Share

3

Author: Clear Clouds
last update Last Updated: 2025-09-23 21:05:24

ในวันหนึ่ง แม่ครัววัย 30 กว่าปี เห็นร่างเล็กๆ ของเด็กชายวัย 6 ขวบ พยายามยืนบนม้านั่งตัวเล็กเพื่อหัดทำอาหาร ถึงจะลำบากแต่เขาก็สู้ไม่ถอย นางจึงถามว่า “เสี่ยวเฉียง เจ้าชอบทำอาหารหรือ โตขึ้นจะไปเปิดร้านอาหารเองหรืออย่างไร”

เด็กชายหัวเราะพร้อมกับใช้ทัพพีไม้คนหม้อต้มน้ำซุปอย่างระมัดระวัง “ข้าอยากทำอาหารเป็นขอรับ ข้าไม่ได้อยากเปิดร้านอาหาร แต่อยากทำให้แม่กับน้องกิน จะได้แบ่งเบาภาระได้ แล้วก็..” เขาหยุดสักพัก ก่อนพูดต่ออย่างจริงจังว่า “ข้าอยากพึ่งพาตัวเองได้ด้วย”

ป้าเฟยหรือแม่ครัวเฟย อึ้งไปกับคำตอบ นางไม่คิดเลยว่าเด็กชายวัย 6 ขวบจะคิดได้ขนาดนี้ และที่พวกเขาไม่รู้ก็คือ ต้วนเจี่ยซินเดินผ่านห้องครัวมาพร้อมกับชายคนหนึ่งอายุประมาณ 30 กว่าปี และได้ยินบทสนทนาของพวกเขาพอดี หมอต้วนหัวเราะหึหึ ใช้มือลูบเคราตัวเองอย่างพอใจ ในขณะที่ชายอีกคนมีสีหน้าครุ่นคิด จากนั้นพวกเขาก็เดินไปยังห้องหนังสือของหมอต้วนด้วยกัน

เมื่อเดินเข้าไปในห้องหนังสือ ที่มีตำรา และอุปกรณ์การแพทย์หลายอย่างวางอยู่บนชั้น ต้วนเจี่ยซินหันไปพูดกับชายอีกคนว่า “เจ้าคิดอย่างไรบ้าง”

ชายคนนี้ หรือต้วนเหวินเจี่ย ลูกชายของหมอต้วนตอบช้าๆ ว่า “ดูมีความมุ่งมั่นดีขอรับท่านพ่อ แต่แค่นี้ยังบอกอะไรไม่ได้มากนัก”

หมอต้วนพยักหน้าอย่างเข้าใจ “เด็กคนนี้มาอยู่ที่นี่ได้เกือบหนึ่งเดือนแล้ว เด็กอายุแค่ 6 ขวบ ต่อให้พยายามเสแสร้งอย่างไร ผู้ใหญ่อย่างพวกเราก็ดูออกอยู่ดี พ่อเห็นคุณสมบัติสำคัญของเด็กคนนี้ คือ มีความมุ่งมั่น เฉลียวฉลาด และซื่อสัตย์”

 “ท่านพ่อดูจะชอบเด็กคนนี้มากนะขอรับ” ต้วนเหวินเจี่ยหัวเราะออกมา

ชายชราพยักหน้ายอมรับ “พ่อไม่อยากจะให้เด็กฉลาดแบบเสี่ยวเฉียง มาใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านนอกแบบนี้ไปตลอด”

“ท่านพ่ออยากจะให้เขาเป็นหมอหรือ” ลูกชายถามอย่างแปลกใจ เพราะพ่อของเขาไม่ยอมรับลูกศิษย์มานานหลายปีแล้ว แต่กลับยอมรับเด็กคนนี้มาอยู่ด้วย

ชายชรากลับส่ายหน้า สีหน้าของเขาเคร่งขรึม “เสี่ยวเฉียงเป็นเด็กหัวดี ถ้าเรียนการแพทย์ เขาก็สามารถเป็นหมอที่มีชื่อเสียงได้” ชายชราหันไปสบตาลูกชาย และพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แต่เขาเหมาะสมจะใช้สติปัญญาและความสามารถเพื่อช่วยเหลือผู้คน ได้กว่าการเป็นหมอเพียงอย่างเดียว”

ต้วนเหวินเจี่ยขมวดคิ้ว “ท่านหมายความว่าอย่างไรขอรับ”

ชายชราตอบด้วยดวงตาเป็นประกายว่า “พ่ออยากจะให้เขาสอบเข้ารับราชการเป็นบัณฑิต และไปทำงานที่เมืองหลวง!”

