Masukเพราะจี้หยกของมารดา ทำให้เจิ่งเสวี่ยอิ๋งสามารถสลับร่างได้ 3 ครั้ง ครั้งแรกนางสลับร่างกับสหายสาวชาวอุยกูร์ เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่หวังว่าจะดีกว่าเดิม!? เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง คุณหนูรองแห่งจวนเหรินอี้โหวที่ถูกเลี้ยงมาราวกับนกน้อยในกรงทอง รอวันที่จะต้องแต่งงานส่งออกนอกเรือน เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ให้แก่ตระกูล แต่ด้วยจี้หยกของมารดาที่สามารถช่วยให้นางมี ‘ชีวิตใหม่’ ได้ทั้งหมด 3 ครั้ง ครั้งแรก จี้หยกแผลงฤทธิ์ให้นางได้สลับร่างกับตี๋ลี่เสวี่ย คนสนิทชาวอุยกูร์ที่จะต้องเดินทางไกลไปถึงเมืองหนิงเปียน ชายแดนทางเหนือของแคว้นต้าจิ้ง เพื่อแต่งงานกับแม่ทัพอาซือหลัน คู่หมั้นชาวอุยกูร์ตามคำสัญญาของบุพการีที่หมั้นหมายไว้ตั้งแต่เยาว์วัย ซึ่งทั้งคู่ก็ห่างเหินกันไปนานนับสิบปี การแต่งงานเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในต่างแดนต่างวัฒนธรรมของคุณหนูในห้องหอจากเมืองหลวง แล้วไหนจะบรรดาอนุของว่าที่สามีในเรือนหลังอีกตั้ง 3 คน! คนหนึ่งก็สาวชาวอุยกูร์แท้ที่เคร่งในความเชื่อ คนสองก็บุตรีขุนนางชาวฮั่นที่หยิ่งผยอง และคนสุดท้าย คณิกาสาวที่ว่าที่สามีของนางหลงใหลจนไถ่ตัวกลับมาเป็นอนุในเรือนหลัง... อื้อฮือ... ดูท่าชีวิตใหม่ของนางจะไม่ง่ายอย่างที่คิดแล้วกระมัง!?
Lihat lebih banyak“กรี๊ด!!!”
ตูม!!
เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังขึ้น ก่อนจะตามมาด้วยเสียงของแข็งตกกระแทกลงไปในสระบัวขนาดใหญ่กลางจวนเหรินอี้โหว ปลุกให้ทุกคนในจวนต้องเร่งเดินออกมาสังเกตการณ์ตามต้นเสียงว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
ร่างดรุณีน้อยนางหนึ่งในชุดอุยกูร์ทะมัดทะแมงด้วยนางสวมกางเกงขายาวทรงหลวมเอาไว้ภายใต้เสื้อคลุมตัวยาว สองเท้าก้าววิ่งยาว ๆ ตรงไปที่เกิดเหตุในทันใด
ผมสีน้ำตาลเข้มถักเปียสองข้างประดับด้วยลูกปัดอยู่ภายใต้ดอปป้าสีสันสดใส ซึ่งเป็นเครื่องสวมศีรษะติดกายของชาวอุยกูร์สะบัดพลิ้วไหวไปตามแรงวิ่ง ใบหน้าเรียวยาว โดดเด่นด้วยจมูกที่โด่งเป็นสันแตกต่างจากแม่นางในเมืองหลวง ริมฝีปากอวบอิ่มอย่างคนสุขภาพดีกำลังเม้มแน่น
ยา อัลลอฮ์! ขอให้ข้าไปทันด้วยเถิด!!
“ตี๋ลี่เสวี่ย! เจ้ามาที่นี่ด้วยเหตุใด? คุณหนูใหญ่สั่งให้เจ้าไปเอารังนกมาให้คุณหนูรองมิใช่รึ?” เสียงสาวใช้ที่ยืนอยู่ริมสระบัวเอ่ยถามขึ้นเสียงดัง พร้อมทั้งกางแขนกันมิให้ตี๋ลี่เสวี่ยเข้าไปถึงสระน้ำนั้นได้ “แล้วไหนรังนกที่คุณหนูใหญ่สั่งเล่า?”
