Share

3

Penulis: Clear Clouds
last update Terakhir Diperbarui: 2025-09-23 21:05:24

ในวันหนึ่ง แม่ครัววัย 30 กว่าปี เห็นร่างเล็กๆ ของเด็กชายวัย 6 ขวบ พยายามยืนบนม้านั่งตัวเล็กเพื่อหัดทำอาหาร ถึงจะลำบากแต่เขาก็สู้ไม่ถอย นางจึงถามว่า “เสี่ยวเฉียง เจ้าชอบทำอาหารหรือ โตขึ้นจะไปเปิดร้านอาหารเองหรืออย่างไร”

เด็กชายหัวเราะพร้อมกับใช้ทัพพีไม้คนหม้อต้มน้ำซุปอย่างระมัดระวัง “ข้าอยากทำอาหารเป็นขอรับ ข้าไม่ได้อยากเปิดร้านอาหาร แต่อยากทำให้แม่กับน้องกิน จะได้แบ่งเบาภาระได้ แล้วก็..” เขาหยุดสักพัก ก่อนพูดต่ออย่างจริงจังว่า “ข้าอยากพึ่งพาตัวเองได้ด้วย”

ป้าเฟยหรือแม่ครัวเฟย อึ้งไปกับคำตอบ นางไม่คิดเลยว่าเด็กชายวัย 6 ขวบจะคิดได้ขนาดนี้ และที่พวกเขาไม่รู้ก็คือ ต้วนเจี่ยซินเดินผ่านห้องครัวมาพร้อมกับชายคนหนึ่งอายุประมาณ 30 กว่าปี และได้ยินบทสนทนาของพวกเขาพอดี หมอต้วนหัวเราะหึหึ ใช้มือลูบเคราตัวเองอย่างพอใจ ในขณะที่ชายอีกคนมีสีหน้าครุ่นคิด จากนั้นพวกเขาก็เดินไปยังห้องหนังสือของหมอต้วนด้วยกัน

เมื่อเดินเข้าไปในห้องหนังสือ ที่มีตำรา และอุปกรณ์การแพทย์หลายอย่างวางอยู่บนชั้น ต้วนเจี่ยซินหันไปพูดกับชายอีกคนว่า “เจ้าคิดอย่างไรบ้าง”

ชายคนนี้ หรือต้วนเหวินเจี่ย ลูกชายของหมอต้วนตอบช้าๆ ว่า “ดูมีความมุ่งมั่นดีขอรับท่านพ่อ แต่แค่นี้ยังบอกอะไรไม่ได้มากนัก”

หมอต้วนพยักหน้าอย่างเข้าใจ “เด็กคนนี้มาอยู่ที่นี่ได้เกือบหนึ่งเดือนแล้ว เด็กอายุแค่ 6 ขวบ ต่อให้พยายามเสแสร้งอย่างไร ผู้ใหญ่อย่างพวกเราก็ดูออกอยู่ดี พ่อเห็นคุณสมบัติสำคัญของเด็กคนนี้ คือ มีความมุ่งมั่น เฉลียวฉลาด และซื่อสัตย์”

 “ท่านพ่อดูจะชอบเด็กคนนี้มากนะขอรับ” ต้วนเหวินเจี่ยหัวเราะออกมา

ชายชราพยักหน้ายอมรับ “พ่อไม่อยากจะให้เด็กฉลาดแบบเสี่ยวเฉียง มาใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านนอกแบบนี้ไปตลอด”

“ท่านพ่ออยากจะให้เขาเป็นหมอหรือ” ลูกชายถามอย่างแปลกใจ เพราะพ่อของเขาไม่ยอมรับลูกศิษย์มานานหลายปีแล้ว แต่กลับยอมรับเด็กคนนี้มาอยู่ด้วย

ชายชรากลับส่ายหน้า สีหน้าของเขาเคร่งขรึม “เสี่ยวเฉียงเป็นเด็กหัวดี ถ้าเรียนการแพทย์ เขาก็สามารถเป็นหมอที่มีชื่อเสียงได้” ชายชราหันไปสบตาลูกชาย และพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แต่เขาเหมาะสมจะใช้สติปัญญาและความสามารถเพื่อช่วยเหลือผู้คน ได้กว่าการเป็นหมอเพียงอย่างเดียว”

ต้วนเหวินเจี่ยขมวดคิ้ว “ท่านหมายความว่าอย่างไรขอรับ”

ชายชราตอบด้วยดวงตาเป็นประกายว่า “พ่ออยากจะให้เขาสอบเข้ารับราชการเป็นบัณฑิต และไปทำงานที่เมืองหลวง!”

