로그인Episode 2 > จูบ
คอนโดxxx เวลาล่วงมาจนเที่ยงคืนกว่าๆ ฉันพาเจเคมาส่งที่คอนโดที่เขาใช้พักอาศัยอยู่ กว่าจะพาเขามาถึงห้องได้ค่อนข้างทุลักทุเลพอสมควร เพราะด้วยความที่เขาตัวใหญ่กว่าฉันเกือบเท่าตัวทำให้การประคองเดินนั้นค่อนข้างลำบาก “เฮ้อ” ฉันถอนหายใจแล้วมองดูเขาที่ตอนนี้นอนหลับอยู่ตรงโซฟาตัวยาวอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร ก่อนนึกสงสัยในใจว่าทำไมวันนี้เขาถึงดื่มหนักขนาดนี้ทั้งที่เลิกดื่มเหล้ามานานแล้ว “มีอะไรกวนใจนายเหรอเจเค” ฉันถามคนที่นอนหลับสนิทตรงหน้าก่อนจะนั่งย่อตัวลงแล้วใช้มือสัมผัสแก้มของเขาอย่างทะลุถนอม “อย่าไปได้ไหม อย่าไปเลยนะ อย่าไปเลย ขอร้องล่ะ… อยู่ก่อน” เขาเอ่ยออกมาทั้งที่หลับอยู่ ดูท่าคงจะละเมอ “ฉันจะไม่ไปไหนถ้าตราบใดที่นายยังอยากมีฉันอยู่” แม้รู้ว่าเขาพูดเพราะแค่ละเมอ แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็จะไม่ไปไหน จะอยู่ข้างๆ เขาจนกว่าเขาจะไม่ต้องการฉัน ฉันนั่งลงกับพื้นแล้วถือวิสาสะเอามือของเขามากุมไว้ นั่งมองดูใบหน้าของเขาที่แม้แต่หลับอยู่ก็ยังคงหล่อเหลาเหมือนเดิม ฉันนั่งดูอยู่นานสองนานจนผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว เวลาผ่านไปจนหกโมงเช้า ฉันสะดุ้งตัวตื่นเพราะเสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์มือถือของตัวเอง หยิบมันขึ้นมากดปิดก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ฉันยังอยู่ในห้องของเจเคหนิ “ตายๆ ฉันจะไปทำงานทันไหมเนี่ย กว่าจะนั่งรถกลับห้องกว่าจะอาบน้ำแต่งตัว โอ๊ย!” ฉันยีหัวตัวเองก่อนจะรีบลุกขึ้นยืนแล้วมองไปรอบๆ อย่างลุกลี้ลุกลน ซึ่งตอนนี้เจเคยังคงนอนหลับสนิทอยู่ “ฉันไปก่อนนะเจ บาย” เอ่ยบอกเสร็จก็รีบออกจากห้องของเขาแล้วรีบนั่งรถกลับไปที่ห้องตัวเองเพื่อจะเตรียมตัวไปทำงาน บริษัทxxx นั่งทำงานไปเหม่อไป ตอนนี้หัวสมองฉันมันดันนึกถึงแต่เรื่องเมื่อคืนที่เจเคจูบฉัน ได้แต่คิดแล้วก็สงสัยว่าเขาจูบเพราะเมาจริงๆ ใช่ไหม เขาไม่มีสติจริงๆ หรือเปล่า? “เลิกคิดๆ” ฉันสลัดเรื่องนั้นออกจากหัวแล้วหันมาโฟกัสกับงานตรงหน้า “คิดอะไรอยู่เหรอครับพี่เม” เสียงของเพื่อนร่วมงานเอ่ยถามขึ้น “เปล่าค่ะ พี่ดูคิดอะไรอยู่เหรอคะ?” ฉันตอบพลางฉีกยิ้มให้อีกฝ่าย “ก็เห็นนั่งเหม่ออยู่ตั้งนาน” “ไม่ได้คิดอะไรเลยค่ะ คิดเรื่องงานทั้งนั้น” “เหรอครับ ก็นึกว่าคิดถึงผมอยู่” “ห…หา??” ฉันถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียวเมื่อได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย ผู้ชายคนนี้ชื่อไวน์ เขาคือเพื่อนร่วมงานในแผนก ที่เห็นเรียกฉันว่าพี่ก็เพราะว่าเขาอายุน้อยกว่าฉันหนึ่งปี ฉัน อายุยี่สิบห้า ส่วนเขาอายุยี่สิบสี่ “หยอกเล่นน่ะครับ ว่าแต่เที่ยงนี้ไปกินอาหารนอกบริษัทกันไหมครับพี่เม” ไวน์ถามแล้วเอี้ยวตัวมาใกล้ฉันมากกว่าเดิม พอดีโต๊ะทำงานเราสองคนอยู่ข้างๆ กัน “พอดีพี่…” ฉันยังไม่ทันได้พูดจบประโยคดีก็โดนอีกฝ่ายแทรกขึ้นมา “ผมเลี้ยง” เขาจ้องหน้าฉันแล้วรอฟังคำตอบ “พี่ไม่รู้จะไปได้ไหม บางทีงานอาจจะเยอะจนไม่มีเวลาให้ไปกินข้าวข้างนอก” ฉันตอบปัดเพราะไม่อยากออกไปกินข้าวกับรุ่นน้อง แค่คิดก็รู้สึกอึดอัดใจเพราะไวน์มักจะชอบหยอดขนมจีบใส่ฉันอยู่เป็นประจำ “งั้นแค่ไปดื่มกาแฟกันสักแก้วก็ได้ครับ” เขายังคงตื๊อต่อ “พี่…” “เลิกปฏิเสธผมได้แล้ว ผมรู้ว่าพี่ไม่อยากไปเพราะพี่ไม่ได้ชอบผม แต่ผมก็ไม่ได้สนใจนะครับ เพราะให้ผมได้ชอบพี่เมก็พอ” ไวน์เอ่ยออกมาแล้วคลี่ยิ้ม ก่อนจะวางลูกอมรูปหัวใจไว้บนโต๊ะทำงานของฉันจำนวนหนึ่ง “เที่ยงนี้ไปดื่มกาแฟกันนะครับ ถือว่าพี่ตกลงแล้ว” “น…นี่” “จะรอนะครับ” เอ่ยจบเขาก็ยืนเต็มความสูงแล้วเดินออกไปโดยถือแฟ้มงานไปด้วย “อะไรเนี่ย มัดมือชกกันชัดๆ” ฉันบ่นพึมพำแล้วมองดูลูกอมรูปหัวใจที่วางกองอยู่บนโต๊ะทำงานของฉัน ก่อนจะใช้มือโกยมันมาแล้วยัดใส่ไปในลิ้นชักใต้โต๊ะ ช่วงเที่ยง แม้ไม่อยากไปฉันก็ต้องไปเพราะไวน์เล่นมัดมือชกกันเสียขนาดนั้น แถมถึงเวลาพักปุ๊บเขาก็ยืนดักรอฉันปั๊บแล้วไม่ยอมไปไหนเลย “ไปกันครับ” เขากางร่มแล้วเอนมันมาฝั่งฉันเพื่อบังแดดให้ “ขอบคุณค่ะ” ฉันเอ่ยขอบคุณตามมารยาท พลางคิดในใจว่าเขาก็มีความเป็นสุภาพบุรุษเหมือนกันนะ แต่ติดตรงที่ฉันไม่ได้ชอบเขานี่น่ะสิ ฉันมีคนที่ชอบอยู่แล้ว “เดินไปไหวไหมครับ” “เดินมาแล้วหนิคะ ไม่ไหวก็ต้องไหวสิ”“ขออะไรอีก!” “ขอซอสด้วยสิ” “…” ฉันหยิบซอสแล้วส่งให้เขา ไอ้ตาบ้านี่ชอบมาทำให้ฉันคิดลึกอยู่เรื่อย ไม่ว่าจะสถานะไหนๆ เขาก็ชอบมาทำให้คิดลึกตลอด “ส่วนเรื่องนั้นฉันจะไม่ขอเธอหรอกนะ ไว้เธออยากให้เมื่อไหร่ก็เข้ามาจูบฉันได้เลย แล้วเดี๋ยวฉันจะสานต่อให้เอง รับรองเธอครางเสียงหลงแน่” เขาบอกแล้วทำหน้าเจ้าเล่ห์ “ไอ้คนบ้า!” เป็นอีกครั้งที่ฉันตีไหล่ของเขาแก้เขิน และฉันกับเขาก็ดูหนังไปนั่งเย้าแหย่กันไปอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งเวลาล่วงผ่านมาหลายชั่วโมง “ดึกแล้ว ฉันต้องกลับห้องแล้วนะ” ฉันบอกกับเจเค “นอนด้วยกันไม่ได้เหรอ” เขาถาม “ไม่ได้ พรุ่งนี้ฉันต้องไปทำงานแต่เช้า อีกอย่างฉันยังไม่ได้รีดชุดทำงานเลยด้วย” “ก็ได้ งั้นเดี๋ยวฉันไปส่งนะ” “อื้อ” เวลาต่อมา ภายในห้อง เจเคมาส่งฉันเสร็จก็อ้อนขออยู่ด้วยอีกสักพัก ฉันเองก็ปฏิเสธไม่ลงเลยอนุญาตเขาไป “เธอจะว่าอะไรไหมถ้าฉันจะขอไดอารี่เล่มนี้ไปเก็บไว้น่ะ” เจเคบอกกับฉันที่ตอนนี้ฉันกำลังรีดชุดทำงานอยู่ “นายอยากได้เหรอ” “อยากได้” “งั้นก็เอาไปสิ” “ขอบคุณครับคุณแฟน” เขาเอ่ยขอบคุณฉันพลางหอมแก้มอีกหนึ่งฟอด “โอ๊ย! ตาบ้า” มือไม้อ่อนแรงขึ้นมาทันท
Episode 11 > สถานะใหม่ #เมษา ฉันรู้สึกใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะเมื่อได้ยินคำที่ออกมาจากปากเขา ‘เป็นแฟนกันนะเมษา’ คำนี้แค่ประโยคเดียวมันก็ทำฉันทั้งเขินและหวั่นไหวจนแทบบ้า “เธอไม่อยากเป็นแฟนกับฉันเหรอ?” เขาถามอีกครั้งแล้วรั้งตัวฉันไว้ไม่ให้ลุกขึ้น “หายงอนเถอะนะ นะ นะ” เขาส่งสายตาออดอ้อน “ป…ปล่อยก่อนสิ” “ถ้าปล่อยแล้วเธอจะยอมเป็นแฟนฉันไหมล่ะ ถ้ายอมฉันจะปล่อย” “ไม่รู้สิ” ฉันไม่ได้รู้สึกโกรธอะไรเขาแล้ว แค่มีงอนนิดๆ เท่านั้น “หายงอนฉันได้ไหมเม ฉันอยากให้เธอหายงอนฉันนะ” เขาถามซ้ำ น้ำเสียงแฝงแววกลัวผิดหวังอยู่ลึกๆ ฉันพยายามจะเมิน แต่พอเห็นสายตาที่เขามองมาแบบอ้อนๆ ก็เผลอใจอ่อนจนต้องหลบสายตา “อืม หายก็ได้” ฉันพูดเสียงเบาแทบจะกระซิบ เจเคยิ้มออกมาทันที รอยยิ้มนั้นกว้างจนตาหยี “งั้นตกลงนะ เราเป็นแฟนกันแล้วนะเม” “เดี๋ยว! ฉันยังไม่ได้…” “เธอพูดเองว่าหายงอนแล้ว งั้นก็แปลว่าเธอตกลงเป็นแฟนด้วย” เขารีบเอ่ยแทรก แววตาอ้อนวอนคู่นั้นทำฉันเถียงไม่ออก “ไม่เกี่ยวกันสิ” “เกี่ยวสิ” เจเคยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ เหมือนจะจูบ และนั้นก็ทำให้ใจฉันเต้นแรงจนน่ากลัวว่าจะหลุดออกมาจากอกอย่างไรอย่างนั้น
