Home / รักโบราณ / เพียงนางที่ข้าจะรัก / บทที่ 1 ดีใจจนไข้ขึ้นสูง ตอนปลาย

Share

บทที่ 1 ดีใจจนไข้ขึ้นสูง ตอนปลาย

last update Huling Na-update: 2025-10-05 21:57:28

สายสืบหนุ่มรีบกลับมายังที่พัก เร่งเขียนจดหมายทันที พิราบสื่อสารตัวเดิมเริ่มมองหน้าเจ้านายด้วยสายตาไม่เป็นมิตรนัก ทำนองว่า…จะขยันส่งจดหมายอะไรกันนักหนา มันบินไปกลับระหว่างเมืองหลวงกับเมืองตงเฉิงจนปีกจะหักอยู่แล้วเนี่ย! เสร็จงานเมื่อไหร่มันจะลาพักร้อน!

ทันทีที่นกพิราบหน้าเดิม บินมาเกาะคอนหน้าห้องทรงอักษร ซ่งเฉินซีรีบปรี่ไปแย่งจดหมายมาจากมือของหานเย่ ก่อนที่องครักษ์หนุ่มจะนำไปมอบให้เจ้านายของตน

และเมื่ออ่านข้อความในจดหมายจบ กุนซือหนุ่มถึงขั้นถอนหายใจเฮือกใหญ่

“เฮ้อ ข้าล่ะเห็นใจในชะตากรรมของคุณหนูมู่จริงๆ ดูท่าว่าท่านอ๋องคงจะเป็นดาวพิฆาตของนางโดยกำเนิด เพราะตั้งแต่รู้ว่าต้องแต่งกับท่านอ๋อง นางก็ล้มหมอนนอนเสื่อเป็นว่าเล่น กระหม่อมว่าทรงไม่ต้องลงมือสังหารนางแล้วล่ะพะย่ะค่ะ เห็นทีนางกำลังจะป่วยตายด้วยตนเอง”

“นางเป็นอะไรไปอีกคราวนี้”

“ทรงอ่านดูเอาเองเถิด” มือขาวของซ่งเฉินซีวางจดหมายลงบนโต๊ะทรงงานเจ้าของตำหนัก

หลังได้อ่านข้อความเฟิ่งเสวียนจีคิ้วกระตุก เกิดความลังเลขึ้นมาในจิตใจอย่างที่ไม่เคยเป็นก่อน

‘หรือข้าควรช่วยสงเคราะห์ให้นางตายเร็วขึ้นดี จะได้ไม่ต้องทรมานจากอาการเจ็บป่วย’

อาจเป็นเพราะเขาคิดดังไปหน่อย เลยหลุดแสดงออกทางสายตา ซ่งเฉินซีสังเกตเห็นเข้าพอดี เลยใช้พัดในมือฟาดกับโต๊ะทรงงานที่ทำจากไม้หนานมู่ล้ำค่าเสียงดังพร้อมกล่าวตักเตือน

“ท่านอ๋อง! ไม่ใช่ว่าทรงกำลังคิดจะช่วยสงเคราะห์นางให้ตายเร็วขึ้นหรอกนะพะย่ะค่ะ หากคิดเช่นนั้นอยู่จริงๆ ก็โปรดห้ามความคิดนี้เสีย มิเช่นนั้นกระหม่อมจะนำความไปบอกไทเฮาให้ทรงกลับมาจัดการพระองค์” นี่ไม่ใช่คำขู่แต่เป็นการเตือนสติด้วยความหวังดี

ในแผ่นดินนี้มีเจียงไทเฮาเพียงผู้เดียวที่สามารถกำราบเฟิ่งเสวียนจีอยู่หมัด ด้วยว่าพระนางเป็นผู้เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เล็ก เจ้าตัวถึงเกรงใจและเคารพรักเสด็จย่าของตน มากกว่าฮ่องเต้หรือฟ่านซูเฟยผู้เป็นน้า

ทว่าเจียงไทเฮาเดินทางไปถือศีลอยู่ที่อารามหลวงได้สามปีแล้ว เฟิ่งเสวียนจีจึงไม่มีใครคอยปรามนับตั้งแต่นั้น

ฮัดชิ้ว! เจียงไทเฮาที่กำลังสวดมนต์ทำสมาธิจามออกมาเสียงดัง

คนที่ถูกเข้าใจว่ากำลังป่วยหนักจนซูบผอมเหลือแต่กระดูก เวลานี้กำลังนั่งรถม้าเดินทางเข้าเมืองหลวง หากมิใช่ในฐานะคุณหนูใหญ่มู่ แต่เป็นร่างสองของนาง ‘นายน้อยแห่งหอเหว่ยตี้’

