LOGINสิ้นเสียงทุ้มของคนเจ้าเล่ห์ร่างทั้งร่างของนางก็พลิกกับไปอยู่ใต้ร่างของชายหนุ่มเสียแล้ว ริมฝีปากนุ่มถูกเขารุกเร้าจนต้องยอมเปิดทางให้ลิ้นร้อนแทรกสอดเข้ามาพัวพันดูดกลืนความหวาน แนบแน่นหนักหน่วง
“อืม...หายใจหน่อย” หญิงสาวที่เผลอกลั้นลมหายใจรีบโกยอากาศเข้าปอด ก่อนจะยกแขนเรียวโอบรั้งลำคอหนาลงมาอีกครั้ง ใบหน้าหวานเอียงรับปรับองศาตามอย่างที่ชายหนุ่มกระทำกับนาง เรียวขางามโอบรัดเอวสอบเอาไว้แน่น ยกสะโพกถูไถบุปผางามเข้ากับความใหญ่โตของชายหนุ่ม “อึก เจ้า...” “รีบทำ ข้าจะได้ไปดูทหารของข้าเสียที อ๊ะ” นางพูดยังไม่ทันจบก็ถูกมือหนาตะปบเข้าที่อกอวบนุ่ม บีบขยำราวกับกำลังนวดแป้ง ลิ้นร้อนลากไล้จากปลายคางลงมายังลำคอระหงตั้งตรงดุจลำไผ่ ระเรื่อยลงไปยังเนินเนื้อคู่งาม ก่อนจะครอบริมฝีปากลงไปบนเม็ดอิงเถาสีหวานที่สั่นระริก ดูดกลืนความหวานหอมอย่างตะกรุมตะกราม “อือ หวานเหลือเกิน” “อ๊า อื้อ” ร่างเล็กบิดเร่าหลับตาพริ้มรับสัมผัสวาบหวามที่เขามอบให้ จิกเล็บลงไปบนบ่ากว้างระบายความเสียวกระสันที่เขาปรนเปรอ ชายหนุ่มผละจากปทุมงาม พร่างพรมจุมพิตทุกอาณาบริเวณที่เขาเคลื่อนผ่าน ไม่ลืมฝากรอยรักสีชาดแต้มเป็นทางดั่งรอยท้าอาชาย่ำผ่านหิมะ “อ๊ะ เจ้า จะ อ๊า ไม่” “อืม...” ร่างเล็กที่เคลิบเคลิ้มไปกับสัมผัสวาบหวามกรีดร้องด้วยความตระหนกระคนเสียวซ่าน ยามริมฝีปากหนาคลุกเคล้าเข้ามาหาบุปผางาม ดื่มกินน้ำหวานอย่างหื่นกระหาย ขณะที่ลิ้นร้อนระรัวเร็วปาดป่ายกลีบผกาให้แยกออกจนเจอเกสรสีหวานที่ชูชัน หยางชิงอี้ก็เสียวซ่านแทบทนไม่ไหว “อ๊า อะ ไม่...อะ” หญิงสาวครางเสียงสั่น กลางกายปวดตุบยกสะโพกรับความหฤหรรษ์ที่เขามอบให้ เผลอส่ายบั้นท้ายเข้าใส่ปลายลิ้นร้อนที่ซอกซอนอยุ่ภายในกายนาง เพียงไม่นานสมองของนางพลันขาวโพลน ปลดปล่อยน้ำหวานออกมาให้เขาดื่มกินจนพอใจ “อ๊า!” “หวานเหลือเกิน ชิงชิง...” “อย่ามาเรียกข้าแบบนี้นะ” หยางชิงอี้ถลึงดวงตาที่คลอหน่วยไปด้วยหยาดน้ำใส่เขา มันไม่ได้ดูน่ากลัวแต่อย่างใด ตรงกันข้าม หลี่หลงจิ่งกลับมองว่านางน่ากินเสียมากกว่า... “ข้าจะเรียก...