공유

3

작가: Clear Clouds
last update 게시일: 2025-09-23 21:05:24

ในวันหนึ่ง แม่ครัววัย 30 กว่าปี เห็นร่างเล็กๆ ของเด็กชายวัย 6 ขวบ พยายามยืนบนม้านั่งตัวเล็กเพื่อหัดทำอาหาร ถึงจะลำบากแต่เขาก็สู้ไม่ถอย นางจึงถามว่า “เสี่ยวเฉียง เจ้าชอบทำอาหารหรือ โตขึ้นจะไปเปิดร้านอาหารเองหรืออย่างไร”

เด็กชายหัวเราะพร้อมกับใช้ทัพพีไม้คนหม้อต้มน้ำซุปอย่างระมัดระวัง “ข้าอยากทำอาหารเป็นขอรับ ข้าไม่ได้อยากเปิดร้านอาหาร แต่อยากทำให้แม่กับน้องกิน จะได้แบ่งเบาภาระได้ แล้วก็..” เขาหยุดสักพัก ก่อนพูดต่ออย่างจริงจังว่า “ข้าอยากพึ่งพาตัวเองได้ด้วย”

ป้าเฟยหรือแม่ครัวเฟย อึ้งไปกับคำตอบ นางไม่คิดเลยว่าเด็กชายวัย 6 ขวบจะคิดได้ขนาดนี้ และที่พวกเขาไม่รู้ก็คือ ต้วนเจี่ยซินเดินผ่านห้องครัวมาพร้อมกับชายคนหนึ่งอายุประมาณ 30 กว่าปี และได้ยินบทสนทนาของพวกเขาพอดี หมอต้วนหัวเราะหึหึ ใช้มือลูบเคราตัวเองอย่างพอใจ ในขณะที่ชายอีกคนมีสีหน้าครุ่นคิด จากนั้นพวกเขาก็เดินไปยังห้องหนังสือของหมอต้วนด้วยกัน

เมื่อเดินเข้าไปในห้องหนังสือ ที่มีตำรา และอุปกรณ์การแพทย์หลายอย่างวางอยู่บนชั้น ต้วนเจี่ยซินหันไปพูดกับชายอีกคนว่า “เจ้าคิดอย่างไรบ้าง”

ชายคนนี้ หรือต้วนเหวินเจี่ย ลูกชายของหมอต้วนตอบช้าๆ ว่า “ดูมีความมุ่งมั่นดีขอรับท่านพ่อ แต่แค่นี้ยังบอกอะไรไม่ได้มากนัก”

หมอต้วนพยักหน้าอย่างเข้าใจ “เด็กคนนี้มาอยู่ที่นี่ได้เกือบหนึ่งเดือนแล้ว เด็กอายุแค่ 6 ขวบ ต่อให้พยายามเสแสร้งอย่างไร ผู้ใหญ่อย่างพวกเราก็ดูออกอยู่ดี พ่อเห็นคุณสมบัติสำคัญของเด็กคนนี้ คือ มีความมุ่งมั่น เฉลียวฉลาด และซื่อสัตย์”

 “ท่านพ่อดูจะชอบเด็กคนนี้มากนะขอรับ” ต้วนเหวินเจี่ยหัวเราะออกมา

ชายชราพยักหน้ายอมรับ “พ่อไม่อยากจะให้เด็กฉลาดแบบเสี่ยวเฉียง มาใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านนอกแบบนี้ไปตลอด”

“ท่านพ่ออยากจะให้เขาเป็นหมอหรือ” ลูกชายถามอย่างแปลกใจ เพราะพ่อของเขาไม่ยอมรับลูกศิษย์มานานหลายปีแล้ว แต่กลับยอมรับเด็กคนนี้มาอยู่ด้วย

ชายชรากลับส่ายหน้า สีหน้าของเขาเคร่งขรึม “เสี่ยวเฉียงเป็นเด็กหัวดี ถ้าเรียนการแพทย์ เขาก็สามารถเป็นหมอที่มีชื่อเสียงได้” ชายชราหันไปสบตาลูกชาย และพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แต่เขาเหมาะสมจะใช้สติปัญญาและความสามารถเพื่อช่วยเหลือผู้คน ได้กว่าการเป็นหมอเพียงอย่างเดียว”

ต้วนเหวินเจี่ยขมวดคิ้ว “ท่านหมายความว่าอย่างไรขอรับ”

ชายชราตอบด้วยดวงตาเป็นประกายว่า “พ่ออยากจะให้เขาสอบเข้ารับราชการเป็นบัณฑิต และไปทำงานที่เมืองหลวง!”

