Share

3

Penulis: Clear Clouds
last update Terakhir Diperbarui: 2025-09-23 21:05:24

ในวันหนึ่ง แม่ครัววัย 30 กว่าปี เห็นร่างเล็กๆ ของเด็กชายวัย 6 ขวบ พยายามยืนบนม้านั่งตัวเล็กเพื่อหัดทำอาหาร ถึงจะลำบากแต่เขาก็สู้ไม่ถอย นางจึงถามว่า “เสี่ยวเฉียง เจ้าชอบทำอาหารหรือ โตขึ้นจะไปเปิดร้านอาหารเองหรืออย่างไร”

เด็กชายหัวเราะพร้อมกับใช้ทัพพีไม้คนหม้อต้มน้ำซุปอย่างระมัดระวัง “ข้าอยากทำอาหารเป็นขอรับ ข้าไม่ได้อยากเปิดร้านอาหาร แต่อยากทำให้แม่กับน้องกิน จะได้แบ่งเบาภาระได้ แล้วก็..” เขาหยุดสักพัก ก่อนพูดต่ออย่างจริงจังว่า “ข้าอยากพึ่งพาตัวเองได้ด้วย”

ป้าเฟยหรือแม่ครัวเฟย อึ้งไปกับคำตอบ นางไม่คิดเลยว่าเด็กชายวัย 6 ขวบจะคิดได้ขนาดนี้ และที่พวกเขาไม่รู้ก็คือ ต้วนเจี่ยซินเดินผ่านห้องครัวมาพร้อมกับชายคนหนึ่งอายุประมาณ 30 กว่าปี และได้ยินบทสนทนาของพวกเขาพอดี หมอต้วนหัวเราะหึหึ ใช้มือลูบเคราตัวเองอย่างพอใจ ในขณะที่ชายอีกคนมีสีหน้าครุ่นคิด จากนั้นพวกเขาก็เดินไปยังห้องหนังสือของหมอต้วนด้วยกัน

เมื่อเดินเข้าไปในห้องหนังสือ ที่มีตำรา และอุปกรณ์การแพทย์หลายอย่างวางอยู่บนชั้น ต้วนเจี่ยซินหันไปพูดกับชายอีกคนว่า “เจ้าคิดอย่างไรบ้าง”

ชายคนนี้ หรือต้วนเหวินเจี่ย ลูกชายของหมอต้วนตอบช้าๆ ว่า “ดูมีความมุ่งมั่นดีขอรับท่านพ่อ แต่แค่นี้ยังบอกอะไรไม่ได้มากนัก”

หมอต้วนพยักหน้าอย่างเข้าใจ “เด็กคนนี้มาอยู่ที่นี่ได้เกือบหนึ่งเดือนแล้ว เด็กอายุแค่ 6 ขวบ ต่อให้พยายามเสแสร้งอย่างไร ผู้ใหญ่อย่างพวกเราก็ดูออกอยู่ดี พ่อเห็นคุณสมบัติสำคัญของเด็กคนนี้ คือ มีความมุ่งมั่น เฉลียวฉลาด และซื่อสัตย์”

 “ท่านพ่อดูจะชอบเด็กคนนี้มากนะขอรับ” ต้วนเหวินเจี่ยหัวเราะออกมา

ชายชราพยักหน้ายอมรับ “พ่อไม่อยากจะให้เด็กฉลาดแบบเสี่ยวเฉียง มาใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านนอกแบบนี้ไปตลอด”

“ท่านพ่ออยากจะให้เขาเป็นหมอหรือ” ลูกชายถามอย่างแปลกใจ เพราะพ่อของเขาไม่ยอมรับลูกศิษย์มานานหลายปีแล้ว แต่กลับยอมรับเด็กคนนี้มาอยู่ด้วย

ชายชรากลับส่ายหน้า สีหน้าของเขาเคร่งขรึม “เสี่ยวเฉียงเป็นเด็กหัวดี ถ้าเรียนการแพทย์ เขาก็สามารถเป็นหมอที่มีชื่อเสียงได้” ชายชราหันไปสบตาลูกชาย และพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แต่เขาเหมาะสมจะใช้สติปัญญาและความสามารถเพื่อช่วยเหลือผู้คน ได้กว่าการเป็นหมอเพียงอย่างเดียว”

ต้วนเหวินเจี่ยขมวดคิ้ว “ท่านหมายความว่าอย่างไรขอรับ”

ชายชราตอบด้วยดวงตาเป็นประกายว่า “พ่ออยากจะให้เขาสอบเข้ารับราชการเป็นบัณฑิต และไปทำงานที่เมืองหลวง!”