ต้วนเหวินเจี่ยตะลึงไปสักพัก “แล้วท่านจะทำอย่างไรกับเด็กคนนี้ละ จะให้เขาไปเรียนหนังสือเพื่อเตรียมสอบเป็นบัณฑิตอย่างเดียวเลยหรือ แล้วการเรียนแพทย์กับท่านพ่อล่ะ”

“พ่อยังจะให้เขาเรียนกับพ่อก่อน พ่ออยากฝึกให้เขาเป็นคนมีเมตตา รู้จักการเสียสละเพื่อคนที่ด้อยกว่า  นี่คือการฝึกฝนด้านจิตใจและคุณธรรม ส่วนในด้านวิชาความรู้นั้น ถ้าเป็นไปได้..พ่อจะให้เขาไปเรียนกับโม่ชิงเฉิง”

ต้วนเหวินเจี่ยตกใจ “แต่เขาไม่ยอมรับใครเป็นลูกศิษย์เลยนะขอรับท่านพ่อ แล้วก็ยังมีนิสัยขี้โมโห เขาจะอยากสอนหนังสือให้กับเด็กอายุแค่นี้หรือ!”

แต่ชายชรากลับยิ้มด้วยดวงตาเป็นประกาย “เสี่ยวเฉียงก็ต้องทำให้โม่ชิงเฉิงอยากจะสอนเขาให้ได้ด้วยตัวเอง”

ต้วนเหวินเจี่ยส่ายหน้า เขารู้ว่าพ่อต้องการจะทดสอบเด็กน้อย และยังคิดจะลองเสี่ยงดูด้วย แต่การจะให้คนอย่างโม่ชิงเฉิงยอมเปิดใจรับเด็กคนหนึ่งมาเป็นลูกศิษย์นั้น เขายังนึกไม่ออกว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ในบ่ายวันนั้น ต้วนเจี่ยซินแนะนำให้เฟิงหลี่เฉียงรู้จักกับลูกชายคนเดียวของเขา คือ ต้วนเหวินเจี่ย

“เสี่ยวเฉิง มารู้จักท่านลุงเจี่ยซินสิ นี่คือลูกชายคนโตของข้า และตอนนี้ทำงานเป็นแพทย์หลวงขั้น 5 ที่สำนักแพทย์หลวงในเมืองหลวงหนานจิง”[1]

เด็กชายก้มลงคำนับอย่างสุภาพ “ท่านลุงเจี่ยซิน ข้าชื่อเฟิงหลี่เฉียงขอรับ”

ในเย็นนั้น พวกเขากินข้าวและพูดคุยกัน ถึงแม้บ้านต้วนจะเป็นหมอ แต่พวกเขาไม่เคยห้ามเรื่องการพูดคุยในขณะกินข้าว เพราะโอกาสที่พวกเขาจะได้พบกันมีจำกัด การกินข้าวด้วยกัน จึงเป็นเหมือนช่วงเวลาที่ใช้ในการพูดคุยด้วย

ในวันนั้น เด็กชายจึงได้รู้ว่า ต้วนเจี่ยซินเคยเป็นหัวหน้าสำนักแพทย์หลวงมาก่อน เขาเกษียณตัวเองออกมาก่อน และย้ายมาอาศัยอยู่ที่เมืองนี้ ที่นี่ไม่ใช่บ้านเกิดของเขา แต่เป็นสถานที่ที่เขาเคยผ่านมาและชื่นชอบบรรยากาศ จึงสร้างบ้านอยู่ที่นี่ และเพื่อนบ้านอีก 3 หลังที่อยู่ล้อมรอบนั้น ก็ล้วนแล้วแต่มาจากที่อื่น และเลือกที่นี่เพราะชอบความสงบเงียบด้วยเช่นกัน เด็กชายเคยเห็นเจ้าของบ้านแค่หนึ่งคนในระยะไกล แต่ยังไม่เคยเห็นเจ้าของบ้านอีกสองหลัง

