Share

2

Penulis: Clear Clouds
last update Terakhir Diperbarui: 2025-09-22 21:05:49

ในวันนั้น ต้วนเจี่ยซินซึ่งนำเข็มมาด้วย ก็ช่วยฝังเข็มให้กับอันเฟยจู เพื่อช่วยให้อิน (หยิน) ทำงานดีขึ้น และบอกวิธีรักษาด้วยการทำใจให้ปลอดโปร่ง กินอาหารที่ช่วยขับเคลื่อนลมปราณที่ติดขัด ระบายชี่ที่ตับและช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด เช่น ต้มลูกเดือยกิน ดื่มน้ำอุ่น และไม่โดนอากาศเย็นมาก และยังให้กินผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาว เป็นบางครั้ง

“สิ่งสำคัญ คือ การดูแลรักษาใจ” หมอต้วนเจี่ยซินบอกอันเฟยจู “อย่าลืมว่า ตอนนี้พวกเจ้ามีอยู่กันสามคน ถ้าเจ้าล้มป่วยหนัก ความลำบากก็จะตกไปอยู่ที่ลูกชายของเจ้าที่มีอายุเพียงแค่ 6 ขวบเท่านั้น เจ้าจะให้ลูกชายอายุแค่นี้ ต้องมาแบกรับเลี้ยงดูแม่กับน้องอย่างนั้นหรือ”

อันเฟยจูหน้าเสีย น้ำตาไหลออกมาทันที เธอหันไปกอดเฟิงหลี่เฉียงเอาไว้แน่น “ไม่เจ้าค่ะ! ข้าจะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น!” แล้วเธอก็สะอื้นออกมาอย่างเจ็บปวดใจ เธอรู้มาตลอดว่า ช่วงที่เธอล้มป่วยจนทำงานไม่ได้นั้น เด็กชายจะต้องลำบากมากแค่ไหน

“ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็ต้องรู้จักการยอมรับความจริง และปล่อยวางให้เป็นด้วย” ชายชราเตือน

หญิงสาวก้มหน้าลงเช็ดน้ำตา ใช่แล้ว เธอยังคงคิดถึงสามีและเสียใจที่เขาหายออกไปจากชีวิตของพวกเธอ นี่เขาไม่สนใจลูกเมียที่อยู่ทางนี้จริงหรือ เธอพร่ำถามตัวเองในใจ แต่แล้วอันเฟยจูก็ต้องสะดุ้ง เมื่อได้ยินเสียงเฟิงหลี่เฉียงพูดขึ้นด้วยความโกรธว่า

“ท่านจะไปรออะไรกับคนพรรค์นั้น ตอนนี้พวกเรามีกันแค่สามคน ท่านลืมเขาไปเถอะขอรับ กี่ปีแล้วที่เขาทิ้งให้พวกเราอยู่กันเพียงลำพัง เงินสักเหวิน จดหมายสักฉบับก็ไม่เคยส่งมา แม้แต่ข้าก็ยังแทบจะนึกหน้าเขาไม่ออกแล้วด้วยซ้ำ! ถึงไม่มีเขา พวกเราก็อยู่ได้นะท่านแม่!” ประโยคหลังเด็กชายพูดด้วยเสียงที่เด็ดขาดราวกับผู้ใหญ่ ทำให้อันเฟยจูรู้สึกละอายใจขึ้นมาทันที

แววตาของต้วนเจี่ยซินเป็นประกายเมื่อได้ยินสิ่งที่เด็กชายพูด อืมม..เด็กคนนี้โตเป็นผู้ใหญ่เกินวัย และยังมีความเด็ดขาดจริง ชายชราคิดในใจ แล้วเขาก็ถามขึ้นมาว่า “เสี่ยวเฉียง เจ้าอยากไปเรียนวิชาการแพทย์กับข้าไหม”