ต้วนเหวินเจี่ยตะลึงไปสักพัก “แล้วท่านจะทำอย่างไรกับเด็กคนนี้ละ จะให้เขาไปเรียนหนังสือเพื่อเตรียมสอบเป็นบัณฑิตอย่างเดียวเลยหรือ แล้วการเรียนแพทย์กับท่านพ่อล่ะ”

“พ่อยังจะให้เขาเรียนกับพ่อก่อน พ่ออยากฝึกให้เขาเป็นคนมีเมตตา รู้จักการเสียสละเพื่อคนที่ด้อยกว่า  นี่คือการฝึกฝนด้านจิตใจและคุณธรรม ส่วนในด้านวิชาความรู้นั้น ถ้าเป็นไปได้..พ่อจะให้เขาไปเรียนกับโม่ชิงเฉิง”

ต้วนเหวินเจี่ยตกใจ “แต่เขาไม่ยอมรับใครเป็นลูกศิษย์เลยนะขอรับท่านพ่อ แล้วก็ยังมีนิสัยขี้โมโห เขาจะอยากสอนหนังสือให้กับเด็กอายุแค่นี้หรือ!”

แต่ชายชรากลับยิ้มด้วยดวงตาเป็นประกาย “เสี่ยวเฉียงก็ต้องทำให้โม่ชิงเฉิงอยากจะสอนเขาให้ได้ด้วยตัวเอง”

ต้วนเหวินเจี่ยส่ายหน้า เขารู้ว่าพ่อต้องการจะทดสอบเด็กน้อย และยังคิดจะลองเสี่ยงดูด้วย แต่การจะให้คนอย่างโม่ชิงเฉิงยอมเปิดใจรับเด็กคนหนึ่งมาเป็นลูกศิษย์นั้น เขายังนึกไม่ออกว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ในบ่ายวันนั้น ต้วนเจี่ยซินแนะนำให้เฟิงหลี่เฉียงรู้จักกับลูกชายคนเดียวของเขา คือ ต้วนเหวินเจี่ย

“เสี่ยวเฉิง มารู้จักท่านลุงเจี่ยซินสิ นี่คือลูกชายคนโตของข้า และตอนนี้ทำงานเป็นแพทย์หลวงขั้น 5 ที่สำนักแพทย์หลวงในเมืองหลวงหนานจิง”[1]

เด็กชายก้มลงคำนับอย่างสุภาพ “ท่านลุงเจี่ยซิน ข้าชื่อเฟิงหลี่เฉียงขอรับ”

ในเย็นนั้น พวกเขากินข้าวและพูดคุยกัน ถึงแม้บ้านต้วนจะเป็นหมอ แต่พวกเขาไม่เคยห้ามเรื่องการพูดคุยในขณะกินข้าว เพราะโอกาสที่พวกเขาจะได้พบกันมีจำกัด การกินข้าวด้วยกัน จึงเป็นเหมือนช่วงเวลาที่ใช้ในการพูดคุยด้วย

ในวันนั้น เด็กชายจึงได้รู้ว่า ต้วนเจี่ยซินเคยเป็นหัวหน้าสำนักแพทย์หลวงมาก่อน เขาเกษียณตัวเองออกมาก่อน และย้ายมาอาศัยอยู่ที่เมืองนี้ ที่นี่ไม่ใช่บ้านเกิดของเขา แต่เป็นสถานที่ที่เขาเคยผ่านมาและชื่นชอบบรรยากาศ จึงสร้างบ้านอยู่ที่นี่ และเพื่อนบ้านอีก 3 หลังที่อยู่ล้อมรอบนั้น ก็ล้วนแล้วแต่มาจากที่อื่น และเลือกที่นี่เพราะชอบความสงบเงียบด้วยเช่นกัน เด็กชายเคยเห็นเจ้าของบ้านแค่หนึ่งคนในระยะไกล แต่ยังไม่เคยเห็นเจ้าของบ้านอีกสองหลัง

