Masukแสงอาทิตย์รุ่งอรุณสาดส่องผ่านหน้าต่างกระโจมพัก ตกกระทบเสี้ยวหน้างดงามของหญิงสาวที่พริ้มตาจมอยู่ในห้วงนิทรา หลี่หลงจิ่งมองภาพเบื้องหน้าด้วยแววตาอ่อนโยน ค่ำคืนวสันต์ที่ผ่านมานั้นทำให้เขาอิ่มเอมเสียจนไม่อยากขยับตัวไปที่ใด
“อื้อ...เจ้า!” “ฮื้ม ตื่นแล้วหรือ ร่างกายเป็นอย่างไรบ้าง” ชายหนุ่มไม่ถามยังดี ครั้นหยางชิงอี้ได้ยินก็ถึงกับตื่นเต็มตา บุรุษน่าตายผู้นี้ช่างไม่รู้หนักเบา ได้นางไปแล้วไยต้องมาพูดจายั่วยุให้คนมีโทสะแต่เช้ากัน “ไม่ลำบากท่านอ๋องให้เป็นห่วง ข้ายังสู้กับท่านได้อีกหลายกระบวนท่า” “เช่นนั้น...เจ้าว่าท่าไหนดีเล่า” ชายหนุ่มเคลื่อนใบหน้าเข้ามาแนบชิดพลางกระซิบถามเสียงสั่นพร่าจนหยางชิงอี้อยากจะทุบตีคนขึ้นมา นางคร้านจะสนใจคนบ้ากาม สะบัดผ้าห่มได้ก็ลุกจากเตียงไปใส่เสื้อผ้าทันทีไม่สนว่าตอนนี้ตัวเองกำลังเปลือยเปล่าต่อหน้าเขา จะอายไปไย มากกว่านี้ก็ทำกันมาแล้วมิใช่หรือ... กลับเป็นหลี่หลงจิ่งเสียเองที่หน้าร้อนวูบ จ้องร่างเปลือยเปล่าขาวผ่องของแม่ทัพหญิงตาไม่กะพริบ บั้นท้ายกลมกลึงขาวอวบเคลื่อนขยับตามจังหวะการก้าวเดินของหญิงสาวราวกับจะซ้อนทับกับภาพการเริงสวาทในถังน้ำ ทั้งยังมีท่อนขายาวเรียวที่เคยกอดเกี่ยวสะโพกเขาไว้เมื่อคืน ยังคงทิ้งสัมผัสวาบหวามติดตรึงเป็นผลให้เลือดในกายชายหนุ่มเดือดพล่าน... “อึก จะ เจ้า...จะโทษข้าไม่ได้หรอกนะ” “อะไร อ๊ะ! เจ้าจะทำอันใดอีก ปล่อยนะ!” หยางชิงอี้ผวาเฮือกเมื่อบั้นท้ายสัมผัสได้ถึงความแข็งขืนของคนเบื้องหลัง นี่เขาจะหื่นกามเกินไปแล้วหรือไม่! “เจ้ายั่วยวนข้ามิใช่หรือ” “ผายลมน่ะสิ เจ้าเอาสมองส่วนใดคิดว่าข้ากำลังยั่วยวนเจ้า เอ๊ะ เจ้าจับที่ใดกัน” มือหนาลูบไล้สะเปะสะปะไปตามเรือนร่างขาวนุ่ม โอบเอวบางดึงรั้งให้แนบชิดให้นางได้รับรู้ถึงตัวตนอันใหญ่โตของเขาได้ถนัดถนี่ “เจ้าหมายถึงตรงไหนเล่า ตรงนี้ ตรงนี้ หรือว่า...ตรงนี้” “อ๊ะ...จะ เจ้า ไอ้อ๋องบ้าราคะ” หลี่หลงจิ่งลากไล้ฝ่ามือไปตามเนินเนื้ออวบอูมก่อนจะใช้ปลายนิ้วแกร่งถูไถรอยแยกฉ่ำน้ำจนพบเข้ากับเกสรสีหวาน ตั้งใจบดขี้ติ่งเนื้อตูมเต่งจนคนในอ้อมกอดขาสั่นเทา หลุดเสียงครางออกมาให้ได้ยิน “ข้ายอมรับ...แม่ทัพหยางเล่า ยินดีบ้าราคะไปกับข้าหรือไม่” “ฝันไปเถอะ...อื้อ” หยางชิงอี้รับรู้ได้ถึงสิ่งแปลกปลอมที่เคลื่อนเข้ามาในพื้นที่หวงห้ามของตน นึกเสียใจที่ไม่ปกปิดร่างกายให้ดี ลืมไปได้อย่างไรว่าอ๋องห้าบ้ากามเพียงใด “ชู่ว...