ต้วนเจี่ยซินบอกเด็กชายว่า “เจ้าไปทำความรู้จักคนบ้านอื่นได้นะ จะได้ไม่เหงา”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาก็ดีใจ ถึงเขาจะเฉลียวฉลาดและจริงจังแค่ไหน แต่ก็ยังเป็นเด็กที่ยังอยากรู้อยากเห็นและเรียนรู้โลกภายนอกเช่นกัน  เขาจึงถามหมอต้วนว่า “อาจารย์ขอรับ ข้าอยากรู้ว่า บ้านหลังอื่นที่อยู่แถวนี้ เป็นบ้านของใครบ้าง”

ต้วนเจี่ยซินบอกเด็กชายว่า “เป็นบ้านของปรมาจารย์ด้านฮวงจุ้ย ของนักปราชญ์ที่เคยเป็นข้าราชการ และของจอมยุทธ์ที่พเนจรไปทุกที่ บางคนก็อยู่ที่นี่มาตลอด บางคนไปๆมาๆ และบางคนไม่กลับมานานแล้ว”

เด็กชายตาโต “พวกเขาเป็นเพื่อนของท่านหมดเลยหรือขอรับ”

พ่อลูกต้วนสบตากัน จากนั้นก็หัวเราะออกมา ก่อนที่หมอต้วนคนพ่อจะพูดว่า “จะบอกว่าเพื่อนก็ไม่ใช่เสียทั้งหมด บางคนเคยมารักษากับข้า บางคนรู้จักกันตอนอยู่ในเมืองหลวง บางคนแค่ผ่านมาแล้วก็ชอบที่นี่ ทุกคนชอบความสงบสุข จึงไม่มีใครมารบกวนพวกเขาที่นี่อย่างไรล่ะ”

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เด็กชายก็มักจะเดินไปกับแม่บ้านบ้างหรือคนงานที่บ้านหมอต้วนบ้าง เพื่อไปทำความรู้จักกับคนงานที่อยู่บ้านหลังอื่น ที่นี่ยังมีเด็กอายุ 7-8 ขวบ ที่เป็นลูกของคนงานอีกหนึ่งคน ทำให้เฟิงหลี่เฉียงได้มีเพื่อนเล่นวัยใกล้เคียงกัน

หลังจากนั้นอีก 2-3 วัน ต้วนเจี่ยซินบอกเฟิงหลี่เฉียงว่า  “เสี่ยวเฉียง พรุ่งนี้เช้า เจ้านำยาบำรุงชี่ไปมอบให้ท่านโม่ชิงเฉิงที่อยู่บ้านไม้ไผ่หลังนั้นหน่อยนะ”

เด็กชายซึ่งกำลังอ่านตำราเกี่ยวกับจุดฝังเข็มและเส้นลมปราณในร่างกายมนุษย์เงยหน้าขึ้น และรับปากด้วยความสนใจ เขาเองก็อยากรู้ว่าใครอยู่บ้านหลังนั้นเช่นกัน สักพักเขาก็ถามขึ้นว่า “อาจารย์ขอรับ ข้าขอกลับบ้านไปเยี่ยมแม่กับน้องจะได้ไหมขอรับ”

หมอต้วนยิ้ม “ได้สิ ให้ลู่ปู่ไปส่ง แล้วจะไปวันไหนล่ะ ข้าจะฝากของไปให้แม่กับน้องของเจ้าด้วย”

เด็กชายคิดก่อนตอบ “น่าจะอีก 3 วันข้างหน้าขอรับ ข้าจะช่วยท่านเก็บสมุนไพรในแปลงให้หมดก่อน อากาศหนาวมาก ข้ากลัวสมุนไพรจะแข็งตายก่อน”

ต้วนเจี่ยซินยิ้มอย่างพอใจที่เด็กชายรู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่ เขาบอกเด็กชายว่า “ช่วงปีใหม่ เจ้ากลับไปอยู่กับแม่ก็ได้นะ จะได้ช่วยที่บ้านทำงาน” เขารู้ว่าที่บ้านของเด็กชาย มีสวนปลูกผักผลไม้ด้วย

