Mag-log inเพราะจี้หยกของมารดา ทำให้เจิ่งเสวี่ยอิ๋งสามารถสลับร่างได้ 3 ครั้ง ครั้งแรกนางสลับร่างกับสหายสาวชาวอุยกูร์ เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่หวังว่าจะดีกว่าเดิม!? เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง คุณหนูรองแห่งจวนเหรินอี้โหวที่ถูกเลี้ยงมาราวกับนกน้อยในกรงทอง รอวันที่จะต้องแต่งงานส่งออกนอกเรือน เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ให้แก่ตระกูล แต่ด้วยจี้หยกของมารดาที่สามารถช่วยให้นางมี ‘ชีวิตใหม่’ ได้ทั้งหมด 3 ครั้ง ครั้งแรก จี้หยกแผลงฤทธิ์ให้นางได้สลับร่างกับตี๋ลี่เสวี่ย คนสนิทชาวอุยกูร์ที่จะต้องเดินทางไกลไปถึงเมืองหนิงเปียน ชายแดนทางเหนือของแคว้นต้าจิ้ง เพื่อแต่งงานกับแม่ทัพอาซือหลัน คู่หมั้นชาวอุยกูร์ตามคำสัญญาของบุพการีที่หมั้นหมายไว้ตั้งแต่เยาว์วัย ซึ่งทั้งคู่ก็ห่างเหินกันไปนานนับสิบปี การแต่งงานเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในต่างแดนต่างวัฒนธรรมของคุณหนูในห้องหอจากเมืองหลวง แล้วไหนจะบรรดาอนุของว่าที่สามีในเรือนหลังอีกตั้ง 3 คน! คนหนึ่งก็สาวชาวอุยกูร์แท้ที่เคร่งในความเชื่อ คนสองก็บุตรีขุนนางชาวฮั่นที่หยิ่งผยอง และคนสุดท้าย คณิกาสาวที่ว่าที่สามีของนางหลงใหลจนไถ่ตัวกลับมาเป็นอนุในเรือนหลัง... อื้อฮือ... ดูท่าชีวิตใหม่ของนางจะไม่ง่ายอย่างที่คิดแล้วกระมัง!?
view moreแรงโยกไหวไปมาอย่างสม่ำเสมอของรถม้าที่แล่นไปบนถนน แฝงไปด้วยความรู้สึกโคลงเคลงที่แสนคุ้นเคย เป็นตัวปลุกให้เจิ่งเสวี่ยอิ๋งค่อย ๆ ขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างเชื่องช้าทันทีที่สติเริ่มกลับคืนมา ความเมื่อยล้าสะสมก็แล่นปราดเข้าจู่โจมไปทั่วทุกตารางนิ้วของร่างกาย นางรู้สึกระบมราวกับกระดูกจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ ซึ่งเหตุผลของอาการเหล่านี้ นางย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจโดยไม่ต้องเสียเวลาไปถามหาจากใครที่ไหนนับตั้งแต่ราตรีนั้น... คืนที่ดวงดาวเต็มฟ้าและอาซือหลันนึกพิเรนทร์พานางออกไป ‘ขี่ม้า’ ชมแสงดาวกลางทุ่งหญ้ากว้าง และดูเหมือนความรื่นรมย์ในคราวนั้นจะติดตรึงใจเขาจนเกินเยียวยาเพราะหลังจากนั้นมา หากคืนไหนที่ขบวนเดินทางต้องตั้งกระโจมพักค้างแรมท่ามกลางผืนทราย เขาก็จะใช้เล่ห์เหลี่ยมกึ่งชวนกึ่งบังคับพานางออกไป ‘ขี่ม้า’ ใต้แสงจันทร์ทุกคืน!ย้ำว่าทุกคืนจนนางแทบจะขาดใจตาย! ถึงขนาดที่นางต้องลอบภาวนาในใจ ขอให้ขบวนเดินทางถึงโรงเตี๊ยมหงเหอเร็ว ๆ เพื่อที่นางจะได้นอนหลับบนเตียงนุ่ม ๆ อย่างสงบสุขเสียทีทว่าคำอธิษฐานของนางกลับไร้ผล... ใช่ว่าเมื่อได้เข้าพักที่โรง
