เข้าสู่ระบบในวันนั้น ต้วนเจี่ยซินซึ่งนำเข็มมาด้วย ก็ช่วยฝังเข็มให้กับอันเฟยจู เพื่อช่วยให้อิน (หยิน) ทำงานดีขึ้น และบอกวิธีรักษาด้วยการทำใจให้ปลอดโปร่ง กินอาหารที่ช่วยขับเคลื่อนลมปราณที่ติดขัด ระบายชี่ที่ตับและช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด เช่น ต้มลูกเดือยกิน ดื่มน้ำอุ่น และไม่โดนอากาศเย็นมาก และยังให้กินผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาว เป็นบางครั้ง
“สิ่งสำคัญ คือ การดูแลรักษาใจ” หมอต้วนเจี่ยซินบอกอันเฟยจู “อย่าลืมว่า ตอนนี้พวกเจ้ามีอยู่กันสามคน ถ้าเจ้าล้มป่วยหนัก ความลำบากก็จะตกไปอยู่ที่ลูกชายของเจ้าที่มีอายุเพียงแค่ 6 ขวบเท่านั้น เจ้าจะให้ลูกชายอายุแค่นี้ ต้องมาแบกรับเลี้ยงดูแม่กับน้องอย่างนั้นหรือ”
อันเฟยจูหน้าเสีย น้ำตาไหลออกมาทันที เธอหันไปกอดเฟิงหลี่เฉียงเอาไว้แน่น “ไม่เจ้าค่ะ! ข้าจะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น!” แล้วเธอก็สะอื้นออกมาอย่างเจ็บปวดใจ เธอรู้มาตลอดว่า ช่วงที่เธอล้มป่วยจนทำงานไม่ได้นั้น เด็กชายจะต้องลำบากมากแค่ไหน
“ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็ต้องรู้จักการยอมรับความจริง และปล่อยวางให้เป็นด้วย” ชายชราเตือน
หญิงสาวก้มหน้าลงเช็ดน้ำตา ใช่แล้ว เธอยังคงคิดถึงสามีและเสียใจที่เขาหายออกไปจากชีวิตของพวกเธอ นี่เขาไม่สนใจลูกเมียที่อยู่ทางนี้จริงหรือ เธอพร่ำถามตัวเองในใจ แต่แล้วอันเฟยจูก็ต้องสะดุ้ง เมื่อได้ยินเสียงเฟิงหลี่เฉียงพูดขึ้นด้วยความโกรธว่า
“ท่านจะไปรออะไรกับคนพรรค์นั้น ตอนนี้พวกเรามีกันแค่สามคน ท่านลืมเขาไปเถอะขอรับ กี่ปีแล้วที่เขาทิ้งให้พวกเราอยู่กันเพียงลำพัง เงินสักเหวิน จดหมายสักฉบับก็ไม่เคยส่งมา แม้แต่ข้าก็ยังแทบจะนึกหน้าเขาไม่ออกแล้วด้วยซ้ำ! ถึงไม่มีเขา พวกเราก็อยู่ได้นะท่านแม่!” ประโยคหลังเด็กชายพูดด้วยเสียงที่เด็ดขาดราวกับผู้ใหญ่ ทำให้อันเฟยจูรู้สึกละอายใจขึ้นมาทันที
แววตาของต้วนเจี่ยซินเป็นประกายเมื่อได้ยินสิ่งที่เด็กชายพูด อืมม..เด็กคนนี้โตเป็นผู้ใหญ่เกินวัย และยังมีความเด็ดขาดจริง ชายชราคิดในใจ แล้วเขาก็ถามขึ้นมาว่า “เสี่ยวเฉียง เจ้าอยากไปเรียนวิชาการแพทย์กับข้าไหม”
เด็กชายชะงัก เขาสบตาของอีกฝ่ายที่เต็มไปด้วยความเมตตาและความจริงใจ เขาตาวาวด้วยความดีใจ ที่จะได้มีวิชาที่หาเงินได้ แต่สักพักก็เศร้าลง ก่อนจะพูดเบาๆ ว่า “ข้าคงไปไม่ได้หรอกขอรับ” แล้วก็นิ่งเงียบไม่พูดอะไรต่อ