เด็กชายชะงัก เขาสบตาของอีกฝ่ายที่เต็มไปด้วยความเมตตาและความจริงใจ เขาตาวาวด้วยความดีใจ ที่จะได้มีวิชาที่หาเงินได้ แต่สักพักก็เศร้าลง ก่อนจะพูดเบาๆ ว่า “ข้าคงไปไม่ได้หรอกขอรับ” แล้วก็นิ่งเงียบไม่พูดอะไรต่อ

“เจ้าเป็นห่วงแม่กับน้องใช่หรือไม่” ต้วนเจี่ยซินถามอย่างเข้าใจทันที

เด็กชายเหลือบมองแม่ที่นั่งอยู่ใกล้ แต่ก็ไม่ยอมตอบ เมื่อเห็นอาการผิดหวังของลูกชายคนโต อันเฟยจูก็ยิ่งเสียใจและโกรธตัวเองมากยิ่งขึ้น เธอรู้แล้วว่า อาการเจ็บป่วยของเธอทำให้ลูกชายที่เฉลียวฉลาดคนนี้ต้องเสียโอกาสไปมากแค่ไหน

เมื่อได้คิดแล้ว เธอจึงถามลูกชายด้วยเสียงจริงจังว่า “เสี่ยวเฉียง ตอบแม่มาตามตรง เจ้าอยากจะไปเรียนกับท่านหมอต้วนหรือไม่ เจ้าไม่ต้องตอบเพราะเป็นห่วงแม่กับเสี่ยวอิง”

เด็กชายสบตาแม่ของเขา และพยักหน้าในที่สุด “ข้าอยากไปขอรับ ข้าไม่รู้หรอกว่าข้าอยากเป็นหมอหรือไม่ แต่อย่างน้อยก็ยังได้เรียนรู้วิธีรักษาโรค มาช่วยรักษาท่านแม่กับน้องได้ แล้วถ้าหาเงินได้ด้วย ข้าก็ยินดีขอรับ!”

ต้วนเจี่ยซินหัวเราะชอบใจ เด็กคนนี้ตอบตรงดีจริงๆ “ดีมาก เจ้าเป็นคนซื่อตรง ข้าชอบเด็กแบบนี้ แต่ว่านะ” ชายชราหยุดพูดและสบตาเด็กชาย “ถ้าเจ้าไม่ชอบเป็นหมอก็ไม่ต้องเป็น ข้าแค่ต้องการให้โอกาสเจ้า ส่วนเจ้าจะเติบโตไปเป็นอะไรนั้น มันเป็นสิ่งที่เจ้าต้องค้นหาเอง!”

เฟิงหลี่เฉียงคิดได้ตามที่ท่านหมอต้วนพูด จริงสินะ ในระหว่างนั้นเขายังมีเวลาอีกมากมายที่จะตอบตัวเองว่า เขาควรจะทำอาชีพอะไร

ต้วนเจี่ยซินหันไปพูดกับอันเฟยจูว่า “บ้านของข้าอยู่ที่ตีนเขาอีกฝั่ง ห่างจากที่นี่ไปประมาณเกือบยี่สิบลี้ ถ้าเดินไปจะใช้เวลาประมาณครึ่งวัน เสี่ยวเฉียงไปอยู่กับข้าได้ วันไหนคิดถึงแม่กับน้องก็กลับมาเยี่ยมบ้านได้ หรือเจ้าจะไปเยี่ยมเขาก็ได้เช่นกัน”

ใช่แล้ว ถ้าจะไปเรียนวิชาแพทย์ก็ต้องไปอยู่บ้านของอาจารย์ แต่อันเฟยจูก็อดห่วงลูกชายไม่ได้ “เจ้าจะไปอยู่บ้านท่านหมอต้วนไหวหรือ”

เด็กชายพยักหน้าอย่างมั่นใจ แต่แล้วเขาก็นึกอะไรออก จึงหันไปหาชายชราและถามอ้อมแอ้มว่า “ข้าต้องจ่ายค่าเรียนอย่างไรขอรับ”