อย่าดิ้น ไม่อยากออกไปเยี่ยมทหารของเจ้าแล้วหรือ” “เจ้าก็ปล่อยข้าสิ เมื่อคืนนี้ข้าก็ทำให้เจ้าไปแล้วมิใช่หรือ” “นั่นมันเมื่อคืน ทหารของเจ้าได้กินอิ่มนอนอุ่นแล้ว แต่วันนี้...เห็นว่ามีคนที่บาดเจ็บสาหัสอยู่ด้วย หากไม่รีบรักษาเกรงจะไม่รอด” หลี่หลงจิ่งกล่าวจบก็ก้มลงไปสูดดมความหอมหวานบนซอกคอขาว ลากไล้ปลายลิ้นละเลียดชิมผิวเนื้อนวลราวกับนางเป็นอาหารอันโอชะ รอคอยการตอบสนองของ หยางชิงอี้อย่างใจเย็น “เจ้ามันสุนัขป่าหางใหญ่ ตัวบัดซบ!” หยางชิงอี้อดไม่ได้ต้องด่าออกไป คนเจ้าเล่ห์ผู้นี้ช่างน่าตายนัก หากรอดไปได้คอยดูว่านางจะจัดการเจ้าอ๋องบ้านี่อย่างไร “นอกจากหางจะใหญ่ อย่างอื่นข้าก็ใหญ่ จริงหรือไม่” “....” หยางชิงอี้หมดคำจะพูดกับคนสารเลวลามกเช่นเขาแล้ว กอปรกับกลางกายของนางยังคงถูกเขาล่วงล้ำด้วยนิ้วแกร่ง รุกเร้าจนบุปผางามคายน้ำหวานออกมาเป็นสาย ร่างกายนางช่างทรยศเจ้านายเกินไปแล้ว! “หึ ๆ ถ้าเช้านี้เจ้าทำให้ข้าสดชื่นสักหน่อย ข้าจะพาเจ้าไปเยี่ยมเชลยพวกนั้น ทั้งยังจะให้แพทย์ทหารดูแลลูกน้องของเจ้าอย่างดี” “หากข้าไม่ทำเล่า” “ชีวิตน้อย ๆ ของเชลยศึก ข้าก็หาได้ใส่ไม่” หยางชิงอี้กัดฟันกรอด โมโหเสียจนสั่นไปทั้งร่าง ทว่านิ้วยาวที่คั่งค้างกลางกายกลับขยับรัวเร็วถี่กระชั้น จนอารมณ์โกรธแปรเปลี่ยนเป็นความวาบหวามโดยพลัน “อ๊า...เจ้ามันขี้โกง เจ้าเล่ห์เพทุบาย” “พลทหารไม่หน่ายกลอุบาย...เป็นถึงแม่ทัพไม่เคยศึกษาตำราพิชัยสงครามหรือไร” หยางชิงอี้หมดคำจะกล่าวแล้วจริง ๆ นางหรือไม่เคยศึกษา แค่ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะเจอคนไร้ยางอายนำกลศึกมาใช้กับเรื่องบนเตียงต่างหากเล่า! “ว่าอย่างไร ยิ่งเจ้ายื้อเวลา ทหารกล้าของเจ้าก็ยิ่งทรมานนะ” ผลัก! แรงผลักจากหยางชิงอี้ทำเอาร่างสูงที่ไม่ได้ตั้งตัวล้มลงไปบนเตียงกว้าง ดวงคาคมจดจ้องเรือนร่างเย้ายวนของอีกฝ่ายที่กระโดดตามลงมาด้วยดวงตาเป็นประกาย...นี่คือคำตอบใช่หรือไม่! “ถือว่าข้าทำบุญให้หมาป่าหางใหญ่อย่างเจ้าก็แล้วกัน”“อ๊ะ ท่านเร็วหน่อย”มู่ซีเหม่ยถูไถใบหน้าไปกับแผ่นอกกว้างของคนที่นอนราบอยู่กับโต๊ะคล้ายลูกแมวตัวน้อยจนคนที่หมายจะกลั่นแกล้งคนงามต้องระงับอารมณ์เสียเองนิ้วแกร่งเร่งจังหวะสอดใส่เข้าไปถี่ระรัว จ้วงลึกหมุนวนหาจุดอ่อนไหวของนางราวกับจะสำรวจตรวจตราพื้นที่ต้องห้าม กระทั่งคนตัวเล็กเกร็งกระตุกปลดปล่อยธารรักสีใสออกมาจนชุ่มก้านนิ้วยาว“อ๊า!! แฮ่ก ๆ ท่านหัวไวยิ่งนัก”“หุบปาก! ซี้ด...”ชายหนุ่มสูดปากด้วยความเสียวกระสันอีกครั้งเมื่อถูกมือเล็กนุ่มนิ่มรูดรั้งกลางกาย ก่อนที่นางจะกดตัวลงมากลืนกินความเป็นบุรุษของเขาไปจนหมดมู่ซีเหม่ยก้มมองคนหน้าดุที่ขมวดคิ้วเข้าหากันแน่นด้วยอารมณ์เบิกบาน นางแกล้งออกแรงบีบรัดช่องทางคับแคบให้โอบกระชับแท่งเนื้ออุ่นร้อนจนหลี่หลงเฟิงรู้สึกคล้ายจะแตกพ่ายอยู่รอมร่อจึงรีบกัดฟันกรอด จ้องลึกเข้าไปในดวงตายั่วยวนนั้นก่อนจะกระแทกสะโพกสวนขึ้นไป“อ๊า!! ท่านอ๋อง ยะ อย่าเพิ่ง”“เจ้าขยับสิ หรือต้องให้ข้าสอน ฮึ้ม”เมื่อถูกกระตุ้นอารมณ์ยอดบุปผาอย่างมู่ซีเหม่ยมีหรือจะยอม นางก้มลงไปบดจุมพิตเร่าร้อนกับริมฝีปากร้ายอีกครั้งจนได้ยินเสียงฉ่ำแฉะน่าอาย ดูดดึงแลกความเร่าร้อนกันอย่างไม่มีใครยอมใครมือ
“ฮึ! จำผงสราญรมย์ที่พระองค์ให้หม่อมฉันไปใช้กับบัณฑิตฟางได้หรือไม่…”ครั้นได้ฟังดังนั้น ดวงตาคมก็เบิกโพลงขึ้นมาทันที อะไรที่เรียกว่ายกหินทุ่มเท้าตัวเอง ก็นี่อย่างไรเล่า!ต้องทราบก่อนว่าการทำงานระหว่างเขากับหน่วยข่าวกรองของพี่สาม เลี่ยงไม่ได้ที่จะมียาพวกนี้ไว้สำหรับล้วงข้อมูลของฝ่ายตรงข้าม แต่พันไม่คิดหมื่นไม่คิด นางถึงกลับนำมาใช้กับเขา!“นึกออกแล้วใช่หรือไม่เพคะ แค่โรยผงนี่ลงบนเสื้อผ้า คนที่ได้กลิ่นก็จะถูกมอมเมาทันที ท่านอ๋องบอกหม่อมฉันเองนะเพคะ มาเถอะ หม่อมฉันจะชี้แนะเรื่องในม่านมุ้งให้ท่านอย่างไม่ขาดตกเอง...”“เจ้า! อื้อ…”หลี่หลงเฟิงกำลังจะเอ่ยคำทัดทาน แต่ร่างทั้งร่างก็ถูกหญิงสาวตรึงไว้กับโต๊ะทำงานเสียแล้ว ไม่ใช่ว่าเขาสู้นางไม่ได้ ทว่าอารมณ์บางอย่างที่พวยพุ่งลามไล้ไปทั่วสรรพางค์นั้น…เขาเองก็ยากจะทานทนแล้วเช่นกัน!“อืม…อ๊ะ ท่านอ๋อง”“เรื่องแบบนี้ยังไม่ถึงคราวของเจ้าที่จะมาสั่งสอนข้า มู่ ซี เหม่ย!”หลี่หลงเฟิงพลิกร่างบอบบางที่อยู่ด้านบนลงไปแทนที่ตนเองก่อนจะเคลื่อนริมฝีปากไปกระซิบเสียงเหี้ยม เน้นหนักทีละคำด้วยเสียงสั่นพร่าชิดใบหูขาว ก่อนจะขบเม้นติ่งหูเล็กจนคนถูกกระทำต้องย่นคอหนีด้วยควา
