Home / รักโบราณ / เพียงนางที่ข้าจะรัก / บทที่ 1 ดีใจจนไข้ขึ้นสูง ตอนปลาย

Share

บทที่ 1 ดีใจจนไข้ขึ้นสูง ตอนปลาย

last update Huling Na-update: 2025-10-05 21:57:28

สายสืบหนุ่มรีบกลับมายังที่พัก เร่งเขียนจดหมายทันที พิราบสื่อสารตัวเดิมเริ่มมองหน้าเจ้านายด้วยสายตาไม่เป็นมิตรนัก ทำนองว่า…จะขยันส่งจดหมายอะไรกันนักหนา มันบินไปกลับระหว่างเมืองหลวงกับเมืองตงเฉิงจนปีกจะหักอยู่แล้วเนี่ย! เสร็จงานเมื่อไหร่มันจะลาพักร้อน!

ทันทีที่นกพิราบหน้าเดิม บินมาเกาะคอนหน้าห้องทรงอักษร ซ่งเฉินซีรีบปรี่ไปแย่งจดหมายมาจากมือของหานเย่ ก่อนที่องครักษ์หนุ่มจะนำไปมอบให้เจ้านายของตน

และเมื่ออ่านข้อความในจดหมายจบ กุนซือหนุ่มถึงขั้นถอนหายใจเฮือกใหญ่

“เฮ้อ ข้าล่ะเห็นใจในชะตากรรมของคุณหนูมู่จริงๆ ดูท่าว่าท่านอ๋องคงจะเป็นดาวพิฆาตของนางโดยกำเนิด เพราะตั้งแต่รู้ว่าต้องแต่งกับท่านอ๋อง นางก็ล้มหมอนนอนเสื่อเป็นว่าเล่น กระหม่อมว่าทรงไม่ต้องลงมือสังหารนางแล้วล่ะพะย่ะค่ะ เห็นทีนางกำลังจะป่วยตายด้วยตนเอง”

“นางเป็นอะไรไปอีกคราวนี้”

“ทรงอ่านดูเอาเองเถิด” มือขาวของซ่งเฉินซีวางจดหมายลงบนโต๊ะทรงงานเจ้าของตำหนัก

หลังได้อ่านข้อความเฟิ่งเสวียนจีคิ้วกระตุก เกิดความลังเลขึ้นมาในจิตใจอย่างที่ไม่เคยเป็นก่อน

‘หรือข้าควรช่วยสงเคราะห์ให้นางตายเร็วขึ้นดี จะได้ไม่ต้องทรมานจากอาการเจ็บป่วย’

อาจเป็นเพราะเขาคิดดังไปหน่อย เลยหลุดแสดงออกทางสายตา ซ่งเฉินซีสังเกตเห็นเข้าพอดี เลยใช้พัดในมือฟาดกับโต๊ะทรงงานที่ทำจากไม้หนานมู่ล้ำค่าเสียงดังพร้อมกล่าวตักเตือน

“ท่านอ๋อง! ไม่ใช่ว่าทรงกำลังคิดจะช่วยสงเคราะห์นางให้ตายเร็วขึ้นหรอกนะพะย่ะค่ะ หากคิดเช่นนั้นอยู่จริงๆ ก็โปรดห้ามความคิดนี้เสีย มิเช่นนั้นกระหม่อมจะนำความไปบอกไทเฮาให้ทรงกลับมาจัดการพระองค์” นี่ไม่ใช่คำขู่แต่เป็นการเตือนสติด้วยความหวังดี

ในแผ่นดินนี้มีเจียงไทเฮาเพียงผู้เดียวที่สามารถกำราบเฟิ่งเสวียนจีอยู่หมัด ด้วยว่าพระนางเป็นผู้เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เล็ก เจ้าตัวถึงเกรงใจและเคารพรักเสด็จย่าของตน มากกว่าฮ่องเต้หรือฟ่านซูเฟยผู้เป็นน้า

ทว่าเจียงไทเฮาเดินทางไปถือศีลอยู่ที่อารามหลวงได้สามปีแล้ว เฟิ่งเสวียนจีจึงไม่มีใครคอยปรามนับตั้งแต่นั้น

ฮัดชิ้ว! เจียงไทเฮาที่กำลังสวดมนต์ทำสมาธิจามออกมาเสียงดัง

คนที่ถูกเข้าใจว่ากำลังป่วยหนักจนซูบผอมเหลือแต่กระดูก เวลานี้กำลังนั่งรถม้าเดินทางเข้าเมืองหลวง หากมิใช่ในฐานะคุณหนูใหญ่มู่ แต่เป็นร่างสองของนาง ‘นายน้อยแห่งหอเหว่ยตี้’