ต้วนเหวินเจี่ยตะลึงไปสักพัก “แล้วท่านจะทำอย่างไรกับเด็กคนนี้ละ จะให้เขาไปเรียนหนังสือเพื่อเตรียมสอบเป็นบัณฑิตอย่างเดียวเลยหรือ แล้วการเรียนแพทย์กับท่านพ่อล่ะ”

“พ่อยังจะให้เขาเรียนกับพ่อก่อน พ่ออยากฝึกให้เขาเป็นคนมีเมตตา รู้จักการเสียสละเพื่อคนที่ด้อยกว่า  นี่คือการฝึกฝนด้านจิตใจและคุณธรรม ส่วนในด้านวิชาความรู้นั้น ถ้าเป็นไปได้..พ่อจะให้เขาไปเรียนกับโม่ชิงเฉิง”

ต้วนเหวินเจี่ยตกใจ “แต่เขาไม่ยอมรับใครเป็นลูกศิษย์เลยนะขอรับท่านพ่อ แล้วก็ยังมีนิสัยขี้โมโห เขาจะอยากสอนหนังสือให้กับเด็กอายุแค่นี้หรือ!”

แต่ชายชรากลับยิ้มด้วยดวงตาเป็นประกาย “เสี่ยวเฉียงก็ต้องทำให้โม่ชิงเฉิงอยากจะสอนเขาให้ได้ด้วยตัวเอง”

ต้วนเหวินเจี่ยส่ายหน้า เขารู้ว่าพ่อต้องการจะทดสอบเด็กน้อย และยังคิดจะลองเสี่ยงดูด้วย แต่การจะให้คนอย่างโม่ชิงเฉิงยอมเปิดใจรับเด็กคนหนึ่งมาเป็นลูกศิษย์นั้น เขายังนึกไม่ออกว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ในบ่ายวันนั้น ต้วนเจี่ยซินแนะนำให้เฟิงหลี่เฉียงรู้จักกับลูกชายคนเดียวของเขา คือ ต้วนเหวินเจี่ย

“เสี่ยวเฉิง มารู้จักท่านลุงเจี่ยซินสิ นี่คือลูกชายคนโตของข้า และตอนนี้ทำงานเป็นแพทย์หลวงขั้น 5 ที่สำนักแพทย์หลวงในเมืองหลวงหนานจิง”[1]

เด็กชายก้มลงคำนับอย่างสุภาพ “ท่านลุงเจี่ยซิน ข้าชื่อเฟิงหลี่เฉียงขอรับ”

ในเย็นนั้น พวกเขากินข้าวและพูดคุยกัน ถึงแม้บ้านต้วนจะเป็นหมอ แต่พวกเขาไม่เคยห้ามเรื่องการพูดคุยในขณะกินข้าว เพราะโอกาสที่พวกเขาจะได้พบกันมีจำกัด การกินข้าวด้วยกัน จึงเป็นเหมือนช่วงเวลาที่ใช้ในการพูดคุยด้วย

ในวันนั้น เด็กชายจึงได้รู้ว่า ต้วนเจี่ยซินเคยเป็นหัวหน้าสำนักแพทย์หลวงมาก่อน เขาเกษียณตัวเองออกมาก่อน และย้ายมาอาศัยอยู่ที่เมืองนี้ ที่นี่ไม่ใช่บ้านเกิดของเขา แต่เป็นสถานที่ที่เขาเคยผ่านมาและชื่นชอบบรรยากาศ จึงสร้างบ้านอยู่ที่นี่ และเพื่อนบ้านอีก 3 หลังที่อยู่ล้อมรอบนั้น ก็ล้วนแล้วแต่มาจากที่อื่น และเลือกที่นี่เพราะชอบความสงบเงียบด้วยเช่นกัน เด็กชายเคยเห็นเจ้าของบ้านแค่หนึ่งคนในระยะไกล แต่ยังไม่เคยเห็นเจ้าของบ้านอีกสองหลัง

ต้วนเจี่ยซินบอกเด็กชายว่า “เจ้าไปทำความรู้จักคนบ้านอื่นได้นะ จะได้ไม่เหงา”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาก็ดีใจ ถึงเขาจะเฉลียวฉลาดและจริงจังแค่ไหน แต่ก็ยังเป็นเด็กที่ยังอยากรู้อยากเห็นและเรียนรู้โลกภายนอกเช่นกัน  เขาจึงถามหมอต้วนว่า “อาจารย์ขอรับ ข้าอยากรู้ว่า บ้านหลังอื่นที่อยู่แถวนี้ เป็นบ้านของใครบ้าง”

