Masukในวันนั้น ต้วนเจี่ยซินซึ่งนำเข็มมาด้วย ก็ช่วยฝังเข็มให้กับอันเฟยจู เพื่อช่วยให้อิน (หยิน) ทำงานดีขึ้น และบอกวิธีรักษาด้วยการทำใจให้ปลอดโปร่ง กินอาหารที่ช่วยขับเคลื่อนลมปราณที่ติดขัด ระบายชี่ที่ตับและช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด เช่น ต้มลูกเดือยกิน ดื่มน้ำอุ่น และไม่โดนอากาศเย็นมาก และยังให้กินผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาว เป็นบางครั้ง
“สิ่งสำคัญ คือ การดูแลรักษาใจ” หมอต้วนเจี่ยซินบอกอันเฟยจู “อย่าลืมว่า ตอนนี้พวกเจ้ามีอยู่กันสามคน ถ้าเจ้าล้มป่วยหนัก ความลำบากก็จะตกไปอยู่ที่ลูกชายของเจ้าที่มีอายุเพียงแค่ 6 ขวบเท่านั้น เจ้าจะให้ลูกชายอายุแค่นี้ ต้องมาแบกรับเลี้ยงดูแม่กับน้องอย่างนั้นหรือ”
อันเฟยจูหน้าเสีย น้ำตาไหลออกมาทันที เธอหันไปกอดเฟิงหลี่เฉียงเอาไว้แน่น “ไม่เจ้าค่ะ! ข้าจะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น!” แล้วเธอก็สะอื้นออกมาอย่างเจ็บปวดใจ เธอรู้มาตลอดว่า ช่วงที่เธอล้มป่วยจนทำงานไม่ได้นั้น เด็กชายจะต้องลำบากมากแค่ไหน
“ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็ต้องรู้จักการยอมรับความจริง และปล่อยวางให้เป็นด้วย” ชายชราเตือน
หญิงสาวก้มหน้าลงเช็ดน้ำตา ใช่แล้ว เธอยังคงคิดถึงสามีและเสียใจที่เขาหายออกไปจากชีวิตของพวกเธอ นี่เขาไม่สนใจลูกเมียที่อยู่ทางนี้จริงหรือ เธอพร่ำถามตัวเองในใจ แต่แล้วอันเฟยจูก็ต้องสะดุ้ง เมื่อได้ยินเสียงเฟิงหลี่เฉียงพูดขึ้นด้วยความโกรธว่า
“ท่านจะไปรออะไรกับคนพรรค์นั้น ตอนนี้พวกเรามีกันแค่สามคน ท่านลืมเขาไปเถอะขอรับ กี่ปีแล้วที่เขาทิ้งให้พวกเราอยู่กันเพียงลำพัง เงินสักเหวิน จดหมายสักฉบับก็ไม่เคยส่งมา แม้แต่ข้าก็ยังแทบจะนึกหน้าเขาไม่ออกแล้วด้วยซ้ำ! ถึงไม่มีเขา พวกเราก็อยู่ได้นะท่านแม่!” ประโยคหลังเด็กชายพูดด้วยเสียงที่เด็ดขาดราวกับผู้ใหญ่ ทำให้อันเฟยจูรู้สึกละอายใจขึ้นมาทันที
แววตาของต้วนเจี่ยซินเป็นประกายเมื่อได้ยินสิ่งที่เด็กชายพูด อืมม..เด็กคนนี้โตเป็นผู้ใหญ่เกินวัย และยังมีความเด็ดขาดจริง ชายชราคิดในใจ แล้วเขาก็ถามขึ้นมาว่า “เสี่ยวเฉียง เจ้าอยากไปเรียนวิชาการแพทย์กับข้าไหม”