หอการค้าทรงอิทธิพล ทำหน้าที่จัดหาม้าศึก ยาสำหรับใช้ระหว่างออกรบให้กับกองทัพ รวมถึงใบชาและสมุนไพรชั้นยอดส่งมาขายยังเมืองหลวงและแคว้นพันธมิตร

สินค้าสำคัญที่สร้างชื่อให้หอเหว่ยตี้ จนขึ้นมามีอิทธิพลในแคว้นต้าเฟิ่งคือยาห้ามเลือด ยารักษาบาดแผลฉกรรจ์ และยารักษาโรคร้ายแรงหรือรักษายากอีกหลายชนิด

ส่วนยารักษาโรคทั่วไป หอเหว่ยตี้ไม่ปรุงออกมาขาย เพราะไม่ต้องการแย่งลูกค้าของหอโอสถอื่นๆ นับเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดจนไม่มีใครกล้าออกมาตำหนิ

เพราะจนถึงบัดนี้ ยังไม่มีหอโอสถหรือหมอเก่งๆคนใด สามารถปรุงยาซึ่งมีประสิทธิภาพในการรักษายอดเยี่ยมเท่ากับยาของหอเหว่ยตี้

หอเหว่ยตี้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อห้าปีก่อนทางตอนเหนือของแคว้น ไม่มีใครเคยพบนายใหญ่ของหอมาก่อน มีเพียง นายน้อยเหว่ยซิน ผู้เป็นตัวแทน คอยทำหน้าที่ติดต่อเจรจาการค้าตามเมืองต่างๆ

ในระยะเวลาเพียงสองปีหลังก่อตั้ง หอเหว่ยตี้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในวาณิชหลวงของต้าเฟิ่ง เพราะได้อาชาศึกชั้นยอดและยาที่จำเป็นสำหรับกองทัพ รวมถึงเสบียงจำนวนมากที่หอเหว่ยตี้ขายให้ในราคาต้นทุน

และยังมีบางส่วนที่นายน้อยเหว่ยซิน ช่วยบริจาคเพื่อเป็นการช่วยเหลือแคว้น กองทัพของแคว้นต้าเฟิ่งตามแนวชายแดนจึงแข็งแกร่งขึ้นมากในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปี

บรรดาขุนนางในราชสำนัก หรือแม้แต่ฮ่องเต้เอง ยังต้องไว้หน้าหอเหว่ยตี้อยู่ถึงสามส่วน

แต่ถึงกระนั้น หอเหว่ยตี้ก็ไม่เคยทำตัวสูงส่งหรือใช้อำนาจบาตรใหญ่ ให้เป็นที่ระคายพระเนตรพระกรรณของฮ่องเต้ ทุกสามหรือสี่เดือน นายน้อยเหว่ยซินจะเดินทางมาหลวง เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยของหอโอสถเหว่ยตี้และโรงน้ำชาอันเซียง รวมถึงช่วยตรวจสุขภาพพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ม้าศึกของกองทัพในค่ายทหาร ซึ่งมีฉีอ๋องเป็นผู้ควบคุมดูแล

แม้แต่อาชาเหงื่อโลหิตสุดที่รักทั้งสองของเฟิ่งเสวียนจี ก็เป็นนายน้อยของหอเหว่ยตี้นี่แหละที่หามาให้เขา นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้มู่ซูซิน พอจะคาดเดาความคิดชั่วร้ายของเฟิ่งเสวียนจีออก เป็นเพราะทั้งคู่เคยพบปะหารือเรื่องงาน หรือแม้กระทั่งเดินหมากกันอยู่หลายหน

รถม้าขนาดกลางดูแข็งแรงและภูมิฐาน เทียมอาชาตัวใหญ่ถึงสองตัวในการลากจูง ข้างตัวรถมีตราสัญลักษณ์ของหอเหว่ยตี้ แล่นผ่านประตูเมืองหลวงหลังได้รับการตรวจสอบตามระเบียบ

ข่าวการมาถึงของนายน้อยแห่งหอเหว่ยตี้ ถูกรายงานไปยังวังหลวงและตำหนักเว่ยจงในเวลาต่อมา