ต้วนเจี่ยซินบอกเด็กชายว่า “เจ้าไปทำความรู้จักคนบ้านอื่นได้นะ จะได้ไม่เหงา”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาก็ดีใจ ถึงเขาจะเฉลียวฉลาดและจริงจังแค่ไหน แต่ก็ยังเป็นเด็กที่ยังอยากรู้อยากเห็นและเรียนรู้โลกภายนอกเช่นกัน  เขาจึงถามหมอต้วนว่า “อาจารย์ขอรับ ข้าอยากรู้ว่า บ้านหลังอื่นที่อยู่แถวนี้ เป็นบ้านของใครบ้าง”

ต้วนเจี่ยซินบอกเด็กชายว่า “เป็นบ้านของปรมาจารย์ด้านฮวงจุ้ย ของนักปราชญ์ที่เคยเป็นข้าราชการ และของจอมยุทธ์ที่พเนจรไปทุกที่ บางคนก็อยู่ที่นี่มาตลอด บางคนไปๆมาๆ และบางคนไม่กลับมานานแล้ว”

เด็กชายตาโต “พวกเขาเป็นเพื่อนของท่านหมดเลยหรือขอรับ”

พ่อลูกต้วนสบตากัน จากนั้นก็หัวเราะออกมา ก่อนที่หมอต้วนคนพ่อจะพูดว่า “จะบอกว่าเพื่อนก็ไม่ใช่เสียทั้งหมด บางคนเคยมารักษากับข้า บางคนรู้จักกันตอนอยู่ในเมืองหลวง บางคนแค่ผ่านมาแล้วก็ชอบที่นี่ ทุกคนชอบความสงบสุข จึงไม่มีใครมารบกวนพวกเขาที่นี่อย่างไรล่ะ”

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เด็กชายก็มักจะเดินไปกับแม่บ้านบ้างหรือคนงานที่บ้านหมอต้วนบ้าง เพื่อไปทำความรู้จักกับคนงานที่อยู่บ้านหลังอื่น ที่นี่ยังมีเด็กอายุ 7-8 ขวบ ที่เป็นลูกของคนงานอีกหนึ่งคน ทำให้เฟิงหลี่เฉียงได้มีเพื่อนเล่นวัยใกล้เคียงกัน

หลังจากนั้นอีก 2-3 วัน ต้วนเจี่ยซินบอกเฟิงหลี่เฉียงว่า  “เสี่ยวเฉียง พรุ่งนี้เช้า เจ้านำยาบำรุงชี่ไปมอบให้ท่านโม่ชิงเฉิงที่อยู่บ้านไม้ไผ่หลังนั้นหน่อยนะ”

เด็กชายซึ่งกำลังอ่านตำราเกี่ยวกับจุดฝังเข็มและเส้นลมปราณในร่างกายมนุษย์เงยหน้าขึ้น และรับปากด้วยความสนใจ เขาเองก็อยากรู้ว่าใครอยู่บ้านหลังนั้นเช่นกัน สักพักเขาก็ถามขึ้นว่า “อาจารย์ขอรับ ข้าขอกลับบ้านไปเยี่ยมแม่กับน้องจะได้ไหมขอรับ”

หมอต้วนยิ้ม “ได้สิ ให้ลู่ปู่ไปส่ง แล้วจะไปวันไหนล่ะ ข้าจะฝากของไปให้แม่กับน้องของเจ้าด้วย”

เด็กชายคิดก่อนตอบ “น่าจะอีก 3 วันข้างหน้าขอรับ ข้าจะช่วยท่านเก็บสมุนไพรในแปลงให้หมดก่อน อากาศหนาวมาก ข้ากลัวสมุนไพรจะแข็งตายก่อน”