“ได้สิ เข้าไปคุยกันข้างในดีกว่า ตรงนี้แดดมันเริ่มจะมาแล้ว” คุณแม่บอกแล้วเดินนำผมเข้าไปยังด้านในแล้วนั่งลงที่เก้าอี้ ผมเดินตามท่านมาแล้วนั่งอยู่ยังเก้าอี้ตัวตรงข้าม ก่อนจะเอ่ยขึ้น “ผมชอบเมษาครับคุณแม่” “หืม” คุณแม่ดูแปลกใจเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามผมกลับ “เราสองคนไม่ใช่เพื่อนกันหรอกเหรอ?” “ก่อนหน้าน่ะใช่ครับ แต่ตอนนี้ผมรู้ใจตัวเองแล้ว ผมชอบเมษาแบบแฟนน่ะครับ” “แล้วนี่เจ้าตัวเขารู้หรือเปล่า” “รู้ครับ แต่ดูเหมือนเธอจะยังตึงๆ ใส่ผมอยู่ เพราะก่อนหน้าเรามีเรื่องที่ไม่เข้าใจกันน่ะครับ” “เมษาน่ะเป็นคนที่แข็งนอกแต่อ่อนใน เอาน้ำเย็นเข้าลูบเดี๋ยวก็ดีขึ้น พ่อหนุ่มเคยได้ยินคำนี้ไหม คำว่าตื๊อเท่านั้นที่จะครองโลกน่ะ ตื๊อเท่านั้น” คุณแม่ท่านบอกเสร็จก็ยิ้มให้ผม “นี่นายตามมาถึงที่นี่เลยเหรอเนี่ย” และเมษาก็โผล่มาพร้อมกับถือตะกร้าที่เต็มไปด้วยดอกไม้เดินเข้ามา “อ้าวน้องเม มานั่งนี่ประเดี๋ยวสิลูก มาคุยกันหน่อย” คุณแม่เอ่ยเรียกเมษา เมษายอมเดินมานั่งลงข้างๆ คุณแม่แล้วหันมาทำหน้าบูดบึ้งใส่ผม เธอวางตะกร้าดอกไม้ลง “คุณแม่มีอะไรเหรอคะ” “พ่อหนุ่มคนนี้มาบอกกับแม่ว่าเขานั้นชอบน้องเมมาก ชอบมากๆ” คุณแม
“แหวะ” เธอทำท่าเหมือนจะอ้วกออกมาทันทีที่ผมยอตัวเอง “หลบหน่อย” “จะไปไหน” “จะไปเข้าห้องน้ำ” “...” “หลบไปสิ ฉี่จะแตกแล้วนะ” “ก็ได้” ผมยอมลุกออกจากโต๊ะเพื่อหลบทางให้เธอเดินออกมา แต่เธอบอกว่าปวดฉี่ทำไมถึงไม่เลี้ยวไปทางห้องน้ำแต่เธอออกจากร้านไปแทน ก่อนจะเดินผ่านผมไปแล้วยกยิ้มเจ้าเล่ห์ใส่พลางโบกมือลาผ่านกระจกนอกร้าน ไอ้เชี่ย! นี่ผมเสียรู้เธอเหรอวะเนี่ย ไม่น่าเลยว่ะ แผนที่วางไว้ล่มไม่เป็นท่า แต่ผมไม่ยอมหรอกนะ “แสบนักนะ เดี๋ยวเจอเลย” ผมรีบเดินไปจ่ายเงินค่าเนื้อย่างกับคุณลุง เมื่อจ่ายเงินเรียบร้อยแล้วก็เดินออกมาจากร้านก่อนจะวิ่งตามหลังเธอไปอย่างเร่งรีบ ผมวิ่งมาจนตามเธอทัน ก่อนจะรั้งแขนเธอไว้แล้วดึงคนตัวเล็กเข้ามาแนบชิด “ทำบ้าอะไรของนาย!” เธอถามด้วยท่าทีที่ตกใจเล็กน้อย “ฉันมีอะไรจะบอก” “บอกอะไร?” “ฉันอยากเป็นผัวเธอ ตอนนั้นที่พูดว่าให้เราเป็นเพื่อนกัน คือฉันรู้เท่าไม่ถึงการณ์น่ะ” ผมพูดบ้าอะไรออกไปวะเนี่ย แต่ก็นะ พูดออกไปแล้วหนิ “ฮะ?!” เธอทำหน้าตกใจแล้วขมวดคิ้วเข้าหากันจนเป็นปม “นายเมาปะเนี่ย” “ไม่ ฉันปกติดี” “…” “ฉันอยากเริ่มสถานะใหม่กับคนเก่าอย่างเธอ คราวนี้
“เหรอ โอนไปแล้วนะ” “เข้าแล้ว ว่าแต่จะไปกินที่ไหน?” “ร้านข้างมหา’ลัย” “งั้นไปสิ และนายต้องเป็นคนจ่ายด้วยนะ” “รู้แล้วน่า มาขึ้นรถสิ” ผมบอกแล้วพาเมษาเดินไปขึ้นรถที่จอดอยู่ ผมเปิดประตูอีกฝั่งให้เธอนั่งข้างๆ ทว่าเธอดันไปเปิดประตูเองแล้วขึ้นไปนั่งอยู่เบาะหลัง “ทำไมไม่มานั่งข้างหน้า” “สะดวกนั่งเบาะหลังมากกว่า” ผมไม่อยากจะขัดใจเดี๋ยวกลัวเธอจะเปลี่ยนใจไม่ไปกินเนื้อย่างด้วยกัน และเดี๋ยวแผนที่คิดไว้ก็จะล่มเอา ขับรถวนกลับมาที่ร้านเนื้อย่างข้างมหา’ลัย ขับเข้าจอดในที่จอดแล้วลงมาจากรถ ส่วนเมษาลงตามหลังก่อนจะเป็นฝ่ายเดินนำหน้าผมเข้าไปในร้าน เธอเลือกที่นั่งที่อยู่ริมในสุดซึ่งติดกับริมหน้าต่าง จะว่าไปแล้วเธอไม่เปลี่ยนไปเลยจริงๆ เรื่องนั่งโต๊ะเนี่ย เพราะเธอมักจะชอบนั่งในๆ แล้วต้องติดริมหน้าต่าง ผมสั่งอาหารกับคุณลุงเจ้าของร้านเสร็จก็เดินตามไปนั่งลงข้างๆ เธอ “มานั่งอะไรตรงนี้เนี่ย” “ก็ฉันอยากนั่งตรงนี้ไง” “นายไปนั่งอีกฝั่งนึงสิ จะมาเบียดฉันทำไม” “ไม่เอา ฉันชอบนั่งตรงนี้” “งั้นเดี๋ยวฉันไปนั่งตรงนู้นเอง” เธอทำท่าจะลุกขึ้น แต่ดูเหมือนจะพลาดแล้วมานั่งลงอยู่บนตัก
เช้าวันต่อมา ณ มหาวิทยาลัยxxx วันนี้อาจารย์เข้าสอนเก้าโมงเช้าผมเลยต้องแหกขี้ตามามหา’ลัยตั้งแต่เจ็ดโมงกว่าๆ ต้องมาก่อนเวลาสักชั่วโมงเพื่อจะได้มีเวลานั่งจูนสมองก่อนเข้าเรียน ไม่อย่างนั้นจะเป็นเข้าเรียนทุกคาบไม่ทราบอะไรเลย แบบนี้ก็ไม่ไหว เพราะปีนี้ผมตั้งใจจะเรียนให้จบจริงๆ เพื่อนรุ่นเดียวกันเรียนจบไปตั้งนานละมีงานทำกันหมดแล้วด้วย “ทำไมเมื่อวานไม่มาเรียนวะพี่” ไอ้เอ็มมันถามผม