เด็กชายชะงัก เขาสบตาของอีกฝ่ายที่เต็มไปด้วยความเมตตาและความจริงใจ เขาตาวาวด้วยความดีใจ ที่จะได้มีวิชาที่หาเงินได้ แต่สักพักก็เศร้าลง ก่อนจะพูดเบาๆ ว่า “ข้าคงไปไม่ได้หรอกขอรับ” แล้วก็นิ่งเงียบไม่พูดอะไรต่อ
“เจ้าเป็นห่วงแม่กับน้องใช่หรือไม่” ต้วนเจี่ยซินถามอย่างเข้าใจทันที
เด็กชายเหลือบมองแม่ที่นั่งอยู่ใกล้ แต่ก็ไม่ยอมตอบ เมื่อเห็นอาการผิดหวังของลูกชายคนโต อันเฟยจูก็ยิ่งเสียใจและโกรธตัวเองมากยิ่งขึ้น เธอรู้แล้วว่า อาการเจ็บป่วยของเธอทำให้ลูกชายที่เฉลียวฉลาดคนนี้ต้องเสียโอกาสไปมากแค่ไหน
เมื่อได้คิดแล้ว เธอจึงถามลูกชายด้วยเสียงจริงจังว่า “เสี่ยวเฉียง ตอบแม่มาตามตรง เจ้าอยากจะไปเรียนกับท่านหมอต้วนหรือไม่ เจ้าไม่ต้องตอบเพราะเป็นห่วงแม่กับเสี่ยวอิง”
เด็กชายสบตาแม่ของเขา และพยักหน้าในที่สุด “ข้าอยากไปขอรับ ข้าไม่รู้หรอกว่าข้าอยากเป็นหมอหรือไม่ แต่อย่างน้อยก็ยังได้เรียนรู้วิธีรักษาโรค มาช่วยรักษาท่านแม่กับน้องได้ แล้วถ้าหาเงินได้ด้วย ข้าก็ยินดีขอรับ!”
ต้วนเจี่ยซินหัวเราะชอบใจ เด็กคนนี้ตอบตรงดีจริงๆ “ดีมาก เจ้าเป็นคนซื่อตรง ข้าชอบเด็กแบบนี้ แต่ว่านะ” ชายชราหยุดพูดและสบตาเด็กชาย “ถ้าเจ้าไม่ชอบเป็นหมอก็ไม่ต้องเป็น ข้าแค่ต้องการให้โอกาสเจ้า ส่วนเจ้าจะเติบโตไปเป็นอะไรนั้น มันเป็นสิ่งที่เจ้าต้องค้นหาเอง!”
เฟิงหลี่เฉียงคิดได้ตามที่ท่านหมอต้วนพูด จริงสินะ ในระหว่างนั้นเขายังมีเวลาอีกมากมายที่จะตอบตัวเองว่า เขาควรจะทำอาชีพอะไร
ต้วนเจี่ยซินหันไปพูดกับอันเฟยจูว่า “บ้านของข้าอยู่ที่ตีนเขาอีกฝั่ง ห่างจากที่นี่ไปประมาณเกือบยี่สิบลี้ ถ้าเดินไปจะใช้เวลาประมาณครึ่งวัน เสี่ยวเฉียงไปอยู่กับข้าได้ วันไหนคิดถึงแม่กับน้องก็กลับมาเยี่ยมบ้านได้ หรือเจ้าจะไปเยี่ยมเขาก็ได้เช่นกัน”
ใช่แล้ว ถ้าจะไปเรียนวิชาแพทย์ก็ต้องไปอยู่บ้านของอาจารย์ แต่อันเฟยจูก็อดห่วงลูกชายไม่ได้ “เจ้าจะไปอยู่บ้านท่านหมอต้วนไหวหรือ”
เด็กชายพยักหน้าอย่างมั่นใจ แต่แล้วเขาก็นึกอะไรออก จึงหันไปหาชายชราและถามอ้อมแอ้มว่า “ข้าต้องจ่ายค่าเรียนอย่างไรขอรับ”
