Compartilhar

4

Autor: Clear Clouds
last update Data de publicação: 2025-09-24 21:05:10

เมื่อโม่ชิงเฉิงเห็นข้อความที่เด็กชายเขียน ดวงตาของเขาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที บนกระดาษเยื่อไผ่มีอักษรเขียนเอาไว้ด้วยลายมือที่อ่านง่ายว่า “หากรู้จริง พึงบอกว่ารู้ หากไม่รู้ พึงบอกว่าไม่รู้ นั่นแหละคือวิถีของปัญญาชน”

ถึงแม้ว่าลายมือของเด็กน้อยจะไม่สวยงามมากนัก แต่การที่เขาสามารถเขียนคำสอนที่ยากของขงจื๊อได้เช่นนี้ ทำให้โม่ชิงเฉิงประหลาดใจมาก จนต้องถามว่า “ใครสอนให้เจ้าเขียนประโยคนี้หรือ”

เฟิงหลี่เฉียงหัวเราะอายๆ “ข้าเห็นจากหนังสือของอาจารย์ ก็เลยลองเขียนตามขอรับ”

“เจ้าเข้าใจความหมายของคำสอนนี้หรือไม่” โม่ชิงเฉิงถามต่อทันที

“ข้ารู้ว่าเป็นคำสอนของท่านขงจื๊อ สำหรับความหมายนั้น ข้าไม่แน่ใจนัก แต่ข้าคิดเอาเองว่า..” เขาหยุดคิดสักพัก และเงยหน้าตอบอย่างมั่นใจว่า “เราไม่ควรโกหก ถ้าเราไม่รู้เรื่องนั้นจริง เพราะมันอาจจะส่งผลเสียหายต่อชีวิตได้ โดยเฉพาะการเป็นหมอขอรับ!”

โม่ชิงเฉิงหัวเราะเสียงดัง ในขณะที่เฟิงหลี่เฉียงมองอย่างไม่เข้าใจว่า เขาตีความผิดหรืออย่างไร แต่แล้วบัณฑิตโม่ก็ถามต่อด้วยแววตาประหลาดว่า “แล้วถ้าเป็นบัณฑิตล่ะ จะยอมรับว่าไม่รู้ในสิ่งที่เจ้ากำลังเรียนมาได้หรือไม่!”

เฟิงหลี่เฉียงทำหน้ายุ่ง เขายังเป็นเด็กอายุ 6 ขวบ และไม่รู้ด้วยว่า บัณฑิตควรเป็นอย่างไร แต่เขาก็พยายามตอบด้วยน้ำเสียงแบบเด็กๆ ว่า “เรียนใต้เท้าขอรับ ข้าไม่รู้ว่าบัณฑิตควรจะเป็นอย่างไร ข้ารู้จักบัณฑิตอยู่ท่านเดียว และเขาเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่หมู่บ้านของข้า”

แล้วเขาก็พูดต่อหลังจากหยุดคิดไปนาน “ข้าเคยเห็นว่า เวลาอาจารย์ถามพวกเรา ถ้าตอบได้ ท่านก็จะชมเชย แต่ถ้าเราตอบไม่ได้ ท่านก็จะถามต่อ จนกว่าพวกเราจะตอบออกมา  แต่ข้าก็ไม่ทราบหรอกว่า สิ่งที่พวกเราตอบไปนั้นถูกหรือผิด เพราะคนที่รู้คำตอบ คืออาจารย์ท่านเดียวขอรับ”

โม่ชิงเฉิงหรี่ตาลงและถามต่อด้วยเสียงต่ำว่า “เจ้าหมายความว่า  อาจารย์ ก็อาจจะรู้หรือไม่รู้คำตอบที่แท้จริงก็ได้ ใช่หรือไม่”

เด็กชายหน้าแดง เขารู้ว่าวิธีคิดของเขานั้นอาจจะไม่เคารพต่อครูบาอาจารย์ แต่เขาก็ยังพูดตามตรงว่า “ข้าก็ไม่ทราบเช่นกันขอรับ ในตอนนั้น ข้าคิดว่าสิ่งที่อาจารย์อธิบาย ก็ดูน่าเชื่อถือ”

โม่ชิงเฉิงหัวเราะลั่นด้วยความชอบใจ “เจ้านี่มันสำคัญนักนะ! ฮ่าๆๆ”

โม่ชิงเฉิงมองดูเด็กชายด้วยความพิศวง เขารู้ดีว่า คนที่เป็นครูบางคน ไม่ชอบเด็กที่รู้จักตั้งคำถาม แต่เด็กคนนี้กลับรู้จักสงสัยในคำสอนตั้งแต่ยังอายุเท่านี้ ถึงแม้ว่าจะตอบคำถามที่โม่ชิงเฉิงถามไม่ได้ชัดเจน แต่เขาพยายามอธิบาย โดยยกตัวอย่างจากประสบการณ์จริง และยังมีวิธีการพูดแบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น