หอการค้าทรงอิทธิพล ทำหน้าที่จัดหาม้าศึก ยาสำหรับใช้ระหว่างออกรบให้กับกองทัพ รวมถึงใบชาและสมุนไพรชั้นยอดส่งมาขายยังเมืองหลวงและแคว้นพันธมิตร

สินค้าสำคัญที่สร้างชื่อให้หอเหว่ยตี้ จนขึ้นมามีอิทธิพลในแคว้นต้าเฟิ่งคือยาห้ามเลือด ยารักษาบาดแผลฉกรรจ์ และยารักษาโรคร้ายแรงหรือรักษายากอีกหลายชนิด

ส่วนยารักษาโรคทั่วไป หอเหว่ยตี้ไม่ปรุงออกมาขาย เพราะไม่ต้องการแย่งลูกค้าของหอโอสถอื่นๆ นับเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดจนไม่มีใครกล้าออกมาตำหนิ

เพราะจนถึงบัดนี้ ยังไม่มีหอโอสถหรือหมอเก่งๆคนใด สามารถปรุงยาซึ่งมีประสิทธิภาพในการรักษายอดเยี่ยมเท่ากับยาของหอเหว่ยตี้

หอเหว่ยตี้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อห้าปีก่อนทางตอนเหนือของแคว้น ไม่มีใครเคยพบนายใหญ่ของหอมาก่อน มีเพียง นายน้อยเหว่ยซิน ผู้เป็นตัวแทน คอยทำหน้าที่ติดต่อเจรจาการค้าตามเมืองต่างๆ

ในระยะเวลาเพียงสองปีหลังก่อตั้ง หอเหว่ยตี้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในวาณิชหลวงของต้าเฟิ่ง เพราะได้อาชาศึกชั้นยอดและยาที่จำเป็นสำหรับกองทัพ รวมถึงเสบียงจำนวนมากที่หอเหว่ยตี้ขายให้ในราคาต้นทุน

และยังมีบางส่วนที่นายน้อยเหว่ยซิน ช่วยบริจาคเพื่อเป็นการช่วยเหลือแคว้น กองทัพของแคว้นต้าเฟิ่งตามแนวชายแดนจึงแข็งแกร่งขึ้นมากในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปี

บรรดาขุนนางในราชสำนัก หรือแม้แต่ฮ่องเต้เอง ยังต้องไว้หน้าหอเหว่ยตี้อยู่ถึงสามส่วน

แต่ถึงกระนั้น หอเหว่ยตี้ก็ไม่เคยทำตัวสูงส่งหรือใช้อำนาจบาตรใหญ่ ให้เป็นที่ระคายพระเนตรพระกรรณของฮ่องเต้ ทุกสามหรือสี่เดือน นายน้อยเหว่ยซินจะเดินทางมาหลวง เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยของหอโอสถเหว่ยตี้และโรงน้ำชาอันเซียง รวมถึงช่วยตรวจสุขภาพพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ม้าศึกของกองทัพในค่ายทหาร ซึ่งมีฉีอ๋องเป็นผู้ควบคุมดูแล

แม้แต่อาชาเหงื่อโลหิตสุดที่รักทั้งสองของเฟิ่งเสวียนจี ก็เป็นนายน้อยของหอเหว่ยตี้นี่แหละที่หามาให้เขา นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้มู่ซูซิน พอจะคาดเดาความคิดชั่วร้ายของเฟิ่งเสวียนจีออก เป็นเพราะทั้งคู่เคยพบปะหารือเรื่องงาน หรือแม้กระทั่งเดินหมากกันอยู่หลายหน

รถม้าขนาดกลางดูแข็งแรงและภูมิฐาน เทียมอาชาตัวใหญ่ถึงสองตัวในการลากจูง ข้างตัวรถมีตราสัญลักษณ์ของหอเหว่ยตี้ แล่นผ่านประตูเมืองหลวงหลังได้รับการตรวจสอบตามระเบียบ

ข่าวการมาถึงของนายน้อยแห่งหอเหว่ยตี้ ถูกรายงานไปยังวังหลวงและตำหนักเว่ยจงในเวลาต่อมา