ต้วนเจี่ยซินยิ้มอย่างพอใจที่เด็กชายรู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่ เขาบอกเด็กชายว่า “ช่วงปีใหม่ เจ้ากลับไปอยู่กับแม่ก็ได้นะ จะได้ช่วยที่บ้านทำงาน” เขารู้ว่าที่บ้านของเด็กชาย มีสวนปลูกผักผลไม้ด้วย

เด็กชายคิดสักพักและตอบว่า “ไว้ตอนกลับไปครั้งนี้ ข้าขอดูว่าแม่จะทำอะไรหรือเปล่า ถ้าจำเป็นจะต้องใช้แรงงาน ข้าก็จะขออนุญาตอยู่ช่วยแม่” จากนั้นเขาก็ถามอย่างเกรงใจว่า “อาจารย์จะเดินทางไปไหนหรือเปล่าขอรับ จะให้ข้าไปด้วยหรือไม่”

ชายชราตอบว่า “ช่วงอากาศหนาวข้าไม่ไปไหน จะไปอีกทีก็ช่วงใบไม้ผลิ ถึงตอนนั้น ข้าอาจจะพาเจ้ากับสวี่กั๋วไปด้วย” เด็กชายยิ้มอย่างดีใจ และก้มหน้าก้มตาท่องจำจุดฝังเข็มอย่างตั้งอกตั้งใจ

วันรุ่งขึ้น หลังจากทำงานตามที่ได้รับมอบหมายเสร็จแล้ว เฟิงหลี่เฉียงถือขวดยาบำรุงเดินไปยังบ้านที่อยู่เกือบด้านในสุดของชุมชนนี้ เขาเดินไปที่ประตูรั้วไม้ไผ่เตี้ยๆ ที่สร้างล้อมรอบบ้านเอาไว้ เมื่อมองเข้าไปจะเห็นบ้านชั้นเดียวสร้างจากไม้ไผ่ และมีบ้านอีก 2 หลังเล็กสร้างไว้ใกล้กัน ถึงแม้ว่าบ้านของบัณฑิตชื่อโม่ชิงเฉิงจะสร้างจากไม้ไผ่ แต่ออกแบบให้เรียบง่ายและสวยงาม ด้านหลังและด้านข้างปลูกต้นไผ่เรียงกันเป็นแนว ด้านหน้าของบ้านมีแปลงไม้ดอกและไม้ผล วันนี้มีหมอกจางๆ ลอยปกคลุม ยิ่งสร้างบรรยากาศลึกลับราวกับเป็นบ้านของพวกเทพเซียนเหมือนที่เคยอ่านพบในหนังสือ

ที่ประตูบ้าน มีกระบอกไม้ไผ่แขวนเอาไว้  เขาจึงเขย่ากระบอกไม้ไผ่ เพื่อบอกให้เจ้าของบ้านรู้ว่ามีคนมาหา สักพัก ชายวัย 30 ปี สวมชุดสีเทาก็เดินออกมาจากบ้านหลังเล็ก เด็กชายแนะนำตัวว่า “ท่านอา ข้าชื่อเฟิงหลี่เฉียง เป็นลูกศิษย์ของท่านหมอต้วนเจี่ยซิน อาจารย์ให้ข้านำยาบำรุงมามอบให้ท่านโม่ชิงเฉิงขอรับ”

ชายคนนี้ คือ พ่อบ้านโม่ จึงยิ้มและเอื้อมมือมารับขวดยาบำรุง และกล่าวขอบคุณเขา แต่ก่อนที่เด็กชายจะหันหลังเดินกลับไป เขาก็ได้ยินเสียงเรียกของชายคนหนึ่งดังมาจากบ้านหลังใหญ่ “เด็กน้อย! อย่าเพิ่งไป เข้ามานี่ก่อน”

พ่อบ้านชะงัก สีหน้าของเขาประหลาดใจมาก แต่ก็รีบเปิดประตู “คุณชายตามข้ามาขอรับ ข้าจะพาไปพบนายท่าน”

เด็กชายหันไปบอกว่า “เรียกข้าว่าเสี่ยวเฉียงก็ได้ขอรับท่านอา”