ต้วนเหวินเจี่ยตะลึงไปสักพัก “แล้วท่านจะทำอย่างไรกับเด็กคนนี้ละ จะให้เขาไปเรียนหนังสือเพื่อเตรียมสอบเป็นบัณฑิตอย่างเดียวเลยหรือ แล้วการเรียนแพทย์กับท่านพ่อล่ะ”

“พ่อยังจะให้เขาเรียนกับพ่อก่อน พ่ออยากฝึกให้เขาเป็นคนมีเมตตา รู้จักการเสียสละเพื่อคนที่ด้อยกว่า  นี่คือการฝึกฝนด้านจิตใจและคุณธรรม ส่วนในด้านวิชาความรู้นั้น ถ้าเป็นไปได้..พ่อจะให้เขาไปเรียนกับโม่ชิงเฉิง”

ต้วนเหวินเจี่ยตกใจ “แต่เขาไม่ยอมรับใครเป็นลูกศิษย์เลยนะขอรับท่านพ่อ แล้วก็ยังมีนิสัยขี้โมโห เขาจะอยากสอนหนังสือให้กับเด็กอายุแค่นี้หรือ!”

แต่ชายชรากลับยิ้มด้วยดวงตาเป็นประกาย “เสี่ยวเฉียงก็ต้องทำให้โม่ชิงเฉิงอยากจะสอนเขาให้ได้ด้วยตัวเอง”

ต้วนเหวินเจี่ยส่ายหน้า เขารู้ว่าพ่อต้องการจะทดสอบเด็กน้อย และยังคิดจะลองเสี่ยงดูด้วย แต่การจะให้คนอย่างโม่ชิงเฉิงยอมเปิดใจรับเด็กคนหนึ่งมาเป็นลูกศิษย์นั้น เขายังนึกไม่ออกว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ในบ่ายวันนั้น ต้วนเจี่ยซินแนะนำให้เฟิงหลี่เฉียงรู้จักกับลูกชายคนเดียวของเขา คือ ต้วนเหวินเจี่ย

“เสี่ยวเฉิง มารู้จักท่านลุงเจี่ยซินสิ นี่คือลูกชายคนโตของข้า และตอนนี้ทำงานเป็นแพทย์หลวงขั้น 5 ที่สำนักแพทย์หลวงในเมืองหลวงหนานจิง”[1]

เด็กชายก้มลงคำนับอย่างสุภาพ “ท่านลุงเจี่ยซิน ข้าชื่อเฟิงหลี่เฉียงขอรับ”

ในเย็นนั้น พวกเขากินข้าวและพูดคุยกัน ถึงแม้บ้านต้วนจะเป็นหมอ แต่พวกเขาไม่เคยห้ามเรื่องการพูดคุยในขณะกินข้าว เพราะโอกาสที่พวกเขาจะได้พบกันมีจำกัด การกินข้าวด้วยกัน จึงเป็นเหมือนช่วงเวลาที่ใช้ในการพูดคุยด้วย

ในวันนั้น เด็กชายจึงได้รู้ว่า ต้วนเจี่ยซินเคยเป็นหัวหน้าสำนักแพทย์หลวงมาก่อน เขาเกษียณตัวเองออกมาก่อน และย้ายมาอาศัยอยู่ที่เมืองนี้ ที่นี่ไม่ใช่บ้านเกิดของเขา แต่เป็นสถานที่ที่เขาเคยผ่านมาและชื่นชอบบรรยากาศ จึงสร้างบ้านอยู่ที่นี่ และเพื่อนบ้านอีก 3 หลังที่อยู่ล้อมรอบนั้น ก็ล้วนแล้วแต่มาจากที่อื่น และเลือกที่นี่เพราะชอบความสงบเงียบด้วยเช่นกัน เด็กชายเคยเห็นเจ้าของบ้านแค่หนึ่งคนในระยะไกล แต่ยังไม่เคยเห็นเจ้าของบ้านอีกสองหลัง