ชายชรายิ้มแล้วโบกมือ “ไม่ต้องจ่าย เจ้าไปอยู่กินที่บ้านข้า ช่วยข้าทำงานตอบแทน แบบนี้เจ้าว่าดีหรือไม่” ต้วนเจี่ยซินรู้ว่าเด็กชายคนนี้มีศักดิ์ศรี เขาไม่ชอบเอาเปรียบใคร

“ดีขอรับ!” เด็กชายตอบรับอย่างดีใจ ดวงตาของเขาเป็นประกายอย่างมีความหวัง ในเวลานี้ สิ่งใดที่ทำแล้วดีกับครอบครัว เขายินดีทำหมด ถ้าเขาไปอยู่ที่อื่นก็ยังช่วยลดจำนวนปากท้องลง แม่ของเขาจะได้ไม่ต้องทำงานหนักมาก แล้วเขายังได้วิชาความรู้อีกด้วย

หลังจากนั้นอีกสองอาทิตย์ ต้วนเจี่ยซินกลับมารักษาแม่ของเด็กชายอีกครั้ง และพบว่าเธอให้ความสำคัญกับการรักษาตัวเองเป็นอย่างดี อาการของเธอดีขึ้นและลุกขึ้นมาทำงานเบาๆ ได้แล้ว ด้วยเหตุนี้ชายชราจึงพาครอบครัวเฟิงเดินทางไปที่บ้านของเขา เพื่อให้พวกเขาวางใจว่าเฟิงหลี่เฉียงไม่ได้ถูกหลอก

พวกเขานั่งเกวียนที่ลากด้วยวัวไปตามเส้นทางที่มุ่งไปสู่ภูเขาหลานเถียน บ้านของหมอต้วนตั้งอยู่ที่เชิงเขาหลานเถียน ที่นี่เงียบสงบและมีบ้านตั้งอยู่ห่างกันอีก 3 หลังใหญ่ แต่ละบ้านมีรั้วรอบขอบชิด และมีพื้นที่กว้างใหญ่รอบบ้าน บางหลังจัดเป็นสวนสวยงาม บางหลังมีลานหินและทรายเหมือนเอาไว้ต่อสู้ บางหลังเป็นบ้านไม้ไผ่ และบ้านที่สร้างจากหินและหลังคามุงกระเบื้อง ในแต่ละพื้นที่จะมีบ้านหลังใหญ่และมีบ้านหลังเล็กสร้างอยู่ใกล้ๆ ซึ่งน่าจะเป็นบ้านของคนรับใช้และโรงเก็บของ ที่นี่เป็นเหมือนกับชุมชนขนาดเล็ก มีคนงานทำสวน ทำไร่ และเลี้ยงสัตว์อยู่แถวนั้นด้วย

พวกเขานั่งเกวียน ที่ขับโดยชายหนุ่มที่ชื่อลู่ปู่ จนไปถึงบ้านของต้วนเจี่ยซินที่อยู่ด้านขวามือสุด ที่เป็นบ้านชั้นเดียว แต่มีลานหินกว้างกลางบ้าน ด้านข้างมีปีกอีก 2 ด้านซึ่งมีหลายห้อง หน้าบ้านมีบ่อบัวและบ่อปลาขนาดใหญ่ ด้านหลังบ้านเป็นสวนสมุนไพร และสวนผักผลไม้ต่างๆ

ต้วนเจี่ยซินพาสามแม่ลูกเข้าไปในบ้าน และแนะนำให้พวกเขารู้จักคนในบ้านที่ต่อไปจะเป็นคนคอยดูแลเด็กชายด้วย หมอต้วนมีผู้ช่วยที่เป็นชายวัย 50 กว่าปี คือ หมอสวี่กั๋ว ที่นานๆ จะมาพบเขา เพราะชายชราไม่ค่อยออกเดินทางไปรักษาใครมากแล้ว แต่ที่นี่มีพ่อบ้านกับคนรับใช้อีก 3 คน ที่คอยดูแลบ้านและทำสวนให้