พ่อบ้านยิ้มและพาเด็กชายเดินไปตามทางเดินที่โรยกรวดสีขาว ด้านข้างปลูกดอกไม้หลากหลายสีเรียงรายเอาไว้ ดูเรียบง่ายแต่สวยงาม

เมื่อไปถึงบ้านหลังใหญ่ พ่อบ้านโม่พาเขาเดินเข้าไปในห้องโถงที่มีโต๊ะกินข้าวและเก้าอี้จัดวางไว้สวยงาม  ในห้องมีรูปภาพและตัวอักษรที่เขียนโดยพู่กันจีนแขวนเอาไว้หลายรูป พวกเขาไปหยุดอยู่ที่ห้องหนังสือ เมื่อเคาะประตูและแจ้งว่าเขาพาเด็กชายมาแล้ว เสียงของชายคนนั้นก็บอกให้เด็กชายเดินเข้ามาข้างใน

ภายในห้องหนังสือ เต็มไปด้วยชั้นหนังสือ และภาพวาดภาพเขียนอีกจำนวนหนึ่ง เฟิงหลี่เฉียงเห็นชั้นที่วางอุปกรณ์การเขียนหลากหลายชนิด และยังมีเครื่องดนตรีที่เขาไม่รู้จักวางเอาไว้ด้วย ที่ริมหน้าต่าง เขาเห็นชายวัย 28-29 ปี ยืนอ่านหนังสืออยู่ด้านข้าง เขามีรูปร่างผอมสูง หน้าตาหล่อเหลา กิริยามารยาทสง่างาม แต่แฝงความเฉียบขาดเอาไว้ในที

โม่ชิงเฉิงบอกเด็กชายด้วยเสียงเรียบเย็นว่า “มานั่งที่โต๊ะ”

เด็กชายเดินเข้าไปใกล้ ก้มลงคำนับและแนะนำตัวว่า “ข้าชื่อเฟิงหลี่เฉียง เป็นลูกศิษย์ของท่านหมอต้วนเจี่ยซินขอรับ อาจารย์ให้ข้านำยาบำรุงชี่มามอบให้ท่าน”

โม่ชิงเฉิงรับยาจากเด็กชาย เขาเปิดขวดยาและดมกลิ่น ก่อนจะพูดด้วยความพอใจว่า “ยาของท่านหมอต้วนยังคงมีกลิ่นฉุนแรงตามเดิม แต่สรรพคุณก็เยี่ยมยอดเช่นเดียวกัน    ฝากขอบคุณท่านหมอต้วนด้วยนะ แล้วข้าจะไปเยี่ยมคารวะอีกครั้ง”

จากนั้นเขาก็สั่งให้พ่อบ้านนำชาและขนมมาให้เด็กชาย ซึ่งทำให้อีกฝ่ายแปลกใจ นายท่านของเขาไม่ค่อยออกไปพบปะกับใคร โดยเฉพาะกับเด็กๆ แต่ครั้งนี้เขากลับเชิญลูกศิษย์ของต้วนเจี่ยซินให้มานั่งสนทนาด้วย เขาจึงรีบออกไปทำตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว

เด็กชายกวาดตามองรอบห้องด้วยความสนใจ โม่ชิงเฉิงถามเด็กชายว่า “เจ้าอ่านหนังสือออกไหม”

“ข้าอ่านเขียนได้ขอรับ ท่านแม่เป็นคนสอนให้”

โม่ชิงเฉิงเดินไปหยิบกระดาษ พู่กันและหมึกมาวางไว้ที่หน้าเด็กชาย “ลองเขียนให้ข้าดูหน่อย”

เมื่อเห็นเด็กชายมีสีหน้าสงสัย เขาก็บอกด้วยเสียงเรียบเฉยว่า “เขียนอะไรก็ได้”

เฟิงหลี่เฉียงคิดสักพัก จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนเพื่อให้เขียนถนัด  เขาหยิบพู่กันจุ่มลงในแท่นหมึก ปาดน้ำหมึกส่วนเกินออก จากนั้นก็ลงมือเขียนช้าๆ แต่มั่นใจ โม่ชิงเฉิงจับตาดูท่าทางของเขาด้วยความสนใจ เด็กคนนี้มีสมาธิดี และมีจิตใจมั่นคง