ต้วนเจี่ยซินบอกเด็กชายว่า “เจ้าไปทำความรู้จักคนบ้านอื่นได้นะ จะได้ไม่เหงา”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาก็ดีใจ ถึงเขาจะเฉลียวฉลาดและจริงจังแค่ไหน แต่ก็ยังเป็นเด็กที่ยังอยากรู้อยากเห็นและเรียนรู้โลกภายนอกเช่นกัน  เขาจึงถามหมอต้วนว่า “อาจารย์ขอรับ ข้าอยากรู้ว่า บ้านหลังอื่นที่อยู่แถวนี้ เป็นบ้านของใครบ้าง”

ต้วนเจี่ยซินบอกเด็กชายว่า “เป็นบ้านของปรมาจารย์ด้านฮวงจุ้ย ของนักปราชญ์ที่เคยเป็นข้าราชการ และของจอมยุทธ์ที่พเนจรไปทุกที่ บางคนก็อยู่ที่นี่มาตลอด บางคนไปๆมาๆ และบางคนไม่กลับมานานแล้ว”

เด็กชายตาโต “พวกเขาเป็นเพื่อนของท่านหมดเลยหรือขอรับ”

พ่อลูกต้วนสบตากัน จากนั้นก็หัวเราะออกมา ก่อนที่หมอต้วนคนพ่อจะพูดว่า “จะบอกว่าเพื่อนก็ไม่ใช่เสียทั้งหมด บางคนเคยมารักษากับข้า บางคนรู้จักกันตอนอยู่ในเมืองหลวง บางคนแค่ผ่านมาแล้วก็ชอบที่นี่ ทุกคนชอบความสงบสุข จึงไม่มีใครมารบกวนพวกเขาที่นี่อย่างไรล่ะ”

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เด็กชายก็มักจะเดินไปกับแม่บ้านบ้างหรือคนงานที่บ้านหมอต้วนบ้าง เพื่อไปทำความรู้จักกับคนงานที่อยู่บ้านหลังอื่น ที่นี่ยังมีเด็กอายุ 7-8 ขวบ ที่เป็นลูกของคนงานอีกหนึ่งคน ทำให้เฟิงหลี่เฉียงได้มีเพื่อนเล่นวัยใกล้เคียงกัน

หลังจากนั้นอีก 2-3 วัน ต้วนเจี่ยซินบอกเฟิงหลี่เฉียงว่า  “เสี่ยวเฉียง พรุ่งนี้เช้า เจ้านำยาบำรุงชี่ไปมอบให้ท่านโม่ชิงเฉิงที่อยู่บ้านไม้ไผ่หลังนั้นหน่อยนะ”

เด็กชายซึ่งกำลังอ่านตำราเกี่ยวกับจุดฝังเข็มและเส้นลมปราณในร่างกายมนุษย์เงยหน้าขึ้น และรับปากด้วยความสนใจ เขาเองก็อยากรู้ว่าใครอยู่บ้านหลังนั้นเช่นกัน สักพักเขาก็ถามขึ้นว่า “อาจารย์ขอรับ ข้าขอกลับบ้านไปเยี่ยมแม่กับน้องจะได้ไหมขอรับ”

หมอต้วนยิ้ม “ได้สิ ให้ลู่ปู่ไปส่ง แล้วจะไปวันไหนล่ะ ข้าจะฝากของไปให้แม่กับน้องของเจ้าด้วย”

เด็กชายคิดก่อนตอบ “น่าจะอีก 3 วันข้างหน้าขอรับ ข้าจะช่วยท่านเก็บสมุนไพรในแปลงให้หมดก่อน อากาศหนาวมาก ข้ากลัวสมุนไพรจะแข็งตายก่อน”

ต้วนเจี่ยซินยิ้มอย่างพอใจที่เด็กชายรู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่ เขาบอกเด็กชายว่า “ช่วงปีใหม่ เจ้ากลับไปอยู่กับแม่ก็ได้นะ จะได้ช่วยที่บ้านทำงาน” เขารู้ว่าที่บ้านของเด็กชาย มีสวนปลูกผักผลไม้ด้วย