ต้วนเจี่ยซินบอกเด็กชายว่า “เป็นบ้านของปรมาจารย์ด้านฮวงจุ้ย ของนักปราชญ์ที่เคยเป็นข้าราชการ และของจอมยุทธ์ที่พเนจรไปทุกที่ บางคนก็อยู่ที่นี่มาตลอด บางคนไปๆมาๆ และบางคนไม่กลับมานานแล้ว”

เด็กชายตาโต “พวกเขาเป็นเพื่อนของท่านหมดเลยหรือขอรับ”

พ่อลูกต้วนสบตากัน จากนั้นก็หัวเราะออกมา ก่อนที่หมอต้วนคนพ่อจะพูดว่า “จะบอกว่าเพื่อนก็ไม่ใช่เสียทั้งหมด บางคนเคยมารักษากับข้า บางคนรู้จักกันตอนอยู่ในเมืองหลวง บางคนแค่ผ่านมาแล้วก็ชอบที่นี่ ทุกคนชอบความสงบสุข จึงไม่มีใครมารบกวนพวกเขาที่นี่อย่างไรล่ะ”

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เด็กชายก็มักจะเดินไปกับแม่บ้านบ้างหรือคนงานที่บ้านหมอต้วนบ้าง เพื่อไปทำความรู้จักกับคนงานที่อยู่บ้านหลังอื่น ที่นี่ยังมีเด็กอายุ 7-8 ขวบ ที่เป็นลูกของคนงานอีกหนึ่งคน ทำให้เฟิงหลี่เฉียงได้มีเพื่อนเล่นวัยใกล้เคียงกัน

หลังจากนั้นอีก 2-3 วัน ต้วนเจี่ยซินบอกเฟิงหลี่เฉียงว่า  “เสี่ยวเฉียง พรุ่งนี้เช้า เจ้านำยาบำรุงชี่ไปมอบให้ท่านโม่ชิงเฉิงที่อยู่บ้านไม้ไผ่หลังนั้นหน่อยนะ”

เด็กชายซึ่งกำลังอ่านตำราเกี่ยวกับจุดฝังเข็มและเส้นลมปราณในร่างกายมนุษย์เงยหน้าขึ้น และรับปากด้วยความสนใจ เขาเองก็อยากรู้ว่าใครอยู่บ้านหลังนั้นเช่นกัน สักพักเขาก็ถามขึ้นว่า “อาจารย์ขอรับ ข้าขอกลับบ้านไปเยี่ยมแม่กับน้องจะได้ไหมขอรับ”

หมอต้วนยิ้ม “ได้สิ ให้ลู่ปู่ไปส่ง แล้วจะไปวันไหนล่ะ ข้าจะฝากของไปให้แม่กับน้องของเจ้าด้วย”

เด็กชายคิดก่อนตอบ “น่าจะอีก 3 วันข้างหน้าขอรับ ข้าจะช่วยท่านเก็บสมุนไพรในแปลงให้หมดก่อน อากาศหนาวมาก ข้ากลัวสมุนไพรจะแข็งตายก่อน”

ต้วนเจี่ยซินยิ้มอย่างพอใจที่เด็กชายรู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่ เขาบอกเด็กชายว่า “ช่วงปีใหม่ เจ้ากลับไปอยู่กับแม่ก็ได้นะ จะได้ช่วยที่บ้านทำงาน” เขารู้ว่าที่บ้านของเด็กชาย มีสวนปลูกผักผลไม้ด้วย

เด็กชายคิดสักพักและตอบว่า “ไว้ตอนกลับไปครั้งนี้ ข้าขอดูว่าแม่จะทำอะไรหรือเปล่า ถ้าจำเป็นจะต้องใช้แรงงาน ข้าก็จะขออนุญาตอยู่ช่วยแม่” จากนั้นเขาก็ถามอย่างเกรงใจว่า “อาจารย์จะเดินทางไปไหนหรือเปล่าขอรับ จะให้ข้าไปด้วยหรือไม่”

ชายชราตอบว่า “ช่วงอากาศหนาวข้าไม่ไปไหน จะไปอีกทีก็ช่วงใบไม้ผลิ ถึงตอนนั้น ข้าอาจจะพาเจ้ากับสวี่กั๋วไปด้วย” เด็กชายยิ้มอย่างดีใจ และก้มหน้าก้มตาท่องจำจุดฝังเข็มอย่างตั้งอกตั้งใจ