เมื่อเห็นว่าต้วนเจี่ยซินมีบ้านเป็นหลักแหล่งและมีความมั่นคง ไม่ใช่พวกหลอกลวง และเธอยังรู้จักบ้านของเขาแล้ว ทำให้อันเฟยจูรู้สึกดีใจไปกับลูกชายด้วย ชายชรายังชวนให้พวกเขาพักอยู่ที่นี่ 2-3 วัน เพื่อให้เด็กชายปรับตัวได้ จากนั้นจึงส่งสองแม่ลูกกลับไป ก่อนจะกลับเขายังมอบอาหาร ข้าวของเครื่องใช้ และเงินจำนวนหนึ่งให้ด้วย ซึ่งอันเฟยจูปฏิเสธเสียงแข็ง

แต่ชายชราก็บอกว่า “ถ้าเจ้าไม่รับไป เสี่ยวเฉียงก็จะคอยเป็นกังวลว่า เจ้ากับเสี่ยวอิงจะอยู่อาศัยกันอย่างไร เขาก็จะไม่มีสมาธิตั้งใจเรียนหนังสือ แล้วข้าวของพวกนี้ ข้าก็มีเหลือเฟือ ไม่ได้ลำบากอะไร เสี่ยวเฉียงมาเป็นลูกศิษย์ของข้า ไม่ใช่คนรับใช้ ข้าก็ต้องมอบของให้กับครอบครัวของเขาเพื่อเป็นของขวัญ เจ้ารับไปเถิด อย่าได้คิดมากไปเลย”

เมื่อเป็นเช่นนั้น อันเฟยจูจึงยินดีรับข้าวของไป และเดินทางกลับโดยมีลู่ปู่ขี่เกวียนไปส่ง ต้วนเจี่ยซินยังบอกว่า เขาจะให้เด็กชายกลับมาเยี่ยมบ้านทุกเดือน และถ้าช่วงไหนพวกเขาออกไปซื้อของในอำเภอ จะแวะไปเยี่ยมหาเพื่อคอยดูว่าพวกเธออยู่ดีมีสุขหรือไม่ ทำให้อันเฟยจูรู้สึกซาบซึ้งใจจนอดเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาไม่ได้ เธอขอบคุณหมอต้วนด้วยใจจริง และเดินทางกลับบ้านด้วยจิตใจที่มีความสุขขึ้นมาก

ต้วนเจี่ยซินให้เด็กชายอาศัยอยู่ที่ห้องทางปีกขวาของบ้าน ที่นี่มีความเงียบสงบ รอบๆ ตัวมีเสียงสัตว์ร้องก้องลงมาจากทั้งบนภูเขาและรอบบ้าน เขาได้ยินเสียงของป่าไผ่ที่เสียดสีกันเบาๆ เสียงน้ำไหลรินมาจากลำธารไกลๆ เสียงขุดดิน เสียงไก่ขัน และเสียงผู้คนพูดคุยกันเบาๆ ถึงที่นี่จะมีบ้านหรือพื้นที่หลักอยู่เพียงสี่แห่ง แต่ก็มีคนและสัตว์เลี้ยงอยู่อาศัย ทำให้เฟิงหลี่เฉียงไม่รู้สึกเงียบเหงา และเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี เขาก็รู้จักคนที่นี่เพิ่มขึ้น ทำให้เขามีเพื่อนคุยและเพื่อนเล่นตลอดช่วงระยะเวลาที่เรียนอยู่ที่นั่น

ในเช้าวันแรกที่เขาเริ่มต้นการเป็นลูกศิษย์ของหมอต้วน เขาตื่นขึ้นมาเพราะเสียงไก่ขัน ท้องฟ้ายังมืดอยู่แต่เริ่มมีแสงสีทองปรากฏอยู่ที่ปลายฟ้าไกลๆ เฟิงหลี่เฉียงรีบลุกขึ้นมาเก็บที่นอน ล้างหน้าล้างตา สวมเสื้อกันหนาว และเดินออกไปนอกห้อง ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วงแล้ว และที่นี่อยู่ตีนเขา ทำให้อากาศหนาวยะเยือกกว่าปกติ