เด็กชายคิดสักพักและตอบว่า “ไว้ตอนกลับไปครั้งนี้ ข้าขอดูว่าแม่จะทำอะไรหรือเปล่า ถ้าจำเป็นจะต้องใช้แรงงาน ข้าก็จะขออนุญาตอยู่ช่วยแม่” จากนั้นเขาก็ถามอย่างเกรงใจว่า “อาจารย์จะเดินทางไปไหนหรือเปล่าขอรับ จะให้ข้าไปด้วยหรือไม่”

ชายชราตอบว่า “ช่วงอากาศหนาวข้าไม่ไปไหน จะไปอีกทีก็ช่วงใบไม้ผลิ ถึงตอนนั้น ข้าอาจจะพาเจ้ากับสวี่กั๋วไปด้วย” เด็กชายยิ้มอย่างดีใจ และก้มหน้าก้มตาท่องจำจุดฝังเข็มอย่างตั้งอกตั้งใจ

วันรุ่งขึ้น หลังจากทำงานตามที่ได้รับมอบหมายเสร็จแล้ว เฟิงหลี่เฉียงถือขวดยาบำรุงเดินไปยังบ้านที่อยู่เกือบด้านในสุดของชุมชนนี้ เขาเดินไปที่ประตูรั้วไม้ไผ่เตี้ยๆ ที่สร้างล้อมรอบบ้านเอาไว้ เมื่อมองเข้าไปจะเห็นบ้านชั้นเดียวสร้างจากไม้ไผ่ และมีบ้านอีก 2 หลังเล็กสร้างไว้ใกล้กัน ถึงแม้ว่าบ้านของบัณฑิตชื่อโม่ชิงเฉิงจะสร้างจากไม้ไผ่ แต่ออกแบบให้เรียบง่ายและสวยงาม ด้านหลังและด้านข้างปลูกต้นไผ่เรียงกันเป็นแนว ด้านหน้าของบ้านมีแปลงไม้ดอกและไม้ผล วันนี้มีหมอกจางๆ ลอยปกคลุม ยิ่งสร้างบรรยากาศลึกลับราวกับเป็นบ้านของพวกเทพเซียนเหมือนที่เคยอ่านพบในหนังสือ

ที่ประตูบ้าน มีกระบอกไม้ไผ่แขวนเอาไว้  เขาจึงเขย่ากระบอกไม้ไผ่ เพื่อบอกให้เจ้าของบ้านรู้ว่ามีคนมาหา สักพัก ชายวัย 30 ปี สวมชุดสีเทาก็เดินออกมาจากบ้านหลังเล็ก เด็กชายแนะนำตัวว่า “ท่านอา ข้าชื่อเฟิงหลี่เฉียง เป็นลูกศิษย์ของท่านหมอต้วนเจี่ยซิน อาจารย์ให้ข้านำยาบำรุงมามอบให้ท่านโม่ชิงเฉิงขอรับ”

ชายคนนี้ คือ พ่อบ้านโม่ จึงยิ้มและเอื้อมมือมารับขวดยาบำรุง และกล่าวขอบคุณเขา แต่ก่อนที่เด็กชายจะหันหลังเดินกลับไป เขาก็ได้ยินเสียงเรียกของชายคนหนึ่งดังมาจากบ้านหลังใหญ่ “เด็กน้อย! อย่าเพิ่งไป เข้ามานี่ก่อน”

พ่อบ้านชะงัก สีหน้าของเขาประหลาดใจมาก แต่ก็รีบเปิดประตู “คุณชายตามข้ามาขอรับ ข้าจะพาไปพบนายท่าน”

เด็กชายหันไปบอกว่า “เรียกข้าว่าเสี่ยวเฉียงก็ได้ขอรับท่านอา”

พ่อบ้านยิ้มและพาเด็กชายเดินไปตามทางเดินที่โรยกรวดสีขาว ด้านข้างปลูกดอกไม้หลากหลายสีเรียงรายเอาไว้ ดูเรียบง่ายแต่สวยงาม