ชายชรายิ้มแล้วโบกมือ “ไม่ต้องจ่าย เจ้าไปอยู่กินที่บ้านข้า ช่วยข้าทำงานตอบแทน แบบนี้เจ้าว่าดีหรือไม่” ต้วนเจี่ยซินรู้ว่าเด็กชายคนนี้มีศักดิ์ศรี เขาไม่ชอบเอาเปรียบใคร
“ดีขอรับ!” เด็กชายตอบรับอย่างดีใจ ดวงตาของเขาเป็นประกายอย่างมีความหวัง ในเวลานี้ สิ่งใดที่ทำแล้วดีกับครอบครัว เขายินดีทำหมด ถ้าเขาไปอยู่ที่อื่นก็ยังช่วยลดจำนวนปากท้องลง แม่ของเขาจะได้ไม่ต้องทำงานหนักมาก แล้วเขายังได้วิชาความรู้อีกด้วย
หลังจากนั้นอีกสองอาทิตย์ ต้วนเจี่ยซินกลับมารักษาแม่ของเด็กชายอีกครั้ง และพบว่าเธอให้ความสำคัญกับการรักษาตัวเองเป็นอย่างดี อาการของเธอดีขึ้นและลุกขึ้นมาทำงานเบาๆ ได้แล้ว ด้วยเหตุนี้ชายชราจึงพาครอบครัวเฟิงเดินทางไปที่บ้านของเขา เพื่อให้พวกเขาวางใจว่าเฟิงหลี่เฉียงไม่ได้ถูกหลอก
พวกเขานั่งเกวียนที่ลากด้วยวัวไปตามเส้นทางที่มุ่งไปสู่ภูเขาหลานเถียน บ้านของหมอต้วนตั้งอยู่ที่เชิงเขาหลานเถียน ที่นี่เงียบสงบและมีบ้านตั้งอยู่ห่างกันอีก 3 หลังใหญ่ แต่ละบ้านมีรั้วรอบขอบชิด และมีพื้นที่กว้างใหญ่รอบบ้าน บางหลังจัดเป็นสวนสวยงาม บางหลังมีลานหินและทรายเหมือนเอาไว้ต่อสู้ บางหลังเป็นบ้านไม้ไผ่ และบ้านที่สร้างจากหินและหลังคามุงกระเบื้อง ในแต่ละพื้นที่จะมีบ้านหลังใหญ่และมีบ้านหลังเล็กสร้างอยู่ใกล้ๆ ซึ่งน่าจะเป็นบ้านของคนรับใช้และโรงเก็บของ ที่นี่เป็นเหมือนกับชุมชนขนาดเล็ก มีคนงานทำสวน ทำไร่ และเลี้ยงสัตว์อยู่แถวนั้นด้วย
พวกเขานั่งเกวียน ที่ขับโดยชายหนุ่มที่ชื่อลู่ปู่ จนไปถึงบ้านของต้วนเจี่ยซินที่อยู่ด้านขวามือสุด ที่เป็นบ้านชั้นเดียว แต่มีลานหินกว้างกลางบ้าน ด้านข้างมีปีกอีก 2 ด้านซึ่งมีหลายห้อง หน้าบ้านมีบ่อบัวและบ่อปลาขนาดใหญ่ ด้านหลังบ้านเป็นสวนสมุนไพร และสวนผักผลไม้ต่างๆ
ต้วนเจี่ยซินพาสามแม่ลูกเข้าไปในบ้าน และแนะนำให้พวกเขารู้จักคนในบ้านที่ต่อไปจะเป็นคนคอยดูแลเด็กชายด้วย หมอต้วนมีผู้ช่วยที่เป็นชายวัย 50 กว่าปี คือ หมอสวี่กั๋ว ที่นานๆ จะมาพบเขา เพราะชายชราไม่ค่อยออกเดินทางไปรักษาใครมากแล้ว แต่ที่นี่มีพ่อบ้านกับคนรับใช้อีก 3 คน ที่คอยดูแลบ้านและทำสวนให้