เมื่อเด็กชายเขียนเสร็จแล้ว เขาก็เงยหน้าบอกอีกฝ่ายด้วยความสุภาพว่า “ข้าเขียนเสร็จแล้วขอรับ”

[1] ในยุคต้นของราชวงศ์หมิง เมืองหลวงตั้งอยู่ที่เมืองหนานจิง หรือนานจิง หรือนานกิง จนในภายหลังฮ่องเต้หย่งเล่อมีรับสั่งให้ย้ายเมืองหลวงไปทางตอนเหนือของประเทศ คือ ที่เป่ยผิง หรือเป่ยจิง หรือปักกิ่ง ที่เป็นเมืองหลวงมาจนถึงยุคปัจจุบัน

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 146

    ตอนที่ 146ลู่เหยาหลงคิด แต่ก็ยังไม่แน่ใจ “ถ้าซื้อไปกิน เราก็มีกันแค่นี้ จะกินหมดได้อย่างไร..ถ้าซื้อไปขาย แล้วเราจะขายอย่างไร”กวานอี้จึงพูดขึ้นลอยๆ ว่า “ซื้อมากขนาดนี้ ก็ย่อมดึงดูดความสนใจของใครบางคนได้”คราวนี้ลู่เหยาหลงและคนอื่นเริ่มเข้าใจ อินเฉินจึงถามอย่างตื่นเต้นว่า “เพื่อให้คนที่อยู่เบื้องหลังเผยตัวใช่ไหม”ใต้เท้าเฟิงยิ้ม แต่ก็ยังไม่ตอบหลี่ปิงก็ถามด้วยความสงสัยว่า “แล้วท่านจะทำอย่างไรกับของพวกนี้ จะให้พวกเราเอาไปขายอย่างนั้นหรือ”“ใช่แล้ว ข้าจะให้พวกท่านเอาไปขาย” รองเสนาบดีหนุ่มตอบหน้าตาเฉยทุกคนหัวเราะ แต่เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของใต้เท้าเฟิง พวกเขาก็ชักไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายพูดจริงหรือพูดเล่นเฟิงหลี่เฉียงจึงเฉลยว่า นี่คือเงินส่วนตัวของเขาเอง และจะส่งของกลับไปที่หนานจิง เพื่อให้แม่ของเขานำปลาและสินค้าท้องถิ่นเหล่านี้ไปกินและขายด้วยหลี่ปิงทำหน้าประหลาดใจ “ท่านเป็นขุนนางชั้นสูงนะ! ท่านกล้าขายของหรือ”แม

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 145

    ตอนที่ 145แต่แล้ว จางไห่เฟิงที่ฟังเงียบๆ ก็พูดขึ้นว่า “ใต้เท้าเฟิงมักจะเจอการทำทุจริตหรือเรื่องร้ายที่เป็นเครือข่ายใหญ่เสมอ”ซึ่งก็ทำให้เฟิงหลี่เฉียงและคนสนิทของเขาต่างอดหัวเราะไม่ได้ ลู่ปู่และลู่เหยาหลงจึงเล่าเรื่องราวการผจญภัยที่เคยเกิดขึ้นให้พวกเขาฟัง ที่ทำให้พวกเขาตี่นเต้นไปกับประสบการณ์การทำงานที่เสี่ยงอันตรายของใต้เท้าเฟิงตั้งแต่ยังหนุ่มแต่ใต้เท้ากลับนั่งนิ่ง และไม่สนใจในสิ่งที่พวกเขาพูดคุยกัน เขากำลังนึกถึงข้อมูลที่ได้รับมาก่อนการเดินทาง นั่นคือ การที่ฮ่องเต้ได้รับฎีกาจากข้าราชการ ประชาชน และบัณฑิตบางคน บอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่เจียงหนานนี้ จนเขาถูกสั่งให้เดินทางมาสำรวจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหลี่ปิง ผู้ช่วยของเขา ที่ตอนนี้มีทัศนคติต่อนายใหม่ของตนเองดีขึ้นมาก ก็อดถามไม่ได้ว่า “ใต้เท้า ถ้าพบการทุจริตจริง เราควรจะทำอย่างไรหรือขอรับ”เขาไม่รู้ว่าจะต้องตัดสินคดีที่นี่ด้วยหรือไม่ หรือเพียงแค่รายงานเหตุการณ์กลับไปยังเมืองหลวง และมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ปกครองท้องถิ่นจัดการคดีเอง