เมื่อไปถึงบ้านหลังใหญ่ พ่อบ้านโม่พาเขาเดินเข้าไปในห้องโถงที่มีโต๊ะกินข้าวและเก้าอี้จัดวางไว้สวยงาม  ในห้องมีรูปภาพและตัวอักษรที่เขียนโดยพู่กันจีนแขวนเอาไว้หลายรูป พวกเขาไปหยุดอยู่ที่ห้องหนังสือ เมื่อเคาะประตูและแจ้งว่าเขาพาเด็กชายมาแล้ว เสียงของชายคนนั้นก็บอกให้เด็กชายเดินเข้ามาข้างใน

ภายในห้องหนังสือ เต็มไปด้วยชั้นหนังสือ และภาพวาดภาพเขียนอีกจำนวนหนึ่ง เฟิงหลี่เฉียงเห็นชั้นที่วางอุปกรณ์การเขียนหลากหลายชนิด และยังมีเครื่องดนตรีที่เขาไม่รู้จักวางเอาไว้ด้วย ที่ริมหน้าต่าง เขาเห็นชายวัย 28-29 ปี ยืนอ่านหนังสืออยู่ด้านข้าง เขามีรูปร่างผอมสูง หน้าตาหล่อเหลา กิริยามารยาทสง่างาม แต่แฝงความเฉียบขาดเอาไว้ในที

โม่ชิงเฉิงบอกเด็กชายด้วยเสียงเรียบเย็นว่า “มานั่งที่โต๊ะ”

เด็กชายเดินเข้าไปใกล้ ก้มลงคำนับและแนะนำตัวว่า “ข้าชื่อเฟิงหลี่เฉียง เป็นลูกศิษย์ของท่านหมอต้วนเจี่ยซินขอรับ อาจารย์ให้ข้านำยาบำรุงชี่มามอบให้ท่าน”

โม่ชิงเฉิงรับยาจากเด็กชาย เขาเปิดขวดยาและดมกลิ่น ก่อนจะพูดด้วยความพอใจว่า “ยาของท่านหมอต้วนยังคงมีกลิ่นฉุนแรงตามเดิม แต่สรรพคุณก็เยี่ยมยอดเช่นเดียวกัน    ฝากขอบคุณท่านหมอต้วนด้วยนะ แล้วข้าจะไปเยี่ยมคารวะอีกครั้ง”

จากนั้นเขาก็สั่งให้พ่อบ้านนำชาและขนมมาให้เด็กชาย ซึ่งทำให้อีกฝ่ายแปลกใจ นายท่านของเขาไม่ค่อยออกไปพบปะกับใคร โดยเฉพาะกับเด็กๆ แต่ครั้งนี้เขากลับเชิญลูกศิษย์ของต้วนเจี่ยซินให้มานั่งสนทนาด้วย เขาจึงรีบออกไปทำตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว

เด็กชายกวาดตามองรอบห้องด้วยความสนใจ โม่ชิงเฉิงถามเด็กชายว่า “เจ้าอ่านหนังสือออกไหม”

“ข้าอ่านเขียนได้ขอรับ ท่านแม่เป็นคนสอนให้”

โม่ชิงเฉิงเดินไปหยิบกระดาษ พู่กันและหมึกมาวางไว้ที่หน้าเด็กชาย “ลองเขียนให้ข้าดูหน่อย”

เมื่อเห็นเด็กชายมีสีหน้าสงสัย เขาก็บอกด้วยเสียงเรียบเฉยว่า “เขียนอะไรก็ได้”

เฟิงหลี่เฉียงคิดสักพัก จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนเพื่อให้เขียนถนัด  เขาหยิบพู่กันจุ่มลงในแท่นหมึก ปาดน้ำหมึกส่วนเกินออก จากนั้นก็ลงมือเขียนช้าๆ แต่มั่นใจ โม่ชิงเฉิงจับตาดูท่าทางของเขาด้วยความสนใจ เด็กคนนี้มีสมาธิดี และมีจิตใจมั่นคง

เมื่อเด็กชายเขียนเสร็จแล้ว เขาก็เงยหน้าบอกอีกฝ่ายด้วยความสุภาพว่า “ข้าเขียนเสร็จแล้วขอรับ”

[1] ในยุคต้นของราชวงศ์หมิง เมืองหลวงตั้งอยู่ที่เมืองหนานจิง หรือนานจิง หรือนานกิง จนในภายหลังฮ่องเต้หย่งเล่อมีรับสั่งให้ย้ายเมืองหลวงไปทางตอนเหนือของประเทศ คือ ที่เป่ยผิง หรือเป่ยจิง หรือปักกิ่ง ที่เป็นเมืองหลวงมาจนถึงยุคปัจจุบัน