เมื่อเดินออกไปนอกห้อง เฉินกง พ่อบ้านวัย 50 กว่าปี กำลังกวาดลานบ้าน เมื่อเห็นเด็กชายเดินกอดอกออกมา เขาก็รีบเดินเข้าไปในบ้านและหยิบเสื้อคลุมตัวหนามาให้ และบอกกับเด็กชายว่า “เสี่ยวเฉียงสวมเสื้อของข้าไปก่อน ข้าจะสั่งให้แม่บ้านเย็บเสื้อผ้าสำหรับกันหนาวให้เจ้าในภายหลัง”

เฟิงหลี่เฉียงขอบคุณเขาอย่างจริงใจ แม่ของเขาไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อเสื้อกันหนาวหนาๆ ให้ เขาจึงต้องใส่เสื้อหลายตัวทับกัน บางครั้งก็ใช้เศษผ้ามาพันแข้งขาเพื่อป้องกันลมหนาว

เด็กชายถามพ่อบ้านเฉินว่า “อาจารย์อยู่ไหนหรือขอรับ ข้าจะไปช่วยท่านทำงาน”

พ่อบ้านยิ้มอย่างพอใจที่เด็กชายตื่นแต่เช้าและรู้จักมาเสนอตัวทำงาน เขาจึงพาเด็กชายไปที่สวนหลังบ้าน “ทุกวันนายท่านจะออกกำลังกายอยู่หลังบ้าน จากนั้นจึงจะอาบน้ำและกินอาหารเช้า บางครั้งก็จะทำสวนและเก็บสมุนไพร”

เมื่อเขาเดินไปที่สวนหลังบ้าน ก็พบคนงานกำลังเก็บสมุนไพร โดยมีชายชราคอยบอก ถัดออกไปมีชาวสวนอีกหนึ่งกำลังขุดดินที่แปลงสมุนไพรอยู่อีกด้าน ต้วนเจี่ยซินหันมาทักทายเด็กชายและให้เขามาช่วยเก็บสมุนไพร

ชายชราใช้วิธีสอนด้วยการให้ลงมือทำและเรียนรู้ไปด้วย และยังมอบหมายให้เฟิงหลี่เฉียงช่วยดูแลแปลงสมุนไพร เพราะการเป็นหมอจะต้องรู้ว่าสมุนไพรแต่ละประเภทเป็นอย่างไร สามารถเติบโตได้ในดิน แดด และน้ำแบบไหน หลังจากดูแลสมุนไพรในยามเช้า ซึ่งถือว่าเป็นการออกกำลังกายไปด้วยแล้ว หลังจากนั้นพวกเขาจะไปกินอาหารเช้าที่เตรียมโดยแม่ครัว ซึ่งหลายครั้งเฟิงหลี่เฉียงจะเข้าไปช่วยทำ นอกจากจะช่วยเป็นการตอบแทนที่หมอต้วนรับเขามาอยู่ด้วยแล้ว เด็กชายยังอยากทำอาหารเป็นด้วย เผื่อเขาจะได้ช่วยแบ่งเบาแม่ เวลาที่กลับไปอยู่ด้วยกัน