“เจ้าเป็นห่วงแม่กับน้องใช่หรือไม่” ต้วนเจี่ยซินถามอย่างเข้าใจทันที
เด็กชายเหลือบมองแม่ที่นั่งอยู่ใกล้ แต่ก็ไม่ยอมตอบ เมื่อเห็นอาการผิดหวังของลูกชายคนโต อันเฟยจูก็ยิ่งเสียใจและโกรธตัวเองมากยิ่งขึ้น เธอรู้แล้วว่า อาการเจ็บป่วยของเธอทำให้ลูกชายที่เฉลียวฉลาดคนนี้ต้องเสียโอกาสไปมากแค่ไหน
เมื่อได้คิดแล้ว เธอจึงถามลูกชายด้วยเสียงจริงจังว่า “เสี่ยวเฉียง ตอบแม่มาตามตรง เจ้าอยากจะไปเรียนกับท่านหมอต้วนหรือไม่ เจ้าไม่ต้องตอบเพราะเป็นห่วงแม่กับเสี่ยวอิง”
เด็กชายสบตาแม่ของเขา และพยักหน้าในที่สุด “ข้าอยากไปขอรับ ข้าไม่รู้หรอกว่าข้าอยากเป็นหมอหรือไม่ แต่อย่างน้อยก็ยังได้เรียนรู้วิธีรักษาโรค มาช่วยรักษาท่านแม่กับน้องได้ แล้วถ้าหาเงินได้ด้วย ข้าก็ยินดีขอรับ!”
ต้วนเจี่ยซินหัวเราะชอบใจ เด็กคนนี้ตอบตรงดีจริงๆ “ดีมาก เจ้าเป็นคนซื่อตรง ข้าชอบเด็กแบบนี้ แต่ว่านะ” ชายชราหยุดพูดและสบตาเด็กชาย “ถ้าเจ้าไม่ชอบเป็นหมอก็ไม่ต้องเป็น ข้าแค่ต้องการให้โอกาสเจ้า ส่วนเจ้าจะเติบโตไปเป็นอะไรนั้น มันเป็นสิ่งที่เจ้าต้องค้นหาเอง!”
เฟิงหลี่เฉียงคิดได้ตามที่ท่านหมอต้วนพูด จริงสินะ ในระหว่างนั้นเขายังมีเวลาอีกมากมายที่จะตอบตัวเองว่า เขาควรจะทำอาชีพอะไร
ต้วนเจี่ยซินหันไปพูดกับอันเฟยจูว่า “บ้านของข้าอยู่ที่ตีนเขาอีกฝั่ง ห่างจากที่นี่ไปประมาณเกือบยี่สิบลี้ ถ้าเดินไปจะใช้เวลาประมาณครึ่งวัน เสี่ยวเฉียงไปอยู่กับข้าได้ วันไหนคิดถึงแม่กับน้องก็กลับมาเยี่ยมบ้านได้ หรือเจ้าจะไปเยี่ยมเขาก็ได้เช่นกัน”
ใช่แล้ว ถ้าจะไปเรียนวิชาแพทย์ก็ต้องไปอยู่บ้านของอาจารย์ แต่อันเฟยจูก็อดห่วงลูกชายไม่ได้ “เจ้าจะไปอยู่บ้านท่านหมอต้วนไหวหรือ”
เด็กชายพยักหน้าอย่างมั่นใจ แต่แล้วเขาก็นึกอะไรออก จึงหันไปหาชายชราและถามอ้อมแอ้มว่า “ข้าต้องจ่ายค่าเรียนอย่างไรขอรับ”
ชายชรายิ้มแล้วโบกมือ “ไม่ต้องจ่าย เจ้าไปอยู่กินที่บ้านข้า ช่วยข้าทำงานตอบแทน แบบนี้เจ้าว่าดีหรือไม่” ต้วนเจี่ยซินรู้ว่าเด็กชายคนนี้มีศักดิ์ศรี เขาไม่ชอบเอาเปรียบใคร
“ดีขอรับ!” เด็กชายตอบรับอย่างดีใจ ดวงตาของเขาเป็นประกายอย่างมีความหวัง ในเวลานี้ สิ่งใดที่ทำแล้วดีกับครอบครัว เขายินดีทำหมด ถ้าเขาไปอยู่ที่อื่นก็ยังช่วยลดจำนวนปากท้องลง แม่ของเขาจะได้ไม่ต้องทำงานหนักมาก แล้วเขายังได้วิชาความรู้อีกด้วย
หลังจากนั้นอีกสองอาทิตย์ ต้วนเจี่ยซินกลับมารักษาแม่ของเด็กชายอีกครั้ง และพบว่าเธอให้ความสำคัญกับการรักษาตัวเองเป็นอย่างดี อาการของเธอดีขึ้นและลุกขึ้นมาทำงานเบาๆ ได้แล้ว ด้วยเหตุนี้ชายชราจึงพาครอบครัวเฟิงเดินทางไปที่บ้านของเขา เพื่อให้พวกเขาวางใจว่าเฟิงหลี่เฉียงไม่ได้ถูกหลอก
พวกเขานั่งเกวียนที่ลากด้วยวัวไปตามเส้นทางที่มุ่งไปสู่ภูเขาหลานเถียน บ้านของหมอต้วนตั้งอยู่ที่เชิงเขาหลานเถียน ที่นี่เงียบสงบและมีบ้านตั้งอยู่ห่างกันอีก 3 หลังใหญ่ แต่ละบ้านมีรั้วรอบขอบชิด และมีพื้นที่กว้างใหญ่รอบบ้าน บางหลังจัดเป็นสวนสวยงาม บางหลังมีลานหินและทรายเหมือนเอาไว้ต่อสู้ บางหลังเป็นบ้านไม้ไผ่ และบ้านที่สร้างจากหินและหลังคามุงกระเบื้อง ในแต่ละพื้นที่จะมีบ้านหลังใหญ่และมีบ้านหลังเล็กสร้างอยู่ใกล้ๆ ซึ่งน่าจะเป็นบ้านของคนรับใช้และโรงเก็บของ ที่นี่เป็นเหมือนกับชุมชนขนาดเล็ก มีคนงานทำสวน ทำไร่ และเลี้ยงสัตว์อยู่แถวนั้นด้วย
พวกเขานั่งเกวียน ที่ขับโดยชายหนุ่มที่ชื่อลู่ปู่ จนไปถึงบ้านของต้วนเจี่ยซินที่อยู่ด้านขวามือสุด ที่เป็นบ้านชั้นเดียว แต่มีลานหินกว้างกลางบ้าน ด้านข้างมีปีกอีก 2 ด้านซึ่งมีหลายห้อง หน้าบ้านมีบ่อบัวและบ่อปลาขนาดใหญ่ ด้านหลังบ้านเป็นสวนสมุนไพร และสวนผักผลไม้ต่างๆ
ต้วนเจี่ยซินพาสามแม่ลูกเข้าไปในบ้าน และแนะนำให้พวกเขารู้จักคนในบ้านที่ต่อไปจะเป็นคนคอยดูแลเด็กชายด้วย หมอต้วนมีผู้ช่วยที่เป็นชายวัย 50 กว่าปี คือ หมอสวี่กั๋ว ที่นานๆ จะมาพบเขา เพราะชายชราไม่ค่อยออกเดินทางไปรักษาใครมากแล้ว แต่ที่นี่มีพ่อบ้านกับคนรับใช้อีก 3 คน ที่คอยดูแลบ้านและทำสวนให้
เมื่อเห็นว่าต้วนเจี่ยซินมีบ้านเป็นหลักแหล่งและมีความมั่นคง ไม่ใช่พวกหลอกลวง และเธอยังรู้จักบ้านของเขาแล้ว ทำให้อันเฟยจูรู้สึกดีใจไปกับลูกชายด้วย ชายชรายังชวนให้พวกเขาพักอยู่ที่นี่ 2-3 วัน เพื่อให้เด็กชายปรับตัวได้ จากนั้นจึงส่งสองแม่ลูกกลับไป ก่อนจะกลับเขายังมอบอาหาร ข้าวของเครื่องใช้ และเงินจำนวนหนึ่งให้ด้วย ซึ่งอันเฟยจูปฏิเสธเสียงแข็ง
แต่ชายชราก็บอกว่า “ถ้าเจ้าไม่รับไป เสี่ยวเฉียงก็จะคอยเป็นกังวลว่า เจ้ากับเสี่ยวอิงจะอยู่อาศัยกันอย่างไร เขาก็จะไม่มีสมาธิตั้งใจเรียนหนังสือ แล้วข้าวของพวกนี้ ข้าก็มีเหลือเฟือ ไม่ได้ลำบากอะไร เสี่ยวเฉียงมาเป็นลูกศิษย์ของข้า ไม่ใช่คนรับใช้ ข้าก็ต้องมอบของให้กับครอบครัวของเขาเพื่อเป็นของขวัญ เจ้ารับไปเถิด อย่าได้คิดมากไปเลย”