หลี่หลงเฟิงที่ได้กลั่นแกล้งหญิงสาวจนพอใจก็กลับเข้ามาทำงานในห้องตำราของตนเองต่อไปจนล่วงเลยเข้าสู่เวลาอาหารเย็นปกติแล้วจะเป็นตงจื้อองครักษ์คนสนิทของตนซึ่งทำหน้าที่เตือนเขา แต่วันนี้หลี่หลงเฟิงใช้ให้อีกฝ่ายไปทำธุระ ชายหนุ่มจึงเพิ่งจะรู้ตัวเมื่อได้กลิ่นอาหารลอยมาจากหน้าประตูห้องตำรา“ผู้ใดอยู่ด้านนอก”“กระหม่อมตงฟาง ท่านอ๋องมีประสงค์สิ่งใดให้กระหม่อมรับใช้หรือพ่ะย่ะค่ะ”“ไปบอกห้องครัวส่งอาหารมาได้แล้ว”เสียงทุ้มต่ำกล่าวสั่งร่างสูงในชุดองครักษ์สีดำ ทว่ายังไม่ทันที่ตงฟางจะกล่าวรับคำผู้เป็นนาย เสียงเคลื่อนไหวจากหน้าประตูก็ดึงความสนใจของคนทั้งคู่ให้หันไปมอง“ท่านอ๋องเพคะ หม่อมฉันนำอาหารเย็นมาให้แล้ว จะเสวยเลยหรือไม่เพคะ”เสียงหวานดังมาจากหญิงสาวในชุดสาวใช้ที่ถูกเจ้าของร่างตัดแต่งเสียจนปกปิดความอวบใหญ่ขอเนินอกอวบอิ่มไม่มิด ใบหน้างดงามแย้มยิ้มยั่วเย้า พร้อมทั้งในมือยังถือถาดใส่อาหารที่มีกลิ่นหอมโชยเข้าจมูกเจ้าของจวนตงฟางรีบก้มหน้าไม่กล้ามองภูเขาหิมะของคนงามที่ถูกส่งมารับใช้ผู้เป็นนาย ทว่าใบหูของเขาก็ยังขึ้นสีแดงก่ำอย่างห้ามไม่อยู่หลี่หลงเฟิงที่เห็นความผิดปกติของลูกน้องในใจก็ให้รู้สึกไม่สบอาร
มู่ซีเหม่ยกัดฟันแน่น รู้สึกโมโหจนอยากจะทุบตีคน กระบี่อ่อนข้างเอวคล้ายจะสั่นเบา ๆ แต่นางรู้ดีว่าทำอันใดคนผู้นี้ไม่ได้ ครั้นตระหนักได้ว่านางต้องทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ หญิงสาวจึงสูดลมหายใจลึก ระงับอารมณ์พลางคิดอย่างรอบคอบในสามสิบหกกลยุทธ์ของตำราชุนวู[1] ก็มีกลยุทธ์ถอยเพื่อรุกมิใช่หรือ!“แหะ ๆ เพคะ หม่อมฉันจะไปชัดบ่อปลาเดี๋ยวนี้เพคะ”มู่ซีเหม่ยเชิดหน้าอย่างองอาจ แม้ภายในใจจะเดือดปุดดุจกาน้ำชา ภายนอกก็ยังต้องแสร้งเป็นสาวใช้ที่เชื่อฟัง นางหมุนตัวเดินออกไป แต่ไม่ลืมส่งสายตายั่วยวนอีกฝ่ายเป็นการทิ้งท้าย“หึ ๆ พี่สามท่านคงอยากให้ข้าหลงใหลในรสสวาทเหมือนท่านกับน้องห้าใช่หรือไม่ ฝันไปเถอะ!”ผู้ใดก็คิดว่าเขาไม่รู้เรื่องราวในม่านมุ้ง แต่ขึ้นชื่อว่าบุรุษสกุลหลี่ มีผู้ใดไม่ถ่องแท้ในเรื่องนี้บ้าง หลี่หลงเฟิงก็แค่ยังไม่เจอสตรีที่ถูกใจเท่านั้นเอง…ทางด้านหญิงสาวที่ถูกสั่งให้ขัดบ่อปลายามนี้กำลังนั่งย่อกายข้างบ่อขนาดใหญ่ มือเรียวกำแปรงขัดในมือแน่นพลางออกแรงจนน้ำในอ่างกระเซ็นออกมาด้านนอกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ดวงตากลมโตมองปลาจิ่นหลี่ตัวอวบอ้วนที่ว่ายวนไปมาอย่างสำราญ ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาเต็มแรง"เจ้าพวกปลาโง่
