INICIAR SESIÓNจางหยุนตื่นขึ้นมาในสภาพสะลึมสะลือ นัยน์ตาสีเข้มเหม่อมองเพดานห้องที่ไม่คุ้นเคยอย่างไร้จุดหมาย กระทั่งกลิ่นยาฆ่าเชื้อล่องลอยปะทะจมูก แต่สมองกลับรับรู้ได้ในทันทีว่าที่นี่ไม่ใช่โรงพยาบาล
"อึก..." วินาทีที่ฝืนขยับตัว ความเจ็บร้าวแทรกลึกไปตามระบบประสาทจนตัวชา ร่างสมส่วนฝืนบังคับให้ตัวเองผ่อนคลายลมหายใจลง ความทรงจำทั้งหมดค่อย ๆ ถูกกระทุ้งขึ้นมาทีละนิด ...เหตุการณ์ก่อนสลบไปยังคงตกค้างอยู่ในความทรงจำ... เขากวาดตามอง เสื้อผ้าที่เคยชื้นเหงื่อถูกเปลี่ยนใหม่หมด รวมถึงผ้าพันแผลแสนสะอาดสะอ้าน ก็รับรู้ได้ถึงที่มาของกลิ่นยาฆ่าเชื้อแล้ว "เฮ้อ..." แค่ถอนหายใจยังรู้สึกถึงความเจ็บปวดบริเวณปอด ร่างบอบช้ำฝืนตัวลุกยันพื้นเตียงด้วยมือซ้าย ด้านขวารู้สึกตึง ๆ เมื่อแหวกสาบเสื้อออกก็ปรากฏว่าเป็นเฝือกพยุงไหล่ เขามองมันอย่างนิ่งงันไปสักครู่ ก็ละความสนใจ ...ทันทีที่ทิ้งน้ำหนักร่างกายลงบนพื้นกลับเกิดการซวนเซเล็กน้อย เขาก้มมองเท้าสองข้างที่ยังขยับพลางขบคิด โชคดีที่ขาไม่หัก... หลังใช้เวลาในการตั้งหลักให้มั่นคงอยู่สักครู่ ร่างสะโหลสะเหลก็เดินกะเผลกไปทางประตู แกร็ก- "...!" เมื่อเปิดบานประตูออกเจ้าตัวก็ต้องชะงักไปวูบหนึ่ง ร่างกายเกร็งขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ แววตาไม่อาจปกปิดความเคลือบแคลงภายใน สาวรับใช้เฝ้ารออยู่หน้าห้องตามคำสั่งของไป๋ลู่เสียนทำทีเป็นไม่เห็นท่าทางระแวงแคลงใจ ทั้งยังกล่าวทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มขณะโค้งให้อย่างนอบน้อม จนจางหยุนกลายเป็นฝ่ายทำตัวไม่ถูกขึ้นมาแทน "นายท่านไปทำธุระ เชิญคุณชายลงไปรับประทานอาหารด้านล่างได้เลยค่ะ" คุณชาย... คำนั้นออกจะน่าขันไปสักหน่อยสำหรับคนที่มีสถานะไม่ต่างไปจากเชลยไร้ค่าอย่างเขา จางหยุนลอบคิดขณะพยายามสงบใจ สาวรับใช้ที่สังเกตเห็นอาการบาดเจ็บก็ชะลอฝีเท้าลงเป็นเพื่อนเขา หลังจากลงบันไดมาได้อย่างติดขัด ด้วยความช่วยเหลือจากหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มด้านข้าง มองดูแล้วน่าจะอายุน้อยกว่าตัวเขาไม่เท่าไหร่ ไม่นานร่างของจางหยุนมาหยุดอยู่ที่โต๊ะทานอาหาร เสียงทุกทายที่ไม่คาดคิดกลับดังขึ้น "รุณหวัด-" ใบหน้าที่จะเรียกว่าคุ้นตาก็ว่าได้ เพราะเป็นคนเดียวกันกับที่เขาเคยเข้าใจว่าเป็นบอสใหญ่ ...