บัณฑิตหนุ่มจึงพยักหน้าช้าๆ และถามคำถามที่เด็กชายเองก็อยากรู้เช่นกันว่า “เจ้ารู้ไหมว่า เหตุใดท่านหมอต้วนถึงให้เจ้านำยาบำรุงมามอบให้ข้า”

“ข้าไม่ทราบขอรับ” เด็กชายตอบตามจริง

“ท่านหมอต้วนอยากให้ข้าเห็นเจ้า ด้วยตัวของข้าเอง”

เมื่อเห็นเด็กชายไม่เข้าใจ เขาก็ไม่อธิบายเพิ่มเติม แต่กลับถามเด็กชายว่า “เจ้าอยากจะเรียนหนังสือกับข้าไหม”

เฟิงหลี่เฉียงตาโต เขาถามด้วยความตื่นเต้น “ท่านยินดีจะสอนข้าหรือขอรับ!”

“ใช่” โม่ชิงเฉิงพยักหน้า แต่ก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ข้าไม่รับปากว่าจะสอนไปนานแค่ไหน ทั้งหมดนั้น ขึ้นอยู่กับความพอใจของข้าเป็นหลัก”

ครั้งนี้ เด็กชายเข้าใจดีว่า ถ้าอีกฝ่ายไม่พอใจในตัวเขา ก็อาจจะยุติการสอนได้ เมื่อรู้ว่าเป็นเช่นนี้ หัวใจของเด็กชายก็เต้นแรงขึ้น เขาจะพิสูจน์ให้ได้ว่า เขาเป็นเด็กที่ตั้งใจเรียน และท่านบัณฑิตโม่จะต้องอยากสอนเขาต่อไปแน่ เด็กชายจึงรีบลุกขึ้นยืนและก้มลงคำนับอีกฝ่ายอย่างเคารพ “ขอบพระคุณใต้เท้ามากขอรับ”

แต่แล้วเขาก็นึกได้ จึงรีบถามอย่างเกรงใจว่า “ข้ายังต้องเรียนการแพทย์กับท่านอาจารย์ต้วนอยู่ขอรับ ข้าขอบังอาจถามท่านว่า ช่วงเวลาไหน จึงจะสะดวกกับการเรียนขอรับ”

โม่ชิงเฉิงจึงถามเขาว่า เขาเรียนอะไรกับต้วนเจี่ยซินบ้าง และเรียนช่วงไหนเวลาใด เมื่อรู้เช่นนั้นแล้ว เขาจึงบอกกับเด็กชายว่า “ให้เจ้ามาที่นี่ในวันจันทร์หน้า ช่วงยามเฉิน[1]” จากนั้น โม่ชิงเฉิงก็บอกให้เด็กชายกลับไปได้แล้ว เพราะเขาจะเขียนหนังสือต่อ

เด็กชายเดินกลับบ้านและคิดด้วยความดีใจว่า เมื่อได้รับโอกาสแล้ว เขาจะฉวยโอกาสนี้เอาไว้และจะตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด ถึงในภายหลัง โม่ชิงเฉิงจะไม่อยากสอนเขาอีกต่อไป แต่อย่างน้อยเขาก็ได้มีโอกาสเรียนรู้จากบัณฑิตที่มีความรู้ล้ำลึกคนนี้

หากถามว่าเด็กน้อยรู้ได้อย่างไร ว่าโม่ชิงเฉิงเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถสูง เขาก็ตอบไม่ได้ชัดเจน เขารู้แค่ว่า หากอาจารย์ต้วนเจี่ยซินของเขาเคยเป็นถึงอดีตหัวหน้าสำนักแพทย์หลวง ก็ย่อมแสดงว่าคนรอบตัวเขาก็ย่อมมีความรู้ความสามารถที่โดดเด่นเช่นกัน และการที่ท่านอาจารย์ให้เขามาพบบัณฑิตโม่ด้วยตนเอง แสดงว่าเขาต้องมีความฉลาดล้ำลึก จนอาจารย์ต้วนยังยอมรับ 

เมื่อเฟิงหลี่เฉียงเล่าเรื่องนี้ให้ต้วนเจี่ยซินฟัง ในขณะที่พวกเขากำลังเรียนวิธีการกดจุดและฝังเข็มอยู่นั้น

หมอต้วนหัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจ “เจ้าควรจะดีใจนะ ปกติแล้ว โม่ชิงเฉิงไม่สนทนากับใครง่ายๆ แต่เขากลับเรียกให้เจ้าไปพบ และยังเสนอตัวสอนหนังสือให้ ถึงแม้จะแค่วันเดียวก็ตาม ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับความพยายามของเจ้ากับโชคชะตาแล้วละนะ เฟิงหลี่เฉียง!”