ชิงชิง ข้าจะเข้าไปแล้วนะ” เสียงทุ้มแหบพร่ากระซิบชิดใบหูขาวที่ยามนี้ขึ้นสีแดงระเรื่อ ลมหายใจร้อนกรุ่นที่รินรดพาเอาอารมณ์ที่เพิ่งมอดดับของหญิงสาวโหมกระพือ กลางกายพลันรับรู้ได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ “อ่า เหตุใดจึงแน่นถึงเพียงนี้” “อ๊ะ เจ้า เบาหน่อย” หลี่หลงจิ่งยั้งแรงที่กำลังจะจ้วงแทงเข้าใส่นางไว้ เปลี่ยนไปซุกไซ้ปทุมงามคู่สวยหวังทำให้นางผ่อนคลาย เมื่อร่างกายรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายปรับตัวได้แล้วจึงเริ่มเคลื่อนขยับโยกสะโพกเข้าหากลีบผกาเป็นจังหวะเนิบนาบ ทว่าหนักหน่วง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเร่งเร้ารัวเร็วในเวลาต่อมา “อ่า ชิงชิง ดี เจ้ารัดข้าแน่นมาก” “อ๊า อ๊ะ หุบปาก อื้อ” เสียงหวานร้องครวญครางประสานเสียงคำรามต่ำและเสียงเนื้อกระทบกันดังก้องทั่วกระโจมพักของอ๋องห้า สองคนราวกับลืมไปแล้วว่าตนเองอยู่ที่ใด เรียวขาเล็กแยกออกกว้างโอบรัดสะโพกสอบ ร่อนเอวรับทุกการกระแทกกระทั้นสอดประสานรวมเป็นหนึ่ง นำพาความเสียวกระสันกำซาบซ่านไปทั่วทั้งสรรพางค์ “อ่า ชิงชิง ซี้ด...” “อะ ไม่ ไม่ไหว อ๊ะ” หยางชิงอี้ฟังเสียงทุ้มที่เรียกชื่อของตน จู่ ๆ อารมณ์ร้อนรุ่มของนางก็พุ่งทะยาน บีบรัดกลางกายแกร่งถี่ระรัวจนคนด้านบนใบหน้าเหยเก หลี่หลงจิ่งมองภาพเบื้องหน้าด้วยตาไม่กะพริบ เร่งควบขยับสะโพกสอบฝากฝังกลางกายเข้าใส่บุปผางามถี่เร็ว เสียงหอบหายใจปะปนไปกับเสียงเนื้อกระทบกันก้องกังวาน สอดประสานหลอมรวมความกระสันซ่านกำซาบทบทวี ส่งคนทั้งคู่ให้ถึงจุดหมายปลายทางในที่สุด “อะ อ๊ะ อ๊า!” “อ่า เจ้าถูกใจข้าเหลือเกินชิงขิง” หญิงสาวปรือตามองคนพูดด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ นางมองลึกเข้าไปในดวงตาเขาหมายจะค้นหาบางสิ่ง ทว่านางก็ต้องรีบหลุบตาหลบเพราะภาพสะท้อนของตนเองที่ฉายชัดอยู่ในดวงตาคมคู่นั้น...เสียงหวานปนหอบของหญิงสาวตอบกลับไปอย่างเอียงอาย เฝิงมาม่าห็นนางเป็นเช่นนี้ก็ยิ่งหัวเราะอารมณ์ดี “เจ้าช่างปากหวาน เอาล่ะ พักผ่อนให้ดีพรุ่งนี้ก็ไปฝึกบทเรียนต่อไปกับพี่สาวน้องสาวคนอื่นได้แล้ว” “ข้าฝึกรวมกับผู้อื่นได้แล้วหรือเจ้าคะ! เช่นนั้นมาม่าบอกข้าก่อนได้หรือไม่ว่าบทเรียนหน้าจะให้ข้าทำสิ่งใด” มู่ซีหว่านกลัวเหลือเกินว่าอีกฝ่ายจะหาบุรุษแปลกหน้าโยนมาให้นางสักคน มาม่ามากฝีมือราวกลับจะรู้ทันความคิดของนางจึงจิ๊ปากขัดใจ “ของดีเช่นพวกเจ้าจะปล่อยให้ผ่านมือบุรุษก่อนรับแขกได้อย่างไร