“ซิ่วหรง! เจ้าถอยไปนะ” ตี๋ลี่เสวี่ยตะโกนตอบกลับมา ก่อนที่ดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่มีไฝใต้ตาขวาจะเหลือบเห็นร่างคุณหนูรองของตนในชุดที่เปียกชุ่มจนแนบเนื้อกำลังตะเกียกตะกายอยู่กลางสระบัว
เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง พยายามตะเกียกตะกายอยู่กลางสระบัว สองเท้าถีบมวลน้ำ เพื่อผลักดันตัวเองให้ขึ้นมาหายใจเหนือผิวน้ำที่เย็นยะเยือก ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวจ้องมองไปยังขอบสระที่ดูห่างไกลเหลือเกิน
กอปรกับเสื้อผ้าอาภรณ์ของคุณหนูในเมืองหลวงที่รุ่มร่ามและซับน้ำ ยิ่งตกน้ำเช่นนี้ก็ยิ่งพันแข้งพันขานางราวกับเป็นพันธนาการที่ฉุดรั้งให้นางจมดิ่งสู่ก้นสระบัว
ริมสระบัวนั้น มี เจิ่งหย่าหลิน คุณหนูใหญ่ของจวนเหรินอี้โหว ที่กำลังยืนมองด้วยแววตาเย็นชา ในมือถือท่อนไม้ไผ่ยาวเรียว นางไม่ได้ลงมือสั่งการเอง หากแต่กลับชี้นิ้วสั่งเสี่ยวผิง สาวใช้อีกนางที่ยืนข้างกายให้จัดการมิให้คุณหนูรองว่ายเข้ามาถึงฝั่งได้
เมื่อใดที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งพยายามจะโผล่หน้าขึ้นมาหายใจเหนือผิวน้ำอย่างยากลำบาก ท่อนไม้ไผ่ก็จะจิ้มลงมา เขี่ยศีรษะที่ชุ่มน้ำของนางให้จมดิ่งลงไปอีกครั้งแล้วครั้งเล่า จนนางเริ่มหายใจไม่ออก ปอดแสบร้อนด้วยน้ำที่สำลักเข้าไป ความมืดมิดเริ่มกลืนกินสติสัมปชัญญะ
ลี่ลี่! ช่วยข้าด้วย!!
ซิ่วหรง สาวใช้ประจำตัวของคุณหนูใหญ่กางแขนกว้าง พร้อมเยาะยิ้มอย่างท้าทาย “ข้าไม่ถอย! แล้วเจ้าจะทำสิ่งใดข้าได้!?”
ตี๋ลี่เสวี่ยเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรงอย่างขุ่นเคือง นางมิใช่แม่นางในห้องหอที่ต้องระมัดระวังวาจาและการกระทำ ด้วยแรงกายที่นางวิ่งมาแต่ไกลก็พร้อมที่จะส่งให้นางเข้าปะทะอีกฝ่ายได้เต็มแรง
“ตี๋ลี่เสวี่ย! เจ้าจะทำสิ่งใดน่ะ? กรี๊ด!!”
ตูม!! ตูม!!
ตี๋ลี่เสวี่ยไม่ผ่อนแรงวิ่งเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังง้างฝ่าเท้ามาแต่ไกล เมื่อใกล้ถึงสระบัว นางก็ถีบซิ่วหรงที่ขวางนางอยู่ให้ตกน้ำไปด้วยกัน พร้อมทั้งกระโดดลงน้ำ เพื่อไปช่วยคุณหนูรองของตนอย่างทุลักทุเล
“ลี่ลี่! อึก! ลี่ลี่! แค่ก ชะ... ช่วยด้วย!” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งตะโกนด้วยเสียงสำลักน้ำดังแผ่วเบา เมื่อใบหน้าของนางโผล่พ้นน้ำ ก่อนที่จะจมลงไปอีกครั้ง
ตี๋ลี่เสวี่ยใช้พละกำลังทั้งหมดว่ายเข้าไปหาร่างที่อ่อนปวกเปียก นางสัมผัสได้ถึงความเย็นเยือกของน้ำและร่างที่ไร้เรี่ยวแรง นางคว้าแขนของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งไว้แน่น ก่อนจะออกแรงพยุงศีรษะให้พ้นผิวน้ำอย่างทุลักทุเล
เสื้อผ้าที่เปียกปอนทำให้ร่างของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งหนักอึ้งราวกับก้อนหิน ตี๋ลี่เสวี่ยต้องออกแรงว่ายน้ำด้วยขาและแขนอีกข้างหนึ่ง พลางลากร่างที่แทบหมดสติของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งเข้าหาฝั่งช้า ๆ
“ฮึบไว้! อย่าหมดสติไปนะ!” ตี๋ลี่เสวี่ยพยายามตะโกนปลุกอีกฝ่ายให้รู้สึกตัว สายตาดุดันของนางกวาดมองไปทางเจิ่งหย่าหลินที่ยืนตะลึงงันไปแล้ว ในขณะที่เสี่ยวผิงพยายามช่วยซิ่วหรงที่ถูกตี๋ลี่เสวี่ยถีบตกน้ำให้กลับขึ้นมา
“เอะอะสิ่งใดกัน!” เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังมาจากทางเดินที่มืดสลัวเบื้องหลังต้นหลิว เจิ่งเหยียนป๋อ หรือ เหรินอี้โหว เดินเข้ามาพร้อมฮูหยินเอกอย่างฉินหรูเยว่ หรือ ฉินซื่อ “หลินเอ๋อร์! เกิดสิ่งใดขึ้น?”