เด็กชายมีสีหน้าเคร่งขรึม เขารับปากและขอบคุณอาจารย์อย่างจริงจัง และสัญญาว่า เขาจะไม่ทำให้อาจารย์ต้องเสียชื่อเด็ดขาด และยิ่งมารู้ในภายหลังว่า โม่ชิงเฉิงเป็นบัณฑิตอันดับหนึ่งและเคยรับราชการมาก่อน แต่ไม่พอใจระบบการทำงาน จึงเลือกมาอยู่ที่นี่เพื่อเขียนหนังสือเพื่อให้ความรู้และวิจารณ์สังคมแทน เด็กชายจึงยิ่งนับถือในอุดมการณ์ของอาจารย์โม่มากยิ่งขึ้น

แต่ก่อนจะถึงวันเรียนหนังสือ เขายังพอจะมีเวลาอีก 4-5 วัน เฟิงหลี่เฉียงจึงกลับไปเยี่ยมแม่และน้องที่บ้าน ต้วนเจี่ยซินมอบยาและอาหารบำรุงสุขภาพให้แม่กับลูก ในขณะที่พ่อบ้านและป้าเฟยมอบเสื้อกันหนาวและรองเท้าที่พวกเขาเย็บเอง เพื่อให้เด็กชายนำไปฝากคนที่บ้านด้วย  

ก่อนที่จะขึ้นรถลากออกไปนั้น ต้วนเจี่ยซินมอบถุงเงินให้เขา เด็กชายรีบปฏิเสธทันที “ที่ท่านเมตตารับข้ามาอยู่ที่นี่ ช่วยถ่ายทอดความรู้ให้ และยังมีของฝากกลับไปให้แม่กับน้อง ก็มากมายเกินพอแล้วขอรับ!”

แต่ชายชรากลับพูดว่า “เจ้ายังเด็ก ยังหาเงินไม่ได้ แต่แม่กับน้องของเจ้ายังต้องการเงินไว้ใช้จ่าย ถ้าเจ้ารู้สึกว่าเป็นหนี้บุญคุณ ก็ตั้งใจเรียนและประสบความสำเร็จเพื่อตอบแทนข้าสิ!”

เฟิงหลี่เฉียงตะลึงกับคำพูดของอาจารย์ จริงสินะ ในอนาคตข้างหน้า เขายังมีโอกาสตอบแทนอาจารย์ได้อีก เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงรับถุงเงินและก้มลงคำนับอาจารย์เพื่อขอบคุณอย่างจริงจัง จากนั้นก็นั่งเกวียนโดยมีคนขับรถ คือ ลู่ปู่ อายุ 27-28 ปี เป็นคนขับให้ พวกเขาใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งวัน ก็มาถึงหมู่บ้านในตอนบ่าย

เมื่อมาถึงบ้าน เขาเชิญลู่ปู่เข้าไปกินน้ำชาและอาหารในบ้านก่อนกลับ แต่ชายหนุ่มปฏิเสธ เพราะจะต้องเข้าไปในอำเภอเพื่อซื้อของกินของใช้ เมื่อช่วยเด็กชายขนของเข้าบ้านแล้ว เขาก็ขี่เกวียนออกไป

เฟิงหลี่เฉียงใช้เวลาอยู่กับแม่และน้องเป็นเวลา 3 วัน ในระหว่างนี้ อันเฟยจูหายจากอาการป่วยแล้ว ร่างกายของเธอแข็งแรงขึ้น สามารถทำงานได้เอง และยังมีความสุขมากขึ้น เมื่อเห็นลูกชายคนโตได้รับความรักความเอ็นดูจากอาจารย์ ยิ่งได้รู้ว่าเขาจะได้ไปเรียนกับบัณฑิตอีกคนหนึ่งที่น่าจะเป็นคนใหญ่คนโต เธอก็น้ำตาคลอ

“แม่หวังให้ลูกสอบเข้ารับราชการให้ได้ ตอนแรกที่เจ้าจะไปเรียนหมอ แม่ก็เสียดาย แต่ก็คิดว่าเป็นหมอก็เลี้ยงตัวเองได้ และถ้าเจ้าสอบเข้าเป็นแพทย์หลวงได้ก็น่าจะดี  แต่เมื่อรู้ท่านบัณฑิตโม่จะสอนวิชาให้ แม่ก็ยิ่งดีใจ เผื่อว่าในอนาคตเจ้าอาจจะได้ไปสอบเข้ารับราชการด้วย”

เด็กชายซึ่งกำลังนั่งเล่นกับน้องสาวของเขา ก็ตอบยิ้มๆ ว่า “ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง ต่อให้ไม่สามารถเรียนต่อกับท่านโม่ชิงเฉิงได้ ข้าก็จะหาเงินไปเรียนที่โรงเรียนให้ได้”