เมื่อเห็นว่าต้วนเจี่ยซินมีบ้านเป็นหลักแหล่งและมีความมั่นคง ไม่ใช่พวกหลอกลวง และเธอยังรู้จักบ้านของเขาแล้ว ทำให้อันเฟยจูรู้สึกดีใจไปกับลูกชายด้วย ชายชรายังชวนให้พวกเขาพักอยู่ที่นี่ 2-3 วัน เพื่อให้เด็กชายปรับตัวได้ จากนั้นจึงส่งสองแม่ลูกกลับไป ก่อนจะกลับเขายังมอบอาหาร ข้าวของเครื่องใช้ และเงินจำนวนหนึ่งให้ด้วย ซึ่งอันเฟยจูปฏิเสธเสียงแข็ง
แต่ชายชราก็บอกว่า “ถ้าเจ้าไม่รับไป เสี่ยวเฉียงก็จะคอยเป็นกังวลว่า เจ้ากับเสี่ยวอิงจะอยู่อาศัยกันอย่างไร เขาก็จะไม่มีสมาธิตั้งใจเรียนหนังสือ แล้วข้าวของพวกนี้ ข้าก็มีเหลือเฟือ ไม่ได้ลำบากอะไร เสี่ยวเฉียงมาเป็นลูกศิษย์ของข้า ไม่ใช่คนรับใช้ ข้าก็ต้องมอบของให้กับครอบครัวของเขาเพื่อเป็นของขวัญ เจ้ารับไปเถิด อย่าได้คิดมากไปเลย”
เมื่อเป็นเช่นนั้น อันเฟยจูจึงยินดีรับข้าวของไป และเดินทางกลับโดยมีลู่ปู่ขี่เกวียนไปส่ง ต้วนเจี่ยซินยังบอกว่า เขาจะให้เด็กชายกลับมาเยี่ยมบ้านทุกเดือน และถ้าช่วงไหนพวกเขาออกไปซื้อของในอำเภอ จะแวะไปเยี่ยมหาเพื่อคอยดูว่าพวกเธออยู่ดีมีสุขหรือไม่ ทำให้อันเฟยจูรู้สึกซาบซึ้งใจจนอดเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาไม่ได้ เธอขอบคุณหมอต้วนด้วยใจจริง และเดินทางกลับบ้านด้วยจิตใจที่มีความสุขขึ้นมาก
ต้วนเจี่ยซินให้เด็กชายอาศัยอยู่ที่ห้องทางปีกขวาของบ้าน ที่นี่มีความเงียบสงบ รอบๆ ตัวมีเสียงสัตว์ร้องก้องลงมาจากทั้งบนภูเขาและรอบบ้าน เขาได้ยินเสียงของป่าไผ่ที่เสียดสีกันเบาๆ เสียงน้ำไหลรินมาจากลำธารไกลๆ เสียงขุดดิน เสียงไก่ขัน และเสียงผู้คนพูดคุยกันเบาๆ ถึงที่นี่จะมีบ้านหรือพื้นที่หลักอยู่เพียงสี่แห่ง แต่ก็มีคนและสัตว์เลี้ยงอยู่อาศัย ทำให้เฟิงหลี่เฉียงไม่รู้สึกเงียบเหงา และเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี เขาก็รู้จักคนที่นี่เพิ่มขึ้น ทำให้เขามีเพื่อนคุยและเพื่อนเล่นตลอดช่วงระยะเวลาที่เรียนอยู่ที่นั่น
ในเช้าวันแรกที่เขาเริ่มต้นการเป็นลูกศิษย์ของหมอต้วน เขาตื่นขึ้นมาเพราะเสียงไก่ขัน ท้องฟ้ายังมืดอยู่แต่เริ่มมีแสงสีทองปรากฏอยู่ที่ปลายฟ้าไกลๆ เฟิงหลี่เฉียงรีบลุกขึ้นมาเก็บที่นอน ล้างหน้าล้างตา สวมเสื้อกันหนาว และเดินออกไปนอกห้อง ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วงแล้ว และที่นี่อยู่ตีนเขา ทำให้อากาศหนาวยะเยือกกว่าปกติ