จนกระทั้งได้เจอกับบอสใหญ่ตัวจริง อีกฝ่ายคือลุงนักเลงที่มาทำใจดีกับเขาก่อนหน้านี้เอง หลังจากเงยหน้าขึ้นทักทายคนเสร็จ ชายวัยกลางคนก็ก้มลงพุ้ยข้าวเข้าปากคำโต พลางพูดประโยคที่ฟังดูให้ความรู้สึกเหมือนถูกประชดประชันในความคิดของจางหยุน ทั้งที่ยังเคี้ยวข้าวอยู่เต็มปาก "หลับสบายไหม ...ได้ข่าวว่าหลับไปตั้งสองวัน ที่ตาไม่เจ็บแล้วใช่หรือเปล่า?" ชายวัยกลางคนว่าขณะเคาะ ๆ ลงบนบริเวณแถวหางตาซ้ายของตัวเองก่อนจะกินข้าวต่อ จางหยุนนิ่งงันไม่ตอบคำ เบื้องหน้าคือจานอาหารหอมกรุ่นที่ถูกตักเสริฟอย่างเรียบร้อย แม้จะได้รับแค่น้ำเกลือมาตลอดสองวัน แต่ตัวเขาก็ไม่มีความรู้สึกว่าจะอยากอาหารเลยสักนิด ในขณะที่ซงอี้เฉิงพยายามชวนคุย อีกฝ่ายกลับดูเหมือนสติจะไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไหร่นัก หลังกลืนข้าวคำท้ายสุดลงคอ มองดูเด็กหนุ่มอายุน้อยที่ยังไม่มีท่าทีว่าจะแตะต้องอาหาร ก็อดที่จะรู้สึกว่าต้องเข้าไปยุ่งย่ามอย่างเสียไม่ได้ "นี่... คนเราต้องกินสิถึงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ อุตส่าห์รอดมาถึงขนาดนี้ได้ก็ควรจะต้องพยายามดิ้นรนต่อไปสิ" คำพูดซ่งอี้เฉิงจะอย่างไรก็เหมือนส่งไปไม่ถึง ร่างบอบช้ำตรงหน้ายังคงเงียบ เห็นแบบนั้นเจ้าตัวก็ไม่อยากฝืนบังคับใจใคร เตรียมลุกจะออกไปทำงานทำการ ตอนเดินผ่านก็กะว่าจะตบบ่าให้กำลังใจอยู่หรอก อายุยังน้อยแต่สิ่งที่เจอก็นับว่าหนักหน่วงเอาเรื่อง ตัวเขาที่เป็นหนึ่งในคนร้ายก็คงจะพูดอะไรมากไม่ได้ด้วย ทว่า... ทันทีที่นิ้วมือสัมผัสบ่า ร่างที่นั่งอยู่กลับมีอาการผวาเฮือก !! ไม่ใช่แค่จางหยุนที่ตกใจ แต่แม้แต่คนทำเองก็คาดไม่ถึง ร่างที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผลสั่นน้อย ๆ คู้ตัวลงราวกับไม่อยากให้ใครมาแตะต้อง เล่นเอาคนแก่กว่าชะงักค้างในท่ากำลังยื่นมือออกไป ความรู้สึกผิดเล็ก ๆ พลังพุ่งขึ้นมาในจิตใจ เขาเอ่ยขอโทษพร้อมยกมือเกาหัวแกรก ๆ อ่า... ซ่งอี้เฉิงไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรในสถานการณ์นี้จริง ๆ จึงเดินห่างเด็กหนุ่มออกมาสักก้าวสองก้าว ใบหน้าดุดันกลับมีสีหน้าปั้นยาก "อย่างน้อยก็กินอะไรสักหน่อยเถอะ จะได้มีเรี่ยวแรงเวลาไปเจอหน้าครอบครัวของแกไง" คำพูดนั้นทำเอาคนฟังหูผึ่ง ดีดกายขึ้นราวกับติดสปริง