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 100

    ตอนที่ 100และแล้วฤดูหนาวที่ทารุณของชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือก็เริ่มต้นขึ้น เฟิงหลี่เฉียงใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับการบรรเทาภัยหนาว เขาสั่งให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ กำจัดหิมะที่ขัดขวางเส้นทางสัญจรสำคัญ และออกไปตรวจตราตามบ้านของชาวบ้าน เขายังจำประสบการณ์ในวัยเด็กของตนเอง ที่หิมะตกหนักจนทำให้บ้านถล่มได้ดีเฟิงหลี่เฉียงยังสั่งซื้อเสื้อขนแกะจากเทนซิน นอร์บู หัวหน้าเผ่าชาวทิเบต เขาเขียนจดหมายไปบอกว่า ถ้าลดราคาให้ เขาจะลดภาษีการค้าปีนี้ให้อีก 10 % ทำให้เทนซิน นอร์บู ยินดีทำตาม นับตั้งแต่ได้รับการช่วยเหลือจากเฟิงหลี่เฉียง สมัยที่ยังเป็นผู้ว่าจังหวัดจางเย่ ชาวทิเบตกลุ่มนี้จัดตั้งกองพ่อค้าเร่ เพื่อนำเนื้อแกะ แพะ วัว และผลิตภัณฑ์จากสัตว์เดินทางค้าขายจากเหนือไปใต้ และยังเพิ่มจำนวนสินค้าเกี่ยวกับสัตว์มากขึ้น เพราะพวกเขามีน้ำและอาหารสำหรับไว้เลี้ยงสัตว์เพียงพอแล้วเพื่อเป็นการตอบแทนและผูกสัมพันธ์ที่ดี เทนซิน นอร์บู ยังมอบรองเท้าหนังแกะที่บุข้างในอย่างดีให้กับทหารและข้าราชการของเฟิงหลี่เฉียง ที่ต้องออกไปลาดตระเวณและช่วยเหลือชาวบ้านจำนวน 100 คู่

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 99

    ตอนที่ 99นับตั้งแต่เฟิงหลี่เฉียง ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการมณฑลกานซู ก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้น เขาแต่งตั้งผู้ว่าการจังหวัดหลานโจวขึ้นมาใหม่ เพราะที่นี่เป็นเมืองหลวงของมณฑล และยังเป็นที่ตั้งของจวนผู้ว่าการมณฑลด้วย ทั้งเขาและผู้ว่ากานโจวจึงต้องทำงานประสานกันแล้วจ้าวซิน ผู้ว่าการจังหวัดหลานโจวคนก่อนหายไปไหนเขาก็ถูกลงโทษเช่นเดียวกันกับนายเก่าของเขา คือ หลู่เจียนเฉิง นับตั้งแต่มีการเก็บกวาดการทุจริตคั้งใหญ่ จึงเกิดตำแหน่งว่างขึ้นมาหลายตำแหน่ง ทั้งระดับผู้ว่าการจังหวัดและผู้ช่วย ไล่ลงไปจนถึงระดับเมืองและระดับอำเภอเฟิงหลี่เฉียงใช้เวลาช่วงสามเดือนแรกที่มาถึงหลานโจว ในการขุดรากถอนโคนเครือข่ายของหลู่เจียนเฉิง เขาสั่งให้แต่ละพื้นที่ส่งรายงานและข้อร้องเรียนว่า เกิดการทุจริตที่ใดบ้าง และใครเป็นผู้ลงมือ โดยมีทหารและผู้ตรวจการในแต่ละพื้นที่ร่วมตรวจสอบเฟิงหลี่เฉียง ผู้ว่าการมณฑลกานซูคนใหม่ ใช้พระเดชในการปราบปรามเก็บกวาดในช่วงแรก เขาไม่ลังเลที่จะลงโทษและส่งตัวคนผิดกลับไปรับโทษที่เมืองหลวง โชคดีที่

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 98 (เล่ม 5 ทะเลทรายแห่งกานซู)