วันรุ่งขึ้น หลังจากทำงานตามที่ได้รับมอบหมายเสร็จแล้ว เฟิงหลี่เฉียงถือขวดยาบำรุงเดินไปยังบ้านที่อยู่เกือบด้านในสุดของชุมชนนี้ เขาเดินไปที่ประตูรั้วไม้ไผ่เตี้ยๆ ที่สร้างล้อมรอบบ้านเอาไว้ เมื่อมองเข้าไปจะเห็นบ้านชั้นเดียวสร้างจากไม้ไผ่ และมีบ้านอีก 2 หลังเล็กสร้างไว้ใกล้กัน ถึงแม้ว่าบ้านของบัณฑิตชื่อโม่ชิงเฉิงจะสร้างจากไม้ไผ่ แต่ออกแบบให้เรียบง่ายและสวยงาม ด้านหลังและด้านข้างปลูกต้นไผ่เรียงกันเป็นแนว ด้านหน้าของบ้านมีแปลงไม้ดอกและไม้ผล วันนี้มีหมอกจางๆ ลอยปกคลุม ยิ่งสร้างบรรยากาศลึกลับราวกับเป็นบ้านของพวกเทพเซียนเหมือนที่เคยอ่านพบในหนังสือ

ที่ประตูบ้าน มีกระบอกไม้ไผ่แขวนเอาไว้  เขาจึงเขย่ากระบอกไม้ไผ่ เพื่อบอกให้เจ้าของบ้านรู้ว่ามีคนมาหา สักพัก ชายวัย 30 ปี สวมชุดสีเทาก็เดินออกมาจากบ้านหลังเล็ก เด็กชายแนะนำตัวว่า “ท่านอา ข้าชื่อเฟิงหลี่เฉียง เป็นลูกศิษย์ของท่านหมอต้วนเจี่ยซิน อาจารย์ให้ข้านำยาบำรุงมามอบให้ท่านโม่ชิงเฉิงขอรับ”

ชายคนนี้ คือ พ่อบ้านโม่ จึงยิ้มและเอื้อมมือมารับขวดยาบำรุง และกล่าวขอบคุณเขา แต่ก่อนที่เด็กชายจะหันหลังเดินกลับไป เขาก็ได้ยินเสียงเรียกของชายคนหนึ่งดังมาจากบ้านหลังใหญ่ “เด็กน้อย! อย่าเพิ่งไป เข้ามานี่ก่อน”

พ่อบ้านชะงัก สีหน้าของเขาประหลาดใจมาก แต่ก็รีบเปิดประตู “คุณชายตามข้ามาขอรับ ข้าจะพาไปพบนายท่าน”

เด็กชายหันไปบอกว่า “เรียกข้าว่าเสี่ยวเฉียงก็ได้ขอรับท่านอา”

พ่อบ้านยิ้มและพาเด็กชายเดินไปตามทางเดินที่โรยกรวดสีขาว ด้านข้างปลูกดอกไม้หลากหลายสีเรียงรายเอาไว้ ดูเรียบง่ายแต่สวยงาม

เมื่อไปถึงบ้านหลังใหญ่ พ่อบ้านโม่พาเขาเดินเข้าไปในห้องโถงที่มีโต๊ะกินข้าวและเก้าอี้จัดวางไว้สวยงาม  ในห้องมีรูปภาพและตัวอักษรที่เขียนโดยพู่กันจีนแขวนเอาไว้หลายรูป พวกเขาไปหยุดอยู่ที่ห้องหนังสือ เมื่อเคาะประตูและแจ้งว่าเขาพาเด็กชายมาแล้ว เสียงของชายคนนั้นก็บอกให้เด็กชายเดินเข้ามาข้างใน

ภายในห้องหนังสือ เต็มไปด้วยชั้นหนังสือ และภาพวาดภาพเขียนอีกจำนวนหนึ่ง เฟิงหลี่เฉียงเห็นชั้นที่วางอุปกรณ์การเขียนหลากหลายชนิด และยังมีเครื่องดนตรีที่เขาไม่รู้จักวางเอาไว้ด้วย ที่ริมหน้าต่าง เขาเห็นชายวัย 28-29 ปี ยืนอ่านหนังสืออยู่ด้านข้าง เขามีรูปร่างผอมสูง หน้าตาหล่อเหลา กิริยามารยาทสง่างาม แต่แฝงความเฉียบขาดเอาไว้ในที

โม่ชิงเฉิงบอกเด็กชายด้วยเสียงเรียบเย็นว่า “มานั่งที่โต๊ะ”

เด็กชายเดินเข้าไปใกล้ ก้มลงคำนับและแนะนำตัวว่า “ข้าชื่อเฟิงหลี่เฉียง เป็นลูกศิษย์ของท่านหมอต้วนเจี่ยซินขอรับ อาจารย์ให้ข้านำยาบำรุงชี่มามอบให้ท่าน”