จ้องมองตรงมาทางซ่งอี้เฉิงด้วยดวงตาเบิกกว้างเต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง "เจอพวกเขาแล้วเหรอ!!" ปฏิกิริยานั้นทำเอาคนแก่กว่าเป็นฝ่ายอึ้ง เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนเค้นเสียง เหอะ ในลำคอ "ไม่เห็นแม้แต่เงา" แม้ไม่ได้อยากทำร้ายจิตใจใครแต่ความจริงก็คือความจริง หลังจากนั้นเด็กหนุ่มถูกทิ้งไว้เบื้องหลังในห้องรับประทานอาหาร เขาพยายามฝืนกินไปได้ไม่กี่คำ ภายใต้สายตาของคนรับใช้คนอื่น ๆ ก่อนตัดสินใจกลับขึ้นห้องมา แม้ว่าห้องนี้จะเต็มไปด้วยความทรงจำที่ไม่อยากนึกถึง แต่ก็เป็นที่เดียวที่เขาจะได้อยู่ลำพัง สักพักสาวรับใช้คนเดิมยกน้ำและยาหลังอาหารเข้ามาให้ จางหยุนรับมันไว้ด้วยใจที่รู้สึกกระวนกระวาย ยิ่งได้อยู่คนเดียวสมองที่คิดว่าน่าจะได้พักกลับยิ่งฟุ้งซ่าน ทั้งเรื่องมหาวิทยาลัยทั้งเรื่องครอบครัว ใจหนึ่งก็รู้สึกโล่งอกแต่ความจริงที่หลบซ่อนอยู่อีกหนึ่งคือความว่างเปล่า อารมณ์เคว้งคว้างไร้หลักยึดเซาะกร่อนจิตใจจนรู้สึกไม่เป็นสุข เฮ้อ... เขาถอนหายใจออกยาวขณะนั่งขดตัวอย่างเหม่อลอยบนเตียงกว้าง แหมะ... น่าสมเพชชะมัด จางหยุนหลุบตาลง พยายามเช็ดคราบน้ำส่วนเกินบนใบหน้าออกไป ไม่อยากจะยอมรับว่าตัวเองกำลังร้องไห้… ร้องแล้วได้อะไร น้ำตามันไม่เคยช่วยให้อะไรดีขึ้นสักอย่าง มีแต่ตัวเขาเองที่กำลังจมลง.... ไม่นานนักด้วยความอ่อนล้า ร่างบอบช้ำทั้งกายและจิตใจก็ค่อย ๆ ผล็อตหลับไปในที่สุด จวบจนพลบค่ำ... เมื่อเจ้าของห้องตัวจริงกลับมา… เสียงเปิดประตูดังขึ้นอย่างแผ่วเบา ร่างสูงเพรียวก้าวเข้าประตูมา ในไม่ช้าก็เห็นร่างหนึ่งขดตัวอยู่บนเตียงกำลังหลับใหล... "..." ร่างนั้นเดินเข้ามาใกล้ด้วยฝีเท้าที่เงียบเชียบ นิ้วมือขาวเนียนราวกับหยกชั้นดียกขึ้นแตะแก้ม... พลั่ก- "แหม ยังแรงดีไม่มีตกเลย..." TBC.วันเวลาผ่านไป จางหยุนฝื้นตัวจากอาการบาดเจ็บทั้งหมดอย่างรวดเร็วจนเกือบหายดี ระหว่านี้ทั้งพ่อแม่และน้องสาวก็ค่อย ๆ เคยชินกับสภาพความเป็นอยู่ภายใต้เงื้อมมือของมาเฟียอย่างไป๋ลู่เสียนทีละนิดและถึงแม้จะไม่มีใครพูดอะไร ผู้ใหญ่ทั้งสองก็พอจะคาดเดาสถานการณ์ของลูกชายบุญธรรมได้แบบลาง ๆ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นพวกเขาก็ยังคงตกใจจนวิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่าง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่าจางหยุนของบ้านเขาเป็นคนรักของผู้ชายคนนั้นอยู่ดีในวันที่ลูกชายพาอีกฝ่ายมาสารภาพ สองสามีภรรยาช็อคจะแทบหมดสติ ซ้ำยังคิดอย่างแง่ลบว่าอาจกำลังโดนอีกฝ่ายบังคับขู่เข็ญ เพราะด้วยสถานภาพของลูกชายที่ตกเป็นรองในทุก ๆ ด้าน จึงไม่น่าเกิดความรู้สึกดี ๆ ด้วยได้เลยขณะที่คุณและคุณนายจางกำลังอึ้ง ต้นเหตุของความไม่สบายใจอย่างไป๋ลู่เสียนกลับยืนข้างกายจางหยุนโดยไร้ปากเสียง ปล่อยหน้าที่อธิบายความต่าง ๆ ให้เป็นของคนข้างกาย ก็ในเมื่อเจ้าตัวเป็นคนเดินมาบอกกับเขาว่าจะจัดการเอง แม้ในตอนแรกไป๋ลู่เสียนจะไม่เห็นความจำเป็นของการเปิดตัว แต่จะมีใครทนความหนักแน่นยืนหยัดเพื่อคนรักของชายคนรักได้กันล่ะ?เพราะอย่างนั้น วันนี้ไป๋ลู่เสียนจึงได้ทำตัวสงบ
อ่ะ... ฮ้าา อึก...เสียงครางอืออาตอบรับกับฝ่ามือที่ลากไล้ทั่วแผ่นอก เส้นขนปุยนุ่มละเอียดของผ้าขนหนูปัด ปายผ่านยอดนูนเต่งจนมันแข็งเป็นไตจางหยุนค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจขณะหอบสั่น ยามปลายนิ้วเกลี้ยงเกลาราวกับหยกมันแพะคีบเอายอดถันขึ้นมาบีบขยี้ฮิ๊ก...ร่างของเขาบิดเร้าด้วยอารามเสียดเสียว มือขวากำจิกลงบนผืนผ้าปูหวังระบายความอึดอัด ก่อนจะได้คนเหนือกายลูบไหล่ปลอบร่างเกือบเปลือยค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ใบหน้างามล้ำอยู่ห่างเพียงแค่คืบ ปลายจมูกของทั้งสองเคลื่อนเข้าหากัน สัมผัสเปียกชื้นทาบทับลงมาบนอวัยวะเดียวกัน เรียวลิ้นร้อนกวาดต้อนไปทั่วทั้งโพรงปาก เป็นจูบที่ลุกล้ำเรียกร้องอย่างเอาแต่ใจจนช่วงล่างเปียกแฉะเรียวขาของจางหยุนอ้ากว้าง มีไป๋ลู่เสียนแทรกกลางอยู่ระหว่างนั้น ท่อนลำแข็งขึงพองขยายและเหยียดออก ดุนดันช่วงท้องใกล้กับบริเวณที่มีผ้าก๊อซปิดแผลไว้ หยาดเมือกสีใสไหลหยดลงบนแอ่งสะดืออ่าา...ไป๋ลู่เสียนยืดตัวขึ้นผิดกับบั้นเอวที่ยังคงขยับเสียดสี ใบหน้าสะสวยปรากฏริ้วสีแดงพาดผ่าน นัยน์ตาสีน้ำหมึกคู่งามพลันมืดครึ้ม ทอดมองภาพร่างตรงหน้าที่เต็มไปด้วยแรงอารมณ์ในสภาวะก้ำกึ่งระหว่างอยากทำตัวมีจิตสำนึกกับช่างแม่ง- กายแ
