LOGINราตรีคลี่ตัวลงเหนือวังทองคำ เสียงกลองหนังจากฝั่งแม่น้ำเงียบหายไปนานแล้ว เหลือเพียงแสงตะเกียงลานที่ริบหรี่ และเสียงลมพัดผ้าม่านหนาให้พลิ้วจากแม่น้ำไนท์
อาริสากำลังจะถอดเครื่องประดับออกจากข้อมือ พลางพยายามลืมข่าวลือ คำสบประมาท และสายตาที่มองเธอราวคำสาปแห่งเมือง เตรียมตัวจะพักผ่อนหลังวันแสนยาวนาน แต่แล้ว เสียงฝีเท้าเบา ๆ หนึ่งคู่ก็ดังขึ้น
“นายหญิง…”
เสียงแหบพร่าที่เธอคุ้นเคยดังลอดเข้ามาอย่างระมัดระวัง
หญิงสาวขมวดคิ้ว หยิบผ้าคลุมไหล่ขึ้นมาสวมแม่นมเนฟรัสยืนหมอบกราบอยู่เบื้องหน้า ใบหน้าสูงวัยแต่งด้วยความกลัว...และวิงวอน
“มีอะไรหรือ?” อาริสาถามต่ำ
“ข้า…ขอประทานอภัย หากคืนนี้ต้องรบกวน แต่ข้าจำเป็นต้องนำท่าน…ไปยังสถานที่หนึ่ง บัดนี้ก่อนรุ่งอรุณจะแปรเปลี่ยนชะตาทั้งปวง”
หญิงสาวนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า
“เดี๋ยวนี้เลยหรือ?”
แม่นมพยักหน้า ร่างบางเปลี่ยนเป็นผ้าคลุมสีเข้ม เสริมด้วยรองเท้าบางนุ่ม ไม่มีทหารเฝ้าทางเดินยามนี้ มีเพียงเงาไฟจากตะเกียงน้ำมันที่พวกนา
ลมทะเลทรายพัดผ่าน วิหารทั้งหลังสั่นสะเทือน ผนังหินสั่นสะท้อนรับกับคำสาปราวเสียงหัวใจของโลกกำลังเต้น อักขระโบราณบนแท่นศักดิ์สิทธิ์เรืองแสงขึ้นอีกครั้ง แล้วค่อย ๆ จางหายจากนั้น... ทุกสิ่งพลันนิ่งงัน…แสงคบเพลิงดับลงพร้อมกันทีละดวง เหลือเพียงเสียงลมพัดอ้อยอิ่ง และเงาแห่งจันทร์ที่เลือนราง หมอกสีทองลอยหนาทึบทั่วห้องบูชา กลืนสรรพสิ่งให้เหลือเพียงเงาและความเงียบมีเพียงน้ำตาของผู้สูญเสีย... หยดลงบนพื้นหินเย็น เสียงนั้นดังเบาราวเสียงสะท้อนจากอีกโลก ภาพทั้งหมดค่อย ๆ หายไป ราวกับความฝันที่กำลังถูกดูดออกจากห้วงแห่งความจริง..แสงสีทองวาบสุดท้ายเหนือวิหารดับวูบลง เหลือเพียงหมอกบาง ๆ ลอยคลอรอบร่างของฟาโรห์ผู้หลับใหล แต่สำหรับ “เธอ” ภาพทั้งหมดกลับไม่หายไปหญิงสาวอยู่กลางห้วงแห่งเวลา โลกที่ไร้ฟ้า ไร้แผ่นดิน มีเพียงทะเลหมอกและแสงสีทองที่ลอยอยู่รอบตัวหมอกทองรอบตัวเริ่มหมุนวน ราวเวลาทั้งจักรวาลกำลังเปลี่ยนทิศทาง และจากห้วงเวลานั้นเอง... เสียงของโอไซริสค่อย ๆ ดังขึ้นจากความมืด“บุตรีแห่งเรา... เจ้ายังไม่ถึงเวลาสิ้
ราเมเซสยกมือขึ้นสูง เสียงเขาแผดก้องเหมือนสั่งฟ้า“ข้าคือผู้สืบเชื้อสายแห่งอาเมนราผู้เป็นเลือดของเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์บัดนี้ข้าขอเรียกขานวิญญาณที่หลับใหลให้ตื่นขึ้นในนามของโอไซริสผู้เป็นสวามีแห่งชีวิตหลังความตาย!”