“นายน้อยเหว่ยมาถึงแล้วอย่างนั้นรึ” เฟิ่งเสวียนจีเงยหน้าจากงานที่ทำ เอื้อมหยิบสมุดพับสำหรับเขียนเทียบเชิญ หลังจากเขียนบางอย่างลงไปเสร็จเรียบร้อย ก็มอบให้หานเย่นำไปส่งยังจวนเหว่ยตี้ทันที

ซ่งเฉินซีเหลือบมองสหายด้วยสายตาลุ่มลึก ยากนักที่นะเห็นเฟิ่งเสวียนจีกระตือรือร้นส่งเทียบเชิญ เพื่อขอพบใครสักคนโดยไม่ต้องไตร่ตรองเยี่ยงนี้

“หากมิใช่เพราะกระหม่อมรู้จักท่านอ๋องมาตั้งแต่เยาว์ กระหม่อมอาจเข้าใจผิดและคิดว่า…ทรงเป็นพวกตัดแขนเสื้อ เพราะดูจากท่าทางดีอกดีใจจนปิดไม่มิด เมื่อรู้ว่านายน้อยเหว่ยซินมาถึงเมืองหลวงแล้ว” กุนซือหนุ่มเอ่ยเย้าสหายสูงศักดิ์อย่างไม่กลัวตาย เนื่องจากสังเกตเห็นแววตาวาวโรจน์ด้วยความยินดีอย่างหาได้ยากของเฟิ่งเสวียนจี

”ดูเหมือนว่าท่านกุนซือคงไม่อยากมีลิ้นไว้ใช้แล้วกระมัง ให้ข้าช่วยสงเคราะห์ลากลิ้นของเจ้าออกมาตัดทิ้งดีหรือไม่ หรือข้าควรแจ้งท่านอัครมหาเสนาบดีซ่ง ว่าบุตรชายของเขาเอ่ยวาจาล่วงเกินอ๋องอย่างข้าดี”

รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ร้ายผุดขึ้นบนดวงพักตร์หล่อเหลา หลังจากเห็นสหายหน้าถอดสีเมื่อเขาเอ่ยถึง อัครมหาเสนาบดีซ่งเถียนเวย ผู้มีฉายาพยัคฆ์เหล็กแห่งท้องพระโรง! ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวดเสียยิ่งกว่าราชครู

“หากจะทรงฟ้องท่านพ่อของกระหม่อม เช่นนั้นทรงลากกระหม่อมไปประหารเสียยังดีกว่า” คนปากดีก่อนหน้านี้หูลู่คอตก ทำหน้าเหมือนตนถูกรังแก เดินไปคุกเข่าเกาะขาเฟิ่งเสวียนจีด้วยสายตาออดอ้อนขอความเมตตา

“เฮอะ! ไม่ต้องมาเสแสร้ง” เฟิ่งเสวียนจีสะบัดสหายออกจากขาด้วยความหมั่นไส้

จวนเหว่ยตี้

มู่ซูซินรับเทียบเชิญของฉีอ๋องมาเปิดอ่านอย่างคุ้นเคย

‘เชิญไปรับมื้อกลางวันที่ตำหนักในวันมะรืนเพื่อหารือธุระสำคัญ ชิ!’ รอยยิ้มหยันพลันปรากฏในแววตาภายใต้หน้ากากสีเงิน

******************

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • เพียงนางที่ข้าจะรัก   บทที่ 50 องค์รัชทายาทแห่งต้าเว่ย ตอนปลาย