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 56

    ตอนที่ 56หลายคนสะดุ้งตื่นขึ้น ในขณะที่คนเฝ้ายามรีบโยนฟืนเข้าไปในกองไฟที่จุดเอาไว้รอบขบวน และตะโกนบอกทุกคนด้วยเสียงดังก้องในความมืด “ทุกคนตื่นเร็ว! หมาป่าบุกแล้ว!!!”เมื่อได้ยิน ผู้ชายต่างรีบคว้าดาบ หอก ไม้ มีดและอะไรก็ได้ที่เป็นอาวุธ กระโดดลงมาจากรถ มายืนรวมตัวกันด้านหน้า เสียงหัวหน้าขบวนตะโกนสั่งให้ผู้หญิง คนแก่และเด็กซ่อนตัวในรถให้ดี สำหรับพวกเขาที่เดินทางไปตามทะเลทรายแบบนี้มาเกือบทั้งชีวิต การถูกโจมตีจากฝูงหมาป่าทะเลทราย เป็นเรื่องที่พวกเขาพบเจอมาแล้วหลายครั้งเฟิงหลี่เฉียงพร้อมกับชายคนอื่นอีกยี่สิบกว่าคน กวาดตามองไปรอบเนินทราย ถึงแม้ตอนนี้จะมีแสงจันทร์ส่องลงมาที่พื้นทราย แต่ที่นี่ยังมีพุ่มไม้และป่าโปร่งอยู่ประปราย ทำให้พวกเขามองเห็นหมาป่าไม่ชัด แต่แล้วพวกเขาก็สะดุ้ง เมื่อมองเห็นแสงสีเขียวหลายจุดสะท้อนแสงมาจากเงามืดในป่า และหมาป่าหลายตัวโผล่ขึ้นมายืนบนเนินทรายอย่างเงียบเชียบ พวกมันค่อยๆเดินลงมาจากเนินทรายอย่างระมัดระวัง พ่อค้าบางคนส่งเสียงอุทานออกมาด้วยความตกใจ หมาป่าที่พวกเขาเห็นนั้น ถึงจะตัวไม่ใหญ่นัก แต่จำนวนที่โปล่ออกมานั้น

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 55

    ตอนที่ 55หลายคนเงียบไป เหมือนไม่อยากจะพูด จ้างเกอก็พูดยิ้มๆว่า “ไม่ต้องห่วง ข้ารู้ดีว่าต้องทำอะไรบ้าง ข้าเคยค้าขายที่เมืองอื่นมาก่อน แค่อยากได้คนที่ต้องไปติดต่อเท่านั้น”หลายคนจึงทำท่าโล่งอก จากนั้นจ้างเกอก็เปลี่ยนเรื่องพูด เขาเล่าถึงยาสมุนไพรที่หามาได้ ทำให้คนที่มากินเนื้อย่างตรงนั้นสนใจ พากันสอบถามคุณสมบัติและแหล่งซื้อ ซึ่งจ้างเกอก็ตอบได้ถูกต้อง แสดงให้เห็นว่าเขามีความรู้เรื่องสมุนไพรจริง ไม่ได้มาหลอกลวงหรือแสร้งมาตีสนิทเพื่อหาข้อมูลเมื่อกินเสร็จ จ้างเกอก็พาหลานสาวออกไปเดินเล่นและซื้อของเหมือนคนทั่วไป เมื่อเดินกลับึงห้องพักที่โรงเตี๊ยม ตอนนี้เสี่ยวเอ้อจุดเตาถ่านในห้องให้แล้วลู่เหยาหลงอดถามด้วยความกังวลไม่ได้ว่า “วันนี้ไม่มีใครยอมบอกอะไรเลย แล้วเราจะทำอย่างไรดีขอรับ”เฟิงหลี่เฉียงซึ่งเตรียมตัวอาบน้ำ ก็ตอบอย่างสบายอารมณ์ว่า “ไม่ต้องห่วง รอดูไปเถอะ” และก็เป็นไปตามคาด ในตอนสายของวันรุ่งขึ้น มีเสียงเคาะประตูห้องของพวกเขา เฟิงหลี่เฉียงถามด้วยเสียงห้าวๆ ของจ้างเกอว่า “ใค