เมื่อเดินออกไปนอกห้อง เฉินกง พ่อบ้านวัย 50 กว่าปี กำลังกวาดลานบ้าน เมื่อเห็นเด็กชายเดินกอดอกออกมา เขาก็รีบเดินเข้าไปในบ้านและหยิบเสื้อคลุมตัวหนามาให้ และบอกกับเด็กชายว่า “เสี่ยวเฉียงสวมเสื้อของข้าไปก่อน ข้าจะสั่งให้แม่บ้านเย็บเสื้อผ้าสำหรับกันหนาวให้เจ้าในภายหลัง”
เฟิงหลี่เฉียงขอบคุณเขาอย่างจริงใจ แม่ของเขาไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อเสื้อกันหนาวหนาๆ ให้ เขาจึงต้องใส่เสื้อหลายตัวทับกัน บางครั้งก็ใช้เศษผ้ามาพันแข้งขาเพื่อป้องกันลมหนาว
เด็กชายถามพ่อบ้านเฉินว่า “อาจารย์อยู่ไหนหรือขอรับ ข้าจะไปช่วยท่านทำงาน”
พ่อบ้านยิ้มอย่างพอใจที่เด็กชายตื่นแต่เช้าและรู้จักมาเสนอตัวทำงาน เขาจึงพาเด็กชายไปที่สวนหลังบ้าน “ทุกวันนายท่านจะออกกำลังกายอยู่หลังบ้าน จากนั้นจึงจะอาบน้ำและกินอาหารเช้า บางครั้งก็จะทำสวนและเก็บสมุนไพร”
เมื่อเขาเดินไปที่สวนหลังบ้าน ก็พบคนงานกำลังเก็บสมุนไพร โดยมีชายชราคอยบอก ถัดออกไปมีชาวสวนอีกหนึ่งกำลังขุดดินที่แปลงสมุนไพรอยู่อีกด้าน ต้วนเจี่ยซินหันมาทักทายเด็กชายและให้เขามาช่วยเก็บสมุนไพร
ชายชราใช้วิธีสอนด้วยการให้ลงมือทำและเรียนรู้ไปด้วย และยังมอบหมายให้เฟิงหลี่เฉียงช่วยดูแลแปลงสมุนไพร เพราะการเป็นหมอจะต้องรู้ว่าสมุนไพรแต่ละประเภทเป็นอย่างไร สามารถเติบโตได้ในดิน แดด และน้ำแบบไหน หลังจากดูแลสมุนไพรในยามเช้า ซึ่งถือว่าเป็นการออกกำลังกายไปด้วยแล้ว หลังจากนั้นพวกเขาจะไปกินอาหารเช้าที่เตรียมโดยแม่ครัว ซึ่งหลายครั้งเฟิงหลี่เฉียงจะเข้าไปช่วยทำ นอกจากจะช่วยเป็นการตอบแทนที่หมอต้วนรับเขามาอยู่ด้วยแล้ว เด็กชายยังอยากทำอาหารเป็นด้วย เผื่อเขาจะได้ช่วยแบ่งเบาแม่ เวลาที่กลับไปอยู่ด้วยกัน
ตอนที่ 56หลายคนสะดุ้งตื่นขึ้น ในขณะที่คนเฝ้ายามรีบโยนฟืนเข้าไปในกองไฟที่จุดเอาไว้รอบขบวน และตะโกนบอกทุกคนด้วยเสียงดังก้องในความมืด “ทุกคนตื่นเร็ว! หมาป่าบุกแล้ว!!!”