LOGINนางรับงานสังหารรัชทายาทต้าฉินเพราะรู้มาว่าเขาเป็นชายรักชาย แม้จะเปลือยเปล่าต่อหน้าเขานางก็ได้หาอับอายไม่ แล้วไฉนเขาถึงทำราวกับว่ารู้จักสนิทสนมกับพี่ชายนางดีเช่นนี้
View Moreวันเวลาผ่านไปเมืองเสียนหยางชายหญิงคู่หนึ่งนั่งอิงแอบกันใต้ต้นหลิว อาภรณ์และเส้นผมพลิ้วสะบัดตามกระแสลมที่พัดความเย็นจากริมน้ำ ใบหน้าของทั้งคู่ประดับรอยยิ้มบางเบา ดวงตาทอแววสงบ ราวกับผู้บำเพ็ญที่ไม่ใส่ใจเรื่องทางโลกหลายปีมานี้เขาและนางค่อยๆ เติบโตขึ้น ค่อยๆ ทำการเรียนรู้ ระหว่างการเดินทางมากมายที่เกิดขึ้นในชีวิต พลันรู้สึกว่าถ้อยคำโต้เถียงกันในช่วงแรกของชีวิตคู่นั้นเป็นเรื่องที่น่าขบขันนัก เพราะเมื่ออยู่ร่วมกันนานขึ้น เรื่องเหล่านี้ก็เริ่มกลายเป็นเรื่องปกติ วันใดที่ไม่ต้องแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและโต้เถียงกัน นั่นอาจถือได้ว่าทั้งคู่ต่างเลิกที่จะสนใจกันและกันเสียแล้วชายหนุ่มและหญิงสาวได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่เขาห้าวหาญขึ้น นางเข้มแข็งขึ้นราวกับทั้งคู่กำลังประคับประคองกันและกันผ่านวันคืนมากมาย ยามนี้ใบหน้าของชายหนุ่มปรากฏเหลี่ยมมุมชัดเจน ร่างกายแข็งแกร่งดุจหินผา ขณะที่โฉมงามข้างกายยิ่งงดงามขึ้น เส้นสายบนร่างกายยิ่งนานยิ่งชัดเจน ความนุ่มนวลค่อยๆ เผยสู่สายตาของชายหนุ่ม และมีเพียงเขาเท่านั้นที่ได้สัมผัสความอ่อนโยนของนางจื่อเว่ยกุมมือข้างหนึ่งของฝูซิน เขาสอดประสานปลายนิ้วนางก่อนกระชับแน่น มืออ
ฝูซินนำราชโองการกลับสู่ราชสำนักแคว้นเว่ย ท่ามกลางผู้คนจำนวนมากที่วันนี้ได้รับอนุญาตให้เข้ามายังลานบวงสรวงของราชวงศ์รอบลานบวงสรวงคือเหล่าธิดาเทพ พี่น้องในราชวงศ์ ขุนนางสหายที่เคยร่วมทางกันมาและจื่อเว่ยซึ่งกำลังอุ้มทารกเพศชายหน้าตาน่ารักซึ่งคอยแต่โบกมือให้นางพร้อมกับเสียงหัวเราะอันเป็นเอกลักษณ์ ตั้งแต่เด็กคนนี้คลอด เขาแทบไม่เคยยอมให้ผู้อื่นเลี้ยงดูบุตรแทนตนเองเลยสักครั้งเว่ยซิน...