อันที่จริงถ้าจำได้เมื่อวานที่เห็นผมแต่งชุดนักศึกษานั้นคือผมไม่ได้แต่งเอาเท่อะไรหรอก ผมมีเรียนจริงๆ แต่ด้วยความที่อยากจะตามเมษาไปเลยทำให้ต้องโกหกแล้วก็ขาดเรียนไปตามระเบียบนั่นแหละครับ “มีธุระ” ผมตอบห้วนๆ “ธุระสำคัญมากเลยดิถึงต้องขาดเรียนอะ” เป็นไอ้น็อตที่ถามเหมือนจะแดกดันไปในตัว “ธุระก็คือธุระ พวกมึงจะถามอะไรให้มันมากความกันวะ” “โห ใช้คำว่ามากความ โคตรเก่าเลยว่ะพี่” “ไอ้นี่!” โคตรเก่าของมันก็คือจะว่าผมโคตรแก่นั่นแหละ “เอ้อ พี่เจ” “อะไร” “พี่รู้ยังว่าไอริณคบกับรุ่นน้องในขณะของเราอะ” “ไม่รู้” ผมไม่รู้หรอกว่าตอนนี้เธอคบกับใครและเป็นยังไงบ้าง เพราะตั้งแต่เลิกกันไปผมก็ไม่เคยติดต่อกับเธออีกเลย “พี่
“ก็เป็นห่วง” “หือ…” “ฉันจะปล่อยให้เธอเดินไปคนเดียวได้ยังไง เห็นแบบนี้ฉันก็เป็นห่วงเพื่อนมากนะ” “อ๋อ แต่อันที่จริงคนอย่างฉันไม่มีอะไรให้น่าเป็นห่วงเลยนะ แมนๆ ดูแลตัวเองได้ครับ” ฉันทำท่าทำทางยกแขนขึ้นมาเบ่งกล้ามโชว์ไปอย่างทีเล่นทีจริง “หึ” เจเคยกยิ้มพร้อมหัวเราะในลำคอ ก่อนจะเอ่ยแซวขึ้น “นั่นก
Episode 1 > หกปีที่เป็นเพื่อน #เมษา ติ๊ง เสียงแจ้งเตือนข้อความดัง ฉันด้วยความที่ตอนนี้ว่างเพราะใกล้ได้เวลาเลิกงาน เลยรีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเช็กข้อความทันที JK : เมวันนี้เธอเลิกงานกี่โมง? และฉันก็เดาไม่มีผิดว่าคนที่ส่งมาต้องเป็นเจเคแน่นอน เพราะมีเขาคนเดียวที่มักจะชอบส่งข้อความมาเวลานี
N’v : มอนิ่งครับพี่เม แต่แล้วฉันก็ต้องผิดหวังเมื่อเห็นว่าคนที่ส่งข้อความมานั้นไม่ใช่เจเคแต่เป็นไวน์ ฉันเปิดอ่านข้อความค้างไว้พักหนึ่งก่อนจะส่งตอบกลับไวน์ไป MS : มอนิ่งค่ะ ฉันกดปิดหน้าจอโทรศัพท์ทันทีแล้วนั่งเอาน้ำแข็งประคบตาต่ออีกพักใหญ่ๆ ก่อนจะออกจากห้องเพื่อจะไปทำงาน ติ๊ง ติ๊ง ติ๊ง
(เออ นี่เธอเลิกงานแล้วอะดิ) ‘เลิกแล้ว ว่าแต่มีอะไรเหรอถึงให้โทร.หา’ (รู้ใช่ไหมวันเกิดฉันวันไหน) ‘รู้สิ วันเกิดเพื่อนรักฉันจะจำไม่ได้ได้ยังไง’ (น่ารักที่สุด ว่าแต่เธอมีวันลาเหลืออยู่บ้างไหมเม) ‘ก็มีอยู่นะ ปีนี้ฉันยังไม่ได้ลาพักร้อนเลยสักวัน’ (ดีเลย งั้นเธอลาพักร้อนสักสามวันสองคืนสิ ฉันจะ