เมื่อได้ยิน ผู้ชายต่างรีบคว้าดาบ หอก ไม้ มีดและอะไรก็ได้ที่เป็นอาวุธ กระโดดลงมาจากรถ มายืนรวมตัวกันด้านหน้า เสียงหัวหน้าขบวนตะโกนสั่งให้ผู้หญิง คนแก่และเด็กซ่อนตัวในรถให้ดี สำหรับพวกเขาที่เดินทางไปตามทะเลทรายแบบนี้มาเกือบทั้งชีวิต การถูกโจมตีจากฝูงหมาป่าทะเลทราย เป็นเรื่องที่พวกเขาพบเจอมาแล้วหลายครั้งเฟิงหลี่เฉียงพร้อมกับชายคนอื่นอีกยี่สิบกว่าคน กวาดตามองไปรอบเนินทราย ถึงแม้ตอนนี้จะมีแสงจันทร์ส่องลงมาที่พื้นทราย แต่ที่นี่ยังมีพุ่มไม้และป่าโปร่งอยู่ประปราย ทำให้พวกเขามองเห็นหมาป่าไม่ชัด แต่แล้วพวกเขาก็สะดุ้ง เมื่อมองเห็นแสงสีเขียวหลายจุดสะท้อนแสงมาจากเงามืดในป่า และหมาป่าหลายตัวโผล่ขึ้นมายืนบนเนินทรายอย่างเงียบเชียบ พวกมันค่อยๆเดินลงมาจากเนินทรายอย่างระมัดระวัง พ่อค้าบางคนส่งเสียงอุทานออกมาด้วยความตกใจ หมาป่าที่พวกเขาเห็นนั้น ถึงจะตัวไม่ใหญ่นัก แต่จำนวนที่โปล่ออกมานั้น
ตอนที่ 55หลายคนเงียบไป เหมือนไม่อยากจะพูด จ้างเกอก็พูดยิ้มๆว่า “ไม่ต้องห่วง ข้ารู้ดีว่าต้องทำอะไรบ้าง ข้าเคยค้าขายที่เมืองอื่นมาก่อน แค่อยากได้คนที่ต้องไปติดต่อเท่านั้น”หลายคนจึงทำท่าโล่งอก จากนั้นจ้างเกอก็เปลี่ยนเรื่องพูด เขาเล่าถึงยาสมุนไพรที่หามาได้ ทำให้คนที่มากินเนื้อย่างตรงนั้นสนใจ พากันสอบถามคุณสมบัติและแหล่งซื้อ ซึ่งจ้างเกอก็ตอบได้ถูกต้อง แสดงให้เห็นว่าเขามีความรู้เรื่องสมุนไพรจริง ไม่ได้มาหลอกลวงหรือแสร้งมาตีสนิทเพื่อหาข้อมูลเมื่อกินเสร็จ จ้างเกอก็พาหลานสาวออกไปเดินเล่นและซื้อของเหมือนคนทั่วไป เมื่อเดินกลับึงห้องพักที่โรงเตี๊ยม ตอนนี้เสี่ยวเอ้อจุดเตาถ่านในห้องให้แล้วลู่เหยาหลงอดถามด้วยความกังวลไม่ได้ว่า “วันนี้ไม่มีใครยอมบอกอะไรเลย แล้วเราจะทำอย่างไรดีขอรับ”เฟิงหลี่เฉียงซึ่งเตรียมตัวอาบน้ำ ก็ตอบอย่างสบายอารมณ์ว่า “ไม่ต้องห่วง รอดูไปเถอะ” และก็เป็นไปตามคาด ในตอนสายของวันรุ่งขึ้น มีเสียงเคาะประตูห้องของพวกเขา เฟิงหลี่เฉียงถามด้วยเสียงห้าวๆ ของจ้างเกอว่า “ใค
ตอนที่ 54ตาลั่วจงถอนหายใจ “เจ้าก็ดูสิ ไร่นาแห้งแล้งขนาดนี้ สัตว์เลี้ยงของข้าก็ล้มตายไป เพราะไม่มีน้ำมีหญ้าให้กินเพียงพอ”จ้างเกอถอนหายใจเสียงดัง “เฮ่อ! พวกขุนนางก็ไม่ดูดำดูดีชาวบ้านอย่างพวกเราเลย บ้านของข้าที่เกาไถก็เหมือนกัน แห้งแล้งแบบนี้ ถ้าข้าไม่มีวิชาแพทย์ ก็คงจะเลี้ยงปากท้องตัวเองกับหลานไม่ได้เหมือนกัน”“เด็กนี่เป็นลูกของใครรึ” ชายชราถาม และมองไปเด็กหญิงที่ก้มหน้ากินข้าว ด้วยความสงสาร“ลูกสาวของน้องชาย พ่อของมันไปเป็นทหารอยู่ชายแดน แม่มันไปหาของบนภูเขา แล้วก็หายตัวไป..