เมื่อเป็นเช่นนั้น อันเฟยจูจึงยินดีรับข้าวของไป และเดินทางกลับโดยมีลู่ปู่ขี่เกวียนไปส่ง ต้วนเจี่ยซินยังบอกว่า เขาจะให้เด็กชายกลับมาเยี่ยมบ้านทุกเดือน และถ้าช่วงไหนพวกเขาออกไปซื้อของในอำเภอ จะแวะไปเยี่ยมหาเพื่อคอยดูว่าพวกเธออยู่ดีมีสุขหรือไม่ ทำให้อันเฟยจูรู้สึกซาบซึ้งใจจนอดเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาไม่ได้ เธอขอบคุณหมอต้วนด้วยใจจริง และเดินทางกลับบ้านด้วยจิตใจที่มีความสุขขึ้นมาก
ต้วนเจี่ยซินให้เด็กชายอาศัยอยู่ที่ห้องทางปีกขวาของบ้าน ที่นี่มีความเงียบสงบ รอบๆ ตัวมีเสียงสัตว์ร้องก้องลงมาจากทั้งบนภูเขาและรอบบ้าน เขาได้ยินเสียงของป่าไผ่ที่เสียดสีกันเบาๆ เสียงน้ำไหลรินมาจากลำธารไกลๆ เสียงขุดดิน เสียงไก่ขัน และเสียงผู้คนพูดคุยกันเบาๆ ถึงที่นี่จะมีบ้านหรือพื้นที่หลักอยู่เพียงสี่แห่ง แต่ก็มีคนและสัตว์เลี้ยงอยู่อาศัย ทำให้เฟิงหลี่เฉียงไม่รู้สึกเงียบเหงา และเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี เขาก็รู้จักคนที่นี่เพิ่มขึ้น ทำให้เขามีเพื่อนคุยและเพื่อนเล่นตลอดช่วงระยะเวลาที่เรียนอยู่ที่นั่น
ในเช้าวันแรกที่เขาเริ่มต้นการเป็นลูกศิษย์ของหมอต้วน เขาตื่นขึ้นมาเพราะเสียงไก่ขัน ท้องฟ้ายังมืดอยู่แต่เริ่มมีแสงสีทองปรากฏอยู่ที่ปลายฟ้าไกลๆ เฟิงหลี่เฉียงรีบลุกขึ้นมาเก็บที่นอน ล้างหน้าล้างตา สวมเสื้อกันหนาว และเดินออกไปนอกห้อง ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วงแล้ว และที่นี่อยู่ตีนเขา ทำให้อากาศหนาวยะเยือกกว่าปกติ
เมื่อเดินออกไปนอกห้อง เฉินกง พ่อบ้านวัย 50 กว่าปี กำลังกวาดลานบ้าน เมื่อเห็นเด็กชายเดินกอดอกออกมา เขาก็รีบเดินเข้าไปในบ้านและหยิบเสื้อคลุมตัวหนามาให้ และบอกกับเด็กชายว่า “เสี่ยวเฉียงสวมเสื้อของข้าไปก่อน ข้าจะสั่งให้แม่บ้านเย็บเสื้อผ้าสำหรับกันหนาวให้เจ้าในภายหลัง”
เฟิงหลี่เฉียงขอบคุณเขาอย่างจริงใจ แม่ของเขาไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อเสื้อกันหนาวหนาๆ ให้ เขาจึงต้องใส่เสื้อหลายตัวทับกัน บางครั้งก็ใช้เศษผ้ามาพันแข้งขาเพื่อป้องกันลมหนาว
เด็กชายถามพ่อบ้านเฉินว่า “อาจารย์อยู่ไหนหรือขอรับ ข้าจะไปช่วยท่านทำงาน”
พ่อบ้านยิ้มอย่างพอใจที่เด็กชายตื่นแต่เช้าและรู้จักมาเสนอตัวทำงาน เขาจึงพาเด็กชายไปที่สวนหลังบ้าน “ทุกวันนายท่านจะออกกำลังกายอยู่หลังบ้าน จากนั้นจึงจะอาบน้ำและกินอาหารเช้า บางครั้งก็จะทำสวนและเก็บสมุนไพร”