เมื่อเห็นลูกชายมีความมุ่งมั่นและมีความหวังในชีวิต อันเฟยจูก็ยิ่งมีใจที่จะหาเงินมากขึ้น เฟิงหลี่เฉียงแนะนำเธอว่า “ท่านแม่ลองปลูกสมุนไพรขายไหมขอรับ ตอนนี้ข้าพอจะรู้วิธีแล้ว ก่อนกลับจะจดลงในสมุดเอาไว้ให้ท่าน ว่าสมุนไพรแบบไหนต้องปลูกอย่างไร”

อันเฟยจูเห็นด้วย ตอนนี้เธอแค่ปลูกผักทั่วไปและเลี้ยงไก่เป็ดเพื่อยังชีพเท่านั้น แต่ไม่สามารถขายได้มากนัก เพราะบ้านนอกแบบนี้ใครๆก็ทำเช่นเดียวกัน เด็กชายจึงบอกอีกว่า “รอให้หน้าหนาวผ่านไปก่อน แล้ว ข้าจะขอแบ่งเมล็ดพันธุ์สมุนไพรจากอาจารย์มาให้ท่านด้วย” 

เมื่อช่วยกันคิดได้แล้วว่าจะทำอย่างไรกับชีวิต พวกเขาสามแม่ลูกก็ใช้เวลาร่วมกันอย่างมีความสุข เธอสังเกตเห็นว่าเฟิงหลี่เฉียงเติบโตขึ้นมาก ไม่เพียงแต่ความคิดที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ร่างกายก็เริ่มสูงและแข็งแรงกว่าเดิม เพราะได้กินอาหารที่ดี จนเมื่อเวลาผ่านไปได้สามวัน ลู่ปู่ก็ขี่เกวียนมารับ เด็กชายบอกกับที่บ้านว่า เขาจะกลับมาอีกครั้งในช่วงวันหยุดปีใหม่นี้

ในระหว่างที่ออกจากหมู่บ้าน ลู่ปู่บอกว่า “ข้าจะแวะเข้าไปในตัวเมืองเพื่อซื้อของก่อนนะ”

เฟิงหลี่เฉียงได้ยินก็ดีใจเช่นกัน เพราะเขาแทบจะไม่เคยได้ไปไหน ตั้งแต่แม่ล้มป่วยลง ชีวิตของเขาก็อยู่แต่ในหมู่บ้าน เพราะต้องดูแลแม่กับน้องสาวและปลูกผักเลี้ยงไก่

ลู่ปู่ขี่เกวียนเข้าไปยังอำเภอ ภายในตัวอำเภอมีถนนสายหลักที่ปูด้วยหินและดิน บ้านเรือนสองฝั่งเป็นปูนและไม้สลับกันไป สำหรับย่านการค้าที่พวกเขามุ่งหน้าไปนั้น อยู่ใจกลางเมือง ที่มีอาคารเรียงติดกันริมถนนเป็นแถวยาว บางร้านมีการตั้งแผงขายของยื่นออกมาหน้าร้าน และบางร้านก็ให้เช่าพื้นที่ด้านหน้าเพื่อขายของและอาหาร

ลู่ปู่จอดเกวียนที่ร้านขายสมุนไพรแห่งหนึ่ง   เพื่อนำยาของหมอต้วนมาขายตามที่เจ้าของร้านสั่งซื้อเอาไว้  เจ้าของร้านทักทายเขาอย่างคุ้นเคย ในขณะที่ลู่ปู่ก็ซื้อตัวยาบางอย่างกลับไปด้วย เมื่อซื้อขายสมุนไพรเสร็จแล้ว เขาก็บอกกับเจ้าของร้านว่า “หมอลู่ ท่านพอจะมีเข็มขนาดพอเหมาะกับเด็กคนนี้ไหมขอรับ”

หมอลู่ก้มลงมองเด็กน้อยที่สูงยังไม่ถึงชั้นขายยา และหัวเราะออกมา “นี่ใครรึ อายุแค่นี้รู้จักการใช้เข็มแล้วหรือ”

ลู่ปู่ยิ้ม เขายกเก้าอี้มาให้เด็กชายปีนขึ้นไปยืนเพื่อเลือกดูเข็ม และบอกว่า “นี่คือเสี่ยวเฉียง เป็นลูกศิษย์ของหมอต้วน”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ เจ้าของร้านก็ตะลึง “เด็กคนนี้จะต้องเก่งมาก ถึงทำให้ท่านหมอต้วนรับเขาเป็นลูกศิษย์ได้!” เพราะทุกคนที่อยู่ในวงการรู้ดีว่า ต้วนเจี่ยซินไม่ยอมรับใครเป็นลูกศิษย์มานับสิบปีแล้ว