นางอมยิ้มด้วยความตื้นตัน ก่อนจะส่งราชโองการให้เว่ยหวางฝูเจี้ยนร่างสูงใหญ่ประดุจภูผาสูงของเจ้าครองแคว้นเว่ยเดินขึ้นหน้า เขาเปิดราชโองการสีทอง แม้จะคาดการไว้แล้ว ทว่าเมื่อกวาดสายตาผ่านตัวอักษรนัยน์ตาก็พลันไหววูบ เป็นราชโองการเมื่อปีที่เว่ยหวางฝูหย่งสิ้นพระชนม์เขามองหน้าน้องสาว ใบหน้าหล่อเหลาปรากฏรอยยิ้มอ่อนโยน“วันนี้ข้า เว่ยหวางฝูเจี้ยน ขอประกาศราชโองการในฉินเยว่หวงตี้ ปฐมจักรพรรดิแห่งอาณาจักรต้าฉิน”วันที่สิบ เดือนห้า ปีจี๋เหม่า[1]เว่ยหวางฝูหย่งเสียสละตนเองเพื่อส่วนรวม เนื่องด้วยความสามารถอันศักดิ์สิทธิ์ จึงล่วงรู้ถึงจุดจบของชีวิต ด้วยเหตุนี้จึงใช้อายุขัยที่เหลืออยู่เพื่ออุทิศให้กับความสงบสุขของแผ่นดิน
ตายแล้ว”“ยังเพคะ พระชายาเบ่งอีกนิดเพคะ ทารกกลับหัวแล้ว”“อึก! ไม่ไหวแล้ว ซินเอ๋อร์ เจ้าต้องอดทนนะ ข้าเจ็บจนหมดแรงแล้ว!”เขานอนอยู่นอกม่าน ตั้งแต่ที่นางบอกว่าจะคลอด เขาก็รู้สึกปวดร้าวไปทั่วทั้งตัว ความเจ็บปวดนี้ยิ่งกว่าการถูกก้อนหินบดทับร่างกายเสียอีก ขณะที่ก่อนหน้านี้เขาถูกหามเข้ามาในห้องเพราะอยากเข้ามาให้กำลังใจชายารัก ทว่านางกลับเป็นฝ่ายปลอบโยนเขามาตลอดทางด้วยสีหน้าตื่นตระหนกมิใช่ตื่นตระหนกเพราะนางกำลังจะคลอดแต่เป็นเพราะความเจ็บปวดทั้งหมดกลายเป็นเขารับแทนต่างหากเล่าขณะที่นางปีนขึ้นเตียง ผ้าม่านกระเพื่อมไหวเล็กน้อย ได้ยินเสียงกัดฟันของจื่อเว่ยก็รู้สึกไม่ใคร่สบายใจนัก ขณะที่มีคนช่วยนางทำคลอด จื่อเว่ยกลับถูกองครักษ์ตรึงแขนขาไว้แน่นเพื่อมิให้เขาทำร้ายตัวเองนางกำนัลที่ช่วยทำคลอดคอยสั่งให้ฝูซินค่อยๆ เบ่งทารก รู้สึกประหลาดใจมากที่เสียงของจื่อเว่ยนั้นสอดคล้องกับจังหวะการทำคลอดของพวกนางเป็นอย่างยิ่ง“ซินเอ๋อร์!” จื่อเว่ยตะโกน แม้จะเจ็บปวดแต่ก็ห่วงนางว่าจะไม่สามารถคลอดทารกได้โดยง่าย“เบ่งเพคะ!”เสียงร้องของฝูซินดังขึ้นเพราะออกแรงเล็กน้อย ขณะเดียวกันจื่อเว่ยก็แหกปากเสียงดังราวกับฟ้าผ่า เม
หลังจากนั้นจื่อเว่ยก็กลับมาอยู่จวนเซี่ยโหวฝูซินได้พบกับเซวียนหลินอีกครั้ง น้องสาวตัวน้อยของนางบัดนี้เติบโตเป็นหญิงสาวโฉมงาม เนื่องด้วยเป็นน้องเล็ก จึงแทบมิได้ฝึกปรือเพลงยุทธ์อย่างที่บรรดาพี่น้องคนอื่นต้องเรียนรู้ แต่เดิมนางก็ถูกเลี้ยงดูประดุจไข่ในหินอยู่แล้ว ครั้นมาอยู่จวนเซี่ยโหว นางจึงได้เรียนรู้งานบ้านงานเรือนจากหยวนเหล่าไท่และสวีฟูเหริน เปิดเผยความสามารถทางด้านนี้ได้อย่างโดดเด่นที่สุดในบรรดาพี่น้องทั้งหมด