เมื่อเขาเดินไปที่สวนหลังบ้าน ก็พบคนงานกำลังเก็บสมุนไพร โดยมีชายชราคอยบอก ถัดออกไปมีชาวสวนอีกหนึ่งกำลังขุดดินที่แปลงสมุนไพรอยู่อีกด้าน ต้วนเจี่ยซินหันมาทักทายเด็กชายและให้เขามาช่วยเก็บสมุนไพร
ชายชราใช้วิธีสอนด้วยการให้ลงมือทำและเรียนรู้ไปด้วย และยังมอบหมายให้เฟิงหลี่เฉียงช่วยดูแลแปลงสมุนไพร เพราะการเป็นหมอจะต้องรู้ว่าสมุนไพรแต่ละประเภทเป็นอย่างไร สามารถเติบโตได้ในดิน แดด และน้ำแบบไหน หลังจากดูแลสมุนไพรในยามเช้า ซึ่งถือว่าเป็นการออกกำลังกายไปด้วยแล้ว หลังจากนั้นพวกเขาจะไปกินอาหารเช้าที่เตรียมโดยแม่ครัว ซึ่งหลายครั้งเฟิงหลี่เฉียงจะเข้าไปช่วยทำ นอกจากจะช่วยเป็นการตอบแทนที่หมอต้วนรับเขามาอยู่ด้วยแล้ว เด็กชายยังอยากทำอาหารเป็นด้วย เผื่อเขาจะได้ช่วยแบ่งเบาแม่ เวลาที่กลับไปอยู่ด้วยกัน
ตอนที่ 243เฟิงหลี่เฉียงเดินมาจนถึงบ้านของเขาที่อยู่นอกเมืองหนานจิง ที่มีคนมาปลูกบ้านเพิ่มขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น บ้านของอดีตอัครเสนาบดีคนนี้ ก็ยังคงเหมือนเดิม พวกเขาขยายพื้นที่เพื่อทำธุรกิจและทำการเกษตร แต่บ้านของพวกเขายังคงเรียบง่าย และเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราษฎรต้าหมิงชื่นชมเขา ที่ยังคงอุดมการณ์เดิมของตนเองเอาไว้เขารู้ข่าวคราวจากจดหมายที่ลู่เหยาหลงเขียนมาหาเสมอ เขามักจะแวะไปรับจดหมายตามสถานีทหาร ที่ปกติจะรับส่งเฉพาะจดหมายของทหารเท่านั้น แต่เพราะพวกเขาจดจำความดีของใต้เท้าเฟิงได้ และยังได้รับอนุญาตจากแม่ทัพเจิ้งเฉิงฉาน เฟิงหลี่เฉียงจึงใช้ที่นี่เป็นจุดรับส่งจดหมายตลอดเวลาที่ออกเดินทางลู่เหยาหลงเล่าว่า มักจะมีราษฎร บัณฑิต และขุนนางแวะเวียนมาที่บ้านหนานจิง พวกเขาอยากพบใต้เท้าเฟิง ทั้งแค่อยากมารู้ว่าชีวิตความเป็นอยู่ของเขาในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ทั้งอยากมาดูความเคลื่อนไหวของขุนนางที่มีอิทธิพลและได้รับการยอมรับนับถือจากผู้คน และบางคนอยากจะมาชักชวนเขาไปร่วมงานด้วย และเมื่อรู้ว่าใต้เท้าเฟิงหลี่เฉียงออกเดินทางพเนจรไปทั่ว พวกเขาต่างตกใจบางคนไม่เชื่อ และคิดว่าเขาคงจะหลบอยู่ในบ้านหรือที่ไหน