    ทันทีที่พิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาทแห่งต้าเว่ยเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการ อันอ๋องเว่ยเหวินเฟยมิอาจกลั้นน้ำตาแห่งความปีติยินดีได้อีกต่อไป ระยะเวลาแปดปีที่เขาต้องรับหน้าที่สำคัญนี้แทนพี่ชาย ช่างยาวนานราวชั่วชีวิต! ในที่สุดเขาก็เป็นอิสระ จะได้ออกไปท่องเที่ยวทำการค้ากับแคว้นข้างเคียงดังเช่นวันวานเสียที! เพียงแต่… “อันอ๋อง พ่อขอบใจเจ้ามาก หลายปีที่ผ่านมาเจ้าช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่พ่อได้เยอะ เอาอย่างนี้แล้วกัน เสด็จอาของเจ้าต้องการสละตำแหน่งชินอ๋องเพื่อออกเดินทางท่องเที่ยว พ่อจะแต่งตั้งเจ้าเป็นชินอ๋องแทน จะได้อยู่ช่วยงานพ่อต่อและคอยสั่งสอนองค์รัชทายาทไปด้วย ดีหรือไม่” สิ้นรับสั่งของฮ่องเต้ ดวงพักตร์งามพิลาสของเว่ยเหวินเฟยพลันเผือดสี คนงามร่างกายซวนเซจากความสะเทือนใจอันหาที่สุดไม่ได้! นี่เขายังไม่หมดเวรหมดกรรมต่องานนี้อีกหรือ?!!! “ม่ายยยยยย…” คร่อก! อันอ๋องลมจับหมดสติอยู่ในอ้อมแขนของคนรักต่อหน้าต่อตาฮ่องเต้ ความฝันที่จะกลับไปท่องเที่ยวเป็นอันต้องพับไปก่อน…อนิจจา เกิดมาเป็นเว่ยเหวินเฟยชีวิตไม่ง่ายเลยจริงๆ สวนอรุณรัก เรือนอรุณเคียงใจ ลานกิจกรรมด้านข้างเรือน เวลานี้ครื้นเครงไปด้วยเสียงหัวเราะข

  • เพียงนางที่ข้าจะรัก   บทที่ 50 องค์รัชทายาทแห่งต้าเว่ย ตอนต้น

    บทที่ 50 องค์รัชทายาทแห่งต้าเว่ย บทสนทนาของพี่น้องแว่วเข้าหูพี่ใหญ่อย่างเว่ยลี่จวิน ที่วันนี้ขอไปฝึกยิงธนูแทนการเล่นพิณหนึ่งวัน เด็กหญิงหมายมาดว่าโตขึ้น นางจะต้องเป็นแม่ทัพหญิงเหมือนอย่างท่านทวดเจียงอิ่งให้จงได้! แต่ถึงกระนั้นนางก็มิได้ละทิ้งการฝึกฝนศาสตร์ทั้งสี่ของคุณหนูในห้องหอ หาไม่แล้วท่านทวดไทเฮาจะทรงน้อยพระทัยจนเสวยไม่ลงอีก! เกิดเป็นเว่ยลี่จวิน ชีวิตไม่ได้สุขสบายอย่างที่ใครๆคิด…เช้าฝึกวรยุทธ สายฝึกคัดอักษร บ่ายนอนกลางวัน ตื่นมาฝึกเล่นพิณ ช่วงเย็นพาพี่หลางจื่อไปเดินเล่น หลังอาหารเย็นต้องฝึกเดินหมากกับเสด็จพ่ออีก! ท่านหญิงน้อยอย่างนาง ตารางชีวิตแน่นเอี๊ยดเหมือนอย่างที่เสด็จแม่พูดไม่มีผิด! ท่านหญิงน้อยมีรูปโฉมพริ้มเพรา ดวงเนตรคมกริบเหมือนของเย่หลินราวถอดแบบกันมา หรี่มองน้องชายฝาแฝด ที่กำลังตะล่อมน้องคนเล็กอย่างเจ้าเล่ห์ “อย่าบอกนะว่าฉีเอ๋อร์กำลังหลอกล่อให้ฮ่าวเอ๋อร์รับตำแหน่งองค์รัชทายาทแทนน่ะ!” ท่านหญิงน้อยพึมพำกับตนเอง ทว่าเข้าหูขององครักษ์สองหลิวชัดเจน “…” องครักษ์สองหลิว เอ่อ…กระหม่อมควรเร่งไปรายงานท่านอ๋องดีไหม ในศาลากลางสวน เว่ยเทียนฉียิ้มกริ่มกระชับมือของน้องน้อย อ้