เด็กชายคิดสักพักและตอบว่า “ไว้ตอนกลับไปครั้งนี้ ข้าขอดูว่าแม่จะทำอะไรหรือเปล่า ถ้าจำเป็นจะต้องใช้แรงงาน ข้าก็จะขออนุญาตอยู่ช่วยแม่” จากนั้นเขาก็ถามอย่างเกรงใจว่า “อาจารย์จะเดินทางไปไหนหรือเปล่าขอรับ จะให้ข้าไปด้วยหรือไม่”

ชายชราตอบว่า “ช่วงอากาศหนาวข้าไม่ไปไหน จะไปอีกทีก็ช่วงใบไม้ผลิ ถึงตอนนั้น ข้าอาจจะพาเจ้ากับสวี่กั๋วไปด้วย” เด็กชายยิ้มอย่างดีใจ และก้มหน้าก้มตาท่องจำจุดฝังเข็มอย่างตั้งอกตั้งใจ

วันรุ่งขึ้น หลังจากทำงานตามที่ได้รับมอบหมายเสร็จแล้ว เฟิงหลี่เฉียงถือขวดยาบำรุงเดินไปยังบ้านที่อยู่เกือบด้านในสุดของชุมชนนี้ เขาเดินไปที่ประตูรั้วไม้ไผ่เตี้ยๆ ที่สร้างล้อมรอบบ้านเอาไว้ เมื่อมองเข้าไปจะเห็นบ้านชั้นเดียวสร้างจากไม้ไผ่ และมีบ้านอีก 2 หลังเล็กสร้างไว้ใกล้กัน ถึงแม้ว่าบ้านของบัณฑิตชื่อโม่ชิงเฉิงจะสร้างจากไม้ไผ่ แต่ออกแบบให้เรียบง่ายและสวยงาม ด้านหลังและด้านข้างปลูกต้นไผ่เรียงกันเป็นแนว ด้านหน้าของบ้านมีแปลงไม้ดอกและไม้ผล วันนี้มีหมอกจางๆ ลอยปกคลุม ยิ่งสร้างบรรยากาศลึกลับราวกับเป็นบ้านของพวกเทพเซียนเหมือนที่เคยอ่านพบในหนังสือ

ที่ประตูบ้าน มีกระบอกไม้ไผ่แขวนเอาไว้  เขาจึงเขย่ากระบอกไม้ไผ่ เพื่อบอกให้เจ้าของบ้านรู้ว่ามีคนมาหา สักพัก ชายวัย 30 ปี สวมชุดสีเทาก็เดินออกมาจากบ้านหลังเล็ก เด็กชายแนะนำตัวว่า “ท่านอา ข้าชื่อเฟิงหลี่เฉียง เป็นลูกศิษย์ของท่านหมอต้วนเจี่ยซิน อาจารย์ให้ข้านำยาบำรุงมามอบให้ท่านโม่ชิงเฉิงขอรับ”

ชายคนนี้ คือ พ่อบ้านโม่ จึงยิ้มและเอื้อมมือมารับขวดยาบำรุง และกล่าวขอบคุณเขา แต่ก่อนที่เด็กชายจะหันหลังเดินกลับไป เขาก็ได้ยินเสียงเรียกของชายคนหนึ่งดังมาจากบ้านหลังใหญ่ “เด็กน้อย! อย่าเพิ่งไป เข้ามานี่ก่อน”

พ่อบ้านชะงัก สีหน้าของเขาประหลาดใจมาก แต่ก็รีบเปิดประตู “คุณชายตามข้ามาขอรับ ข้าจะพาไปพบนายท่าน”

เด็กชายหันไปบอกว่า “เรียกข้าว่าเสี่ยวเฉียงก็ได้ขอรับท่านอา”

พ่อบ้านยิ้มและพาเด็กชายเดินไปตามทางเดินที่โรยกรวดสีขาว ด้านข้างปลูกดอกไม้หลากหลายสีเรียงรายเอาไว้ ดูเรียบง่ายแต่สวยงาม

เมื่อไปถึงบ้านหลังใหญ่ พ่อบ้านโม่พาเขาเดินเข้าไปในห้องโถงที่มีโต๊ะกินข้าวและเก้าอี้จัดวางไว้สวยงาม  ในห้องมีรูปภาพและตัวอักษรที่เขียนโดยพู่กันจีนแขวนเอาไว้หลายรูป พวกเขาไปหยุดอยู่ที่ห้องหนังสือ เมื่อเคาะประตูและแจ้งว่าเขาพาเด็กชายมาแล้ว เสียงของชายคนนั้นก็บอกให้เด็กชายเดินเข้ามาข้างใน