เจิ่งหย่าหลินรีบเอ่ย พร้อมบีบน้ำตา “ท่านพ่อ! เป็นข้ามิดีเอง แต่เดิม อิ๋งเอ๋อร์ก็มีร่างกายไม่แข็งแรง ข้าเพียงแต่หวังดีว่าคืนนี้ ดวงจันทร์ช่างงามนัก จึงได้ชวนอิ๋งเอ๋อร์มาชมจันทร์ด้วยกัน หากแต่อิ๋งเอ๋อร์ไม่ระวังจึงได้พลัดตกน้ำไปเจ้าค่ะ”
เจิ่งหย่าหลินตอบได้อย่างลื่นไหล โดยไม่รู้สึกผิด เพราะนางรู้ดีว่าอย่างไรในใจของบิดา บุตรสาวคนโตจากฮูหยินเอกเช่นนางย่อมมีความสำคัญมากกว่าบุตรีจากอนุทั้งหลายในจวนของบิดาอยู่แล้ว
อีกทั้งฉินซื่อ มารดาของนางก็อยู่ตรงนี้ด้วย บิดาจะกล้าหักหาญน้ำใจของมารดาได้เชียวหรือ?
เหรินอี้โหวได้แต่เม้มริมฝีปากอย่างจนใจ แม้ว่าเขาจะรู้ความจริงทุกอย่างเป็นอย่างดี แต่ก็ไม่อาจทำสิ่งได้ ก็ผู้ใดปล่อยให้เขายอมตกลงกับฉินซื่อแต่แรกเล่า
ในการแต่งงานระหว่างเจิ่งเหยียนป๋อและฉินหรูเยว่นั้น หาได้มีความรักลึกซึ้งแม้แต่น้อย มีเพียงสถานะทางสังคมเท่านั้น จวนเหรินอี้โหวของเขาต้องการทรัพย์สินของตระกูลฉิน เพื่อประคับประคองหน้าตา ขณะที่ตระกูลฉินก็ต้องการเกี่ยวดองกับตระกูลขุนนาง เพื่อสร้างหน้าตาด้วยเช่นกัน
ฉินซื่อจึงได้เสนอข้อตกลงที่จะให้เขามีอนุมากมายเท่าใดก็ได้ แต่จะต้องให้เป็นเพียงอนุเท่านั้น ไม่อาจยกให้เป็นชายารองได้โดยเด็ดขาด ทั้งนี้ บุตรของอนุทุกคน ฉินซื่อก็สัญญาว่าจะเลี้ยงดูให้เป็นอย่างดี มิให้ขาดตกบกพร่องประการใด
ด้วยจวนเหรินอี้โหวนั้น มีแต่บุตรสาว ไม่ว่าจะเป็นบุตรสาวสายตรงคนโตจากฮูหยินเอกอย่างเจิ่งหย่าหลิน หรือบุตรีจากอนุอย่างเจิ่งเสวี่ยอิ๋ง เจิ่งซูเหยา เจิ่งเหม่ยอี้ และเจิ่งเมี่ยวหลิง จึงกลายเป็นปัญหาหนักใจของเหรินอี้โหวมาโดยตลอด
“ฮูหยิน...” เหรินอี้โหวเอ่ยได้เพียงเท่านั้น
ฉินซื่อก็รีบตอบกลับในทันใด “เรื่องนี้มิใช่ความผิดของหลินเอ๋อร์นะเจ้าคะ อิ๋งเอ๋อร์ไม่ระวังเอง แต่ไม่เป็นอันใดเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวข้าจะตามหมอมาดูแลอาการของอิ๋งเอ๋อร์นะเจ้าคะ”
ในระหว่างที่ครอบครัวจวนเหรินอี้โหวกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น สองร่างของบุรุษและสตรีก็วิ่งตามมาจากด้านหลังด้วยใบหน้าที่ตื่นตระหนกไม่แพ้กัน
“ดิลลี่!!” ดวงตาของกู่ลี่น่าเบิกกว้าง เมื่อเห็นบุตรสาวของตนอยู่ในสภาพปางตายริมสระบัวที่เย็นเฉียบ
หนู่เอ๋อร์เจียง ผู้เป็นบิดาของตี๋ลี่เสวี่ยรีบเข้าไปช่วยพยุงร่างของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งที่อยู่ในอ้อมแขนของบุตรสาวให้ขึ้นฝั่งอย่างยากลำบาก โดยมีกู่ลี่น่าเข้าไปช่วยประคองร่างของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งให้นอนราบอยู่ข้างสระบัว