ตอนที่ 242ตลอดทางที่นั่งรถลากไปนั้น เฟิงหลี่เฉียงนิ่งเงียบ เขามิได้ถามอะไรขันที และอีกฝ่ายก็นิ่งเงียบไม่ปริปากอะไรออกมา ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงประตูวัง ทั้งขันทีและเฟิงหลี่เฉียงรีบเดินอย่างรวดเร็วไปตามทางเดินที่ใช้อ้อมเข้าไปยังพระตำหนัก แสงไฟวอบแวบจากลานกว้างและลมเย็นยะเยือกที่พัดมา ทำให้เฟิงหลี่เฉียงอดตัวสั่นไม่ได้ ถึงเขาจะมีวรยุทธ์ แต่ความรู้สึกหนาวเย็นนี้ กลับเกาะกุมหัวใจเอาไว้เมื่อมาถึงหน้าพระตำหนักที่ไม่มีคนยืนเฝ้าตามปกติ เฟิงหลี่เฉียงก็ถูกพาตัวไปยังห้องบรรทม ที่เขามาเข้าเฝ้าหลายครั้งแล้ว แต่ในช่วงหลัง ฝ่าบาทมักจะบรรทม เขาจึงไม่ได้เข้าเฝ้าถวายรายงานอีกต่อไปขันทีจิงหยงยืนรออยู่ด้านหน้าประตูห้อง เมื่อเห็นเขา อีกฝ่ายก็ฝืนยิ้มและก้มลงคำนับ“เชิญทางนี้ขอรับใต้เท้าเฟิง”และพาเขาเดินเข้าไปข้างในห้องบรรทมที่เต็มไปด้วยกลิ่นยา และความร้อนจากเตาถ่านที่จุดให้ความอบอุ่นฮ่องเต้เซวียนเต๋อ ในตอนนี้ มีพระสติแล้ว ทรงนั่งพิงหัวเตียงอย่างอ่อนล้า ใบหน้าและร่างกายของพระองค์ซูบเซียว ริมฝีปากเป็นสีคล้ำ และหายใจอย่างยากลำบาก ชายหนุ่มตรงหน้าของเฟิงหลี่เฉียงมีอายุเพียง 35 ปีเท่านั้น เฟิงหลี่เฉียงพูดอะไร
ตอนที่ 241เฟิงหลี่เฉียงถอนหายใจเบาๆ เขาพยายามเรียบเรียงคำพูด และทูลตอบไปว่า “กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมต้องขอทูลตามความจริง ซึ่งอาจจะสร้างความขุ่นข้องพระทัยให้ได้”ฮ่องเต้ชะงัก แต่ก็ยังคงให้เขาพูดต่อได้เฟิงหลี่เฉียงจึงพูดขึ้นว่า “กระหม่อมไม่สามารถเป็นพระอาจารย์ให้กับองค์ชายจูฉีเจิ้นได้พะยะค่ะ”ฮ่องเต้เซวียนเต๋อนิ่งงันไป เขาไม่คิดว่าเฟิงหลี่เฉียงจะพูดออกมาแบบนี้ แต่ใต้เท้าเฟิงยังคงพูดต่อโดยไม่หวาดกลัวว่าฮ่องเต้จะกริ้วเขาเงยหน้าขึ้นสบตาฮ่องเต้ที่ขมวดคิ้ว และพูดด้วยแววตาที่จริงจังว่า“นับตั้งแต่กระหม่อมได้รับบาดเจ็บเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว และยังคงได้รับบาดเจ็บหนักมาอีกหลายครั้ง ร่างกายของกระหม่อมอ่อนแอลงไปมาก ทุกวันนี้ กระหม่อมไม่สามารถใช้ร่างกายหักโหมได้แบบที่เคยเป็นมาแล้ว”เซวียนเต๋อหน้าเสียไป เขารู้ว่าอีกฝ่ายพูดความจริงในช่วงหลังนี้ เฟิงหลี่เฉียงผอมบางลงไป บางครั้งก็จะลาป่วยเพื่อพักรักษาตัว พระองค์ยังเป็นคนส่งหมอหลวงไปรักษาใต้เท้าเฟิงด้วยความเป็นห่วง และเมื่อมองดูเสนาบดีผู้จงรักภักดีคนนี้ เขาก็เห็นร่องรอยของวัยที่ปรากฏชัดมากขึ้น เส้นผมของเขาเริ่มมีสีเงินแซม และใบหน้าของเขาเริ่มมีริ้วรอ