เหอะ! ไม่รู้ว่าหนีไปแล้วหรือถูกหมีจับกินก็ไม่รู้ ข้าเลยเลี้ยงเอาบุญ”แล้วทุกคนก็สะดุ้ง เมื่อเสี่ยวเม่ยที่นั่งเงียบมาตลอด ก็ร้องไห้โฮออกมาลั่นบ้าน “ท่านพ่อ! ท่านแม่! พวกท่านทิ้งข้าไปทำไม!! ทำมายยย!! ฮือออๆๆๆ ”จ้างเกอส่ายหน้าและลูบหัวหลานปลอบใจ “ดูสิ! มันน่าสงสารแค่ไหน”ตาลั่วจงพยักหน้าหงึกๆ และมองเสี่ยวเม่ยด้วยสายตาที่ทั้งสงสารและขยาดนิดๆ เจ้าเด็กนี่ ตัวเล็กแค่นี้ แต่ร้องไห้เสียงดังจนข้าหัวใจเกือบวาย ชายชราแอบคิดในใจ
ตอนที่ 53“อย่างไรหรือ” เฟิงหลี่เฉียงทำหน้าสงสัย“มันผิดปกติ ก็เพราะมันปกติเกินไปน่ะสิ!” เซียวหลินถามเองตอบเองแต่บัณฑิตหนุ่มกลับยิ้มและปล่อยให้อีกฝ่ายพูดฝ่ายเดียว เซียวหลินรู้ดีว่า เรื่องแบบนี้ไม่สามารถพูดโดยไม่ดูตาม้าตาเรือได้ และจ้วงหยวนคนนี้ ไม่ใช่เด็กหนุ่มธรรมดาเหมือนที่เขาแสดงให้คนอื่นเห็นมาตลอดการเดินทางเซียวหลินจึงตัดสินใจพูดก่อน “ท่านก็รู้ว่าข้ามาจากกรมโยธาธิการ ช่วงที่พวกเราไปเยือนสถานที่ต่างๆ ข้าจึงสังเกตดูการก่อสร้างในพื้นที่ไปด้วย”“แล้วท่านพบอะไรหรือเปล่า” เฟิงหลี่เฉียงถามและตั้งใจฟังคำตอบ“นึกว่าท่านจะทำเป็นไม่เข้าใจไปจนจบ” เซียวหลินหัวเราะหึหึ และพูดต่อโดยไม่สนใจท่าทีเฉื่อยชาของอีกฝ่ายว่า “ท่านสังเกตเห็นฝายกั้นน้ำกับคลองส่งน้ำไหม มีบางจุดที่มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด”เฟิงหลี่เฉียงพยักหน้า “โดยเฉพาะพื้นที่ของชาวบ้านกับของคนที่มีฐานะ”เซียวหลินตาเป็นประกาย “ใช่! เช่นที่หมู่บ้านในอำเภอเกาไถ มีช่วงหนึ่งที่ข้าหลบออกมาดูพื้นที่ที่ผิดสังเกต ข้าพบว่า ตามคลองที่ส่งน้ำเข้า