    วันนี้เมืองจางเย่ดูจะคึกคักเป็นพิเศษ เพราะจะมีขบวนของพระราชสำนักเดินทางมาเพื่อประกาศข่าวดี ประตูเมืองจางเย่จึงเปิดออกกว้างเพื่อรอต้อนรับบุคคลสำคัญ ชาวบ้านที่เฝ้ารอดูอยู่ตามถนนอย่างตื่นเต้น ก็ได้ยินเสียงตีฆ้องดังก้องมาจากด้านหน้าประตูเมือง พวกเขาเห็นขบวนยาวที่มีขันทีชั้นผู้ใหญ่นำพระราชโองการมาประกาศ ในขบวนยังประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่จากกรมพิธีการ และจากราชสำนักอีกสามนาย ทำหน้าที่ถือเอกสารประจำตำแหน่ง ด้านหลังเป็นขบวนขนของพระราชทานและทหารที่ตามมาอีกนับสิบคนขบวนนี้เดินทางออกมาเป็นเวลาสองเดือนเต็ม ผ่านเส้นทางสายไหมอันยาวไกล จนมาถึงเมืองจางเย่ในยามเช้าตรู่ของวันนี้ ท่ามกลางผู้คนที่ออกมาต้อนรับอย่างคับคั่ง เมื่อขบวนเข้าใกล้เมืองจางเย่ เสียงแตรยาวและเสียงตีฆ้องดังสะท้อนไปทั่ว ประตูเมืองถูกเปิดออกกว้าง ที่หน้าจวนผู้ว่าการเมืองจางเย่ มีข้าราชการท้องถิ่นในชุดทางการพร้อมกับประชาชนมายืนเรียงรายตามถนนเพื่อรอต้อนรับเมื่อขบวนเคลื่อนมาถึงหน้าจวน ผู้ว่าการจังหวัดจางเย่เฟิงหลี่เฉียง พร้อมกับผู้ช่วยจิวเหวินชาง เทียนมู่อวี้ รองผู้ว่าการจังหวัดฝ่ายขวา เฉินจื้อเหวิน รองผู้ว่าการ

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 97 (จบเล่ม 4)

    ผู้ว่าฯหนุ่มหัวเราะ เขามองใบหน้าหล่อเหลาของอีกฝ่าย ตอนนี้แม่ทัพเจิ้งอายุ 31 ปีแล้ว “ข้าต้องขอบคุณใต้เท้าเป็นอย่างมาก ที่ช่วยเหลือพวกเราในครั้งนี้ ทำให้พวกเราจับกุมตัวการได้ ถึงจะสาวไปไม่ถึงตัวการใหญ่ก็ตาม”เจิ้งเฉิงฉานพยักหน้า และพูดด้วยสีหน้าไม่พอใจว่า “หลู่เจียนเฉิงยังไม่ทันได้สารภาพ ก็ถูกสังหารในคุกหลวงก่อน ฝ่าบาททรงกริ้วมาก เหตุเกิดขึ้นในวังหลวงแท้ๆ ทำให้เห็นว่ามีคลื่นใต้น้ำเกิดขึ้น และที่สำคัญ เรายังสาวไปไม่ถึงตัวการที่แท้จริงเลย” ประโยคหลังเขากล่าวอย่างเสียดายหลู่เจียนเฉิง ผู้ว่าการมณฑลกานซู ถูกส่งตัวไปให้ศาลต้าหลี่ตัดสินเพราะเป็นข้าราชการชั้นสูง และยังเป็นคดีสำคัญ แต่มีองครักษ์เสื้อแพรคอยติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งสองเข้าใจดีว่า การสอบสวนครั้งนี้ไม่ง่าย ต้องมีคนขัดขวางผ่านราชสำนักและศาลต้าหลี่สำหรับเฟิงหลี่เฉียงที่เป็นขุนนางชายแดน ถึงจะไม่รู้ว่าใครเป็นตัวบงการ เขาก็ไม่เดือดร้อนนัก เพราะเขาคงจะได้เป็นขุนนางขั้นกลาง ประจำอยู่ตามชายแดนเช่นนี้ไปอีกแสนนานแต่แม่ทัพเจิ้งดูจะเข้าใจนิสัยของขุนนางผู้นี้ เขายิ้มและพูดว่า “ใต้เท้าเฟิงอย่าเพิ่งเสียกำลังใจไป ข่าว

