LOGIN“โห พี่สั่งแค่น้ำนี่นา นี่เล่นสั่งเค้กมาเพิ่มให้ พี่จะยิ่งเกรงใจเข้าไปใหญ่เลยนะคะ”
“ผมบอกไปแล้วว่าถ้าพี่เกรงใจ ไว้คราวหน้าพี่ก็เลี้ยงผมคืนไงครับ” “…” ฉันนั่งมองหน้าไวน์แล้วแสดงถึงความรู้สึกเกรงอกเกรงใจ “ไว้พี่จะเลี้ยงคืนแล้วกันนะคะ” “โอเคครับ” เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมงฉันกับไวน์ก็ดื่มเครื่องดื่มและเค้กเสร็จ ก่อนฉันจะเดินออกมายืนรออยู่ที่หน้าร้านส่วนไวน์จ่ายเงินเสร็จก็ขอไปเข้าห้องน้ำสักครู่ ฉันยืนอยู่ตรงที่ร่มแล้วกำลังจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กดูโซเชียลสักหน่อย ทว่าดันมีใครบางคนเอ่ยขึ้นแล้วเดินเข้ามาหาอย่างกระชั้นชิด “ขอคุยด้วยหน่อยดิ” เป็นเจเคที่เดินมาหาฉัน ก่อนจะจับมือฉันแล้วพาเดินเข้าไปในซอกเล็กๆ ที่ลับตาผู้คน “คุยอะไรเหรอ แล้วทำไมต้องมาคุยในที่แบบนี้ด้วย” ฉันถามพลางมองไปรอบๆ มันเป็นเพียงซอกแคบๆ “เรื่องเมื่อคืนน่ะ” “ทำไมเหรอ” “เธอพาฉันกลับคอนโดใช่ปะ” “นายจำอะไรไม่ได้เลยรึไง” ฉันแกล้งถามไปอย่างนั้น เมื่อคืนเขาเมาไม่ได้สติขนาดนั้น ถ้าจำอะไรได้ก็คงเก่งเกินไปแล้ว “จำได้บางอย่าง” “อะไรบ้าง?” “เธอมาหาฉัน” “อื้ม แล้ว?” “แล้วเธอก็พาฉันกลับคอนโด” “จำได้แค่นี้เองเหรอ” “ไม่รู้สิ มันเหมือนมีอะไรติดอยู่ในหัวอีกแต่ฉันนึกไม่ออกอะ พยายามนึกแล้วนะ” “นายจูบฉัน” ฉันพูดโพล่งออกไปอย่างไม่มีอ้อมค้อม “เราจูบกัน” “ฮะ จ…จูบเหรอ” เจเคดูตกใจขึ้นมา “ฉันจูบเธอ?” “ใช่” “ฉันเมาเนี่ยนะ” “เมื่อคืนนายจูบฉัน” “จูบก็เพราะฉันเมา เธออย่าถือสาเลยนะ” เห็นท่าทีร้อนรนใจบวกกับใบหน้าที่ซีดเผือดของเขาแล้วฉันรู้สึกไม่สบายใจ เลยตัดสินใจที่จะทำให้เรื่องเมื่อคืนเป็นแค่เรื่องที่ฉันมโนขึ้นมาเองก็แล้วกัน “บ้าน่า ฉันล้อเล่น ดูทำหน้าดิ” “เอาดีๆ” “ล้อเล่น นายจะมาจูบฉันได้ยังไง เมาแอ๋ซะขนาดนั้น แค่มีแรงเดินก็ดีแค่ไหนแล้ว” “โห่ ค่อยโล่งใจหน่อย อย่าล้อฉันเล่นแบบนี้อีกนะ” เจเคมีสีหน้าและท่าทีที่ดูโล่งใจขึ้นมาหลังรู้ว่าฉันแค่พูดล้อเล่น “อืม ไม่ล้อเล่นแล้ว” แม้มันจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงแต่ฉันคงต้องเก็บมันไว้ในใจคนเดียว “ยังไงก็ขอบคุณมากนะที่เมื่อคืนมาพาฉันกลับน่ะ” “ไม่เป็นไร แล้วทำไมถึงดื่มหนักขนาดนั้นล่ะ มีอะไรมากระทบใจหรือเปล่า?” “นิดหน่อย” “มีอะไรก็บอกกันได้นะเจ” ฉันวางมือข้างหนึ่งลงบนไหล่กว้างของเขาแล้วบีบเบาๆ “ฉันยินดีรับฟังนายเสมอนะ” “ขอบใจนะเม แต่ไม่มีอะไรหรอก” “แน่ใจ” “แน่ใจ ไปทำงานได้แล้วมั้ง” ฉันก้มมองดูนาฬิกาที่ข้อมือแล้วเงยหน้าขึ้นตอบเขา “คงต้องเป็นอย่างนั้น งั้นฉันไปทำงานก่อนนะ ถ้ามีอะไรไม่สบายใจก็ส่งข้อความหรือโทร.มาก็ได้ ฉันจะรีบไปหานายเลย” “โอเค” เจเคตอบสั้นๆ แล้วคลี่ยิ้มให้ฉันก่อนจะมีคนโทร.เข้ามา เขากดรับแล้วเดินผ่านฉันไปทันที ฉันทำได้เพียงมองตามหลังเขา แล้วสังเกตเห็นท่าทีระหว่างที่เขาคุยโทรศัพท์นั้นช่างดูร่าเริงซะเหลือเกิน “คุยกับใครกันเหรอ ดูมีความสุขจัง” ฉันพึมพำแล้วเดินออกมาจากซอกแคบๆ ก่อนจะเดินกลับไปหาไวน์ที่ตอนนี้ยืนชะเง้อมองหาฉันอยู่ที่หน้าร้านกาแฟ ช่วงเย็น ผ่านไปจนถึงเวลาเลิกงาน ตอนนี้ฉันรอรถประจำทางอยู่ที่ศาลาสำหรับให้ผู้โดยสารรอขึ้น-ลงรถ อีกประมาณห้านาทีกว่าที่รถรอบต่อไปจะมาถึง ฉันเลยนั่งเล่นโทรศัพท์มือถือรอไปพลางๆ ไถฟีดดูผู้คนเขาอัปเดตสิ่งตั่งต่างลงโซเชียล ติ๊ง เสียงแจ้งเตือนข้อความดังขึ้น ฉันเห็นชื่อของยัยจูเน่ขึ้นโชว์เลยกดเข้าไปดูทันที JN : ยัยเม MS : ว่าไงจ๊ะเพื่อนเลิฟ JN : ว่างแล้วโทร.หาหน่อยสิ MS : ได้เลย ส่งข้อความเสร็จฉันก็กดโทร.หาจูเน่ทันทีเพราะตอนนี้ฉันก็ว่างอยู่แล้ว โทร.ไปไม่ถึงสามวินาทียัยจูเน่ก็กดรับอย่างไว (ว่างแล้วเหรอจ๊ะ) ‘ใช่ พอดีฉันกำลังรอรถประจำทางน่ะ’“ถึงหน้าห้องแล้วครับพี่เม” มันไม่ตอบผมแต่ถามเมษาแทน “ค่าาา” เธอตอบเสียงยานแล้วลงจากหลังของไอ้นั่นด้วยตัวที่อ่อนปวกเปียกแถมยืนยังจะไม่ตรง “ขอบคุณที่แบกมาส่งนะค้า” เธอบอกกับไอ้นั่นแล้วหยิบกุญแจมาไขประตูแบบเสียบผิดเสียบถูก “เดี๋ยวช่วย!” ผมและไอ้หน้าจืดนั่นดันพูดออกมาพร้อมกันอีก เมษาหันมามองที่พวกผมแล้วขมวดคิ้วเป็นปม “กลับไปกันได้แล้ว ไปๆ” เธอเอ่ยไล่พวกผมแล้วหันไปไขกุญแจห้องต่อ ก่อนจะไขได้สำเร็จแล้วเดินเข้าไปในห้องพร้อมปิดประตูใส่หน้าพวกผมอย่างไม่ไยดี ไอ้หน้าจืดนั่นเมื่อเห็นว่าเมษาเข้าห้องไปแล้วมันก็มองหน้าผมก่อนจะเดินผ่านหน้าไป และผมเองก็มองมันกลับเช่นกัน มีตาคนเดียวมั้งไอ้เวร! ผมแอบลอบดูว่ามันออกไปจากอะพาร์ตเมนต์หรือยัง เมื่อเห็นว่ามันออกไปพ้นจากที่นี่แล้วผมก็ทำการเคาะประตูห้องของเมษาเพราะมีบางอย่างอยากจะคุยด้วย ทว่าเคาะอยู่นานสองนานเธอก็ไม่เปิดประตูให้สักที ผมเลยเคาะเรียกอีกครั้งและเรียกดังกว่าเดิม “เปิดประตูหน่อยเม!” “จะเคาะหาพระแสงอะไร คนนอนแล้วโว้ยย!” เธอตะโกนสวนกลับมา แต่ว่าคนนอนแล้วมันจะสามารถตอบกลับเราได้ด้วยเหรอวะ “เปิดประตูมาคุยกันหน่อยดิ” “...” และคราวนี้เส
“พี่ว่าแต่ไอคิดเยอะ เอาเข้าจริงๆ พี่ก็ไม่ต่างกัน” “บางทีพี่ยังคิดเลยว่าเมเป็นแค่เพื่อนแต่เมมันยังเทคแคร์พี่ดีกว่าคนเป็นแฟนแบบไอซะอีก” ผมพูดออกมา เพราะมันรู้สึกอึดอัดอยู่ในใจ “พี่คบกับไอแล้วรู้สึกว่าชีวิตพี่มีสิ่งที่ขาดหายไปเยอะมาก” “นั่นเพราะพี่เอาเพื่อนเป็นที่ตั้งไงล่ะ พี่เอาสิ่งที่พี่เมทำให้มาตั้งเป็นมาตรฐาน เพราะอย่างนั้นพี่เลยคาดหวังว่าคนเป็นแฟนแบบไอจะต้องทำสิ่งเหล่านั้นให้พี่ได้เหมือนที่พี่เมทำไว้” “…” “พี่อย่าลืมสิว่าไอก็คือไอ พี่เมก็คือพี่เม มันจะเหมือนกันคงไม่ได้หรอกนะ ไอไม่แน่ใจแล้วอะพี่ว่าจริงๆ แล้วพี่รักไอหรือรักพี่เมคนที่ปากพี่ว่าเป็นเพื่อนกันแน่” “…” ผมไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี เหมือนพูดไปก็เปล่าประโยชน์และมันคงจะดูแย่ลงกว่าเดิม “พี่ยังรักกันอยู่ไหม” ผมไม่รู้ว่าที่ผ่านมาระหว่างผมกับไอริณนั้นมันคือความรักหรือเปล่า แต่ตัวผมรู้สึกเหมือนไม่ได้ถูกรัก “พี่ต้องถามไอริณมากกว่าว่าที่ผ่านมารักพี่จริงๆ ใช่ไหม ทำไมพี่รู้สึกเหมือนว่าเราไม่รักกันเลย” “พูดงี้พี่กำลังจะบอกเลิกกันใช่ไหม” “ดูแล้วเราคงไปกันไม่รอดแน่ถ้าเป็นแบบนี้ อีกอย่างพี่ไม่อยากฝืนใจตัวเอง” “ที่ผ่านมาพี่ฝ