เฟิงหลี่เฉียงรีบปฏิเสธด้วยความอาย “ไม่หรอกขอรับ อาจารย์สงสารข้า ก็เลยเมตตาช่วยเหลือ”

เจ้าของร้านหัวเราะด้วยความเอ็นดู เขานำเข็มมาให้เด็กชายลองใช้ และเลือกซื้อมาได้ 2 ชุด จากนั้นลู่ปู่ก็จ่ายเงิน พวกเขาไปที่ร้านขายผ้าในเมืองต่อ เพื่อซื้อเสื้อผ้าและรองเท้าให้เฟิงหลี่เฉียง ต้วนเจี่ยซินรู้ว่าเด็กชายไม่มีเสื้อผ้าใส่มากนัก ถึงเสื้อผ้าที่ซื้อให้ครั้งนี้ จะไม่ใช่เสื้อผ้าหรูหราแบบคุณชายจากตระกูลสูงใส่ แต่ก็เป็นผ้าฝ้ายเนื้อดี ซึ่งทำให้เฟิงหลี่เฉียงยิ่งรู้สึกซาบซึ้งใจกับความเมตตาของอาจารย์มากขึ้น

เมื่อซื้อของเสร็จ ก็ได้เวลาเกือบบ่ายแล้ว พวกเขาจึงพากันไปกินกินบะหมี่ที่ร้านข้างทาง ในระหว่างที่นั่งกินอยู่นั้น ชายคนหนึ่งเดินผ่านโต๊ะของพวกเขามา และทำถุงเงินหล่นลงพื้นใกล้กับที่ทั้งสองคนนั่งอยู่

เฟิงหลี่เฉียงจึงก้มลงเก็บถุงเงินขึ้นมา และตะโกนเรียกชายคนนั้น “ท่านอา ท่านทำถุงเงินหล่น!”

ชายคนดังกล่าวได้ยินก็หยุดเดิน เอื้อมมือคลำข้างเอว เมื่อมองไปเห็นถุงเงินในมือของเด็กชาย เขาก็รีบเดินกลับมา เมื่อรับถุงเงินมา เขาก็รีบเปิดดูเงินข้างใน แล้วเขาก็ทำหน้าตกใจ พูดด้วยเสียงดังว่า “เงินของข้าหายไปไหน!”

เฟิงหลี่เฉียงตกใจ ชายคนดังกล่าวก็มองเขาด้วยความโกรธ และพูดเสียงดังลั่นถนนว่า “ไอ้หนู! เจ้าขโมยเงินในถุงของข้าไปหรือ! รีบเอามาคืนซะดีๆ ไม่เช่นนั้น ข้าจะจับเจ้าไปส่งอำเภอ!” คนอื่นๆ ในร้านหยุดกิน และหันมามองด้วยความสนใจ

“ข้าไม่ได้เอาไปนะ! ท่านทำถุงเงินหล่น ข้าก็ช่วยเก็บให้ แล้วข้าก็ไม่ได้เปิดถุงเงินของท่านด้วย ท่านมากล่าวหาข้าได้อย่างไร!” เด็กชายตอบด้วยความโมโห เขาอุตส่าห์เก็บถุงเงินคืนให้ดีๆ แต่กลับถูกกล่าวหาเสียนี่!

[1] ยามเฉิน คือ 07.00 – 08.59 น.

Continue a ler este livro gratuitamente
Escaneie o código para baixar o App

Último capítulo

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 243 (ตอนจบ)

    ตอนที่ 243เฟิงหลี่เฉียงเดินมาจนถึงบ้านของเขาที่อยู่นอกเมืองหนานจิง ที่มีคนมาปลูกบ้านเพิ่มขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น บ้านของอดีตอัครเสนาบดีคนนี้ ก็ยังคงเหมือนเดิม พวกเขาขยายพื้นที่เพื่อทำธุรกิจและทำการเกษตร แต่บ้านของพวกเขายังคงเรียบง่าย และเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราษฎรต้าหมิงชื่นชมเขา ที่ยังคงอุดมการณ์เดิมของตนเองเอาไว้เขารู้ข่าวคราวจากจดหมายที่ลู่เหยาหลงเขียนมาหาเสมอ เขามักจะแวะไปรับจดหมายตามสถานีทหาร ที่ปกติจะรับส่งเฉพาะจดหมายของทหารเท่านั้น แต่เพราะพวกเขาจดจำความดีของใต้เท้าเฟิงได้ และยังได้รับอนุญาตจากแม่ทัพเจิ้งเฉิงฉาน เฟิงหลี่เฉียงจึงใช้ที่นี่เป็นจุดรับส่งจดหมายตลอดเวลาที่ออกเดินทางลู่เหยาหลงเล่าว่า มักจะมีราษฎร บัณฑิต และขุนนางแวะเวียนมาที่บ้านหนานจิง พวกเขาอยากพบใต้เท้าเฟิง ทั้งแค่อยากมารู้ว่าชีวิตความเป็นอยู่ของเขาในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ทั้งอยากมาดูความเคลื่อนไหวของขุนนางที่มีอิทธิพลและได้รับการยอมรับนับถือจากผู้คน และบางคนอยากจะมาชักชวนเขาไปร่วมงานด้วย และเมื่อรู้ว่าใต้เท้าเฟิงหลี่เฉียงออกเดินทางพเนจรไปทั่ว พวกเขาต่างตกใจบางคนไม่เชื่อ และคิดว่าเขาคงจะหลบอยู่ในบ้านหรือที่ไหน