วางใจเถอะบทเรียนต่อไปก็แค่เปลี่ยนจากนิ้วน้อย ๆ ของเจ้า เป็นมะเขือม่วงใหญ่ยาวที่เจ้าเคยดูดเลียนั่นแหละ” นางกล่าวจบก็ไม่รอให้มู่ซีหว่านได้สติคืนมา เดินส่ายสะโพกอวบใหญ่ออกไปจากห้องนางไปทันที ค่ำวันนั้นมู่ซีหว่านตัดสินใจจะลอบขึ้นชั้นสองไปตามหาพี่สาวของตนเอง แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้ก้าวออกจากห้องเจียวเอ๋อร์ก็มาหานางด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้มเสียก่อน “เจ้ากำลังจะไปที่ใดหรือน้องสาว” “เอ่อ…อยู่ในห้องข้าเบื่อนิดหน่อยอยากจะออกไปเปิดหูเปิดตา แต่ก็กลัวเจอเฝิงมาม่าเลยใส่ผ้าคลุมหน้าสักหน่อยเจ้าค่ะ” “วันนี้อย่าเพิ่งออก
ห้องพักของสาวงามชุดใหม่ที่หอเทียนซินรับเอาไว้มีทั้งหมดสิบห้อง เฝิงมาม่าบอกกับมูซีหว่านว่าแต่ละห้องล้วนพักกันห้องละสองคน มีเพียงนางผู้เดียวที่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษไม่ต้องแบ่งห้องกับผู้ใด มู่ซีหว่านรู้สึกว่าตนเองโชคดียิ่งนัก เพราะนางจะสามารถออกจากห้องได้โดยไม่ถูกจับตามอง ยามเย็นของวันถัดมา เป็นเวลาที่เฝิงมาม่านัดหมายนางไว้พอดี หลังจากบทเรียนแรกผ่านพ้นไปหญิงสาวก็ตระหนักได้แล้วว่าใบหน้าของตนเองหนาขึ้นเพียงใด อย่าพูดถึงยางอายเลยทิ้งมันไปเสียเถอะ! “เจ้าขึ้นไปนอนบนเตียง” “มาม่า ครั้งนี้ข้าไม่ต้องถอดอาภรณ์หรือเจ้าคะ” “เหลือเอี๊ยมไว้ตัวเดียวก็พอ วิธีนี้จะเพิ่มความน่าหลงใหลให้กับสตรีอย่งเรามากเชียวล่ะ ยิ่งเจ้ามีรูปโฉมงดงามถึงเพียงนี้ เปิดนิดปิดหน่อยขี้คร้านจะทำให้บุรุษน้ำลายหกเป็นทิวแถว” เฝิงมาม่าจีบปากจีบคอพลางขยิบตาอย่างซุกซน นางเป็นมาม่ามากฝีมือย่อมรู้ดีว่าต้องทำเช่นไรจึงจะถูกใจบุรุษ มู่ซีหว่านเองก็ทำตามอย่างว่าง่าย ปลดชุดตัวบางออกเหลือไว้เพียงเอี๊ยมตัวน้อยปกปิดก้อนเนื้อขาวอวบจนล้นทะลัก เบื้องล่างยังมีกางเกงตัวบางที่แทบจะปิดบังสิ่งใดสิ่งใดไม่มิดเพียงชั้นเดียวเท่านั้น “คราวนี้ก
คงจะเป็นศาสตร์ทั้งสี่ ที่สตรีพึงเรียนรู้กระมัง นางพอได้ร่ำเรียนมาบ้างจากมารดายามท่านยังมีชีวิตอยู่ นี่หาใช่เรื่องยากอันใด ทว่าคำกล่าวต่อมาของเฝิงมาม่ากลับทำให้มู่ซีหว่านหยุดความคิดแปรเปลี่ยนเป็นตะลึงพึงเพริด“บทเรียนกามสูตร วันนี้ข้าจะยังไม่เข้มงวดกับเจ้ามากนัก คนอื่น ๆ ที่ข้ารับเข้ามาเมื่อสามวันก่อนหน้าเจ้าเรียนล่วงหน้ากันไปไกลแล้ว หากวันนี้เจ้าผ่านบทเรียนแรกไปได้ข้าก็จะให้เจ้าไปร่วมเรียนพร้อมกับแม่นางพวกนั้นดีหรือไม่” “หว่านเอ๋อร์ เหตุใดจึงไม่ตอบมาม่าเล่า” เจียวเอ๋อร์เห็นว่านางยังคงยืนนิ่งราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่างจึงเรียกสตินางกลับคืนมา ครั้นมู่ซีหว่านทำความเข้าใจคำพูดของเฝิงมาม่าแล้วก็รีบพยักหน้าตอบรับทันที “เช่นนี้สิถึงจะนับว่าเจ้ารักความก้าวหน้า เจียวเอ๋อร์ เจ้าไปนำมะเขือม่วงมา สาธิตบทเรียนแรกให้หว่านเอ๋อร์ดู” “เจ้าค่ะ” หลังจากนั้นมู่ซีหว่านก็ถือว่าตนเองได้เปิดหูเปิดตาแล้ว ภาพสตรีชุดแดงนั่งคุกเข่าแหงนใบหน้าใช้ริมฝีปากและเรียวลิ้นดูดเลียปรนเปรอมะเขือม่วงอย่างช่ำชองเช่นนี้ ทำให้นางคิดไปว่านั่นไม่ใช่มะเขือม่วง หากแต่เป็น...“เจ้าคุกเข่าลงไป ค่อย ๆ เรียนรู้จากเจียวเอ๋อร์
เป็นอีกครั้งที่มู่ซีหว่านต้องเดินตามหลังเจียวเอ๋อร์ ทว่าคราวนี้ดวงตาของนางกลับไม่อยู่นิ่ง พยายามสำรวจทุกที่ที่ย่างกรายผ่าน ยิ่งเดินลึกเข้าไปความประหลาดใจในดวงตาก็ฉายชัดจนคนที่เดินนำอยู่ด้านหน้ารู้สึกได้ “หอคณิกาของพวกเรา ได้รับคำชื่นชมเป็นอย่างมากจากเหล่าขุนนางและคนมีเงิน วันนี้เจ้าโชคดีที่เจอข้า มิใช่ว่าทุกคนจะเข้ามาอยู่ในหอเทียนซินได้หรอกนะ หากไม่ผ่านการทดสอบจากเฝิงมาม่า ก็เตรียมสะบัดก้นออกประตูไปได้เลย” “ต้องขอบคุณพี่สาวที่แนะนำข้าให้กับมาม่านะเจ้าคะ” มู่ซีหว่านกล่าวประจบ พยายามไม่แสดงท่าทีประหม่าออกไป เป็นเวลาเดียวกันกับที่คนทั้งสองเดินมาถึงห้องโถงใหญ่พอดี “เอาล่ะ ระหว่างรอเฝิงมาม่าเจ้าก็ไปอาบน้ำ เปลี่ยนอาภรณ์ให้เรียบร้อย ขาดเหลือสิ่งใดก็เรียกสาวใช้ด้านนอกได้” มู่ซีหว่านลอบมองปฏิกิริยาของอีกฝ่ายขณะที่นางบอกชื่อตนเองออกไป หากอีกฝ่ายเป็นคนล่อลวงพี่สาวของนางมาก็น่าจะแสดงพิรุธอะไรออกมาบ้าง ทว่าเฝิงมาม่ากลับยิ้มตาหยีฉวยมือนางไปกุมไว้แน่น “หว่านเอ๋อร์ มีเรื่องหนึ่งที่ต้องบอกกับเจ้า การจะเป็นบุปผางามในหอเทียนซินนั้นมิใช่เข้ามาแล้วจะรับแขกได้เลย เจ้าต้องผ่านการฝึกฝนตามหลัก