แพขนตายาวหนาขยับไหว มันหรี่ลงอย่างช้า ๆ ขณะมอง เขารอจนอีกคนทานเสร็จแล้วจึงยื่นยาให้ จิตสำนึกอันน้อยนิดค่อย ๆ ดึงไป๋ลู่เสียนให้กลับมานั่งหลังตรง"เธอควรนอนพักสักอีกหน่อย"จางหยุนเอนหลังในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนมองไป๋ลู่เสียนคอยจัดการทุกอย่างให้ คงเพราะนอนมานานเกินไป บวกกับเพิ่งรู้สึกตัวจากฝันร้ายเขาจึงส่ายหัว "ยังไม่ง่วง"เล่นเอาภายในใจของไป๋ลู่เสียนร่ำ ๆ จะรังแกคนป่วยขึ้นมาให้ได้ แต่ไม่ทันคิดไปไกลคนบนเตียงก็พูดต่อ "แล้วนาย เอ่อ... ไม่ไปหาอะไรทานบ้างเหรอ"คนฟังแย้มยิ้มมุมปาก คำว่าไม่หิวติดค้างอยู่บนริมฝีปากที่เปิดออก ก่อนจะหุบลงเมื่อมองหน้าของจางหยุนแล้ว…ไปก็ได้...ชายหนุ่มออกจากห้องอย่างอิดออด ไม่นานทีมพยาบาลก็มาจัดการถอดสายต่าง ๆ บนร่างกายออกให้ ทำเอาจางหยุนรู้สึกไม่สบายตัวเล็กน้อย คล้อยหลังเสียงปิดประตู บานประตูก็เปิดขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว เป็นคุณและคุณนายจางที่เข้ามาจางหยุนทั้งแปลกใจทั้งดีใจ ไม่คิดว่าจะได้เจอกับอีกฝ่ายเร็วขนาดนี้ ทั้งสองมาถึงก็ก้มหัวขอโทษ บอกเล่าถึงความรู้สึกผิดต่าง ๆ นานา ทำเอารอยยิ้มบนใบหน้าของเขาจางลงเล็กน้อยคนบนเตียงทำเพียงรับฟังอย่างสงบตั้งแต่ตอนจนจบ ไม่ได้มีปฏิก
ผ่านไป 2 วันเต็ม จางหยุนฟื้นอีกทีก็ช่วงเที่ยงของวันมะรืน แม้จะลืมตาขึ้นมาแล้วแต่สติกลับยังตามมาไม่ครบถ้วนดี ทำได้คือปรือตามองเพดานอยู่เป็นพักกว่าจะรู้สึกว่าช่างคุ้นเคย เวลาผ่านก็รู้สึกว่าปวดกระบอกตามาก จนต้องยกมือขึ้นคลึงเบา ๆ รอบเปลือกตาตาฉันคงบวมเป็นปลาทองแล้วมั้ง?แม้จะไม่รู้สึกถึงคราบน้ำตาแต่จางหยุนที่พอจะจดจำความฝันได้ก็ถอนหายใจออกโดยปกติแล้วเขามักจะรักษาเนื้อรักษาตัวให้ตนนั้นแข็งแรงอยู่เสมอ เพราะไม่อยากประสบกับฝันแบบนั้นเวลาป่วยไข้ ไม่ว่าโลกแห่งความจริงเขาจะเป็นชายหนุ่มที่เข้มแข็งเพียงใด แต่ในโลกแห่งความฝันเขากลับเป็นได้แค่เด็กหนุ่มที่อ่อนแอคนเดิม เป็นแค่เมฆในวัย 16 ปีที่ถูกทิ้งให้เคว้งคว้าง โดดเดี่ยว และไร้กำลังจะหยัดยืน...ทั้งที่ฉันจำหน้าพวกคนที่ขายฉันไม่ได้ด้วยซ้ำในขณะที่เพิ่งจะเค้นหัวเราะภายในใจ ดวงตาคมเฉี่ยวพลันลืมขึ้น เพราะรู้สึกได้ถึงสัมผัสแปลก ๆ บนหลังมือขวา เขาพลิกมันเพื่อมองดู เห็นเป็นเข็มสายน้ำเกลือที่แปะไว้ในหัวถึงเพิ่งระลึกได้อ่า... ใช่ ฉันถูกเล่นงานนี่นาพอนึกได้ดังนั้นก็เริ่มตามหาเส้นประสาทของมือซ้าย ปรากฏว่ายังรู้สึกอยู่ เพียงแต่ข้อมือมันปวดจนล้มเลิกความคิดท