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 54

    ตอนที่ 54ตาลั่วจงถอนหายใจ “เจ้าก็ดูสิ ไร่นาแห้งแล้งขนาดนี้ สัตว์เลี้ยงของข้าก็ล้มตายไป เพราะไม่มีน้ำมีหญ้าให้กินเพียงพอ”จ้างเกอถอนหายใจเสียงดัง “เฮ่อ! พวกขุนนางก็ไม่ดูดำดูดีชาวบ้านอย่างพวกเราเลย บ้านของข้าที่เกาไถก็เหมือนกัน แห้งแล้งแบบนี้ ถ้าข้าไม่มีวิชาแพทย์ ก็คงจะเลี้ยงปากท้องตัวเองกับหลานไม่ได้เหมือนกัน”“เด็กนี่เป็นลูกของใครรึ” ชายชราถาม และมองไปเด็กหญิงที่ก้มหน้ากินข้าว ด้วยความสงสาร“ลูกสาวของน้องชาย พ่อของมันไปเป็นทหารอยู่ชายแดน แม่มันไปหาของบนภูเขา แล้วก็หายตัวไป..เหอะ! ไม่รู้ว่าหนีไปแล้วหรือถูกหมีจับกินก็ไม่รู้ ข้าเลยเลี้ยงเอาบุญ”แล้วทุกคนก็สะดุ้ง เมื่อเสี่ยวเม่ยที่นั่งเงียบมาตลอด ก็ร้องไห้โฮออกมาลั่นบ้าน “ท่านพ่อ! ท่านแม่! พวกท่านทิ้งข้าไปทำไม!! ทำมายยย!! ฮือออๆๆๆ ”จ้างเกอส่ายหน้าและลูบหัวหลานปลอบใจ “ดูสิ! มันน่าสงสารแค่ไหน”ตาลั่วจงพยักหน้าหงึกๆ และมองเสี่ยวเม่ยด้วยสายตาที่ทั้งสงสารและขยาดนิดๆ เจ้าเด็กนี่ ตัวเล็กแค่นี้ แต่ร้องไห้เสียงดังจนข้าหัวใจเกือบวาย ชายชราแอบคิดในใจ

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 53

    ตอนที่ 53“อย่างไรหรือ” เฟิงหลี่เฉียงทำหน้าสงสัย“มันผิดปกติ ก็เพราะมันปกติเกินไปน่ะสิ!” เซียวหลินถามเองตอบเองแต่บัณฑิตหนุ่มกลับยิ้มและปล่อยให้อีกฝ่ายพูดฝ่ายเดียว เซียวหลินรู้ดีว่า เรื่องแบบนี้ไม่สามารถพูดโดยไม่ดูตาม้าตาเรือได้ และจ้วงหยวนคนนี้ ไม่ใช่เด็กหนุ่มธรรมดาเหมือนที่เขาแสดงให้คนอื่นเห็นมาตลอดการเดินทางเซียวหลินจึงตัดสินใจพูดก่อน “ท่านก็รู้ว่าข้ามาจากกรมโยธาธิการ ช่วงที่พวกเราไปเยือนสถานที่ต่างๆ ข้าจึงสังเกตดูการก่อสร้างในพื้นที่ไปด้วย”“แล้วท่านพบอะไรหรือเปล่า” เฟิงหลี่เฉียงถามและตั้งใจฟังคำตอบ“นึกว่าท่านจะทำเป็นไม่เข้าใจไปจนจบ” เซียวหลินหัวเราะหึหึ และพูดต่อโดยไม่สนใจท่าทีเฉื่อยชาของอีกฝ่ายว่า “ท่านสังเกตเห็นฝายกั้นน้ำกับคลองส่งน้ำไหม มีบางจุดที่มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด”เฟิงหลี่เฉียงพยักหน้า “โดยเฉพาะพื้นที่ของชาวบ้านกับของคนที่มีฐานะ”เซียวหลินตาเป็นประกาย “ใช่! เช่นที่หมู่บ้านในอำเภอเกาไถ มีช่วงหนึ่งที่ข้าหลบออกมาดูพื้นที่ที่ผิดสังเกต ข้าพบว่า ตามคลองที่ส่งน้ำเข้า