Episode 8 > สิ่งที่ขาดหาย #เจเค คอนโดxxx “เมื่อไหร่ไอจะได้ย้ายมาอยู่กับพี่ที่คอนโดนี้เหรอคะ” ไอริณถามพลางเดินเข้ามากอดผมจากทางด้านหลัง ซึ่งตอนนี้ผมกำลังยืนสูบบุหรี่อยู่ตรงระเบียงหลังห้อง “ตอนนี้พี่ยังไม่สะดวกน่ะ” ผมตอบออกไปแล้วสูบบุหรี่หมดมวนพอดี “ถามสิบรอบพี่ก็ตอบแต่ว่าไม่สะดวกๆ อีกกี่ปีพี่ถึงจะสะดวกเหรอ” ไอริณถามด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนไม่สบอารมณ์ เธอเอามือที่กอดผมออกแล้วเดินไปนั่งลงที่โซฟาเหมือนกำลังงอนกัน ช่วงหลังมานี้ดูเหมือนไอริณจะงอนและงี่เง่าใส่ผมอยู่บ่อยครั้ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร และผมอยากจะบอกว่าผมเองก็เบื่อเหมือนกันกับนิสัยแบบนี้ของเธอ “เอาจริงไอเริ่มคิดว่าพี่เจไม่อยากจะมีไอเป็นแฟนแล้วนะ” “ไอเลิกคิดไปเองจะได้ไหม พี่ยังไม่ทันได้พูดอะไรเลยนะ” ผมบอกแล้วเดินมานั่งลงที่โซฟาอีกตัวนึงซึ่งวางอยู่ใกล้ๆ กัน “จะไม่ให้คิดไปเองได้ยังไงล่ะคะ ขนาดนั่งพี่ยังนั่งห่างกันขนาดนี้” “มันห่างที่ไหนกันล่ะไอ มันใกล้กันจะตายไป” ก็อยู่ติดๆ กัน แค่ไม่ได้นั่งโซฟาตัวเดียวกันแค่นั้นเอง ทำไมต้องคิดมากด้วยวะ “หรือเป็นเพราะพี่เม” “เกี่ยวอะไรกัน” “ก็ตั้งแต่ไม่ได้เจอพี่เมพี่ก็ดูแปลก
“ไม่รู้สิ แกเจ็บเพื่อนอย่างฉันมันก็เจ็บไปด้วยอะ อีกอย่างฉันก็ไม่สนิทกับไอ้เจมันเท่าไหร่” เอ่ยจบจูเน่ก็ยกโซจูดื่มจนหมดขวดก่อนจะหยิบขวดใหม่มาเปิด “แต่ถึงอย่างนั้นแกก็ไม่ควรจะพาลโกรธเขาไปด้วยนะ มันดูไม่มีเหตุผลมากๆ” ฉันบอกกับเพื่อนสาวก่อนจะยกโซจูขึ้นดื่มจนหมดขวดเช่นกัน จากนั้นก็หยิบขวดใหม่ขึ้นมาเปิดแล้วถือไว้ในมือ “แล้วนี่แกเป็นยังไงบ้าง” “หมายถึงอะไรอะ” “ก็ทุกอย่าง” “ก็ดี ที่คาเฟ่ช่วงนี้คนก็มาเยอะขึ้น ส่วนเรื่องหัวใจก็โอเคดีอยู่” “แล้วเป็นแฟนกันยัง” “ยังเลย ฉันว่าจะขอคุยไปอีกสักพักหนึ่งอะ อยากดูไปยาวๆ ก่อน” “อิจฉาจังวุ้ย” “ถ้าอิจฉาก็รีบหาหนุ่มมาดามใจสิยะ” “ฉันคิดว่าถ้าถึงเวลาที่ใช่เดี๋ยวฉันก็คงมีเองนั่นแหละ” ฉันตอบแล้วยกโซจูดื่ม “จ้าเพื่อนเลิฟ” จูเน่เองก็ยกโซจูขึ้นดื่มเช่นกัน จากที่นั่งดื่มโซจูกันจนหนำใจแล้วก็พากันแยกย้ายกลับบ้าน จูเน่กลับโดยมีหนุ่มของเธอมารับและตอนแรกเธอตั้งใจจะไปส่งฉันที่อะพาร์ตเมนต์ด้วย แต่ฉันปฏิเสธไปเพราะไม่อยากจะรบกวนอะไรต่อ อยากให้เพื่อนได้ไปใช้เวลาต่อกับคนคุยของนาง ฉันเดินเคว้งอยู่ตามทางฟุตบาทเพราะไม่รู้จะไปไหนต่อดี ฉันยังไม่อยากกลับห้อง