ตอนที่ 240หลี่จิวเดินมาพร้อมกับเจิ้งเฉิงฉาน ด้านหลังพวกเขาเป็นลูกน้องคนสนิทไม่กี่คน ใครจะคิดว่าที่ท่าน้ำแห่งนี้ จะมียอดขุนนางแห่งต้าหมิงมาพบกันที่นี่คนสนิทต่างถอยออกมา และยืนรายล้อมเพื่อช่วยรักษาความปลอดภัย“เจ้าเบื่อรึ” หลี่จิวถามเฟิงหลี่เฉียงยิ้ม แต่ก็ไม่ตอบอะไรหลี่จิวก็พูดว่า “เจ้ารู้ไหมว่า หลังจากฮองเฮาได้รับการแต่งตั้งไม่กี่วัน ก็เริ่มมีการแต่งตั้งและสับเปลี่ยนตำแหน่งพระสนมกันหลายคน”เฟิงหลี่เฉียงขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเรื่องนี้เจิ้งเฉิงฉานก็เสริมขึ้นมาว่า “มีความพยายามจะวิ่งเต้นเปลี่ยนตำแหน่งผู้บัญชาการทหารด้วย แต่ข้าไม่ยอมอย่างแน่นอน”ใช่แล้ว ต่อให้ใครคิดจะย้ายตำแหน่งใดๆ ก็ตาม แต่แม่ทัพเจิ้งคนนี้ ไม่เคยอ่อนข้อให้กับคนที่เอื้อมมือเข้ามายุ่งกับกองทัพ“ฝ่าบาทรู้เรื่องนี้ด้วยไหม” เฟิงหลี่เฉียงถามทั้งสองพวกเขาส่ายหน้า “ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน”“แต่เรื่องแบบนี้ไม่มีทางเล็ดรอดจากหูตาของข้าไปได้” หลี่จิวพูดอย่างภูมิใจในฐานะตงฉ่างที่มีเครือข่ายไปทั่วประเทศ เขาย่อมรู้ความเคลื่อนไหวในแต่ละเรื่องล่วงหน้า โดยเฉพาะในตอนนี้ ที่มีการแต่งตั้งฮองเฮาใหม่ ย่อมหมายความว่าอำนาจกำลังเปลี่ยนมืออีกครั้ง
ตอนที่ 239หลังจากจัดการเรื่องของชูอวี้และพระโอรสแล้ว ในอีกอาทิตย์ต่อมา ฮ่องเต้เซวียนเต๋อก็เรียกประชุม เพื่อจะจัดการกับอ๋องแห่งฮั่นให้เด็ดขาด “ครั้งนี้ ข้าจะนำทัพเอง!” ฮ่องเต้ประกาศ ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วย ไม่เช่นนั้น อ๋องแห่งฮั่นจะไม่กลัว คิดว่าหลานชายคนนี้ตาขาว และฉวยโอกาสก่อกบฏอีกครั้ง เมื่อจัดเตรียมทัพเสร็จแล้ว ทัพของฮ่องเต้เซวียนเต๋อจำนวน 20,000 นาย ก็ยาตราทัพไปยังเมืองเล่ออัน มณฑลซานตง โดยมีเฟิงหลี่เฉียงอยู่ดูแลเมืองหลวง และนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับผิดชอบหน้าที่ที่สำคัญ หากไม่เช่นนั้น เขาจะต้องเดินทางไปกับขบวนทัพของฮ่องเต้ด้วยเช่นกัน กองทัพของฮ่องเต้เดินทางไปเล่ออัน และสามารถปราบอ๋องแห่งฮั่นได้ เขายอมแพ้ และถูกลดฐานันดรลงเป็นสามัญชน ขุนนางที่กบฏร่วมกันถูกประหารชีวิตไป 600 กว่าคน และอีก 2,200 คนถูกเนรเทศ ถึงตอนนี้ฮ่องเต้จะไว้ชีวิตอาคนนี้ แต่ในภายหลังอดีตองค์ชายจูเกาสวี่ก็ถูกลงโทษประหารชีวิต เพราะหมิ่นเกียรติฮ่องเต้ และนี่เป็นการกวาดล้างพระญาติครั้งสำคัญในรัชสมัยของจักรพรรดิเจิ้น หรือฮ่องเต้เซวียนเต๋อพระองค์นี้ เมื่อยาตราทัพกลับมา ฮ่องเต้ก็เริ่มต้นการ