จากนั้น สองสามีภรรยาชาวอุยกูร์ก็รีบส่งมือไปรั้งร่างบุตรสาวขึ้นจากน้ำ โดยที่ไม่สนความเย็นเยียบและเปียกชื้นนั้นเลยแม้แต่น้อย
“ดิลลี่! ลูกแม่เป็นอย่างไรบ้าง?” กู่ลี่น่าร้องถามด้วยความเป็นห่วง พลางลูบมือไปตามเนื้อตัวของบุตรสาว
ในขณะที่หนู่เอ๋อร์เจียงโอบกอดนางไว้แน่นราวกับต้องการมอบความอบอุ่นทั้งมวลให้ “เจ้าอุ่นขึ้นบ้างหรือไม่?”
ตี๋ลี่เสวี่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและอ่อนแรง สองคนจึงได้เบาใจ โดยที่ไม่รู้เลยว่าการกระทำของพวกเขาทั้งหมดนั้น ตกอยู่ในสายตาอ่อนแสงของใครบางคนที่นอนอยู่ข้าง ๆ
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเหลือบสายตาไปมองบิดาบังเกิดเกล้าที่ยังสนทนาอยู่กับท่านแม่ใหญ่ โดยที่ไม่สนใจว่านางจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง ก่อนที่จะเบนสายตากลับมาเห็นความรักและความห่วงใยของครอบครัวชาวอุยกูร์เล็ก ๆ ที่อยู่ข้าง ๆ นี้
อิจฉาจัง... อิจฉาเหลือเกิน...
ข้าเองก็ปรารถนาที่จะได้รับความรักเช่นนี้บ้างเหมือนกัน...
ความรู้สึกสุดท้ายดังก้องขึ้นในจิตใจ ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะดับมืดลง ในขณะที่จี้หยกที่ซ่อนอยู่ในอกเสื้อของนางจะเปล่งแสงขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ...
แรงโยกไหวไปมาอย่างสม่ำเสมอของรถม้าที่แล่นไปบนถนน แฝงไปด้วยความรู้สึกโคลงเคลงที่แสนคุ้นเคย เป็นตัวปลุกให้เจิ่งเสวี่ยอิ๋งค่อย ๆ ขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างเชื่องช้าทันทีที่สติเริ่มกลับคืนมา ความเมื่อยล้าสะสมก็แล่นปราดเข้าจู่โจมไปทั่วทุกตารางนิ้วของร่างกาย นางรู้สึกระบมราวกับกระดูกจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ ซึ่งเหตุผลของอาการเหล่านี้ นางย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจโดยไม่ต้องเสียเวลาไปถามหาจากใครที่ไหนนับตั้งแต่ราตรีนั้น... คืนที่ดวงดาวเต็มฟ้าและอาซือหลันนึกพิเรนทร์พานางออกไป ‘ขี่ม้า’ ชมแสงดาวกลางทุ่งหญ้ากว้าง และดูเหมือนความรื่นรมย์ในคราวนั้นจะติดตรึงใจเขาจนเกินเยียวยาเพราะหลังจากนั้นมา หากคืนไหนที่ขบวนเดินทางต้องตั้งกระโจมพักค้างแรมท่ามกลางผืนทราย เขาก็จะใช้เล่ห์เหลี่ยมกึ่งชวนกึ่งบังคับพานางออกไป ‘ขี่ม้า’ ใต้แสงจันทร์ทุกคืน!ย้ำว่าทุกคืนจนนางแทบจะขาดใจตาย! ถึงขนาดที่นางต้องลอบภาวนาในใจ ขอให้ขบวนเดินทางถึงโรงเตี๊ยมหงเหอเร็ว ๆ เพื่อที่นางจะได้นอนหลับบนเตียงนุ่ม ๆ อย่างสงบสุขเสียทีทว่าคำอธิษฐานของนางกลับไร้ผล... ใช่ว่าเมื่อได้เข้าพักที่โรง