เสียงประสานจากเหล่านักพรตดังขึ้นพร้อมกัน เป็นภาษาที่ไม่มีมนุษย์ใดในโลกปัจจุบันเข้าใจเฮกา เอน อังค์! เจ็ด เอน โอไซริสเซเน็บ เอน มุต! ซาอา เอน เค็ทอักขระโบราณเริ่มลุกไหม้บนพื้นหิน แต่แทนที่จะเผา พวกมันเรืองสว่างกลายเป็นลำแสงทองเขียว ลากเส้นเป็นสัญลักษณ์รูปดวงตางู และดอกบัวซ้อนกันเป็นเกลียวราวร่ายมนต์แห่งคำสาปกำแพงหินทั้งสี่เริ่มเคลื่อนไหว ภาพสลักของเทพเจ้ากว่ายี่สิบองค์เริ่มขยับช้า ๆ ดวงตาของรูปสลักเรืองแสงเหมือนมีชีวิต เสียงดนตรีโบราณดังขึ้นจากไหนไม่มีใครรู้ พิณโบราณ เสียงกลอง และเสียงร้องขับขานของหญิงนางสาวราวเสียงเรียกจากวิญญาณใต้พื้นพิภพคบเพลิงทุกดวงดับวูบในเวลาเดียวกัน เหลือเพียงแสงสีทองที่ลุกวาบจากวงอักขระกลางห้อง ห
กลิ่นเลือดคาวตลบอบอวล แสงเทียนทุกดวงดับวูบ เหลือเพียงเถ้าธุลีลอยค้างในอากาศ เสียงโกลาหลเริ่มดังจากนอกวิหาร ทหารที่ยืนคุมแนวทางเดินต่างแตกตื่นเมื่อเห็นหมอกดำและเงาวิญญาณพวยพุ่งขึ้นจากพื้นทราย บางคนกรีดร้อง บางคนทิ้งอาวุธหนีเอาตัวรอด เสียงโซ่เหล็กกระทบหินดังระงมทั่วโถง คำว่า “คำสาปคืนชีพ!” แผดก้องเป็นเสียงสุดท้ายก่อนทุกอย่างเงียบงัน เหลือเพียงเสียงลมหายใจแผ่วของคนที่ยังอยู่ประตูหินเปิดออกในจังหวะนั้น ไอเส็ตวิ่งเข้ามาพร้อมคบเพลิง ในมือ แต่ภาพตรงหน้าทำให้นางชะงักในทันที ทุกอย่าง... สายเกินไปแล้วไอเส็ตยืนนิ่ง มองร่างของฟาโรห์ที่แน่นิ่งในอ้อมแขนของอาริสาเลือดสีทองยังคงไหลรินบนพื้นหินที่แห้งกรังด้วยคำสาป หญิงชราคุกเข่าลง น้ำตาไหลอาบแก้ม ก่อนกระซิบเสียงสั่น“นี่คือผลของความรัก... ที่แม้เทพเจ้าก็มิอาจฝืนได้...”อาริสายังไม่พูด ไม่แม้แต่จะหันมองใคร เธอกอดชายผู้ครองแผ่นดินไว้แน่นในอ้อมแขน ราวกับหากปล่อย มือเขาจะหายไปกับลมเลือดสีแดงเข้มรินลงจากอกของพระองค์ช้า ๆ หญิงสาวกรีดร้องเรียกชื่อเขาทั้งน้ำตา“ราเมเซส!! ไม่...
พื้นหินทั้งวิหารสั่นสะเทือน ควันสีดำทะยานขึ้นจากรอยแตกใต้แท่นบูชา เสียงกรีดร้องนับพันดังก้องจากใต้ผืนทราย เสียงของผู้ถูกสังเวยในอดีตกาลที่ถูกปลุกให้ตื่นอีกครั้ง อาริสากรีดร้องเมื่อเส้นเลือด ที่ ต้นแขนเปลี่ยนเป็นสีดำ ลวดลายอักขระโบราณค่อย ๆ ปรากฏบนผิวเธอ เหมือน “คำสาป” เขียนซ้ำลงบนเนื้ออีกครั้ง“ไม่... ไม่!”ฟาโรห์ราเมเซสโอบร่างหญิงสาวไว้แน่นเสียงของพระองค์แตกพร่า“ข้าไม่ยอมให้มันพรากเจ้าอีกแล้ว!”ทันใดนั้น แสงสีเขียวเข้มปะทุขึ้นจากเพดานสูง อักขระโบราณบนผนังหินสั่นไหว เสียงเสาหินโบราณแตกร้าวดัง ปึง! ปึง! พื้นห้องสั่นสะเทือน เหมือนบางสิ่งกำลังตื่นขึ้นจากเบื้องล่างและแล้ว...เสียงหนึ่งดังขึ้นจากใต้พื้นโลก เสียงเย็นเยียบ ดังก้องราวดินแดนแห่งความตายกำลังเปิดทาง ไม่ใช่เสียงของมนุษย์ แต่เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยแรงสาปและอำนาจ“เจ้ากล้าท้าทายข้าอีกแล้วหรือ...บุตรแห่งโอไซริส…”เสียงจากใต้พื้นโลกดังก้องเหมือนเสียงหัวเราะของวิญญาณนับพัน ควันดำค่อย ๆ ไหลออกมาจากรอยแตกใต้