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 52

    ตอนที่ 52ในที่สุดขบวนข้าหลวงตรวจการจากหนานจิงก็เดินทางเข้าสู่เขตจังหวัดจางเย่ ซึ่งอยู่ตอนกลางของมณฑลกานซู ถึงแม้ชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือจะเป็นทะเลทราย มีความแห้งแล้งเป็นส่วนใหญ่ แต่จางเย่เป็นพื้นที่ที่ที่มีน้ำมากกว่าที่อื่น ทั้งโอเอซิส พื้นที่ชุ่มนน้ำ และแม่น้ำเฮยเหอไหลผ่าน ส่วนพื้นที่ที่อยู่ห่างออกไป จะมีทะเลทราย ทุ่งหญ้าและแนวเขาสูงสลับกันมองเห็นได้ไกลๆขบวนของพวกเขาผ่านอำเภอ หมู่บ้านและชุมชนหลายแห่ง ที่ไม่แตกต่างจากที่อื่น คือ แห้งแล้งและมีพืชผลประปราย ชาวบ้านบางคนออกมาทำไร่ทำนาท่ามกลางทุ่งหญ้าที่เริ่มแห้งเหลือง แกะและวัวตัวผอมเดินกินข้าวอยู่กลางทุ่งหญ้าแห้งเพราะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว และพวกเขาก็มาถึงประตูเมืองจางเย่ ที่สร้างเป็นกำแพงดินผสมหิน ที่หน้าประตูมีกลุ่มข้าราชการออกมายืนต้อนรับ พวกเขาได้รับการส่งข่าวมาล่วงหน้าว่าขบวนของข้าหลวงตรวจการเดินทางมาถึงที่นี่แล้วในกลุ่มนั้น ประกอบไปด้วยผู้ว่าการจังหวัดจางเย่ ผู้ตรวจการระดับจังหวัด และแม่ทัพประจำจังหวัด ในตอนนี้ หลี่จงซึ่งเป็นผู้ว่าการจังหวัดจางเย่ มีตำแหน่งเป

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 51 (เล่ม 3 ผจญภัยที่จางเย่ )

    เล่ม 3 ผจญภัยที่จางเย่ ตอนที่ 51ในช่วงที่แวะท่าเรือฉงชิ่ง เฟิงหลี่เฉียงพาลู่เหยาหลงไปเดินเที่ยวในเมือง เพื่อเปิดหูเปิดตา พวกเขาไปที่ทางเดินฉือชี่โข่ว ซึ่งอยู่เลียบริมฝั่งแม่น้ำเจียหลิง ทางตะวันตกของนครฉงชิ่ง ที่นี่เป็นเมืองท่าเครื่องลายครามของราชวงศ์หมิงที่โด่งดังไปทั่ว และยังมีร้านค้าขายของแปลกๆ มากมาย เด็กชายแหงนมองอาคารที่สร้างจากไม้สองชั้นเรียงเป็นแถวไปตามถนนที่ปูด้วยหินสีเทา ด้านล่างของร้านค้าเปิดประตูกว้าง ส่วนด้านบนมีทั้งร้านค้า ที่พัก และร้านอาหาร ผู้คนเดินไปมาขวักไขว่ เขายังได้เห็นชาวต่างชาติและชาติพันธุ์ต่างๆ ที่เดินทางมาจากต่างถิ่น ทั้งมาซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับเครื่องลายคราม และยังนำสินค้าจากบ้านเกิดของตนมาขายพวกเขานั่งกินอาหารในภัตตาคารแห่งหนึ่ง เฟิงหลี่เฉียงเล่าประวัติศาสตร์เมืองนี้ให้เด็กชายฟัง “เสี่ยวหลง เจ้ารู้ไหมว่า เหตุใดเมืองฉงชิ่งแห่งนี้ จึงมีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ”เด็กชายส่ายหน้า “ข้าไม่ทราบขอรับ แต่คนที่นี่มีหน้าตา และการแต่งกายแตกต่างไปจากตนในเมืองหลวงมาก”บัณฑิตหนุ่มพอใจ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status