  • เพียงนางที่ข้าจะรัก   บทที่ 49 ทวยเทพอวยพรให้ข้า ตอนปลาย

    …หลังผ่านไปสามวัน ในที่สุดหลางจื่อก็ได้มีโอกาสพบหน้าน้องๆ ของมันเป็นครั้งแรก พี่ชายตัวฟูเดินตามพ่อจ๋าไปหาแม่จ๋าที่เพิ่งให้นมน้องๆ ของมันเสร็จ ก่อนที่นางจะกลับเข้าห้องอยู่ไฟ “หลางจื่อ น้องๆของเจ้า คนนี้เป็นผู้หญิงชื่อ เว่ยลี่จวิน” เสวี่ยหนิงเอียงห่อผ้าให้หลางจื่อเห็นหน้าน้องสาว จากนั้นจึงรับบุตรชายมาจากมารดา เอียงห่อผ้าให้เห็นบุตรชายเช่นกัน “และคนนี้เป็นผู้ชายชื่อ เว่ยเทียนฉี ต่อไปเจ้าต้องดูแลปกป้องพวกเขาให้ดีๆนะ เป็นพี่ชายแล้วห้ามซุกซนเอาแต่ใจเหมือนเมื่อก่อน เข้าใจหรือไม่” สุ้มเสียงของเสวี่ยหนิงนุ่มนวล นางยื่นมืออีกข้างมาลูบหัวเจ้าตัวโตด้วยความเอ็นดู หลางจื่อเองก็ถูหัวของมันกับฝ่ามือนุ่มของแม่จ๋าอย่างรักใคร่ ภาพตรงหน้างดงามอบอุ่น จนเว่ยลี่หยางแอบน้ำตาคลอจากความสุขท่วมท้นหัวใจ ‘ทวยเทพอวยพรให้ข้าโดยแท้ ชีวิตนี้ข้าไม่ต้องการสิ่งใดอีกแล้ว…’ หลางจื่อส่งเสียงครางแผ่วในลำคอ ยื่นจมูกดมห่อผ้าฟุดฟิด “ทำไมน้องๆ ของข้าถึงหน้าตาเหมือนลูกฟักแบบนี้ ไม่เห็นหล่อเหมือนข้าเลย แล้วจะคุยกับข้ารู้เรื่องหรือนี่” มันเอียงหัวทำหน้าหมาสงสัย ก่อนหันไปหาอวิ๋นเอ๋อร์ที่นั่งอยู่ข้างๆเย่หลิน สุนัขสองตัวสื่อสา

  • เพียงนางที่ข้าจะรัก   บทที่ 49 ทวยเทพอวยพรให้ข้า ตอนต้น

    บทที่ 49 ทวยเทพอวยพรให้ข้า เสียงร้องของทารกแรกเกิดดังสะท้อนไปทั้งตำหนัก เป็นสิ่งชี้ชัดว่าเจ้าตัวน้อยปอดแข็งแรงเพียงใด บรรดาผู้ใหญ่ที่นั่งบ้างยืนบ้าง ต่างลุ้นกันตัวโก่งว่าทายาทคนแรกของจวิ้นอ๋องและพระชายาจะเป็นชายหรือหญิง “ร้องเสียงดังขนาดนี้ ผู้ชายแน่ๆ” อันอ๋องที่มารอลุ้นทันทีเมื่อทราบข่าว ว่าพี่สะใภ้เจ็บท้องคลอดลูกเปล่งเสียงประกาศยืนยันเพศของทารก ราวกับตนเป็นผู้เชี่ยวชาญ ส่วนคนเป็นพ่อดีใจจนพูดไม่ออก ตั้งท่าจะผลักประตูห้องคลอด ทว่าถูกเฉินกั๋วกงที่แม้จะอายุมากแล้ว แต่ยังแข็งแรงและเปี่ยมด้วยพละกำลังยื้อตัวเอาไว้ “ท่านตา ปล่อยข้า ข้าจะเข้าไปหาหนิงเอ๋อร์กับลูก!” “ท่านอ๋องใจเย็นๆก่อน รอคนข้างในทำความสะอาดห้องคลอดให้เรียบร้อย เดี๋ยวกูกูก็มาเปิดประตูให้เอง” ท่านหญิงเจียงอิ่งผู้ผ่านการคลอดบุตรมาสองครั้ง เอ่ยบอกหลานชายที่เพิ่งกลายเป็นพ่อคนหมาดๆ และในเสี้ยวลมหายใจนั้นเอง… ผ่างงง!!! ประตูห้องคลอดเปิดออก ใบหน้าเปรมปรีดิ์ เปี่ยมล้นด้วยความสุขของซูลี่ปรากฏอยู่หน้าประตู “เป็นท่านหญิงน้อยเพคะ! จ้ำม่ำสมบูรณ์เหมือนลูกหมีน้อยเลยเพคะ” นางบอกข่าวดีทุกคนเสียงสดใส ทว่ากลับกลายเป็นข่าวสะเทือนใจของอันอ๋