เสียงของพระนางทำให้เงาในวิหารสะเทือน ราวมีสิ่งเหนือมนุษย์รับรู้ถึงความจริงที่ซ่อนอยู่ ฮาเชียร่าชะงัก ดวงตาเบิกกว้างเพียงชั่ววินาที ก่อนจะกลับมาหัวเราะอีกครั้ง พระนางยกกรีฑพิธีขึ้นเหนือหัว แสงจากอักษรดำสะท้อนปลายคมวาววับ เสียงนักพรตสวดดังขึ้นรัวเร็วกว่าเดิมขณะที่ปลายกรีฑกำลังจะตกลงสู่หัวใจของร่างบางเงาดำแห่งความตายก็กระเพื่อมขึ้นรอบแท่นบูชายัญ พร้อมฉีกกระชากวิญญาณหญิงสาวไปสู่ขุมนรกทันใดนั้น ลมเย็นพัดวูบ รุนแรงราวพายุจากยมโลก คบเพลิงทั้งหมดดับพรึ่บ ในชั่วพริบตา ความมืดกลืนกินทุกสิ่งจนเงียบงัน ดั่งหลุมศพและในเงานั้น...เสียงหนึ่งก็ดังก้องขึ้นทั่ววิหาร เสียงทุ้มต่ำ ลึกล้ำ เยียบเย็นดั่งเสียงแห่งคำพิพากษาสะท้อนราวคำสาปจากเทพ อนูบิสเองจนแม้แต่เงาผีที่สิงสู่อยู่...ยังต้องเงียบลงพร้อมกันเสียงทุ้มต่ำ... คุ้นเคย... ทรงพลังเหมือนฟ้าร้องที่ก้องมาจากใต้ผืนทรายทะเลทรายทั้งแผ่น เสียงของเขาไม่ใช่เพียงคำพูด แต่มันคือคำสั่งแห่งโลกเก่า คำสั่งของฟาโรห์ที่แม้ความตายยังไม่อาจพรากความรักของเขาไปได้“อย่าแตะต้องนาง... ฮาเชียร่า”เสียงของราเมเซสดังก้องดุจฟ้าผ่
เสียงหยาดน้ำจากเพดานถ้ำหยดลงบนพื้นหินร้าวทีละหยด ทีละหยด... เสียงนั้นดังก้องในความเงียบสงัด ราวเป็นเสียงนาฬิกาทรายของนรกที่นับถอยหลังสู่วาระสุดท้ายของดวงวิญญาณหนึ่งคบเพลิงสีเขียวหม่นบนผนังส่องแสงเพียงพอให้เห็นภาพตรงกลางของวิหารโบราณซึ่งถูกปิดตายมาหลายร้อยปี สถานที่ต้องห้ามที่ ไม่มีอยู่ในแผนผังของพระราชวัง สถานที่ซึ่งเคยกลืนชีวิตของราชินีผู้หนึ่งไปในอดีต และบัดนี้... กำลังจะกลืนอีกครั้งร่างของหญิงสาวถูกตรึงไว้แน่นหนาบนแท่นหินบูชายัญกลางวิหาร ด้วยโซ่เหล็กดำที่สลักอักขระเรืองแสง นางหมดสติ เสื้อผ้าถูกเปรอะด้วยเลือดแห้ง และละอองฝุ่นศักดิ์สิทธิ์ ร่างบางแนบแน่นกับหินเย็นเฉียบ เสียงลมหายใจของนางเบาและไม่สม่ำเสมอ ราวกับหลับอยู่ในฝันร้าย ที่ไม่มีทางตื่นรอบตัวนาง เงาของผู้คนเคลื่อนไหวช้า ๆ ดั่งพิธีของพวกอสูร ที่สวมหน้ากากมนุษย์ นักพรตเฒ่าสองคน ร่างกายเหี่ยวย่น ผิวซีดเหมือนหนังสัตว์ตากแห้ง ตาสีขาวขุ่นมองไม่เห็นนานแล้ว แต่จิตยังสัมผัสได้ถึงสิ่งที่ไม่ใช่ “อาริสา”เมื่อนักพรตเฒ่าเดินเข้าใกล้แท่นบูชา เสียงหนึ่งในพวกเขาสะดุ้ง หยุดนิ่ง ดวงตาที่ว่างเปล่าเบิกก