ภายในห้องหนังสือ เต็มไปด้วยชั้นหนังสือ และภาพวาดภาพเขียนอีกจำนวนหนึ่ง เฟิงหลี่เฉียงเห็นชั้นที่วางอุปกรณ์การเขียนหลากหลายชนิด และยังมีเครื่องดนตรีที่เขาไม่รู้จักวางเอาไว้ด้วย ที่ริมหน้าต่าง เขาเห็นชายวัย 28-29 ปี ยืนอ่านหนังสืออยู่ด้านข้าง เขามีรูปร่างผอมสูง หน้าตาหล่อเหลา กิริยามารยาทสง่างาม แต่แฝงความเฉียบขาดเอาไว้ในที

โม่ชิงเฉิงบอกเด็กชายด้วยเสียงเรียบเย็นว่า “มานั่งที่โต๊ะ”

เด็กชายเดินเข้าไปใกล้ ก้มลงคำนับและแนะนำตัวว่า “ข้าชื่อเฟิงหลี่เฉียง เป็นลูกศิษย์ของท่านหมอต้วนเจี่ยซินขอรับ อาจารย์ให้ข้านำยาบำรุงชี่มามอบให้ท่าน”

โม่ชิงเฉิงรับยาจากเด็กชาย เขาเปิดขวดยาและดมกลิ่น ก่อนจะพูดด้วยความพอใจว่า “ยาของท่านหมอต้วนยังคงมีกลิ่นฉุนแรงตามเดิม แต่สรรพคุณก็เยี่ยมยอดเช่นเดียวกัน    ฝากขอบคุณท่านหมอต้วนด้วยนะ แล้วข้าจะไปเยี่ยมคารวะอีกครั้ง”

จากนั้นเขาก็สั่งให้พ่อบ้านนำชาและขนมมาให้เด็กชาย ซึ่งทำให้อีกฝ่ายแปลกใจ นายท่านของเขาไม่ค่อยออกไปพบปะกับใคร โดยเฉพาะกับเด็กๆ แต่ครั้งนี้เขากลับเชิญลูกศิษย์ของต้วนเจี่ยซินให้มานั่งสนทนาด้วย เขาจึงรีบออกไปทำตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว

เด็กชายกวาดตามองรอบห้องด้วยความสนใจ โม่ชิงเฉิงถามเด็กชายว่า “เจ้าอ่านหนังสือออกไหม”

“ข้าอ่านเขียนได้ขอรับ ท่านแม่เป็นคนสอนให้”

โม่ชิงเฉิงเดินไปหยิบกระดาษ พู่กันและหมึกมาวางไว้ที่หน้าเด็กชาย “ลองเขียนให้ข้าดูหน่อย”

เมื่อเห็นเด็กชายมีสีหน้าสงสัย เขาก็บอกด้วยเสียงเรียบเฉยว่า “เขียนอะไรก็ได้”

เฟิงหลี่เฉียงคิดสักพัก จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนเพื่อให้เขียนถนัด  เขาหยิบพู่กันจุ่มลงในแท่นหมึก ปาดน้ำหมึกส่วนเกินออก จากนั้นก็ลงมือเขียนช้าๆ แต่มั่นใจ โม่ชิงเฉิงจับตาดูท่าทางของเขาด้วยความสนใจ เด็กคนนี้มีสมาธิดี และมีจิตใจมั่นคง

เมื่อเด็กชายเขียนเสร็จแล้ว เขาก็เงยหน้าบอกอีกฝ่ายด้วยความสุภาพว่า “ข้าเขียนเสร็จแล้วขอรับ”

[1] ในยุคต้นของราชวงศ์หมิง เมืองหลวงตั้งอยู่ที่เมืองหนานจิง หรือนานจิง หรือนานกิง จนในภายหลังฮ่องเต้หย่งเล่อมีรับสั่งให้ย้ายเมืองหลวงไปทางตอนเหนือของประเทศ คือ ที่เป่ยผิง หรือเป่ยจิง หรือปักกิ่ง ที่เป็นเมืองหลวงมาจนถึงยุคปัจจุบัน