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 96

    ในที่สุด พวกเขาก็ยอมเปิดปาก นายอำเภอสารภาพว่า เขาเป็นคนส่งแผนที่และแผนการรบไปให้มองโกลเอง และทั้งหมดนั้นเป็นการร่วมมือกันของเขากับหลู่เจียนเฉิง ผู้ว่าการมณฑลกานซู และพวกเขายังวางแผนโจมตีอู่เว่ยที่อยู่ใกล้กับหลานโจว และที่ด่านเจี่ยอวี่กวานด้วยเมื่อถามถึงสาเหตุที่หลู่เจียนเฉิงร่วมมือกับมองโกล คำตอบที่ทำให้เฟิงหลี่เฉียงและพรรคพวกของเขาต้องตะลึงไป คือ พวกเขาต้องการกำจัดแม่ทัพเจิ้งเฉิงฉาน ขันทีหลี่จิว และเฟิงหลี่เฉียง โดยร่วมมือกับขุนนางบางคนในกานซูและร่วมมือกับมองโกล เมื่อกำจัดทั้งสามคนได้แล้ว พวกเขาจะนำทัพขับไล่ทหารมองโกลออกไป เมื่อมองโกลยอมล่าถอยตามแผน ผลประโยชน์ที่มองโกลจะได้รับ ก็คือ พวกเขาจะค้าขายสินค้าต้องห้ามโดยไม่เสียภาษี และยังจะแบ่งดินแดนบางส่วนให้มองโกลด้วย หลังจากนั้น หลู่เจียนเฉิง จะยังคงเป็นผู้ว่าการมณฑลกานซูต่อ และแต่งตั้งพรรคพวกของตน เข้ามารับตำแหน่งสำคัญต่างๆ เฟิงหลี่เฉียงไม่อยากจะคิดต่อเลยว่า ถ้าแผนการนี้สำเร็จ จะเกิดอะไรขึ้นกับต้าหมิง เพราะโอยรัตเป็นคู่แค้นกับต้าหมิงมานาน พวกมันคงไม่จบลงแค่พื้นที่ชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือนี้อย่างแน่นอน!

  • เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง   ตอนที่ 95

    เมื่อเห็นทหารมองโกลเปิดฉากการโจมตีด้วยธนู แม่ทัพเหอชิงหยวนสั่งการทันที “ตั้งรับการโจมตี!”ทหารราบของจางเย่ตั้งแถวด้านหน้า และใช้โล่ขึ้นตั้งรับ เมื่อห่าธนูผ่านไป ทั้งสองฝ่ายต่างพุ่งเข้าต่อสู้กันด้วยดาบและหอก เสียงอาวุธกระทบกันดังสนั่น ทั้งทหารม้าและทหารเดินเท้าต่างต่อสู้ฟาดฟันกันอย่างไม่หวาดกลัว การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด ฝ่ายจางเย่ที่มีกำลังพลน้อยกว่า เริ่มมีอาการละล้าละลัง แม่ทัพเหอชิงหยวนพยายามตะโกนปลุกใจ แต่ก็ไม่ได้ผลเมื่อเห็นว่าฝ่ายของตนเริ่มต้านไม่ได้ เขาจึงออกคำสั่ง “ถอย! ถอยไปทางทะเลทรายด้านขวาก่อน!”ทหารจางเย่เริ่มถอยร่นไปทางขวา แต่น่าแปลก กองทัพมองโกลกลับพยายามไล่ต้อนให้ทหารจางเย่หนีไปทางหุบเขาเสวี่ยเฟิง ซึ่งเป็นหุบเขาที่อยู่ลึกเข้าไปในทะเลทรายโกบี หากทหารกลุ่มไหนพยายามหนีออกไปทางอื่น จะถูกทหารมองโกลไล่ให้กลับไปทางเดิม สภาพในตอนนี้ไม่ต่างจากหมาล่าเนื้อกำลังไล่ต้อนฝูงแกะตลอดการหนีนั้น ทหารจางเย่ส่งเสียงร้องด้วยความหวาดกลัว ยิ่งทำให้มองโกลฮึกเหิมมากยิ่งขึ้น “ไล่ตามไป! ต้อนให้พวกมันเข้าไปในหุบเขาให้ได้!" บาร์ตู แม่ทั

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status