ตอนที่ 52ในที่สุดขบวนข้าหลวงตรวจการจากหนานจิงก็เดินทางเข้าสู่เขตจังหวัดจางเย่ ซึ่งอยู่ตอนกลางของมณฑลกานซู ถึงแม้ชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือจะเป็นทะเลทราย มีความแห้งแล้งเป็นส่วนใหญ่ แต่จางเย่เป็นพื้นที่ที่ที่มีน้ำมากกว่าที่อื่น ทั้งโอเอซิส พื้นที่ชุ่มนน้ำ และแม่น้ำเฮยเหอไหลผ่าน ส่วนพื้นที่ที่อยู่ห่างออกไป จะมีทะเลทราย ทุ่งหญ้าและแนวเขาสูงสลับกันมองเห็นได้ไกลๆขบวนของพวกเขาผ่านอำเภอ หมู่บ้านและชุมชนหลายแห่ง ที่ไม่แตกต่างจากที่อื่น คือ แห้งแล้งและมีพืชผลประปราย ชาวบ้านบางคนออกมาทำไร่ทำนาท่ามกลางทุ่งหญ้าที่เริ่มแห้งเหลือง แกะและวัวตัวผอมเดินกินข้าวอยู่กลางทุ่งหญ้าแห้งเพราะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว และพวกเขาก็มาถึงประตูเมืองจางเย่ ที่สร้างเป็นกำแพงดินผสมหิน ที่หน้าประตูมีกลุ่มข้าราชการออกมายืนต้อนรับ พวกเขาได้รับการส่งข่าวมาล่วงหน้าว่าขบวนของข้าหลวงตรวจการเดินทางมาถึงที่นี่แล้วในกลุ่มนั้น ประกอบไปด้วยผู้ว่าการจังหวัดจางเย่ ผู้ตรวจการระดับจังหวัด และแม่ทัพประจำจังหวัด ในตอนนี้ หลี่จงซึ่งเป็นผู้ว่าการจังหวัดจางเย่ มีตำแหน่งเป
เล่ม 3 ผจญภัยที่จางเย่ ตอนที่ 51ในช่วงที่แวะท่าเรือฉงชิ่ง เฟิงหลี่เฉียงพาลู่เหยาหลงไปเดินเที่ยวในเมือง เพื่อเปิดหูเปิดตา พวกเขาไปที่ทางเดินฉือชี่โข่ว ซึ่งอยู่เลียบริมฝั่งแม่น้ำเจียหลิง ทางตะวันตกของนครฉงชิ่ง ที่นี่เป็นเมืองท่าเครื่องลายครามของราชวงศ์หมิงที่โด่งดังไปทั่ว และยังมีร้านค้าขายของแปลกๆ มากมาย เด็กชายแหงนมองอาคารที่สร้างจากไม้สองชั้นเรียงเป็นแถวไปตามถนนที่ปูด้วยหินสีเทา ด้านล่างของร้านค้าเปิดประตูกว้าง ส่วนด้านบนมีทั้งร้านค้า ที่พัก และร้านอาหาร ผู้คนเดินไปมาขวักไขว่ เขายังได้เห็นชาวต่างชาติและชาติพันธุ์ต่างๆ ที่เดินทางมาจากต่างถิ่น ทั้งมาซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับเครื่องลายคราม และยังนำสินค้าจากบ้านเกิดของตนมาขายพวกเขานั่งกินอาหารในภัตตาคารแห่งหนึ่ง เฟิงหลี่เฉียงเล่าประวัติศาสตร์เมืองนี้ให้เด็กชายฟัง “เสี่ยวหลง เจ้ารู้ไหมว่า เหตุใดเมืองฉงชิ่งแห่งนี้ จึงมีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ”เด็กชายส่ายหน้า “ข้าไม่ทราบขอรับ แต่คนที่นี่มีหน้าตา และการแต่งกายแตกต่างไปจากตนในเมืองหลวงมาก”บัณฑิตหนุ่มพอใจ



![จะไม่ทนกับบทบาทนางร้าย [รีไรท์ตอนจบ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