เวลาผ่านไปฉันก็ซื้อของครบหมดทุกอย่าง คิดเงินแล้วถือของกำลังจะเดินออกไปที่หน้าห้างเพื่อจะเรียกรถแท็กซี่กลับอะพาร์ตเมนต์ แต่ดูเหมือนตอนนี้รถจะมีไม่เพียงพอกับผู้โดยสารที่กำลังต่อคิวขึ้น ฉันเลยเดินไปหาที่นั่งรอเพราะยืนไม่ไหวเนื่องจากรู้สึกเจ็บขาตรงบริเวณที่โดนรถเข็นชน “ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ใช่ไหมยะ” ฉันเอ่ยออกมาแล้วดูที่ขาตรงที่โดนไอริณเข็นรถมาชน มันเป็นรอยช้ำออกม่วงอมแดงและมีอาการปวดตุบๆ สงสัยคงจะต้องไปหาซื้อยามาทาแล้วล่ะ “เอานี่ไป” จู่ๆ ก็มีคนยื่นถุงยามาตรงหน้าฉัน ฉันเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าคนที่ให้นั้นคือเจเค ฉันรับถุงยามาโดยที่ไม่พูดอะไร เพราะฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มพูดจากตรงไหน “อยากให้รู้ว่าไอริณไม่ได้ตั้งใจจะเข็นรถชนเธอ ทุกอย่างเป็นอุบัติเหตุ” เขาบอก “อื้ม” ฉันตอบสั้นๆ “อย่าคิดโกรธหรืออคติกับไอริณล่ะ” “ที่นายมานี่คือตั้งใจจะเอายามาให้หรือตั้งใจจะมาปกป้องแฟนตัวเองกันเหรอ?” “แน่นอนว่าฉันก็ต้องปกป้องแฟนตัวเองสิ” “…” “ฉันต้องปกป้องคนที่เป็นแฟน นั่นคือสิ่งที่ถูกต้องไม่ใช่รึไง หรือฉันควรต้องปกป้องใครถ้าไม่ใช่แฟน?” คำพูดเขามันดูกระแทกแดกดันยังไงไม่รู้ “นั่นสินะ” ฉันลุกขึ
“หมออาจจะรักษาใจพี่ให้หายเจ็บไม่ได้ แต่ผมรักษาใจพี่ได้นะครับ” เขาเอ่ยแล้วยื่นลูกอมที่มีรูปอีโมจิฉีกยิ้มกว้างมาให้ฉัน ฉันรับลูกอมนั่นมาแล้วกำมันไว้ในมือ “ขอบคุณนะคะ ว่าแต่รู้วิธีรักษาใจคนเหรอคะ?” “ไม่รู้หรอกครับ แต่ผมคิดว่าตัวเองทำได้” “ขอบคุณนะคะ แต่ว่าพี่คิดว่าไม่นานเดี๋ยวใจพี่ก็หายเจ็บเองได้เหมือนกันค่ะ” “แต่ถ้าได้ผมช่วยฮีลใจ มันจะหายเร็วขึ้นนะครับ” “นี่กำลัง…” ฉันหันหน้าไปจะเอ่ยกับเขา ทว่ากลับต้องชะงักทันทีเมื่ออีกฝ่ายยื่นหน้ามาใกล้ๆ “ผมกำลังจีบพี่อยู่ ไม่ใช่กำลังสิ แต่จีบมาตั้งนานแล้วต่างหาก” เขาเอ่ยแล้วยกยิ้มก่อนจะเอ่ยขึ้นต่อ “ผมชอบพี่เมนะครับ ชอบตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น ถ้าเกิดวันหนึ่งที่ใจพี่หายเจ็บแล้วช่วยเปิดใจให้ผมสักครั้งนะครับ ผมรอพี่เสมอนะ” ฉันรีบขยับตัวให้ออกห่างจากเขา “เอ่อ ขอตัวกลับก่อนนะคะ” ว่าจบฉันก็เดินดุ่มๆ ฝ่าสายฝนออกมาทันที ช่วงค่ำ หลังจากเลิกงานแล้วฉันก็แวะไปหาคุณแม่เมตตา อยู่พูดคุยเล่นกับท่านและน้องๆ ในบ้านอยู่พักใหญ่ๆ ก่อนจะขอตัวกลับ นั่งรถประจำทางมาลงที่หน้าอะพาร์ตเมนต์ ฉันจ่ายเงินให้พี่กระเป๋ารถเมล์แล้วลงจากรถมาด้วยร่างกายที่ดูเหนื่อยล้า
“นั่นสิ จะว่าไปแล้วอากาศก็ร้อนอยู่เหมือนกันนะเนี่ย ขนาดอยู่กลางทะเลแท้ๆ ยังร้อนได้” “ลงน้ำก็เย็นแล้ว” “ลงน้ำ?” “น้ำทะเลตรงหน้านี่ไง” “ไม่เอาอะ ฉันชอบทะเลแต่ไม่ได้ชอบ…” “ลงน้ำทะเล” ฉันยังเอ่ยไม่ทันจบประโยคเจเคเอ่ยแทรกขึ้นมา เขายังคงรู้ใจฉันไม่เปลี่ยนเลยสินะ นี่น่ะเหรอสิ่งที่เพื่อนเขาทำกั
“พี่จูเขาไม่พอใจอะไรไอริณหรือเปล่าคะ?” “ไม่หรอก อย่างที่พี่บอกว่าจูมันแฮงค์เหล้าอารมณ์มันก็จะแปรปรวนแบบนี้” “เหรอคะ” “ใช่ค่ะ” “แล้วนี่เธอเป็นยังไงบ้าง ดีขึ้นหรือยังไง?” เจเคถามฉัน “ดีขึ้นแล้วน่ะ” ฉันตอบพลางคิดในใจว่าต่อหน้าแฟนตัวเองเขายังจะมาเป็นห่วงเป็นใยฉันทำไม “อย่าดื่มเยอะแบบเมื่อคื
Episode 5 > ห้ามล้ำเส้น เวลาผ่านไปจนช่วงเที่ยงของวัน ฉันและจูเน่นั่งซดข้าวต้มร้อนๆ แก้แฮงค์ ส่วนพี่จีเนียสนั่งดื่มโซจูหนึ่งขวดแบบชิลๆ ว่าพี่แกไม่ได้เพราะรายนั้นคอแข็งพอๆ กับหิน ฉันกับยัยจูเน่เทียบสกิลคอไม่ติดเลยแหละ “แล้วนี่จะเอายังไงต่อคะคุณน้อง จะไปล่องเรือตกหมึกกันอยู่อีกไหม” เป็นพี่จีเนียสท
ช่วงเย็น ฉันยืนช่วยจูเน่ย่างกุ้งย่างหมึกอยู่ที่หน้าบ้าน แต่การที่ฉันเอาแต่เหม่อลอยมันเลยทำให้กุ้งกับหมึกจำนวนหนึ่งไหม้เกรียมจนกินไม่ได้ “โหยัยเม แกย่างอะไรของแกวะเนี่ย” จูเน่เอ่ยออกมาอย่างตกใจแล้วมองหน้าฉัน “โทษที พอดีฉัน…” “มัวแต่เหม่อใช่ไหม ฉันสังเกตเห็นแกเหม่อๆ ซึมๆ ตั้งแต่กลับมาจากไปเอา





![I hope you know : หัวใจของกาย [กาย + เอิงเอย]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