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 100

    ตอนที่ 100และแล้วฤดูหนาวที่ทารุณของชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือก็เริ่มต้นขึ้น เฟิงหลี่เฉียงใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับการบรรเทาภัยหนาว เขาสั่งให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ กำจัดหิมะที่ขัดขวางเส้นทางสัญจรสำคัญ และออกไปตรวจตราตามบ้านของชาวบ้าน เขายังจำประสบการณ์ในวัยเด็กของตนเอง ที่หิมะตกหนักจนทำให้บ้านถล่มได้ดีเฟิงหลี่เฉียงยังสั่งซื้อเสื้อขนแกะจากเทนซิน นอร์บู หัวหน้าเผ่าชาวทิเบต เขาเขียนจดหมายไปบอกว่า ถ้าลดราคาให้ เขาจะลดภาษีการค้าปีนี้ให้อีก 10 % ทำให้เทนซิน นอร์บู ยินดีทำตาม นับตั้งแต่ได้รับการช่วยเหลือจากเฟิงหลี่เฉียง สมัยที่ยังเป็นผู้ว่าจังหวัดจางเย่ ชาวทิเบตกลุ่มนี้จัดตั้งกองพ่อค้าเร่ เพื่อนำเนื้อแกะ แพะ วัว และผลิตภัณฑ์จากสัตว์เดินทางค้าขายจากเหนือไปใต้ และยังเพิ่มจำนวนสินค้าเกี่ยวกับสัตว์มากขึ้น เพราะพวกเขามีน้ำและอาหารสำหรับไว้เลี้ยงสัตว์เพียงพอแล้วเพื่อเป็นการตอบแทนและผูกสัมพันธ์ที่ดี เทนซิน นอร์บู ยังมอบรองเท้าหนังแกะที่บุข้างในอย่างดีให้กับทหารและข้าราชการของเฟิงหลี่เฉียง ที่ต้องออกไปลาดตระเวณและช่วยเหลือชาวบ้านจำนวน 100 คู่

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 99

    ตอนที่ 99นับตั้งแต่เฟิงหลี่เฉียง ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการมณฑลกานซู ก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้น เขาแต่งตั้งผู้ว่าการจังหวัดหลานโจวขึ้นมาใหม่ เพราะที่นี่เป็นเมืองหลวงของมณฑล และยังเป็นที่ตั้งของจวนผู้ว่าการมณฑลด้วย ทั้งเขาและผู้ว่ากานโจวจึงต้องทำงานประสานกันแล้วจ้าวซิน ผู้ว่าการจังหวัดหลานโจวคนก่อนหายไปไหนเขาก็ถูกลงโทษเช่นเดียวกันกับนายเก่าของเขา คือ หลู่เจียนเฉิง นับตั้งแต่มีการเก็บกวาดการทุจริตคั้งใหญ่ จึงเกิดตำแหน่งว่างขึ้นมาหลายตำแหน่ง ทั้งระดับผู้ว่าการจังหวัดและผู้ช่วย ไล่ลงไปจนถึงระดับเมืองและระดับอำเภอเฟิงหลี่เฉียงใช้เวลาช่วงสามเดือนแรกที่มาถึงหลานโจว ในการขุดรากถอนโคนเครือข่ายของหลู่เจียนเฉิง เขาสั่งให้แต่ละพื้นที่ส่งรายงานและข้อร้องเรียนว่า เกิดการทุจริตที่ใดบ้าง และใครเป็นผู้ลงมือ โดยมีทหารและผู้ตรวจการในแต่ละพื้นที่ร่วมตรวจสอบเฟิงหลี่เฉียง ผู้ว่าการมณฑลกานซูคนใหม่ ใช้พระเดชในการปราบปรามเก็บกวาดในช่วงแรก เขาไม่ลังเลที่จะลงโทษและส่งตัวคนผิดกลับไปรับโทษที่เมืองหลวง โชคดีที่

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 98 (เล่ม 5 ทะเลทรายแห่งกานซู)