“อื้อ!!” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเด้งตัวขึ้นสุดแรง เมื่อถูกสามีบดเบียดแก่นกายเข้ามาจนสุด น้ำหวานที่ชื้นแฉะช่วยให้เขาถลำลึกเข้าไปอย่างที่หวังดวงตาของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งไม่ได้มองเห็นแค่ดวงดาวที่พร่างพรายบนฟ้าอีกต่อไป นางรู้สึกว่าในสมองของนางตอนนี้ก็พร่างพรายไปด้วยดวงดาวนับล้านเช่นเดียวกัน“เราไปขี่ม้าเล่นกันเถิด เสวี่ยเอ๋อร์” อาซือหลันสอดสะโพกเข้าไปแนบชิดกับผิวบอบบางที่อ้ารับตัวตนของเขาไว้จนมิด ยกสองขาเรียวตวัดโอบรัดเอวสอบของเขาไว้แน่นแล้วจึงรั้งร่างบางที่นอนอยู่บนหลังม้าให้ลุกขึ้นนั่ง ดวงหน้าเนียนแดงระเรื่อด้วยพิษรักที่เขามอบให้ อาซือหลันจับสองแขนให้โอบรอบเอวของเขาไว้เช่นเดียวกับแขนข้างหนึ่งของเขาที่รัดเอวบางไว้ ส่วนอีกมือก็จับบังเหียนไว้แน่นเตะปลายเท้าส่งสัญญาณให้เจ้าต้าเฮยเบา ๆ เพียงเท่านั้น ม้าศึกคู่ใจของเขาก็พาทั้งคู่เดินเหยาะไปมาอย่างช้า ๆ หากแต่สำหรับคนที่นั่งอยู่ข้างบนอานม้า กลับไม่ได้รู้สึกเบาเลยสักนิด“อึก! ท่านพี่! อ่ะ อา...”ทุกแรงกระแทกจากที่เจ้าต้าเฮยเดินควบไปมาส่งตรงถึงแก่นกายของพวกเขาทั้งสิ้น จนอาซือหล
สิ้นเสียงประโยคคำถามที่หมายความว่าอนุญาต อาซือหลันก็ไม่รอช้า มือหนึ่งประคองเอวบาง พร้อมทั้งสอดมือไปใต้ขาเรียวข้างหนึ่งตวัดหมุนตัวบังคับให้นางหันมาประจันหน้ากับเขา“ท่านพี่!” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งร้องด้วยความตกใจ ภายในพริบตาเดียว ภาพทะเลทรายงดงามเบื้องหน้าก็กลับกลายเป็นแผงอกกำยำของสามีเสียแล้ว “ข้าตกใจหมด!”นางนึกว่าตนเองจะตกลงไปเสียแล้ว เจ้าเสี่ยวเฮยก็สูงมิใช่น้อย!“ข้าบอกแล้ว ข้าไม่มีวันปล่อยให้ฮูหยินตกลงไปหรอก...” อาซือหลันยกยิ้มอย่างน่าหมั่นไส้ “หากเจ้าตกลงไปบาดเจ็บ ข้าก็อดชวนเจ้าขี่ม้าน่ะสิ!”เจิ่งเสวี่ยอิ๋งกลอกตามองบนกับความขยันชวนนางออกนอกลู่นอกทางเสียเหลือเกิน ชวนจนนางจะเสียคนหมดแล้ว “แล้วท่านพี่จะทำเช่นไรต่อไป?”เจิ่งเสวี่ยอิ๋งถามพลางก้มมองสภาพร่างกายของตนเอง รวมถึงของอาซือหลันด้วยที่ยามนี้ พวกเขาทั้งสองคนแต่งกายเรียบร้อยมิดชิดเช่นนี้ แล้วจะขี่ม้ากันได้อย่างไร?“ไม่ใช่เรื่องยาก” อาซือหลันพูดพลางล้วงมือหยิบมีดสั้นออกมา ประกายมีดสะท้อนแสงจันทร์จนเจิ่งเสวี่ยอิ๋งใจหายวาบ น