ตอนที่ 238กว่าเหตุการณ์ในเมืองหลวงทั้งหมดจะสงบลงได้ ก็ใช้เวลาอยู่หลายวัน ประชาชนต่างอกสั่นขวัญแขวนอยู่ในบ้าน พวกเขาฟังเสียงทหารที่ขี่ม้าวิ่งผ่านไปมาทั้งกลางวันและกลางคืน บ้านของขุนนางหลายคนถูกรื้อค้นและถูกลากตัวออกมา เสียงร้องไห้และเสียงต่อสู้ดังไปทั่วเมืองเป่ยผิงอยู่หลายสัปดาห์ จนค่อยๆ สงบเงียบไปในที่สุดสำหรับฮ่องเต้เซวียนเต๋อ ตอนนี้อาการบาดเจ็บของพระองค์ดีขึ้นแล้ว เพราะมีบาดแผลไม่ลึกนัก เมื่อดีขึ้น ก็รีบกลับมาทรงงานตามเดิม เพราะเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่บัลลังก์ของพระองค์กำลังสั่นคลอนหลังจากได้รับรายงานสอบสวนจากทั้งเฟิงหลี่เฉียง หลี่จิว แม่ทัพเจิ้ง กรมอาญาและศาลต้าหลี่ ที่ร่วมมือกันทั่วทั้งต้าหมิงในการเก็บกวาดเครือข่ายของชูอวี้ พระองค์สั่งลงโทษพรรคพวกของชูอวี้โดยไม่ยั้งมือ เพราะเจ็บแค้นที่ทรงมีพระเมตตามานาน แต่กลับถูกชูอวี้ที่เป็นพระอาจารย์ คิดจะชิงบัลลังก์และใช้ดาบทำร้ายพระองค์ ถึงตอนนี้ ไม่มีเยื่อใยใดๆ หลงเหลืออีกต่อไปแล้วบนโต๊ะของพระองค์ เต็มไปด้วยฎีกาและรายงานจากขุนนาง บัณฑิต และประชาชนมากมาย มีการร้องเรียนเข้ามา ทั้งการขอให้ลงโทษตระกูลชูอวี้ทุกคน รวมไปถึงขุนนางที่เกี่ย
ตอนที่ 132เมื่ออินเฉินนั่งตัวตรงเพื่อฟังอย่างตั้งใจ เฟิงหลี่เฉียงจึงพูดว่า “ท่านคงจะได้ยินเรื่องการเปลี่ยนแปลงบทบาทหน้าที่ของศาลต้าหลี่มาบ้างแล้ว การทำงานของฝ่ายข้า จะเน้นไปที่การสืบสวน ซึ่งเป็นงานที่ยากและต้องอาศัยความอด
ตอนที่ 134ในอีกสองวันต่อมา ทั้งกวานอวี้ และว่านซื่อจุนมาขอพบรองเสนาบดีเฟิงหลี่เฉียงเมื่อนั่งลงที่หน้าโต๊ะแล้ว กวานอี้ก็พูดขึ้นว่า “ใต้เท้า ข้ากับว่านซื่อจุนไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุอีกรอบ และพบบางสิ่งขอรับ”
ตอนที่ 127 เฟิงหลี่เฉียงรีบเดินตามจิวเหวินชางกลับไปที่จวนผู้ว่า ตอนนี้มีทหารสื่อสารนั่งพักดื่มน้ำและกินขนมรองท้องอยู่ เมื่อเห็นผู้ว่าเฟิง เขารีบลุกขึ้นทำความเคารพ และยืนกระบอกไม้ที่ข้างในเป็นพระราชโองการ “ใต้เท้าเฟิง
ตอนที่ 125 ทั้งสามคนลงจากหลังม้า และช่วยกันประคองกันไปที่ลำธาร ใช้น้ำล้างตัว ถึงตอนนี้พวกเขาต้องดื่มน้ำจากลำธารแล้ว เฟิงหลี่เฉียงเดินไปที่ศพของชายชุดดำทั้งสอง เขาเปิดหน้าดูและค้นตามเนื้อตัวชายคนแรกเพื่อหาหลักฐาน แต่ก็ไม่พบ