    วันนี้เมืองจางเย่ดูจะคึกคักเป็นพิเศษ เพราะจะมีขบวนของพระราชสำนักเดินทางมาเพื่อประกาศข่าวดี ประตูเมืองจางเย่จึงเปิดออกกว้างเพื่อรอต้อนรับบุคคลสำคัญ ชาวบ้านที่เฝ้ารอดูอยู่ตามถนนอย่างตื่นเต้น ก็ได้ยินเสียงตีฆ้องดังก้องมาจากด้านหน้าประตูเมือง พวกเขาเห็นขบวนยาวที่มีขันทีชั้นผู้ใหญ่นำพระราชโองการมาประกาศ ในขบวนยังประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่จากกรมพิธีการ และจากราชสำนักอีกสามนาย ทำหน้าที่ถือเอกสารประจำตำแหน่ง ด้านหลังเป็นขบวนขนของพระราชทานและทหารที่ตามมาอีกนับสิบคนขบวนนี้เดินทางออกมาเป็นเวลาสองเดือนเต็ม ผ่านเส้นทางสายไหมอันยาวไกล จนมาถึงเมืองจางเย่ในยามเช้าตรู่ของวันนี้ ท่ามกลางผู้คนที่ออกมาต้อนรับอย่างคับคั่ง เมื่อขบวนเข้าใกล้เมืองจางเย่ เสียงแตรยาวและเสียงตีฆ้องดังสะท้อนไปทั่ว ประตูเมืองถูกเปิดออกกว้าง ที่หน้าจวนผู้ว่าการเมืองจางเย่ มีข้าราชการท้องถิ่นในชุดทางการพร้อมกับประชาชนมายืนเรียงรายตามถนนเพื่อรอต้อนรับเมื่อขบวนเคลื่อนมาถึงหน้าจวน ผู้ว่าการจังหวัดจางเย่เฟิงหลี่เฉียง พร้อมกับผู้ช่วยจิวเหวินชาง เทียนมู่อวี้ รองผู้ว่าการจังหวัดฝ่ายขวา เฉินจื้อเหวิน รองผู้ว่าการ

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 97 (จบเล่ม 4)

    ผู้ว่าฯหนุ่มหัวเราะ เขามองใบหน้าหล่อเหลาของอีกฝ่าย ตอนนี้แม่ทัพเจิ้งอายุ 31 ปีแล้ว “ข้าต้องขอบคุณใต้เท้าเป็นอย่างมาก ที่ช่วยเหลือพวกเราในครั้งนี้ ทำให้พวกเราจับกุมตัวการได้ ถึงจะสาวไปไม่ถึงตัวการใหญ่ก็ตาม”เจิ้งเฉิงฉานพยักหน้า และพูดด้วยสีหน้าไม่พอใจว่า “หลู่เจียนเฉิงยังไม่ทันได้สารภาพ ก็ถูกสังหารในคุกหลวงก่อน ฝ่าบาททรงกริ้วมาก เหตุเกิดขึ้นในวังหลวงแท้ๆ ทำให้เห็นว่ามีคลื่นใต้น้ำเกิดขึ้น และที่สำคัญ เรายังสาวไปไม่ถึงตัวการที่แท้จริงเลย” ประโยคหลังเขากล่าวอย่างเสียดายหลู่เจียนเฉิง ผู้ว่าการมณฑลกานซู ถูกส่งตัวไปให้ศาลต้าหลี่ตัดสินเพราะเป็นข้าราชการชั้นสูง และยังเป็นคดีสำคัญ แต่มีองครักษ์เสื้อแพรคอยติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งสองเข้าใจดีว่า การสอบสวนครั้งนี้ไม่ง่าย ต้องมีคนขัดขวางผ่านราชสำนักและศาลต้าหลี่สำหรับเฟิงหลี่เฉียงที่เป็นขุนนางชายแดน ถึงจะไม่รู้ว่าใครเป็นตัวบงการ เขาก็ไม่เดือดร้อนนัก เพราะเขาคงจะได้เป็นขุนนางขั้นกลาง ประจำอยู่ตามชายแดนเช่นนี้ไปอีกแสนนานแต่แม่ทัพเจิ้งดูจะเข้าใจนิสัยของขุนนางผู้นี้ เขายิ้มและพูดว่า “ใต้เท้าเฟิงอย่าเพิ่งเสียกำลังใจไป ข่าว