“นายน้อยเหว่ยมาถึงแล้วอย่างนั้นรึ” เฟิ่งเสวียนจีเงยหน้าจากงานที่ทำ เอื้อมหยิบสมุดพับสำหรับเขียนเทียบเชิญ หลังจากเขียนบางอย่างลงไปเสร็จเรียบร้อย ก็มอบให้หานเย่นำไปส่งยังจวนเหว่ยตี้ทันที

ซ่งเฉินซีเหลือบมองสหายด้วยสายตาลุ่มลึก ยากนักที่นะเห็นเฟิ่งเสวียนจีกระตือรือร้นส่งเทียบเชิญ เพื่อขอพบใครสักคนโดยไม่ต้องไตร่ตรองเยี่ยงนี้

“หากมิใช่เพราะกระหม่อมรู้จักท่านอ๋องมาตั้งแต่เยาว์ กระหม่อมอาจเข้าใจผิดและคิดว่า…ทรงเป็นพวกตัดแขนเสื้อ เพราะดูจากท่าทางดีอกดีใจจนปิดไม่มิด เมื่อรู้ว่านายน้อยเหว่ยซินมาถึงเมืองหลวงแล้ว” กุนซือหนุ่มเอ่ยเย้าสหายสูงศักดิ์อย่างไม่กลัวตาย เนื่องจากสังเกตเห็นแววตาวาวโรจน์ด้วยความยินดีอย่างหาได้ยากของเฟิ่งเสวียนจี

”ดูเหมือนว่าท่านกุนซือคงไม่อยากมีลิ้นไว้ใช้แล้วกระมัง ให้ข้าช่วยสงเคราะห์ลากลิ้นของเจ้าออกมาตัดทิ้งดีหรือไม่ หรือข้าควรแจ้งท่านอัครมหาเสนาบดีซ่ง ว่าบุตรชายของเขาเอ่ยวาจาล่วงเกินอ๋องอย่างข้าดี”

รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ร้ายผุดขึ้นบนดวงพักตร์หล่อเหลา หลังจากเห็นสหายหน้าถอดสีเมื่อเขาเอ่ยถึง อัครมหาเสนาบดีซ่งเถียนเวย ผู้มีฉายาพยัคฆ์เหล็กแห่งท้องพระโรง! ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวดเสียยิ่งกว่าราชครู

“หากจะทรงฟ้องท่านพ่อของกระหม่อม เช่นนั้นทรงลากกระหม่อมไปประหารเสียยังดีกว่า” คนปากดีก่อนหน้านี้หูลู่คอตก ทำหน้าเหมือนตนถูกรังแก เดินไปคุกเข่าเกาะขาเฟิ่งเสวียนจีด้วยสายตาออดอ้อนขอความเมตตา

“เฮอะ! ไม่ต้องมาเสแสร้ง” เฟิ่งเสวียนจีสะบัดสหายออกจากขาด้วยความหมั่นไส้

จวนเหว่ยตี้

มู่ซูซินรับเทียบเชิญของฉีอ๋องมาเปิดอ่านอย่างคุ้นเคย

‘เชิญไปรับมื้อกลางวันที่ตำหนักในวันมะรืนเพื่อหารือธุระสำคัญ ชิ!’ รอยยิ้มหยันพลันปรากฏในแววตาภายใต้หน้ากากสีเงิน

******************

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • เพียงนางที่ข้าจะรัก   ตอนพิเศษ นายน้อยคนใหม่แห่งหอเหว่ยตี้ ~4