คำพูดนั้นราวกับขับไล่นางออกไปอย่างไม่ใยดี มู่ซีเหม่ยกำหมัดแน่น นี่เป็นครั้งแรกที่ความงามของนางใช้ไม่ได้ผลกับบุรุษนางรู้ดีว่าภารกิจนี้ไม่ง่าย แต่จะให้ถอยกลับไปมือเปล่าเช่นนี้ มันเสียศักดิ์ศรีหัวหน้าหน่วยบุปผาเพลิงเกินไปแล้วกระมัง!“แต่หม่อมฉันถูกส่งมารับใช้ท่านอ๋องนะเพคะ...อีกอย่างหม่อมฉันก็รับภารกิจจากนายท่านมาแล้วด้วย ท่านอ๋องไม่สงสารหม่อมฉันหรือเพคะ กลับไปนายท่านต้องลงโทษหม่อมฉันเป็นแน่ ฮึก!”ในเมื่อไม้แข็งใช้ไม่ได้ผล ก็ใช้มารยาที่สั่งสมมาทั้งชีวิตล่อลวงเขาก็แล้วกัน!มู่ซีเหม่ยยกมือปาดน้ำตาไปพลางชำเลืองมองไปทางโต๊ะทำงานของหลี่หลงเฟิงไปพลาง ชายหนุ่มเห็นว่านางถึงกับร้องไห้ก็ได้แต่จนคำพูดก่อนจะเอนกายพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาคมจ้องมองนางอย่างครุ่นคิด“ในเมื่อเจ้าอยากจะอยู่นักก็ย่อมได้! เมื่อครู่ก็มีคนพูดประโยคเดียวกันกับเจ้า เช่นนั้นก็ตามพ่อบ้านไปเปลี่ยนชุดสาวใช้เถอะ”มู่ซีเหม่ยหยุดร้องไห้ในทันที มือที่ปาดน้ำตาเปลี่ยนมาจับเส้นผมไปทัดใบหูอย่างเอียงอาย นี่เขาตกหลุมเสน่ห์ของนางแล้วใช่หรือไม่!แค่บีบน้ำตาร้องไห้ ออดอ้อนเขาเพียงเล็กน้อยเองนะ...ความงามของนางนี่ช่างสยบบุรุษทั้งใต้หล้าโดยแท้!“ขอบพ
มู่ซีเหม่ยที่ได้ยินว่าอ๋องสี่ให้นางเข้าพบได้ก็รีบจัดแต่งอาภรณ์ตนเองให้เข้าที่เข้าทางก่อนจะเชิดหน้าเดินบิดสะโพกตามพ่อบ้านของจวนเข้าไปด้านในห้องตำราด้วยความคุ้นเคย เหตุเพราะงานที่นางทำก่อนหน้านี้ทำให้นางและเจ้าของจวนต้องไปมาหาสู่กันอยู่บ่อยครั้งหลี่หลงเฟิงได้ยินเสียงฝีเท้าของหญิงสาวก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง ยังคงตวัดพู่กันลงบนเอกสาร คนตัวเล็กเห็นเช่นนั้นจึงเป็นฝ่ายเอ่ยทักขึ้นก่อน“คาระวะท่านอ๋องเพคะ”“อืม ไม่ต้องมากพิธี พี่สามส่งเจ้ามารับใช้ข้าด้วยเหตุอันใด เขาได้บอกหรือไม่”เสียงทุ้มเรียบนิ่งเอ่ยถามทั้งที่ยังไม่เงยหน้าขึ้นมา กระทั่งไม่ได้ยินเสียงตอบรับอยู่เป็นนานใบหน้าหล่อเหลาจึงเงยขึ้น ดวงตาสองคู่สบประสานกันคล้ายมีกระแสอารมณ์บางอย่างพาดผ่านชั่วขณะก่อนหน้านี้มู่ซีเหม่ยไม่เคยมองใบหน้าของหลี่หลงเฟิงให้เต็มตา ยามนี้ได้โอกาสจึงจ้องสำรวจอยู่เป็นนานจนเผลอแสดงสีหน้าเคลิบเคลิ้มออกไปอย่างไม่รู้ตัว“เจ้า...ไม่สบายหรือ”“อะแฮ่ม! มิใช่เพคะ หม่อมฉันเห็นว่าท่านอ๋องรูปงามก็เลยมองเพลินไปสักหน่อย”คนถูกชมไม่ได้นึกยินดี คิ้วคมดุจกระบี่เลิกขึ้นอย่างงุนงง ก่อนหน้าสตรีผู้นี้ไม่เคยสนใจเขามิใช่หรือ เหตุใดมายา