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 96

    ในที่สุด พวกเขาก็ยอมเปิดปาก นายอำเภอสารภาพว่า เขาเป็นคนส่งแผนที่และแผนการรบไปให้มองโกลเอง และทั้งหมดนั้นเป็นการร่วมมือกันของเขากับหลู่เจียนเฉิง ผู้ว่าการมณฑลกานซู และพวกเขายังวางแผนโจมตีอู่เว่ยที่อยู่ใกล้กับหลานโจว และที่ด่านเจี่ยอวี่กวานด้วยเมื่อถามถึงสาเหตุที่หลู่เจียนเฉิงร่วมมือกับมองโกล คำตอบที่ทำให้เฟิงหลี่เฉียงและพรรคพวกของเขาต้องตะลึงไป คือ พวกเขาต้องการกำจัดแม่ทัพเจิ้งเฉิงฉาน ขันทีหลี่จิว และเฟิงหลี่เฉียง โดยร่วมมือกับขุนนางบางคนในกานซูและร่วมมือกับมองโกล เมื่อกำจัดทั้งสามคนได้แล้ว พวกเขาจะนำทัพขับไล่ทหารมองโกลออกไป เมื่อมองโกลยอมล่าถอยตามแผน ผลประโยชน์ที่มองโกลจะได้รับ ก็คือ พวกเขาจะค้าขายสินค้าต้องห้ามโดยไม่เสียภาษี และยังจะแบ่งดินแดนบางส่วนให้มองโกลด้วย หลังจากนั้น หลู่เจียนเฉิง จะยังคงเป็นผู้ว่าการมณฑลกานซูต่อ และแต่งตั้งพรรคพวกของตน เข้ามารับตำแหน่งสำคัญต่างๆ เฟิงหลี่เฉียงไม่อยากจะคิดต่อเลยว่า ถ้าแผนการนี้สำเร็จ จะเกิดอะไรขึ้นกับต้าหมิง เพราะโอยรัตเป็นคู่แค้นกับต้าหมิงมานาน พวกมันคงไม่จบลงแค่พื้นที่ชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือนี้อย่างแน่นอน!

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 95

    เมื่อเห็นทหารมองโกลเปิดฉากการโจมตีด้วยธนู แม่ทัพเหอชิงหยวนสั่งการทันที “ตั้งรับการโจมตี!”ทหารราบของจางเย่ตั้งแถวด้านหน้า และใช้โล่ขึ้นตั้งรับ เมื่อห่าธนูผ่านไป ทั้งสองฝ่ายต่างพุ่งเข้าต่อสู้กันด้วยดาบและหอก เสียงอาวุธกระทบกันดังสนั่น ทั้งทหารม้าและทหารเดินเท้าต่างต่อสู้ฟาดฟันกันอย่างไม่หวาดกลัว การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด ฝ่ายจางเย่ที่มีกำลังพลน้อยกว่า เริ่มมีอาการละล้าละลัง แม่ทัพเหอชิงหยวนพยายามตะโกนปลุกใจ แต่ก็ไม่ได้ผลเมื่อเห็นว่าฝ่ายของตนเริ่มต้านไม่ได้ เขาจึงออกคำสั่ง “ถอย! ถอยไปทางทะเลทรายด้านขวาก่อน!”ทหารจางเย่เริ่มถอยร่นไปทางขวา แต่น่าแปลก กองทัพมองโกลกลับพยายามไล่ต้อนให้ทหารจางเย่หนีไปทางหุบเขาเสวี่ยเฟิง ซึ่งเป็นหุบเขาที่อยู่ลึกเข้าไปในทะเลทรายโกบี หากทหารกลุ่มไหนพยายามหนีออกไปทางอื่น จะถูกทหารมองโกลไล่ให้กลับไปทางเดิม สภาพในตอนนี้ไม่ต่างจากหมาล่าเนื้อกำลังไล่ต้อนฝูงแกะตลอดการหนีนั้น ทหารจางเย่ส่งเสียงร้องด้วยความหวาดกลัว ยิ่งทำให้มองโกลฮึกเหิมมากยิ่งขึ้น “ไล่ตามไป! ต้อนให้พวกมันเข้าไปในหุบเขาให้ได้!" บาร์ตู แม่ทั

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status