“อื้อ!!” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเด้งตัวขึ้นสุดแรง เมื่อถูกสามีบดเบียดแก่นกายเข้ามาจนสุด น้ำหวานที่ชื้นแฉะช่วยให้เขาถลำลึกเข้าไปอย่างที่หวังดวงตาของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งไม่ได้มองเห็นแค่ดวงดาวที่พร่างพรายบนฟ้าอีกต่อไป นางรู้สึกว่าในสมองของนางตอนนี้ก็พร่างพรายไปด้วยดวงดาวนับล้านเช่นเดียวกัน“เราไปขี่ม้าเล่นกันเถิด เสวี่ยเอ๋อร์” อาซือหลันสอดสะโพกเข้าไปแนบชิดกับผิวบอบบางที่อ้ารับตัวตนของเขาไว้จนมิด ยกสองขาเรียวตวัดโอบรัดเอวสอบของเขาไว้แน่นแล้วจึงรั้งร่างบางที่นอนอยู่บนหลังม้าให้ลุกขึ้นนั่ง ดวงหน้าเนียนแดงระเรื่อด้วยพิษรักที่เขามอบให้ อาซือหลันจับสองแขนให้โอบรอบเอวของเขาไว้เช่นเดียวกับแขนข้างหนึ่งของเขาที่รัดเอวบางไว้ ส่วนอีกมือก็จับบังเหียนไว้แน่นเตะปลายเท้าส่งสัญญาณให้เจ้าต้าเฮยเบา ๆ เพียงเท่านั้น ม้าศึกคู่ใจของเขาก็พาทั้งคู่เดินเหยาะไปมาอย่างช้า ๆ หากแต่สำหรับคนที่นั่งอยู่ข้างบนอานม้า กลับไม่ได้รู้สึกเบาเลยสักนิด“อึก! ท่านพี่! อ่ะ อา...”ทุกแรงกระแทกจากที่เจ้าต้าเฮยเดินควบไปมาส่งตรงถึงแก่นกายของพวกเขาทั้งสิ้น จนอาซือหล
สิ้นเสียงประโยคคำถามที่หมายความว่าอนุญาต อาซือหลันก็ไม่รอช้า มือหนึ่งประคองเอวบาง พร้อมทั้งสอดมือไปใต้ขาเรียวข้างหนึ่งตวัดหมุนตัวบังคับให้นางหันมาประจันหน้ากับเขา“ท่านพี่!” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งร้องด้วยความตกใจ ภายในพริบตาเดียว ภาพทะเลทรายงดงามเบื้องหน้าก็กลับกลายเป็นแผงอกกำยำของสามีเสียแล้ว “ข้าตกใจหมด!”นางนึกว่าตนเองจะตกลงไปเสียแล้ว เจ้าเสี่ยวเฮยก็สูงมิใช่น้อย!“ข้าบอกแล้ว ข้าไม่มีวันปล่อยให้ฮูหยินตกลงไปหรอก...” อาซือหลันยกยิ้มอย่างน่าหมั่นไส้ “หากเจ้าตกลงไปบาดเจ็บ ข้าก็อดชวนเจ้าขี่ม้าน่ะสิ!”เจิ่งเสวี่ยอิ๋งกลอกตามองบนกับความขยันชวนนางออกนอกลู่นอกทางเสียเหลือเกิน ชวนจนนางจะเสียคนหมดแล้ว “แล้วท่านพี่จะทำเช่นไรต่อไป?”เจิ่งเสวี่ยอิ๋งถามพลางก้มมองสภาพร่างกายของตนเอง รวมถึงของอาซือหลันด้วยที่ยามนี้ พวกเขาทั้งสองคนแต่งกายเรียบร้อยมิดชิดเช่นนี้ แล้วจะขี่ม้ากันได้อย่างไร?“ไม่ใช่เรื่องยาก” อาซือหลันพูดพลางล้วงมือหยิบมีดสั้นออกมา ประกายมีดสะท้อนแสงจันทร์จนเจิ่งเสวี่ยอิ๋งใจหายวาบ น