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 242

    ตอนที่ 242ตลอดทางที่นั่งรถลากไปนั้น เฟิงหลี่เฉียงนิ่งเงียบ เขามิได้ถามอะไรขันที และอีกฝ่ายก็นิ่งเงียบไม่ปริปากอะไรออกมา ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงประตูวัง ทั้งขันทีและเฟิงหลี่เฉียงรีบเดินอย่างรวดเร็วไปตามทางเดินที่ใช้อ้อมเข้าไปยังพระตำหนัก แสงไฟวอบแวบจากลานกว้างและลมเย็นยะเยือกที่พัดมา ทำให้เฟิงหลี่เฉียงอดตัวสั่นไม่ได้ ถึงเขาจะมีวรยุทธ์ แต่ความรู้สึกหนาวเย็นนี้ กลับเกาะกุมหัวใจเอาไว้เมื่อมาถึงหน้าพระตำหนักที่ไม่มีคนยืนเฝ้าตามปกติ เฟิงหลี่เฉียงก็ถูกพาตัวไปยังห้องบรรทม ที่เขามาเข้าเฝ้าหลายครั้งแล้ว แต่ในช่วงหลัง ฝ่าบาทมักจะบรรทม เขาจึงไม่ได้เข้าเฝ้าถวายรายงานอีกต่อไปขันทีจิงหยงยืนรออยู่ด้านหน้าประตูห้อง เมื่อเห็นเขา อีกฝ่ายก็ฝืนยิ้มและก้มลงคำนับ“เชิญทางนี้ขอรับใต้เท้าเฟิง”และพาเขาเดินเข้าไปข้างในห้องบรรทมที่เต็มไปด้วยกลิ่นยา และความร้อนจากเตาถ่านที่จุดให้ความอบอุ่นฮ่องเต้เซวียนเต๋อ ในตอนนี้ มีพระสติแล้ว ทรงนั่งพิงหัวเตียงอย่างอ่อนล้า ใบหน้าและร่างกายของพระองค์ซูบเซียว ริมฝีปากเป็นสีคล้ำ และหายใจอย่างยากลำบาก ชายหนุ่มตรงหน้าของเฟิงหลี่เฉียงมีอายุเพียง 35 ปีเท่านั้น เฟิงหลี่เฉียงพูดอะไร

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 241

    ตอนที่ 241เฟิงหลี่เฉียงถอนหายใจเบาๆ เขาพยายามเรียบเรียงคำพูด และทูลตอบไปว่า “กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมต้องขอทูลตามความจริง ซึ่งอาจจะสร้างความขุ่นข้องพระทัยให้ได้”ฮ่องเต้ชะงัก แต่ก็ยังคงให้เขาพูดต่อได้เฟิงหลี่เฉียงจึงพูดขึ้นว่า “กระหม่อมไม่สามารถเป็นพระอาจารย์ให้กับองค์ชายจูฉีเจิ้นได้พะยะค่ะ”ฮ่องเต้เซวียนเต๋อนิ่งงันไป เขาไม่คิดว่าเฟิงหลี่เฉียงจะพูดออกมาแบบนี้ แต่ใต้เท้าเฟิงยังคงพูดต่อโดยไม่หวาดกลัวว่าฮ่องเต้จะกริ้วเขาเงยหน้าขึ้นสบตาฮ่องเต้ที่ขมวดคิ้ว และพูดด้วยแววตาที่จริงจังว่า“นับตั้งแต่กระหม่อมได้รับบาดเจ็บเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว และยังคงได้รับบาดเจ็บหนักมาอีกหลายครั้ง ร่างกายของกระหม่อมอ่อนแอลงไปมาก ทุกวันนี้ กระหม่อมไม่สามารถใช้ร่างกายหักโหมได้แบบที่เคยเป็นมาแล้ว”เซวียนเต๋อหน้าเสียไป เขารู้ว่าอีกฝ่ายพูดความจริงในช่วงหลังนี้ เฟิงหลี่เฉียงผอมบางลงไป บางครั้งก็จะลาป่วยเพื่อพักรักษาตัว พระองค์ยังเป็นคนส่งหมอหลวงไปรักษาใต้เท้าเฟิงด้วยความเป็นห่วง และเมื่อมองดูเสนาบดีผู้จงรักภักดีคนนี้ เขาก็เห็นร่องรอยของวัยที่ปรากฏชัดมากขึ้น เส้นผมของเขาเริ่มมีสีเงินแซม และใบหน้าของเขาเริ่มมีริ้วรอ