  • เพียงนางที่ข้าจะรัก   บทที่ 48 ดีใจจนลืมตัว ตอนปลาย

    เสวี่ยหนิงรีบส่ายศีรษะบอกคนตัวโตว่าตนไม่ได้เป็นอะไร อาจเป็นเพราะเมื่อคืนนอนดึกและตื่นเช้าเลยหน้ามืดไปเท่านั้น ทว่าคนรักเมียมีหรือจะปล่อยผ่าน แทนที่จะตรงไปจวนเผิงกั๋วกงเพื่อร่วมงานเลี้ยง เขากลับสั่งสารถีให้ขับกลับตำหนักหรงจวิน และตามหมอประจำตำหนักมาตรวจอาการพระชายาอย่างเร่งด่วน ภายในห้องบรรทม หมอหลวงจับชีพจรผ่านผ้าไหมสีขาวบนข้อมือของเสวี่ยหนิง ทว่าเพียงครู่สั้นๆ ก็หันมากล่าวรายงานอาการป่วยของพระชายากับจวิ้นอ๋องด้วยรอยยิ้ม “ขอแสดงความยินดีด้วยพะย่ะค่ะท่านอ๋อง พระชายาตั้งครรภ์ได้เดือนกว่าแล้ว” เว่ยลี่หยางลมหายใจสะดุด จับตัวหมอหลวงเขย่าจนหัวสั่นหัวคลอนจากความตื่นเต้นดีใจ “ท่านหมอบอกว่าชายาของข้าตั้งครรภ์แล้วอย่างนั้นรึ นางตั้งครรภ์จริงๆ ใช่ไหม ท่านหมอไม่ได้หลอกข้านะ” แหง่กๆๆๆ “พะ พะ พะย่ะ พะย่ะค่ะ” ทรงปล่อยกระหม่อมก่อนนนน หมอหลวงเริ่มหน้าเขียว เสวี่ยหนิงที่คราแรกดีใจเรื่องที่ตนตั้งครรภ์ สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นตกตะลึง เมื่อเห็นสภาพของหมอหลวงในกำมือของเว่ยลี่หยาง “ว้าย! ท่านอ๋องเบามือเพคะ อย่าเขย่าตัวท่านหมอแบบนั้น เดี๋ยวเส้นเลือดในสมองแตกกันพอดี!” โอ้ย อกอีแป้นจะแตก สวามีของนางตัวใ

  • เพียงนางที่ข้าจะรัก   บทที่ 48 ดีใจจนลืมตัว ตอนต้น

    บทที่ 48 ดีใจจนลืมตัว ท่ามกลางบรรยากาศละมุนละไม รอบกายสดชื่นจากกลิ่นแดดอ่อนยามเช้า ทอแสงสะท้อนน้ำค้างบนยอดหญ้าและสมุนไพร ผสมผสานกันอย่างลงตัวกับสีสันสดใสของดอกไม้ ที่กำลังชูช่อโอ้อวดความงาม ต้อนรับฤดูกาลใหม่แห่งชีวิต เถียนเจียถิงก้อนเนื้อในอกเต้นระรัว หลังได้ยินคำสารภาพความในใจจากปากเหรินหมิง พวงแก้มใสของหญิงสาวแรกรุ่นมีริ้วแดงพาดผ่าน แต่กระนั้นบุตรีของทหารหาญกลับยืนหยัด ไม่หลบเลี่ยงสายตาหวานซึ้งของชายหนุ่ม “ท่านป๋อ ชอบข้า?” “ใช่ ข้าชอบเจ้าถิงเอ๋อร์ ชอบมากด้วย ข้าอยากอยู่เคียงข้างเจ้า อยากปกป้องเจ้าและรอยยิ้มสดใสของเจ้า ขอโอกาสให้ข้าได้หรือไม่” ทั้งที่มีคำพูดมากมายอยากเอ่ยกับนาง ทว่าเขาประหม่าจนใจสั่นมือเย็นเฉียบ เลยพูดออกมาได้เพียงเท่านี้…ความรู้สึกตื่นเต้นจนแทบคลั่งเช่นนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แม้แต่กับซ่งเจียวเจียว เขาเพิ่งมารู้ตัวว่าที่ผ่านมา ตนเองไม่ได้รักซ่งเจียวเจียวอย่างที่เข้าใจ แต่คุ้นเคยกับการที่ต้องปกป้องดูแลนางตามที่เคยรับปากเจ้ากรมโยธาไว้ รวมถึงทำเพื่อเอาคืนเชียนเสวี่ยหนิง ที่ใช้เล่ห์เหลี่ยมจนได้แต่งกับเขาในครานั้น หากกล่าวกันจริงๆ เขาช่างเป็นบุรุษที่โง่เง่าโดยแท้

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status