แม้กระทั่งฝูซินที่เห็นผลงานที่น้องสาวฝึกปรือมาก็ต้องข่มความขมขื่นในใจพร้อมกับเอ่ยชมไม่หยุดปากช่วงแรกเซวียนหลินถูกเซี่ยหย่งชิงกลั่นแกล้งอยู่บ้าง แต่หลังจากที่นางเศร้าซึมไปเพราะทราบข่าวที่ฝูซินหายตัวไป ชายหนุ่มก็ทำตัวดีขึ้นเล็กน้อย ทว่าเขาปลอบสตรีไม่เป็น ดังนั้นจึงได้แต่กล่าววาจาร้ายกาจให้เซวียนหลินคิดเอง นานเข้านางก็คร้านจะพูดคุยกับเขา เรียกได้ว่าทั้งจวนเซี่ยโหว นอกจากเซี่ยหย่งชิงแล้ว นางพูดคุยกับทุกคน ทำเหมือนเขากลายเป็นอากาศธาตุหลังจากที่จื่อเว่ยและฝูซินย้ายมาอยู่ในจวนเซี่ยโหวชั่วคราว เซี่ยหย่งชิงก็หนีไปจูเหอจื่อ ทิ้งสายตาคาดโทษเซวียนหลินไว้“น้องเก้า เจ้าอยากกลับไปแคว้นเว่ยห
ช่วงเวลาที่เห็นไหล่เล็กๆ ของเซวียนหลินผู้เป็นน้องสาวสั่นไหว กอปรกับคำพูดชักจูงของจื่อเว่ย นางก็ได้แต่ครุ่นคิดในใจอยู่พักหนึ่ง“น้องสาม…เสด็จพ่อบอกว่าองค์หญิงฝูซินจะพำนักในตำหนักเจ้าหรือ”“อืม”ฝูซินเงยหน้าขึ้น ผู้มาใหม่คือองค์ชายใหญ่...ผิงอันองคาพยพทั้งห้าเด่นชัด รูปร่างสูงใหญ่กำยำ ดวงตาคมกริบทว่า
ค่ำคืนแรกในอาณาจักรต้าฉินช่างน่าอึดอัด ฝูซินพลิกกายไปมาบนเตียงนอน หนุนแขนมองฝ่าความมืดไปยังมุมหนึ่งของห้อง ถัดไปไม่ไกลบนตั่งยาวคือเสี่ยวหลันและหว่านเอ๋อร์ นางกำนัลรับใช้คนสนิทของนางที่กำลังนอนกรนเบาๆ พลางคิดว่าช่างเป็นนางกำนัลที่ไม่ได้เรื่องจริงๆ ถึงกับนอนหลับก่อนนางได้อย่างไรอากาศในฤดูหนาวของที่นี
เหตุการณ์ลอบสังหารไท่จื่อแห่งต้าฉินย่อมไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ทุกตำหนักถูกคุมเข้มด้วยหน่วยองครักษ์หลวงและทหารยาม องค์จักรพรรดิเองก็ทรงคลางแคลงพระทัยในเรื่องที่เกิดขึ้นกับไท่จื่อไม่น้อย ทั้งยังสงสัยในตัวเว่ยหวางฝูเจี้ยนกว่าใคร แต่เป็นเพราะหน่วยซุ่มโจมตีที่มุ่งหมายทำร้ายจื่อเว่ยกลับใช้ศรลับที่ผลิตโดยต้
ฝูซินคิดว่าตัวนางเองนั้นขวัญกล้าเทียมฟ้า แม้ว่าจะยืนอยู่ต่อหน้าศัตรูก็ไม่มีหวั่นเกรง ทว่าหลังจากที่ขันทีนำทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งรายล้อมด้วยดอกเหมยสีแดงบานสะพรั่ง แต่บริเวณโดยรอบสิ่งก่อสร้างแห่งนี้กลับมิได้มีพื้นหิมะหนาเป็นชั้นดังเช่นจุดอื่นๆ ในเขตพระราชฐานของต้าฉินขันทีนำทางหยุดชะงักหน้าประต