    สองปีต่อมา มู่เหยียนเติบใหญ่ขึ้นมากร่างกายกำยำจากการฝึกวรยุทธ์กับท่านตาอย่างหนัก สุ้มเสียงแตกหนุ่มบัดนี้ทุ้มต่ำเสนาะหู รูปโฉมหล่อเหลาอันตรายต่อจิตใจของสตรีมากขึ้นทุกวัน บรรดาแม่สื่อต่างย่ำเท้ามาทาบทามคุณชายมู่เหยียน จนธรณีประตูทางเข้าจวนเจ้าเมืองแทบสึก! หลังปีใหม่ หอเหว่ยตี้ก็ได้รับเทียบเชิญอย่างเป็นทางการจากชินอ๋องแห่งแคว้นต้าเซี่ย เขาประสงค์ให้หอโอสถเหว่ยตี้ไปเปิดที่เมืองหลวงของแคว้น เนื่องจากในหน้าหนาวของทุกๆปี ประชาชนของต้าเซี่ยจำนวนไม่น้อยมักเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากโรคปอดอักเสบ ชินอ๋องเซี่ยหย่งเหอ ทราบมาว่าหอเหว่ยตี้มีโอสถชั้นยอดหลายอย่าง จึงอยากให้หอเหว่ยตี้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ โดยการไปเปิดหอโอสถที่เมืองหลวงเป็นสาขาแรก หยางหย่าถิงในฐานะนายใหญ่ตอบรับคำเชิญนี้ โดยที่นายน้อยเหว่ยอี้จะเป็นตัวแทนไปเจรจา ใช้เวลาในการเดินทางราวยี่สิบวันจากต้าเฟิ่งมายังเมืองหลวงของต้าเซี่ย ตำหนักชินอ๋อง งานเลี้ยงรับรองนายน้อยเหว่ยอี้ ถูกจัดขึ้นที่ลานตำหนักติดกับสระบัวและน้ำตกจำลองเพื่อคลายร้อน การตกแต่งประดับประดาสวยงามสมเกียรติชินอ๋องแห่งต้าเซี่ย เมื่อได้เวลาเซี่ยหย่งเหอและพระชายาทั้งสอง รวมถึ

  • เพียงนางที่ข้าจะรัก   ตอนพิเศษ นายน้อยคนใหม่แห่งหอเหว่ยตี้ ~3

    แม่เล้าของหอราตรีจรัส ครั้นได้เห็นเด็กหนุ่มรูปงามสองคน แต่งกายด้วยอาภรณ์ราคาแพง ก็รีบปรี่เข้ามาต้อนรับพร้อมรอยยิ้มการค้าอย่างมืออาชีพ “คุณชายสองท่านนี้ไม่ทราบว่าคืนนี้มากินดื่มหรือต้องการมาหาความสำราญกันเจ้าคะ” มู่เหยียนผู้มีประสบการณ์รีบออกตัวรับหน้าอย่างทันท่วงที “พี่สาวคนสวย คืนนี้พวกข้าขอเริ่มด้วยการกินดื่มก่อนก็แล้วกัน หากนึกครึ้มอกครึ้มใจขึ้นมาทีหลัง ค่อยหาความสำราญก็ยังไม่สาย ลูกน้องของข้าจองระเบียงส่วนตัวชั้นสองมองเห็นแม่น้ำไว้ ถ้าอย่างไรพี่สาวคนสวยช่วยพาน้องชายไปที” พูดจบก็วางถุงใส่เงินที่มีน้ำหนักไม่น้อยใส่มือแม่เล้าอย่างรู้งาน แม่เล้ายกพัดกลมขึ้นมาแตะแผ่นอกของเด็กหนุ่มเบาๆ อย่างมีจริต “แหม ปากหวานเสียจริงนะเจ้าคะ “จากนั้นจึงเดินนำไปยังระเบียงชั้นสองที่ถูกจับจองไว้ ” เชิญคุณชายตามข้ามาทางนี้เจ้าค่ะ” อาหรงดวงตาเบิกโพลงยิ่งกว่าเก่า คาดไม่ถึงว่าสหายของตนจะเชี่ยวชาญการใช้ชีวิตในหอโคมแดงขนาดนี้! องครักษ์ของมู่เหยียนที่เดินตามหลังมากลั้นขำกันจนไหล่สั่น คุณชายน้อยเลียนแบบจดจำท่าทางการพูดการจาของพี่สาวมาได้เหมือนเป๊ะ บนระเบียงส่วนตัวชั้นสอง ประตูเปิดกว้างสามารถมองเห็