โม่ชิงเฉิงรับยาจากเด็กชาย เขาเปิดขวดยาและดมกลิ่น ก่อนจะพูดด้วยความพอใจว่า “ยาของท่านหมอต้วนยังคงมีกลิ่นฉุนแรงตามเดิม แต่สรรพคุณก็เยี่ยมยอดเช่นเดียวกัน    ฝากขอบคุณท่านหมอต้วนด้วยนะ แล้วข้าจะไปเยี่ยมคารวะอีกครั้ง”

จากนั้นเขาก็สั่งให้พ่อบ้านนำชาและขนมมาให้เด็กชาย ซึ่งทำให้อีกฝ่ายแปลกใจ นายท่านของเขาไม่ค่อยออกไปพบปะกับใคร โดยเฉพาะกับเด็กๆ แต่ครั้งนี้เขากลับเชิญลูกศิษย์ของต้วนเจี่ยซินให้มานั่งสนทนาด้วย เขาจึงรีบออกไปทำตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว

เด็กชายกวาดตามองรอบห้องด้วยความสนใจ โม่ชิงเฉิงถามเด็กชายว่า “เจ้าอ่านหนังสือออกไหม”

“ข้าอ่านเขียนได้ขอรับ ท่านแม่เป็นคนสอนให้”

โม่ชิงเฉิงเดินไปหยิบกระดาษ พู่กันและหมึกมาวางไว้ที่หน้าเด็กชาย “ลองเขียนให้ข้าดูหน่อย”

เมื่อเห็นเด็กชายมีสีหน้าสงสัย เขาก็บอกด้วยเสียงเรียบเฉยว่า “เขียนอะไรก็ได้”

เฟิงหลี่เฉียงคิดสักพัก จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนเพื่อให้เขียนถนัด  เขาหยิบพู่กันจุ่มลงในแท่นหมึก ปาดน้ำหมึกส่วนเกินออก จากนั้นก็ลงมือเขียนช้าๆ แต่มั่นใจ โม่ชิงเฉิงจับตาดูท่าทางของเขาด้วยความสนใจ เด็กคนนี้มีสมาธิดี และมีจิตใจมั่นคง

เมื่อเด็กชายเขียนเสร็จแล้ว เขาก็เงยหน้าบอกอีกฝ่ายด้วยความสุภาพว่า “ข้าเขียนเสร็จแล้วขอรับ”

[1] ในยุคต้นของราชวงศ์หมิง เมืองหลวงตั้งอยู่ที่เมืองหนานจิง หรือนานจิง หรือนานกิง จนในภายหลังฮ่องเต้หย่งเล่อมีรับสั่งให้ย้ายเมืองหลวงไปทางตอนเหนือของประเทศ คือ ที่เป่ยผิง หรือเป่ยจิง หรือปักกิ่ง ที่เป็นเมืองหลวงมาจนถึงยุคปัจจุบัน

이 작품을 무료로 읽으실 수 있습니다
QR 코드를 스캔하여 앱을 다운로드하세요

최신 챕터

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 243 (ตอนจบ)

    ตอนที่ 243เฟิงหลี่เฉียงเดินมาจนถึงบ้านของเขาที่อยู่นอกเมืองหนานจิง ที่มีคนมาปลูกบ้านเพิ่มขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น บ้านของอดีตอัครเสนาบดีคนนี้ ก็ยังคงเหมือนเดิม พวกเขาขยายพื้นที่เพื่อทำธุรกิจและทำการเกษตร แต่บ้านของพวกเขายังคงเรียบง่าย และเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราษฎรต้าหมิงชื่นชมเขา ที่ยังคงอุดมการณ์เดิมของตนเองเอาไว้เขารู้ข่าวคราวจากจดหมายที่ลู่เหยาหลงเขียนมาหาเสมอ เขามักจะแวะไปรับจดหมายตามสถานีทหาร ที่ปกติจะรับส่งเฉพาะจดหมายของทหารเท่านั้น แต่เพราะพวกเขาจดจำความดีของใต้เท้าเฟิงได้ และยังได้รับอนุญาตจากแม่ทัพเจิ้งเฉิงฉาน เฟิงหลี่เฉียงจึงใช้ที่นี่เป็นจุดรับส่งจดหมายตลอดเวลาที่ออกเดินทางลู่เหยาหลงเล่าว่า มักจะมีราษฎร บัณฑิต และขุนนางแวะเวียนมาที่บ้านหนานจิง พวกเขาอยากพบใต้เท้าเฟิง ทั้งแค่อยากมารู้ว่าชีวิตความเป็นอยู่ของเขาในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ทั้งอยากมาดูความเคลื่อนไหวของขุนนางที่มีอิทธิพลและได้รับการยอมรับนับถือจากผู้คน และบางคนอยากจะมาชักชวนเขาไปร่วมงานด้วย และเมื่อรู้ว่าใต้เท้าเฟิงหลี่เฉียงออกเดินทางพเนจรไปทั่ว พวกเขาต่างตกใจบางคนไม่เชื่อ และคิดว่าเขาคงจะหลบอยู่ในบ้านหรือที่ไหน