ขบวนเกียรติยศของท่านแม่ทัพใหญ่ ตั้งค่ายพักแรมกลางทะเลทรายที่ทอดยาวไร้ที่สิ้นสุด แสงไฟจากกองเพลิงนับสิบดวงส่องสว่างเป็นหย่อม ๆ ตัดกับความมืดมิดที่กดทับลงมาเสียงอื้ออึงของการเข้ายาม เสียงทหารพูดคุยกันอย่างแผ่วเบา และเสียงม้าหายใจอย่างสม่ำเสมอ เป็นหลักฐานเดียวที่ยืนยันถึงการมีอยู่ของกองทัพใหญ่ในความเวิ้งว้างแห่งนั้นหลังจากที่ต่างฝ่ายร่วมรับประทานอาหารและแยกย้ายกันไปพักผ่อนที่กระโจมส่วนตัวแล้ว อาซือหลันก็เดินนำเจิ่งเสวี่ยอิ๋งออกมา โดยเขาเตรียมเจ้าต้าเฮย ม้าศึกคู่ใจของเขาไว้แล้วอาซือหลันช่วยดันเจิ่งเสวี่ยอิ๋งขึ้นนั่งด้านหน้า แล้วตัวเองจึงตามขึ้นไปโอบรัดจากด้านหลังเพื่อประคองตัวพวกเขาไม่ได้ควบม้าเร็วเกินไปนัก เพียงแต่เดินเหยาะ ๆ บนเม็ดทรายสีนวลที่ยังคงเก็บความร้อนระอุไว้เล็กน้อย เสียงกีบเท้าของม้าถูกดูดซับไปกับพื้นทรายจนเงียบสนิท เมื่อพวกเขาเคลื่อนตัวออกห่างจากแสงไฟของค่ายไปได้ราวครึ่งลี้เสียงอื้ออึงของทหารก็จางหายไป จนเหลือเพียงความเงียบที่บริสุทธิ์ของทะเลทรายยามค่ำคืน หากมองกลับไป ค่ายพักแรมนั้นก็เล็กลงจนเหลือเพียงนิดเดียว กลายเป็นแสงไฟเล็ก ๆ ท่าม
แสงสลัวแห่งอรุณรุ่งเริ่มจับขอบฟ้า ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยไอหมอกหนาวเหน็บและความตึงเครียดของภาวะสงครามเจิ่งเสวี่ยอิ๋งพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะสวมชุดเกราะเหล็กเต็มยศของท่านแม่ทัพใหญ่ น้ำหนักของแผ่นโลหะที่กดทับลงบนบ่า ทำให้สมดุลร่างกายที่นางยังไม่ชินถึงกับสั่นคลอนนางพยายาม
เหงื่อเย็นผุดพรายบนหน้าผากของว่านเฟยลี่ แผ่นหลังของนางเย็นวาบ เมื่อรู้สึกถึงลางร้ายที่กำลังมาเยือน รายการเบิกค่าตัดชุดผ้าแพรชั้นดีของโรงปักผ้าอี้หลิงฝางนั้น นางเป็นคนเบิกจ่ายออกไปเอง หากแต่ไม่ได้สั่งตัดจริงเลยแม้แต่น้อย!!หากนางเอ่ยท้วงว่าชุดที่ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ กำลังสวมใส่อยู่นั
ตลอดสามสี่วันแห่งการค้นหาความจริง อาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งอยู่ด้วยกันที่ห้องหนังสือตลอดเวลา แสงเทียนถูกจุดตั้งแต่เช้าจรดค่ำ พลางสร้างข่าวลือหวานชื่นไปทั่วจวนแม่ทัพว่านายหญิงคนนี้กำลังเป็นที่โปรดปรานของนายท่านเป็นอย่างมากจนทำให้สามอนุที่ถูกกักบริเวณอยู่ที่เรือนของตนเองได้แต่กัดฟันด้วยคว
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งหรี่ตาคู่คมลง เพื่อรอฟังข้อเสนอของอีกฝ่ายที่น่าจะมีความต้องการที่สมน้ำสมเนื้อกับสิ่งที่นางร้องขอ “แล้ว... ท่านต้องการสิ่งใด?”“ข้าขออำนาจในจวน!” อาซือหลันประกาศกร้าว เพราะตัวเขาเพิ่งได้ตระหนักอย่างรู้ซึ้งแล้วว่า สำหรับสตรีนั้น อำนาจในจวนสำคัญมากเพียงใ






Ulasan-ulasan