  • เพียงนางที่ข้าจะรัก   ตอนพิเศษ นายน้อยคนใหม่แห่งหอเหว่ยตี้ ~2

    เฟิ่งเสวียนจียืนกอดอกอยู่ในเงามืด เอียงคอถามน้องภรรยาที่กำลังตั้งท่าจะกระโจนขึ้นหลังคาด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ “…” มู่เหยียน หมดกันถูกจับได้เสียแล้ว! “แหะๆ พี่เขยดึกๆ ดื่นๆ ไม่หลับไม่นอน ออกมาทำอะไรแถวๆ นี้หรือพะย่ะค่ะ พระชายาหลับแล้วหรือ ท่านอ๋องถึงออกมาเดินชมดาวยามค่ำคืนคนเดียว” “ข้าต้องถามเจ้ามากกว่า ดึกดื่นค่อนคืนไม่หลับไม่นอน แต่งตัวซะหล่อแบบนี้มีนัดกับใครที่ไหนรึเปล่า” ดวงเนตรคู่คมมองสำรวจเสื้อผ้าที่มู่เหยียนใส่ ถึงจะเป็นสีเข้มทว่ากลับดูหรูหรามีระดับ แค่มองก็รู้ว่าเจ้าตัวต้องมีนัดแน่ๆ มู่เหยียนถอนหายใจแผ่ว คำว่าอาบน้ำร้อนมาก่อนมันเป็นอย่างนี้เองสินะ แค่เห็นชุดที่เขาสวมใส่ก็ดูออกทันที “ปิดบังท่านอ๋องไม่ได้เลยจริงๆ กระหม่อมมีนัดจริงๆ นั่นแหละพะย่ะค่ะ” “แล้วทำไมไม่ออกทางหน้าตำหนักให้มันดีๆ จะโดดขึ้นหลังคาหนีออกไปให้องครักษ์สงสัยทำไม หืม?” “เดินออกไปง่ายๆ แบบนั้นมันไม่เร้าใจพะย่ะค่ะ แอบออกไปแบบนี้มันตื่นเต้นกว่า” (*_*’) เฟิ่งเสวียนจีถึงกับเงิบเมื่อได้ยินคำตอบจากปากน้องภรรยา พี่น้องคู่นี้สมกับที่มีสายเลือดเดียวกันจริงๆ! ชอบทำอะไรลับๆ ล่อๆ ให้คนสงสัย…พี่เขยอย่างเขาหัวจะ

  • เพียงนางที่ข้าจะรัก   ตอนพิเศษ นายน้อยคนใหม่แห่งหอเหว่ยตี้ ~1

    ช่วงปลายวสันตฤดู จวนเจ้าเมืองตงเฉิงมีงานใหญ่ คุณชายน้อยมู่เหยียนปีนี้อายุครบสิบห้าแล้ว จึงได้เวลาทำพิธีสวมหมวกครั้งแรก ซึ่งเป็นพิธีที่แสดงว่าเขาได้เข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้ว และเป็นการบ่งบอกว่าเขาพร้อมที่จะรับผิดชอบต่อสังคมและครอบครัว นั่นหมายถึงหลังเสร็จสิ้นพิธี มู่เหยียนจะกลายเป็นนายน้อยคนใหม่ของหอเหว่ยตี้แทนพี่สาวทันที นามที่ใช้คือ เหว่ยอี้ ในวันสำคัญนี้ แม้แต่หยางเทียนอี้ผู้เป็นตาก็เดินทางมาจากเมืองชิงหลินเพื่อร่วมฉลอง มู่ซูซินพร้อมสามีและลูกๆ ของนางเดินทางจากเมืองหลวงเพื่อมาร่วมงานสำคัญนี้ ตลอดการเดินทางหลายวันเฟิ่งเสวียนจีแทบเก็บอาการไม่อยู่ ไม่มีใครรู้ว่าเขาดีใจมากแค่ไหน ที่ต่อไปชายาตัวน้อยไม่ต้องรับผิดชอบหน้าที่นายน้อยแห่งหอเหว่ยตี้อีกแล้ว เขาใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวทุกครั้ง ยามที่ชายาต้องเดินทางไปต่างเมืองเพื่อทำงาน หลังเสร็จสิ้นพิธีสมาชิกทุกคนในครอบครัวก็มารวมตัวกันอยู่ที่โถงพักผ่อนในเรือนของฮูหยินผู้เฒ่า มู่เหยียนในวัยสิบห้าปีรูปร่างสูงสง่ามีราศีมิต่างจากเชื้อพระวงศ์ ใบหน้าหล่อเหลาค่อนไปทางงดงามดูราวปีศาจจิ้งจอกจำแลงเหมือนพี่สาวไม่มีผิด อีกทั้งช่างเจรจาพา