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 242

    ตอนที่ 242ตลอดทางที่นั่งรถลากไปนั้น เฟิงหลี่เฉียงนิ่งเงียบ เขามิได้ถามอะไรขันที และอีกฝ่ายก็นิ่งเงียบไม่ปริปากอะไรออกมา ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงประตูวัง ทั้งขันทีและเฟิงหลี่เฉียงรีบเดินอย่างรวดเร็วไปตามทางเดินที่ใช้อ้อมเข้าไปยังพระตำหนัก แสงไฟวอบแวบจากลานกว้างและลมเย็นยะเยือกที่พัดมา ทำให้เฟิงหลี่เฉียงอดตัวสั่นไม่ได้ ถึงเขาจะมีวรยุทธ์ แต่ความรู้สึกหนาวเย็นนี้ กลับเกาะกุมหัวใจเอาไว้เมื่อมาถึงหน้าพระตำหนักที่ไม่มีคนยืนเฝ้าตามปกติ เฟิงหลี่เฉียงก็ถูกพาตัวไปยังห้องบรรทม ที่เขามาเข้าเฝ้าหลายครั้งแล้ว แต่ในช่วงหลัง ฝ่าบาทมักจะบรรทม เขาจึงไม่ได้เข้าเฝ้าถวายรายงานอีกต่อไปขันทีจิงหยงยืนรออยู่ด้านหน้าประตูห้อง เมื่อเห็นเขา อีกฝ่ายก็ฝืนยิ้มและก้มลงคำนับ“เชิญทางนี้ขอรับใต้เท้าเฟิง”และพาเขาเดินเข้าไปข้างในห้องบรรทมที่เต็มไปด้วยกลิ่นยา และความร้อนจากเตาถ่านที่จุดให้ความอบอุ่นฮ่องเต้เซวียนเต๋อ ในตอนนี้ มีพระสติแล้ว ทรงนั่งพิงหัวเตียงอย่างอ่อนล้า ใบหน้าและร่างกายของพระองค์ซูบเซียว ริมฝีปากเป็นสีคล้ำ และหายใจอย่างยากลำบาก ชายหนุ่มตรงหน้าของเฟิงหลี่เฉียงมีอายุเพียง 35 ปีเท่านั้น เฟิงหลี่เฉียงพูดอะไร

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 241

    ตอนที่ 241เฟิงหลี่เฉียงถอนหายใจเบาๆ เขาพยายามเรียบเรียงคำพูด และทูลตอบไปว่า “กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมต้องขอทูลตามความจริง ซึ่งอาจจะสร้างความขุ่นข้องพระทัยให้ได้”ฮ่องเต้ชะงัก แต่ก็ยังคงให้เขาพูดต่อได้เฟิงหลี่เฉียงจึงพูดขึ้นว่า “กระหม่อมไม่สามารถเป็นพระอาจารย์ให้กับองค์ชายจูฉีเจิ้นได้พะยะค่ะ”ฮ่องเต้เซวียนเต๋อนิ่งงันไป เขาไม่คิดว่าเฟิงหลี่เฉียงจะพูดออกมาแบบนี้ แต่ใต้เท้าเฟิงยังคงพูดต่อโดยไม่หวาดกลัวว่าฮ่องเต้จะกริ้วเขาเงยหน้าขึ้นสบตาฮ่องเต้ที่ขมวดคิ้ว และพูดด้วยแววตาที่จริงจังว่า“นับตั้งแต่กระหม่อมได้รับบาดเจ็บเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว และยังคงได้รับบาดเจ็บหนักมาอีกหลายครั้ง ร่างกายของกระหม่อมอ่อนแอลงไปมาก ทุกวันนี้ กระหม่อมไม่สามารถใช้ร่างกายหักโหมได้แบบที่เคยเป็นมาแล้ว”เซวียนเต๋อหน้าเสียไป เขารู้ว่าอีกฝ่ายพูดความจริงในช่วงหลังนี้ เฟิงหลี่เฉียงผอมบางลงไป บางครั้งก็จะลาป่วยเพื่อพักรักษาตัว พระองค์ยังเป็นคนส่งหมอหลวงไปรักษาใต้เท้าเฟิงด้วยความเป็นห่วง และเมื่อมองดูเสนาบดีผู้จงรักภักดีคนนี้ เขาก็เห็นร่องรอยของวัยที่ปรากฏชัดมากขึ้น เส้นผมของเขาเริ่มมีสีเงินแซม และใบหน้าของเขาเริ่มมีริ้วรอ