ก่อนหน้านั้นเล็กน้อย จางหยุนพาน้องสาวลัดเลาะมาเรื่อย ๆ จนมาเจอกับห้อง ๆ หนึ่ง ที่ด้านหลังประตูบานนั้นมีเสียงดังโครมคราม ทำเอาผู้เป็นพี่ชายหยุดฝีเท้าไม่กล้าไปต่อ แต่เบื้องหน้านั้นเป็นตันอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่กำลังลังเลแว่วเสียงคุ้นเคยพลันลอดออกมาให้ยินหู ทำเอาเจ้าตัวยืนตัวแข็งทื่อดวงตาเบิกกว้างไม่กล้าเชื่อใจหูของตัวเอง "พี่ชาย...?" จางหยุนกระพริบดวงตาเพื่อเรียกสติ ขณะก้มลงมองน้องสาว เขาปล่อยมือพลางย่อตัวลงเพื่อให้ใบหน้าของตนอยู่ในระดับเดียวกัน "รอพี่แป๊บนึงนะ" หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความประหม่า แต่เพื่อเป็นการยืนยันข้อสันนิษฐานของตัวเอง ห้องนี้เป็นทางเชื่อมไม่ผิดแน่ อย่างไรเสียก็ต้องผ่านทางนี้อยู่แล้ว ตลอดทางที่มาก็ปลอดคน หากจะมีใครโผล่มาด้านหลังได้ ก็มีแต่ต้องปีนหน้าต่างเข้ามาเท่านั้น เขาจึงวางใจที่จะปล่อยน้องสาวให้อยู่คนเดียวเป็นการชั่วคราว มือขวาที่เต็มไปด้วยคราบเลือดแห้งเกรอะกรัง ค่อย ๆ ผลักประดูเปิดเข้าไปด้วยความระมัดระวัง เห็นกลุ่มคนที่กำลังปะทะกัน และเหนือสิ่งอื่นใดเมื่อมองไปยังใจกลางห้อง ภาพตรงหน้าทำเอาจางหยุนแทบจะไม่เชื่อสายตา !? บานประตูถูกผลักเปิดอ้า เขาเผลอก้าวเท้
"พี่ชาย!"ร่างเล็กผลุนผลันเข้าหาอ้อมอกของคนพี่ ชายหนุ่มจึงย่อตัวลงให้เธอกอดได้ถนัดถนี่ ส่วนตัวเองเพียงนำมือข้างที่ยังพอเหลือแรงโอบประคองหัวทุยน้อย ๆ ไว้อย่างทะนุถนอม แนบเรียวปากจูบประโลมขวัญผมคนตัวเล็ก เป็นการปลอบที่ได้ผลทั้งตัวเองและคนตรงหน้าเมื่อสำรวจแบบคร่าว ๆ แล้วว่าน้องสาวของตนไม่เป็นอะไร น้ำหนักที่ถ่วงเอาไว้ภายในอกถึงค่อยเบาบางลง"ซินเอ๋อร์ของพี่ไม่เป็นไรแล้วนะ... พี่ชายมาช่วยเธอแล้ว... เห็นไหม?"จางหยุนพูดช้า ๆ ในขณะเดียวกันก็ฝืนกลืนก้อนบางอย่างที่ถูกดันมาจุกอยู่บริเวณลำคอ ความรู้สึกของกระบอกตาที่ค่อย ๆ ร้อนผ่าว ทำให้เขาต้องหยุดแล้วสูดลมหายใจ กระพริบตาถี่ ๆ ไล่อารมณ์อ่อนไหว พลางเม้มปากแน่นเพราะหากหลุดแสดงความอ่อนไหวออกมาตอนนี้ ที่ปลอบเหยาซินไปจะไม่มีความหมาย หลังจากย้ำกับตัวเองเสร็จแล้วจึงผละออก สองพี่น้องที่ไม่ได้ความเกี่ยวข้องทางสายเลือดมองหน้ากันตาแดงก่ำ!!จางเหยาซินมองเห็นสภาพอาภัพของพี่ชายเธอแล้วก็เม้มปากแน่น อยากร้องไห้ออกมาดัง ๆ แต่เพราะกลัวว่าพี่จะเหนื่อยต้องค่อยปลอยเธออีก เลยพยายามกลั้นไว้สุดฤทธิ์จนหน้าแดง เค้นเสียงพูดได้ไม่กี่คำก็ต้องแบะปาก ก่อนจะฮึบ ๆ ไว้"หยุนหยุ