หอเทียนซินยามค่ำคืนสว่างไสวไปด้วยโคมไฟสีเหลืองนวล ม่านแพรสีม่วงอ่อนบางพลิ้วประดับตกแต่งสะดุดตา ประตูหน้าของหอมีเฝิงมาม่าและหญิงสาวร่างกายอวบอัดในอาภรณ์บางเบาสองนางยืนขนาบข้าง กำลังยิ้มแย้มเชื้อเชิญแขกสูงศักดิ์ให้เข้าไปด้านในด้วยจริตอ่อนช้อย สมกับเป็นผู้ดูแลหอคณิกาอันดับหนึ่งยิ่งนัก! “อุ๊ยตาย ลมอะไรหอบใต้เท้าเฉิงมาที่นี่ได้ เมื่อเดือนก่อนแม่นางชุนเอ๋อร์ของพวกเราก็ถูกท่านรับไปเลี้ยงดู คืนนี้มิราบว่าใต้เท้าต้องการบุปผาอีกสักกี่ดอกหรือเจ้าคะ” “เฝิงมาม่าช่างรู้ใจข้าเสียจริง ไป เข้าไปด้านใน ใต้เท้าอย่างข้าอยากเห็นมวลบุปผาชุดใหม่ไว ๆ เสียแล้ว” เฝิงมาม่าปิดปากหัวเราะคิกคักพลางขยิบดวงตายั่วเย้าใส่เด็กสาวข้างกายทั้งสองคน เป็นสัญญาณให้นำคนเข้าไป ส่วนตัวเองนั้นก็ยืนรับแขกสูงศักดิ์คนต่อไปอย่างอารมณ์ดี มู่ซีหว่านที่ลอบสังเกตการณ์อยู่ตรงมุมกำแพงเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ในใจก็ให้กระวนกระวาย ดูก็รู้ว่าสถานที่แห่งนี้รวบรวมขุนนางในราชสำนักและคหบดีผู้ร่ำรวยไว้มากมายเพียงใด หากพี่สาวนางตกอยู่ในมือคนพวกนี้ นางจะมีหน้าไปพบบิดามารดาได้อย่างไร... “นี่! เจ้ามาทำอะไรลับ ๆ ล่อ ๆ ตรงนี้กัน” “เอ่อ…พี
หมู่บ้านไหลชุนตั้งอยู่ทางตะวันตกของเมืองหลวงแคว้นต้าจิ้น ยามเช้าเช่นนี้เป็นเวลาที่บุรุษฉกรรจ์ในหมู่บ้านเตรียมตัวขึ้นเขาเข้าป่าล่าสัตว์ บ้างขับเกวียนเข้าเมืองนำของไปขาย เหล่าสตรีอยู่จัดการงานในเรือน หอบผ้าผ่อนตรงไปซักริมลำธารเช่นทุกวัน แต่แล้วทุกสิ่งทุกอย่างกลับต้องหยุดชะงักเพราะการเคลื่อนไหวที่ร้อนรนของใครบางคน...“นั่นมิใช่ซีหว่านบ้านสกุลมู่หรือ ดูเหมือนว่านางกำลังตามหาสิ่งใดอยู่นะ” “นั่นน่ะสิ ดูนางร้อนใจเชียว ลองเข้าไปถามดูหน่อยเถอะ เผื่อจะมีอันใดที่พวกเราพอจะช่วยได้บ้าง” ป้าหวังและป้าจางพูดพลางหอบหิ้วตะกร้าผ้าที่เตรียมจะเอาไปซักเดินตรงไปยังร่างเล็กที่ยืนหอบหายใจอยู่กลางทางเดินในหมู่บ้านทันที หญิงสาวที่กำลังกระวนกระวายใบหน้าเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ เมื่อเห็นว่าป้าจางและป้าหวังเดินตรงเข้ามา ดวงตากลมโตก็พลันฉายประกายมีความหวังขึ้นมาราวกับเจอขอนไม้ช่วยชีวิต“ท่านป้าทั้งสอง ท่านเห็นพี่สาวข้าบ้างหรือไม่เจ้าคะ” “ซีเหม่ยน่ะหรือ ข้าไม่เห็นหน้านางสองสามวันแล้ว ยังคิดว่านางขึ้นไปหาของป่าบนภูเขาอยู่เลย เจ้าเล่านางจางเห็นนางบ้างหรือไม่”ป้าหวังเป็นคนกล่าวขึ้นมาก่อนจะหันไปถามคนข้างกาย ป้า