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 240

    ตอนที่ 240หลี่จิวเดินมาพร้อมกับเจิ้งเฉิงฉาน ด้านหลังพวกเขาเป็นลูกน้องคนสนิทไม่กี่คน ใครจะคิดว่าที่ท่าน้ำแห่งนี้ จะมียอดขุนนางแห่งต้าหมิงมาพบกันที่นี่คนสนิทต่างถอยออกมา และยืนรายล้อมเพื่อช่วยรักษาความปลอดภัย“เจ้าเบื่อรึ” หลี่จิวถามเฟิงหลี่เฉียงยิ้ม แต่ก็ไม่ตอบอะไรหลี่จิวก็พูดว่า “เจ้ารู้ไหมว่า หลังจากฮองเฮาได้รับการแต่งตั้งไม่กี่วัน ก็เริ่มมีการแต่งตั้งและสับเปลี่ยนตำแหน่งพระสนมกันหลายคน”เฟิงหลี่เฉียงขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเรื่องนี้เจิ้งเฉิงฉานก็เสริมขึ้นมาว่า “มีความพยายามจะวิ่งเต้นเปลี่ยนตำแหน่งผู้บัญชาการทหารด้วย แต่ข้าไม่ยอมอย่างแน่นอน”ใช่แล้ว ต่อให้ใครคิดจะย้ายตำแหน่งใดๆ ก็ตาม แต่แม่ทัพเจิ้งคนนี้ ไม่เคยอ่อนข้อให้กับคนที่เอื้อมมือเข้ามายุ่งกับกองทัพ“ฝ่าบาทรู้เรื่องนี้ด้วยไหม” เฟิงหลี่เฉียงถามทั้งสองพวกเขาส่ายหน้า “ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน”“แต่เรื่องแบบนี้ไม่มีทางเล็ดรอดจากหูตาของข้าไปได้” หลี่จิวพูดอย่างภูมิใจในฐานะตงฉ่างที่มีเครือข่ายไปทั่วประเทศ เขาย่อมรู้ความเคลื่อนไหวในแต่ละเรื่องล่วงหน้า โดยเฉพาะในตอนนี้ ที่มีการแต่งตั้งฮองเฮาใหม่ ย่อมหมายความว่าอำนาจกำลังเปลี่ยนมืออีกครั้ง

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 239

    ตอนที่ 239หลังจากจัดการเรื่องของชูอวี้และพระโอรสแล้ว ในอีกอาทิตย์ต่อมา ฮ่องเต้เซวียนเต๋อก็เรียกประชุม เพื่อจะจัดการกับอ๋องแห่งฮั่นให้เด็ดขาด “ครั้งนี้ ข้าจะนำทัพเอง!” ฮ่องเต้ประกาศ ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วย ไม่เช่นนั้น อ๋องแห่งฮั่นจะไม่กลัว คิดว่าหลานชายคนนี้ตาขาว และฉวยโอกาสก่อกบฏอีกครั้ง เมื่อจัดเตรียมทัพเสร็จแล้ว ทัพของฮ่องเต้เซวียนเต๋อจำนวน 20,000 นาย ก็ยาตราทัพไปยังเมืองเล่ออัน มณฑลซานตง โดยมีเฟิงหลี่เฉียงอยู่ดูแลเมืองหลวง และนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับผิดชอบหน้าที่ที่สำคัญ หากไม่เช่นนั้น เขาจะต้องเดินทางไปกับขบวนทัพของฮ่องเต้ด้วยเช่นกัน กองทัพของฮ่องเต้เดินทางไปเล่ออัน และสามารถปราบอ๋องแห่งฮั่นได้ เขายอมแพ้ และถูกลดฐานันดรลงเป็นสามัญชน ขุนนางที่กบฏร่วมกันถูกประหารชีวิตไป 600 กว่าคน และอีก 2,200 คนถูกเนรเทศ ถึงตอนนี้ฮ่องเต้จะไว้ชีวิตอาคนนี้ แต่ในภายหลังอดีตองค์ชายจูเกาสวี่ก็ถูกลงโทษประหารชีวิต เพราะหมิ่นเกียรติฮ่องเต้ และนี่เป็นการกวาดล้างพระญาติครั้งสำคัญในรัชสมัยของจักรพรรดิเจิ้น หรือฮ่องเต้เซวียนเต๋อพระองค์นี้ เมื่อยาตราทัพกลับมา ฮ่องเต้ก็เริ่มต้นการ

