของเรามันก็ล่วงเล
“หมายความว่าเด็กคนเมื่อกี้คือลูกของผม” “คุณเข้าใจถูกต้องแล้วครับ น้องพีทกับน้องแพรวเป็นลูกที่เกิดจากเลือดเนื้อเชื้อไขของคุณ” “ฝาแฝด!” “ครับแฝดชายหญิง...หน้าตาน่าเกลียดน่าชัง...ใครเห็นเป็นต้องตกหลุมรัก” กฤษฎาเผลอยิ้มออกมาด้วยความดีใจ เมื่อรู้ว่าตนเองมีทายาททีเดียวถึงสองคน “ทำไมคุณถึงกลับมาช้าจังครับ แต่ว่ามาช้าก็ยังดีกว่าไม่มา” สองหนุ่มพูดคุยกันอีกสักพักอนุวัตรก็ขอตัวไปร่วมงานศพของพัชราภา แต่ไม่ลืมที่จะอวยพรให้ชายหนุ่มปรับความเข้าใจกับณิชชาพัชร์ได้โดยเร็ว กฤษฎาเอ่ยปากขอบคุณเขาด้วยความซาบซึ้งใจ ก่อนจะรีบเดินเข้าไปด้านในเพื่อตามหาหญิงสาวที่เขารักรวมถึงลูกน้อยที่เขายังไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน เขาพบณิชชาพัชร์อยู่ในห้องรับรอง เธอกำลังวางลูกน้อยที่หลับอยู่ในอ้อมแขนลงบนเปลที่เตรียมไว้ โดยมีเกดเฝ้ายืนดูอยู่ไม่ห่าง เมื่อเกดเห็นชายหนุ่มเดินเข้ามาในห้องก็รีบเดินเลี่ยงออกจากห้องไปอย่างคนรู้งาน เพราะต้องการเปิดโอกาสให้ทั้งคู่ได้อยู่ด้วยกันตามลำพัง เพื่อที่จะได้ปรับความเข้าใจกัน อันที่จริงก็แอบหวังให้สองหนุ่มสาวปรับความเ
กฤษฎารีบบึ่งรถไปที่บ้านของณิชชาพัชร์ด้วยความเร็วสูง หัวใจของเขาโลดแล่นไปอยู่ที่เธอ เขาอยากจะพบเธอใจแทบขาดหลังจากที่ต้องจากกันไปนานร่วมปี ณิชชาพัชร์เดินมาที่ห้องรับแขกเมื่อเด็กในบ้านไปบอกว่ามีคนมาขอพบเธอ หญิงสาวค่อนข้างแปลกใจว่าใครกันที่มาขอพบ และรู้ได้อย่างไรว่าเธอกลับมาที่นี่ เพราะเธอเองไม่ได้ติดต่อหรือบอกใครเรื่องที่เธอจะกลับมาอยู่ที่บ้าน มีเพียงบิดามารดาและคนที่บ้านนี้เท่านั้นที่ทราบเรื่องนี้ ทำให้อดที่จะแปลกใจไม่ได้ว่าใครกันที่อยากพบตนเอง และเธอก็ได้รับคำตอบเมื่อออกมาพบผู้ชายคนหนึ่งยืนหันหลังให้เธอ เห็นเพียงด้านหลังเธอก็จำได้ดีว่าเขาคือใคร ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนเธอก็ไม่มีวันลืมชายหนุ่มที่ตนเองรัก เขาอยู่ในความทรงจำของเธอเสมอมา ครั้งใดก็ตามที่เธอมองหน้าลูกภาพของเขาก็จะสะท้อนออกมา เพราะลูกน้อยทั้งสองของเธอมีใบหน้าถอดแบบออกมาจากผู้เป็นบิดาอย่างไม่มีผิดเพี้ยน “คุณกฤษ” “พัชร์” กฤษฎายิ้มออกมาด้วยความดีใจเมื่อหันมาเห็นหญิงสาวที่เขารัก และถวิลหาแต่เธอตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ใบหน้าของณิชชาพัชร์ในตอนนี้ดูซีดเผือด ด้วยไม่คิดว