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 240

    ตอนที่ 240หลี่จิวเดินมาพร้อมกับเจิ้งเฉิงฉาน ด้านหลังพวกเขาเป็นลูกน้องคนสนิทไม่กี่คน ใครจะคิดว่าที่ท่าน้ำแห่งนี้ จะมียอดขุนนางแห่งต้าหมิงมาพบกันที่นี่คนสนิทต่างถอยออกมา และยืนรายล้อมเพื่อช่วยรักษาความปลอดภัย“เจ้าเบื่อรึ” หลี่จิวถามเฟิงหลี่เฉียงยิ้ม แต่ก็ไม่ตอบอะไรหลี่จิวก็พูดว่า “เจ้ารู้ไหมว่า หลังจากฮองเฮาได้รับการแต่งตั้งไม่กี่วัน ก็เริ่มมีการแต่งตั้งและสับเปลี่ยนตำแหน่งพระสนมกันหลายคน”เฟิงหลี่เฉียงขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเรื่องนี้เจิ้งเฉิงฉานก็เสริมขึ้นมาว่า “มีความพยายามจะวิ่งเต้นเปลี่ยนตำแหน่งผู้บัญชาการทหารด้วย แต่ข้าไม่ยอมอย่างแน่นอน”ใช่แล้ว ต่อให้ใครคิดจะย้ายตำแหน่งใดๆ ก็ตาม แต่แม่ทัพเจิ้งคนนี้ ไม่เคยอ่อนข้อให้กับคนที่เอื้อมมือเข้ามายุ่งกับกองทัพ“ฝ่าบาทรู้เรื่องนี้ด้วยไหม” เฟิงหลี่เฉียงถามทั้งสองพวกเขาส่ายหน้า “ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน”“แต่เรื่องแบบนี้ไม่มีทางเล็ดรอดจากหูตาของข้าไปได้” หลี่จิวพูดอย่างภูมิใจในฐานะตงฉ่างที่มีเครือข่ายไปทั่วประเทศ เขาย่อมรู้ความเคลื่อนไหวในแต่ละเรื่องล่วงหน้า โดยเฉพาะในตอนนี้ ที่มีการแต่งตั้งฮองเฮาใหม่ ย่อมหมายความว่าอำนาจกำลังเปลี่ยนมืออีกครั้ง

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 239

    ตอนที่ 239หลังจากจัดการเรื่องของชูอวี้และพระโอรสแล้ว ในอีกอาทิตย์ต่อมา ฮ่องเต้เซวียนเต๋อก็เรียกประชุม เพื่อจะจัดการกับอ๋องแห่งฮั่นให้เด็ดขาด “ครั้งนี้ ข้าจะนำทัพเอง!” ฮ่องเต้ประกาศ ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วย ไม่เช่นนั้น อ๋องแห่งฮั่นจะไม่กลัว คิดว่าหลานชายคนนี้ตาขาว และฉวยโอกาสก่อกบฏอีกครั้ง เมื่อจัดเตรียมทัพเสร็จแล้ว ทัพของฮ่องเต้เซวียนเต๋อจำนวน 20,000 นาย ก็ยาตราทัพไปยังเมืองเล่ออัน มณฑลซานตง โดยมีเฟิงหลี่เฉียงอยู่ดูแลเมืองหลวง และนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับผิดชอบหน้าที่ที่สำคัญ หากไม่เช่นนั้น เขาจะต้องเดินทางไปกับขบวนทัพของฮ่องเต้ด้วยเช่นกัน กองทัพของฮ่องเต้เดินทางไปเล่ออัน และสามารถปราบอ๋องแห่งฮั่นได้ เขายอมแพ้ และถูกลดฐานันดรลงเป็นสามัญชน ขุนนางที่กบฏร่วมกันถูกประหารชีวิตไป 600 กว่าคน และอีก 2,200 คนถูกเนรเทศ ถึงตอนนี้ฮ่องเต้จะไว้ชีวิตอาคนนี้ แต่ในภายหลังอดีตองค์ชายจูเกาสวี่ก็ถูกลงโทษประหารชีวิต เพราะหมิ่นเกียรติฮ่องเต้ และนี่เป็นการกวาดล้างพระญาติครั้งสำคัญในรัชสมัยของจักรพรรดิเจิ้น หรือฮ่องเต้เซวียนเต๋อพระองค์นี้ เมื่อยาตราทัพกลับมา ฮ่องเต้ก็เริ่มต้นการ