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 144

    ตอนที่ 144เฟิงหลี่เฉียง ลู่ปู่ ลู่เหยาหลง อินเฉิน และจางไห่เฟิง เลือกร้านขายแป้งทอด ที่ทอดร้อนๆส่งกลิ่นหอม พวกเขากินพร้อมกับน้ำเต้าหู้เข้มข้น“อร่อยมากเลยเถ้าแก้เนี้ย ข้าอยากจะซื้อกลับไปฝากแม่มากๆ เลย” เฟิงหลี่เฉียงพูดกับหญิงเจ้าของร้านที่ยกแป้งทอดมาให้อีกจาน ทำให้นางยิ้มด้วยความพึงพอใจ ที่ชายหนุ่มรูปงามคนนี้ชื่นชมอาหารของนาง“ร้านของข้าใครๆ ก็รู้จัก กินแล้วติดใจทุกคน” นางบอกอย่างภูมิใจจากนั้นก็เดินกลับไปทอดแป้งต่อ และสั่งให้ลูกชายอายุประมาณ 15- 16 ปี รีบยกน้ำเต้าหู้ไปให้ลูกค้าโต๊ะอื่นในขณะที่พวกเขากินกันอยู่นั้น คนกลุ่มหนึ่งแต่งกายด้วยชุดของข้าราชการประจำอำเภอก็เดินเข้ามานั่งที่โต๊ะข้างๆ และสั่งอาหารมากินข้าราชการคนหนึ่งพูดว่า “เฮ่ออ ข้าหิวจนไส้แทบขาด วันนี้เรือเข้าเทียบท่ามากจริงๆ”“ใช่! แล้วยังต้องรีบขนปลาไปส่งโรงงานอีก ขนาดข้ากินอะไรรองท้องมาบ้าง ยังแทบจะทนไม่ไหว” ข้าราชการอีกคนบ่นเช่นกันกลุ่มของเฟิงหลี่เฉียงตั

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 143

    ตอนที่ 143พวกเขาใช้เรือเดินทางลงใต้ โดยล่องตามแม่น้ำแยงซีเกียงไปยังเมืองเจิ้นเจียง และผ่านทางแควเล็ก เพื่อไปยังคลองใหญ่หรือคลองต้าอวิ้นเหอ ซึ่งเป็นคลองที่ขุดโดยมนุษย์ มีความยาว 3,200 กิโลเมตร เชื่อมโยงตอนเหนือและตอนใต้ของต้าหมิงเข้าด้วยกัน โดยเริ่มต้นที่หางโจวทางตะวันออกและขึ้นเหนือไปสิ้นสุดที่เป่ยผิง ซึ่งคณะของเฟิงหลี่เฉียงจะเดินทางจากท่าเรือหนานจิงไปตามคลองนี้ และนำพวกเขาไปยังเมืองสำคัญคือ ซูโจวและหางโจวแห่งภูมิภาคเจียงหนานที่โด่งดังนี้และก็เป็นเช่นเดียวกับทุกครั้ง เฟิงหลี่เฉียงจะสอนความรู้ให้กับลู่เหยาหลง และใครก็ตามที่อยากจะฟัง ทำให้ในแต่ละครั้งที่เขาพูดคุย หรือเมื่อเรือแวะจอด และลงไปเดินบนบก จะมีคนในคณะเดินตามเขาไปเพื่อฟังเรื่องราวต่างๆ ที่เล่า และเก็บเอาไว้เป็นข้อมูลการเดินทางครั้งนี้ พวกเขาไม่ได้เปิดเผยตัวตน จึงแต่งกายด้วยชุดธรรมดา เพื่อมิให้เป็นที่สะดุดตา เฟิงหลี่เฉียงจะสะพายดาบเอาไว้ที่หลังเล่มหนึ่งเสมอ ที่มีเฉพาะคนในคณะของเขาเท่านั้นที่รู้ว่า นี่คือกระบี่อาญาสิทธิ์ ที่จักรพรรดิหย่งเ