ขบวนเกียรติยศของท่านแม่ทัพใหญ่ ตั้งค่ายพักแรมกลางทะเลทรายที่ทอดยาวไร้ที่สิ้นสุด แสงไฟจากกองเพลิงนับสิบดวงส่องสว่างเป็นหย่อม ๆ ตัดกับความมืดมิดที่กดทับลงมาเสียงอื้ออึงของการเข้ายาม เสียงทหารพูดคุยกันอย่างแผ่วเบา และเสียงม้าหายใจอย่างสม่ำเสมอ เป็นหลักฐานเดียวที่ยืนยันถึงการมีอยู่ของกองทัพใหญ่ในความเวิ้งว้างแห่งนั้นหลังจากที่ต่างฝ่ายร่วมรับประทานอาหารและแยกย้ายกันไปพักผ่อนที่กระโจมส่วนตัวแล้ว อาซือหลันก็เดินนำเจิ่งเสวี่ยอิ๋งออกมา โดยเขาเตรียมเจ้าต้าเฮย ม้าศึกคู่ใจของเขาไว้แล้วอาซือหลันช่วยดันเจิ่งเสวี่ยอิ๋งขึ้นนั่งด้านหน้า แล้วตัวเองจึงตามขึ้นไปโอบรัดจากด้านหลังเพื่อประคองตัวพวกเขาไม่ได้ควบม้าเร็วเกินไปนัก เพียงแต่เดินเหยาะ ๆ บนเม็ดทรายสีนวลที่ยังคงเก็บความร้อนระอุไว้เล็กน้อย เสียงกีบเท้าของม้าถูกดูดซับไปกับพื้นทรายจนเงียบสนิท เมื่อพวกเขาเคลื่อนตัวออกห่างจากแสงไฟของค่ายไปได้ราวครึ่งลี้เสียงอื้ออึงของทหารก็จางหายไป จนเหลือเพียงความเงียบที่บริสุทธิ์ของทะเลทรายยามค่ำคืน หากมองกลับไป ค่ายพักแรมนั้นก็เล็กลงจนเหลือเพียงนิดเดียว กลายเป็นแสงไฟเล็ก ๆ ท่าม
แสงสลัวแห่งอรุณรุ่งเริ่มจับขอบฟ้า ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยไอหมอกหนาวเหน็บและความตึงเครียดของภาวะสงครามเจิ่งเสวี่ยอิ๋งพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะสวมชุดเกราะเหล็กเต็มยศของท่านแม่ทัพใหญ่ น้ำหนักของแผ่นโลหะที่กดทับลงบนบ่า ทำให้สมดุลร่างกายที่นางยังไม่ชินถึงกับสั่นคลอนนางพยายาม
เหงื่อเย็นผุดพรายบนหน้าผากของว่านเฟยลี่ แผ่นหลังของนางเย็นวาบ เมื่อรู้สึกถึงลางร้ายที่กำลังมาเยือน รายการเบิกค่าตัดชุดผ้าแพรชั้นดีของโรงปักผ้าอี้หลิงฝางนั้น นางเป็นคนเบิกจ่ายออกไปเอง หากแต่ไม่ได้สั่งตัดจริงเลยแม้แต่น้อย!!หากนางเอ่ยท้วงว่าชุดที่ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ กำลังสวมใส่อยู่นั
ตลอดสามสี่วันแห่งการค้นหาความจริง อาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งอยู่ด้วยกันที่ห้องหนังสือตลอดเวลา แสงเทียนถูกจุดตั้งแต่เช้าจรดค่ำ พลางสร้างข่าวลือหวานชื่นไปทั่วจวนแม่ทัพว่านายหญิงคนนี้กำลังเป็นที่โปรดปรานของนายท่านเป็นอย่างมากจนทำให้สามอนุที่ถูกกักบริเวณอยู่ที่เรือนของตนเองได้แต่กัดฟันด้วยคว
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งหรี่ตาคู่คมลง เพื่อรอฟังข้อเสนอของอีกฝ่ายที่น่าจะมีความต้องการที่สมน้ำสมเนื้อกับสิ่งที่นางร้องขอ “แล้ว... ท่านต้องการสิ่งใด?”“ข้าขออำนาจในจวน!” อาซือหลันประกาศกร้าว เพราะตัวเขาเพิ่งได้ตระหนักอย่างรู้ซึ้งแล้วว่า สำหรับสตรีนั้น อำนาจในจวนสำคัญมากเพียงใ






Rebyu