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 238

    ตอนที่ 238กว่าเหตุการณ์ในเมืองหลวงทั้งหมดจะสงบลงได้ ก็ใช้เวลาอยู่หลายวัน ประชาชนต่างอกสั่นขวัญแขวนอยู่ในบ้าน พวกเขาฟังเสียงทหารที่ขี่ม้าวิ่งผ่านไปมาทั้งกลางวันและกลางคืน บ้านของขุนนางหลายคนถูกรื้อค้นและถูกลากตัวออกมา เสียงร้องไห้และเสียงต่อสู้ดังไปทั่วเมืองเป่ยผิงอยู่หลายสัปดาห์ จนค่อยๆ สงบเงียบไปในที่สุดสำหรับฮ่องเต้เซวียนเต๋อ ตอนนี้อาการบาดเจ็บของพระองค์ดีขึ้นแล้ว เพราะมีบาดแผลไม่ลึกนัก เมื่อดีขึ้น ก็รีบกลับมาทรงงานตามเดิม เพราะเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่บัลลังก์ของพระองค์กำลังสั่นคลอนหลังจากได้รับรายงานสอบสวนจากทั้งเฟิงหลี่เฉียง หลี่จิว แม่ทัพเจิ้ง กรมอาญาและศาลต้าหลี่ ที่ร่วมมือกันทั่วทั้งต้าหมิงในการเก็บกวาดเครือข่ายของชูอวี้ พระองค์สั่งลงโทษพรรคพวกของชูอวี้โดยไม่ยั้งมือ เพราะเจ็บแค้นที่ทรงมีพระเมตตามานาน แต่กลับถูกชูอวี้ที่เป็นพระอาจารย์ คิดจะชิงบัลลังก์และใช้ดาบทำร้ายพระองค์ ถึงตอนนี้ ไม่มีเยื่อใยใดๆ หลงเหลืออีกต่อไปแล้วบนโต๊ะของพระองค์ เต็มไปด้วยฎีกาและรายงานจากขุนนาง บัณฑิต และประชาชนมากมาย มีการร้องเรียนเข้ามา ทั้งการขอให้ลงโทษตระกูลชูอวี้ทุกคน รวมไปถึงขุนนางที่เกี่ย

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 132

    ตอนที่ 132เมื่ออินเฉินนั่งตัวตรงเพื่อฟังอย่างตั้งใจ เฟิงหลี่เฉียงจึงพูดว่า “ท่านคงจะได้ยินเรื่องการเปลี่ยนแปลงบทบาทหน้าที่ของศาลต้าหลี่มาบ้างแล้ว การทำงานของฝ่ายข้า จะเน้นไปที่การสืบสวน ซึ่งเป็นงานที่ยากและต้องอาศัยความอด

    last updateÚltima atualização : 2026-04-01
  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 134

    ตอนที่ 134ในอีกสองวันต่อมา ทั้งกวานอวี้ และว่านซื่อจุนมาขอพบรองเสนาบดีเฟิงหลี่เฉียงเมื่อนั่งลงที่หน้าโต๊ะแล้ว กวานอี้ก็พูดขึ้นว่า “ใต้เท้า ข้ากับว่านซื่อจุนไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุอีกรอบ และพบบางสิ่งขอรับ”

    last updateÚltima atualização : 2026-04-01
  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 127

    ตอนที่ 127 เฟิงหลี่เฉียงรีบเดินตามจิวเหวินชางกลับไปที่จวนผู้ว่า ตอนนี้มีทหารสื่อสารนั่งพักดื่มน้ำและกินขนมรองท้องอยู่ เมื่อเห็นผู้ว่าเฟิง เขารีบลุกขึ้นทำความเคารพ และยืนกระบอกไม้ที่ข้างในเป็นพระราชโองการ “ใต้เท้าเฟิง

    last updateÚltima atualização : 2026-03-31
  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 125

    ตอนที่ 125 ทั้งสามคนลงจากหลังม้า และช่วยกันประคองกันไปที่ลำธาร ใช้น้ำล้างตัว ถึงตอนนี้พวกเขาต้องดื่มน้ำจากลำธารแล้ว เฟิงหลี่เฉียงเดินไปที่ศพของชายชุดดำทั้งสอง เขาเปิดหน้าดูและค้นตามเนื้อตัวชายคนแรกเพื่อหาหลักฐาน แต่ก็ไม่พบ

    last updateÚltima atualização : 2026-03-31
Mais capítulos
Explore e leia bons romances gratuitamente
Acesso gratuito a um vasto número de bons romances no app GoodNovel. Baixe os livros que você gosta e leia em qualquer lugar e a qualquer hora.
Leia livros gratuitamente no app
ESCANEIE O CÓDIGO PARA LER NO APP
DMCA.com Protection Status