  • เพียงนางที่ข้าจะรัก   ตอนพิเศษ เมื่อองครักษ์มีรักย่อมต้องทุ่มสุดตัว ~4

    เย่เฟิงคล้ายเห็นแสงสว่างที่ปลายทาง รีบพยักหน้ารับด้วยความมั่นใจ ผู้ช่วยแม่ครัวจึงคลายมือออก ปล่อยให้ชายหนุ่มเริ่มนวดแป้งด้วยตนเอง ในขณะที่มือก็กำลังนวดแป้ง ในหัวก็จินตนาการไปว่า ตนกำลังนวดต้นขานุ่มๆของลี่เจินไปด้วย และอาจเป็นเพราะตั้งใจมากไปนิดเลยเผลอคิดดังไปหน่อย ”ขาของเจ้าช่างนุ่มนวลเหลือเกินเจินเอ๋อร์“ ”…“ ทั้งแม่ครัวและผู้ช่วยคิ้วกระตุกยิกๆ พ่อหนุ่มองครักษ์กำลังสิ่งใดอยู่กันแน่!!! จากแป้งสีขาวนวลเวลานี้กลายเป็นก้อนแป้งสีชมพูเข้ม เพราะชายหนุ่มใส่ผงกุหลาบหนักมือไปนิด แต่ไม่เป็นไรแม่ครัวบอกกับเขาอย่างนั้น คราวหน้าค่อยลดปริมาณลง ถึงตอนนี้ แป้งพร้อม ไส้พร้อม ในที่สุดก็มาถึงขั้นตอนการห่อก่อนกดใส่พิมพ์ขนม ผู้ช่วยแสดงวิธีนวดแป้งทั้งสองสีให้กลายเป็นก้อนเดียว รวมไปถึงวิธีแผ่แป้งและห่อไส้ ก่อนนำไปกดใส่พิมพ์ขนมบัวหิมะ “น่ากินมากเลยขอรับ” เอ่ยชื่นชมจบก็ลงมือทำเองบ้าง เพียงแต่… “ทำไมมันยากเย็นอย่างนี้เนี่ย! ทำไมข้าห่อแล้วแป้งถึงแตกไส้ทะลัก ไม่เห็นเรียบเนียนเหมือนของท่านป้าเลย” “…” ผู้ช่วยแม่ครัว ข้าควรเวทนาคนหรือสงสารขนมดีเนี่ย “แรกก็เป็นแบบนี้แหละ ทำบ่อยๆเดี๋ยวก็ชำนาญขึ้

  • เพียงนางที่ข้าจะรัก   ตอนพิเศษ เมื่อองครักษ์มีรักย่อมต้องทุ่มสุดตัว ~3

    ไม่ใช่เพียงแค่หานจิ้งที่เดินหน้าเกี้ยวพานลี่อิ่งอย่างเปิดเผย แม้แต่องครักษ์เงาขั้นหนึ่งอย่างเย่เฟิง ก็ขอฉีอ๋องย้ายตำแหน่งงานมาเป็นองครักษ์ขั้นหนึ่งของพระชายามู่ซูซินแทน เหตุผลหลักคือเขาทำงานให้พระชายาจนคุ้นเคยไปแล้ว ส่วนเหตุผลรองคือหัวใจของเขาเฝ้าติดตามลี่เจินไปแล้วนั่นเอง เรียกกลับมาเท่าไหร่หัวใจเจ้ากรรมก็ไม่ยอมเชื่อฟัง เย่เฟิงเลยตั้งปณิธานว่า เขาจะไม่ยอมแพ้องครักษ์รุ่นน้องอย่างหานจิ้งเด็ดขาด ชีวิตนี้เขาต้องได้แต่งลี่เจินเป็นภรรยาผูกผม! หากทำไม่ได้ก่อนอายุสามสิบ เย่เฟิงจะไปออกบวชมันให้มันรู้แล้วรู้รอด! ครัวหลักของตำหนักเว่ยจง แม่ครัวฝ่ายขนมหวานมุมปากกระตุกยิกๆ ขณะยืนมององครักษ์ของพระชายากวนแป้งทำขนมบัวหิมะกุหลาบ “เอ่อ ท่านองครักษ์เจ้าคะ กวนแป้งไม่ต้องออกแรงขนาดนั้นก็ได้เจ้าค่ะ ค่อยๆทำไป ท่านเล่นกวนแรงและเร็วแบบนี้ แป้งมันก็กระเด็นออกจากกระทะหมดสิเจ้าคะ แล้วจะเหลือให้กินไหมเนี่ย! โอย ข้าจะเป็นลม” พูดจบก็ยกยาดมขึ้นมาสูดเข้าปอดดัง ฟื้ด... บรรดาสาวใช้ในโรงครัวยกมือป้องปากหัวเราะคิกคักด้วยความเอ็นดูในตัวเย่เฟิง คาดไม่ถึงว่าองครักษ์หน้าเข้มผู้นี้ จะยอมลงทุนมาเรียน

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status