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 142

    ตอนที่ 142อย่างไรก็ดี ปัญหาสำคัญตอนนี้อีกเรื่อง คือ เด็กกำพร้าจำนวน 12 คน ที่รอให้เขาช่วยเหลืออยู่ เขาไปพบเด็กๆ ที่วัด โดยมีแม่ น้องสาว และครอบครัวของลู่เหยาหลงไปด้วยพวกนางนำอาหารและข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นไปแจก ไม่เพียงแต่เด็กกลุ่มนี้ ยังเผื่อแผ่ให้เด็กคนอื่นที่นั่นด้วยเฟิงหลี่เฉียงพูดกับเด็กๆ ในขณะที่พวกเขากินอาหารกลางวันอย่างเอร็ดอร่อยว่า เขาจะสร้างบ้านเพื่อรับเลี้ยงพวกเขาเมื่อได้ยินดังนั้นเด็กๆ ต่างพากันดีใจ บางคนร้องไห้ออกมาด้วยความโล่งอก ทำเอาแม่ๆ ที่มาด้วยต่างแอบเช็ดน้ำตาด้วยความสงสารชายหนุ่มบอกเด็กๆ ว่า “พวกเจ้าจะต้องเรียนและทำงานไปด้วย เพื่อแลกกับที่อยู่และอาหาร แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องทำงานหนัก ข้าไม่ใช่คนใจร้ายแบบนั้น ถ้าคนไหนทนไม่ได้ ก็สามารถออกไปจากบ้านนี้ได้เช่นกัน”เฟิงหลี่เฉียงเข้าใจดีว่า ไม่ใช่ทุกคนจะชอบชีวิตแบบมีกฎระเบียบนี้ และพวกเขาก็มีสิทธิ์เลือกที่อยู่หรือไปได้เช่นกัน“ถ้าจะอยู่กับข้า ก็ต้องยอมรับกฎระเบียบ และยอมรับก

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 141

    ตอนที่ 141ขันทีหวังกั๋ว ที่เฟิงหลี่เฉียงไม่ได้พบมานาน เป็นผู้เปิดประตูให้ ตอนนี้เขาดูมีอายุมากขึ้นตามวันเวลาที่ผ่านไปขันทีวัยกลางคนยิ้ม และเชื้อเชิญเขาให้เข้ามา “เชิญใต้เท้าเฟิงหลี่เฉียงเข้ามาข้างในได้เลย”ที่นั่น เขาเห็นฮ่องเต้หย่งเล่อกำลังทรงงานอยู่ที่โต๊ะทรงอักษร เมื่อมายืนตรงหน้าโต๊ะ เฟิงหลี่เฉียงทรุดตัวลงเพื่อทำความเคารพ หย่งเล่อที่ตอนนี้มีวัย 52 ปีแล้ว บอกให้เขาลุกขึ้น และอ่านฎีกาในมือต่อ ในขณะที่รองเสนาบดีเฟิงยังคงยืนรออย่างสงบเมื่อฮ่องเต้ลงพระนามและประทับตราเสร็จแล้ว ก็ตรัสกับเฟิงหลี่เฉียงว่า “ข้าได้อ่านฎีกาของเจ้า ที่จะขอการสนับสนุนเงินสร้างโรงเลี้ยงเด็กกำพร้าแล้ว”“พะยะค่ะ” เขายังคงก้มหน้ารอฟังต่อ“จงบอกมาสิว่า ต้าหมิงจะได้อะไรจากการสนับสนุนครั้งนี้” ฮ่องเต้หย่งเล่อพูดด้วยสีหน้าเฉยเมย ตอนนี้เขายกถ้วยชาขึ้นมาจิบและรอฟังคำตอบจากอีกฝ่ายเฟิงหลี่เฉียงที่ลดสายตาลงมองที่พื้นข้างหน้า หยุดคิดพักหนึ่ง จากนั้นก็ตอบด้ว

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status