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 238

    ตอนที่ 238กว่าเหตุการณ์ในเมืองหลวงทั้งหมดจะสงบลงได้ ก็ใช้เวลาอยู่หลายวัน ประชาชนต่างอกสั่นขวัญแขวนอยู่ในบ้าน พวกเขาฟังเสียงทหารที่ขี่ม้าวิ่งผ่านไปมาทั้งกลางวันและกลางคืน บ้านของขุนนางหลายคนถูกรื้อค้นและถูกลากตัวออกมา เสียงร้องไห้และเสียงต่อสู้ดังไปทั่วเมืองเป่ยผิงอยู่หลายสัปดาห์ จนค่อยๆ สงบเงียบไปในที่สุดสำหรับฮ่องเต้เซวียนเต๋อ ตอนนี้อาการบาดเจ็บของพระองค์ดีขึ้นแล้ว เพราะมีบาดแผลไม่ลึกนัก เมื่อดีขึ้น ก็รีบกลับมาทรงงานตามเดิม เพราะเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่บัลลังก์ของพระองค์กำลังสั่นคลอนหลังจากได้รับรายงานสอบสวนจากทั้งเฟิงหลี่เฉียง หลี่จิว แม่ทัพเจิ้ง กรมอาญาและศาลต้าหลี่ ที่ร่วมมือกันทั่วทั้งต้าหมิงในการเก็บกวาดเครือข่ายของชูอวี้ พระองค์สั่งลงโทษพรรคพวกของชูอวี้โดยไม่ยั้งมือ เพราะเจ็บแค้นที่ทรงมีพระเมตตามานาน แต่กลับถูกชูอวี้ที่เป็นพระอาจารย์ คิดจะชิงบัลลังก์และใช้ดาบทำร้ายพระองค์ ถึงตอนนี้ ไม่มีเยื่อใยใดๆ หลงเหลืออีกต่อไปแล้วบนโต๊ะของพระองค์ เต็มไปด้วยฎีกาและรายงานจากขุนนาง บัณฑิต และประชาชนมากมาย มีการร้องเรียนเข้ามา ทั้งการขอให้ลงโทษตระกูลชูอวี้ทุกคน รวมไปถึงขุนนางที่เกี่ย

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 132

    ตอนที่ 132เมื่ออินเฉินนั่งตัวตรงเพื่อฟังอย่างตั้งใจ เฟิงหลี่เฉียงจึงพูดว่า “ท่านคงจะได้ยินเรื่องการเปลี่ยนแปลงบทบาทหน้าที่ของศาลต้าหลี่มาบ้างแล้ว การทำงานของฝ่ายข้า จะเน้นไปที่การสืบสวน ซึ่งเป็นงานที่ยากและต้องอาศัยความอด

    last update최신 업데이트 : 2026-04-01
  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 134

    ตอนที่ 134ในอีกสองวันต่อมา ทั้งกวานอวี้ และว่านซื่อจุนมาขอพบรองเสนาบดีเฟิงหลี่เฉียงเมื่อนั่งลงที่หน้าโต๊ะแล้ว กวานอี้ก็พูดขึ้นว่า “ใต้เท้า ข้ากับว่านซื่อจุนไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุอีกรอบ และพบบางสิ่งขอรับ”

    last update최신 업데이트 : 2026-04-01
  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 127

    ตอนที่ 127 เฟิงหลี่เฉียงรีบเดินตามจิวเหวินชางกลับไปที่จวนผู้ว่า ตอนนี้มีทหารสื่อสารนั่งพักดื่มน้ำและกินขนมรองท้องอยู่ เมื่อเห็นผู้ว่าเฟิง เขารีบลุกขึ้นทำความเคารพ และยืนกระบอกไม้ที่ข้างในเป็นพระราชโองการ “ใต้เท้าเฟิง

    last update최신 업데이트 : 2026-03-31
  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 125

    ตอนที่ 125 ทั้งสามคนลงจากหลังม้า และช่วยกันประคองกันไปที่ลำธาร ใช้น้ำล้างตัว ถึงตอนนี้พวกเขาต้องดื่มน้ำจากลำธารแล้ว เฟิงหลี่เฉียงเดินไปที่ศพของชายชุดดำทั้งสอง เขาเปิดหน้าดูและค้นตามเนื้อตัวชายคนแรกเพื่อหาหลักฐาน แต่ก็ไม่พบ

    last update최신 업데이트 : 2026-03-31
더보기
좋은 소설을 무료로 찾아 읽어보세요
GoodNovel 앱에서 수많은 인기 소설을 무료로 즐기세요! 마음에 드는 작품을 다운로드하고, 언제 어디서나 편하게 읽을 수 있습니다
앱에서 작품을 무료로 읽어보세요
앱에서 읽으려면 QR 코드를 스캔하세요.
DMCA.com Protection Status