LOGIN'จางหยุน' ลูกชายบุญธรรมของบ้านสกุลจางถูกมาเฟียจีนที่บ้านเขาติดหนี้จับไปขัดดอก แม้จะเคยคิดอยากหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ดั่งละครน้ำเน่าที่อาจเกิดขึ้นกับน้องสาว แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะอยากรับไว้เองสักหน่อย!
View MoreExplicit scenes (เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม) , Rape (มีฉากการบรรยายถึงการข่มขืนแบบผิวเผิน) , Non-con (การร่วมเพศในลักษณะที่ไม่ยินยอม) , Attempted Rape (การพยายามข่มขืน) , Sexual harassment (การคุกคามทางเพศ) , Sexual assault (การล่วงละเมิดทางเพศ) , Power dynamics/Power imbalance (ความไม่เท่าเทียมกันของอำนาจความสัมพันธ์)
***โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน*** ________ หลังจากต่อสู้กับโชคชะตาที่มักจะไม่เข้าข้างมาจนถึงอายุ 23 ปี จางหยุนก็ถูกจับมาคุกเข่าต่อหน้าคนที่อาจจะเป็นบอสใหญ่แห่งโลกมืดเสียได้ หากถามว่าทำไมหนุ่มไทยแท้ ๆ อย่างเขาถึงได้มารองรับตีนมาเฟียจีนแบบนี้ ก็ต้องขอเล่าย้อนไปสักไกลหน่อย... สัก 7 ปีก่อนหน้าเห็นจะได้ ตอนนั้นเขายังอยู่ที่ไทย ยังไม่ได้แซ่จางกับชื่อหยุนมาประดับบ่า เป็นแค่เด็กธรรมดาที่เกิดมาในครอบครัวที่ขาด ๆ แคลน ๆ ไร้ความพร้อมจะมีลูกทั้งวุฒิภาวะและการศึกษา ทั้งสองผัวเมียต่างก็เป็นพ่อแม่ที่ไม่ได้เรื่องและมีลูกชายอยู่หนึ่งคนชื่อว่า เมฆ ซึ่งนั่นก็คือตัวเขาเอง แต่ต่อให้จะใช้แรงงานลูกช่วยหากินแต่เด็กแค่ไหน ตัวเขาในตอนนั้นก็ไม่มีทางคิดไปถึงขั้นว่าจะถูกขาย เด็กชาย... ไม่สิ นายเมฆในวัย 16 ปี กลับมาจากการทำงานพาร์ทไทม์หลังเลิกเรียนในช่วงค่ำตามปกติ ทั้งที่เหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่กลับต้องมานั่งรับฟังข่าวร้ายที่ว่าตัวเองกำลังจะถูกรับซื้อ โดยครอบครัวคนจีนที่ต้องการลูกชายไปเสียแล้ว ในตอนนั้นสมองของเมฆมีแต่ความว่างเปล่า เสมือนโลกทั้งใบพังทลายลงตรงหน้า กระทั่งตัวเองถูกพาขึ้นเครื่องบินมา ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเหยียบยังแดนมังกร ในตอนที่เขารู้สึกตัวอีกที รอบกายก็เต็มไปด้วยผู้คนที่พูดคนละภาษาไปเสียแล้ว... และนั่นก็เป็นวันแรกที่เมฆได้ใช้ชีวิตในฐานะ 'จางหยุน' ลูกชายคนโตของบ้านสกุลจาง ตอนนั้นเขาทั้งเสียใจและสับสนตีรวนเต็มอกไปหมด แต่นอกเหนือจากนั้นคือความโล่งใจ อย่างน้อยก็ได้ออกมาจากครอบครัวที่คิดขายเขาและมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวที่ต้องการเขาแทน ทำให้ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขมาตลอด 7 ปีเต็ม แต่โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน เมื่อวันหนึ่ง... จางหยุนได้รับทราบความจริงบางอย่างจากปากของพ่อแม่บุญธรรม ทั้งสองสารภาพออกมาด้วยท่าทีที่น่าอนาถจนแทบทนมองดูไม่ได้ ว่าเรากำลังติดหนี้ และเจ้าหนี้ที่ว่าก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นมาเฟียใหญ่ที่มีอิทธิพลในแถบนี้เสียน่าดู ความจริงข้อนั้นทำจางหยุนแทบล้มทั้งยืน กระทั่งพ่อแม่บุญธรรมทรุดลงคุกเข่ากอดขาเอาไว้ เมื่อนั้นถึงได้เริ่มรู้สึกตัว... ต่อให้ไร้หัวคิดแค่ไหนแต่เด็ก 12 ยังคิดได้เลยว่าไม่ควรติดหนี้พวกมาเฟีย แล้วนี่อะไร... มาเฟียที่ติดหนี้ยังมีข่าวลือว่าเป็นพวกตัณหากลับอีกด้วย! เมื่อมองใบหน้าที่เล็กเท่าฝ่ามือของน้องสาว ความคิดแง่ลบต่าง ๆ ก็แล่นเข้ามาในหัวราวกับม้วนวีดีโอที่ถูกเปิดทิ้งไว้ จะปล่อยให้เกิดเรื่องที่เหมือนกับละครน้ำเน่าพรรค์นั้นไม่ได้เด็ดขาด! อีกทั้งน้องสาวของเขาก็ไม่ใช่นางเอก แถมเพิ่งจะอายุเพียง 16 เอง ยังไม่ทันบรรลุนิติภาวะด้วยซ้ำ ชีวิตจริงไม่ใช่ละครหรือนิยาย ขืนถูกพวกนั้นจับไปขัดดอกจริงคงมีวันคืนที่มีชีวิตอยู่ไม่สู้ตาย และเมื่อตระหนักได้ดังนั้น จางหยุนจึงตัดสินใจที่จะหาทางช่วย อย่างไรเสียก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว แม้ว่าตอนก่อหนี้จะไม่ได้ร่วมกันสร้าง แต่ในเมื่อถือได้ว่าลงเรือลำเดียวกันก็ควรจะร่วมมือกันแก้ไขมันจริงไหม? ใครจะไปคิดว่าอีกฝ่ายอาจจะไม่ได้กำลังคิดแบบเดียวกัน... เพราะถัดจากวันนั้นไปอีกหนึ่งวัน จางหยุนกับบ้านว่าเปล่า ซึ่งสมองของเขาส่งเสียงระฆังเตือนภัยดังลั่น ไม่ทันได้ตั้งตัวก็ถูกลุ่มคนท่าทางเหมือนนักเลงบุกเข้ามา จับเขาอัดเละ ก่อนถูกพาตัวมาเค้นที่อยู่ของพวกพ่อแม่กับน้องสาว จนกลายมาเป็นสภาพน่าอเนจอนาถไม่ต่างไปจากผ้าขี้ริ้วขาด ๆ ผืนหนึ่ง จนกระทั่งเวลาผ่านไปอย่างไม่อาจรู้วันคืน ในตอนท้ายก็ได้เฉลยว่าใครคือบอสใหญ่ตัวจริง ใครจะคาดคิดว่าเจ้าของชื่อเสียเรียงนามฉาวโฉ่ที่ว่าจะเป็นถึงโฉมงามล่มเมือง ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่มีอะไรที่สำคัญสำหรับคนที่เหนื่อยล้ากับการประคองสติอันเลือนรางอีกแล้ว... หากว่าทุกอย่างจบลงแต่เพียงเท่านี้ เจ้าตัวก็เคยคิดอยู่หลายครั้งว่ามันอาจจะดีกว่ารึเปล่า ทว่าเรื่องราวทั้งหมดกลับไม่ได้เป็นไปอย่างนั้น เมื่อบอสใหญ่ตัวจริงดันเกิดถูกใจเขา วันคืนห่าเหวที่ต้องถูกเคี่ยวกรำในหลาย ๆ ความหมายจึงเริ่มต้นขึ้น TBC.วันเวลาผ่านไป จางหยุนฝื้นตัวจากอาการบาดเจ็บทั้งหมดอย่างรวดเร็วจนเกือบหายดี ระหว่านี้ทั้งพ่อแม่และน้องสาวก็ค่อย ๆ เคยชินกับสภาพความเป็นอยู่ภายใต้เงื้อมมือของมาเฟียอย่างไป๋ลู่เสียนทีละนิดและถึงแม้จะไม่มีใครพูดอะไร ผู้ใหญ่ทั้งสองก็พอจะคาดเดาสถานการณ์ของลูกชายบุญธรรมได้แบบลาง ๆ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นพวกเขาก็ยังคงตกใจจนวิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่าง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่าจางหยุนของบ้านเขาเป็นคนรักของผู้ชายคนนั้นอยู่ดีในวันที่ลูกชายพาอีกฝ่ายมาสารภาพ สองสามีภรรยาช็อคจะแทบหมดสติ ซ้ำยังคิดอย่างแง่ลบว่าอาจกำลังโดนอีกฝ่ายบังคับขู่เข็ญ เพราะด้วยสถานภาพของลูกชายที่ตกเป็นรองในทุก ๆ ด้าน จึงไม่น่าเกิดความรู้สึกดี ๆ ด้วยได้เลยขณะที่คุณและคุณนายจางกำลังอึ้ง ต้นเหตุของความไม่สบายใจอย่างไป๋ลู่เสียนกลับยืนข้างกายจางหยุนโดยไร้ปากเสียง ปล่อยหน้าที่อธิบายความต่าง ๆ ให้เป็นของคนข้างกาย ก็ในเมื่อเจ้าตัวเป็นคนเดินมาบอกกับเขาว่าจะจัดการเอง แม้ในตอนแรกไป๋ลู่เสียนจะไม่เห็นความจำเป็นของการเปิดตัว แต่จะมีใครทนความหนักแน่นยืนหยัดเพื่อคนรักของชายคนรักได้กันล่ะ?เพราะอย่างนั้น วันนี้ไป๋ลู่เสียนจึงได้ทำตัวสงบ
อ่ะ... ฮ้าา อึก...เสียงครางอืออาตอบรับกับฝ่ามือที่ลากไล้ทั่วแผ่นอก เส้นขนปุยนุ่มละเอียดของผ้าขนหนูปัด ปายผ่านยอดนูนเต่งจนมันแข็งเป็นไตจางหยุนค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจขณะหอบสั่น ยามปลายนิ้วเกลี้ยงเกลาราวกับหยกมันแพะคีบเอายอดถันขึ้นมาบีบขยี้ฮิ๊ก...ร่างของเขาบิดเร้าด้วยอารามเสียดเสียว มือขวากำจิกลงบนผืนผ้าปูหวังระบายความอึดอัด ก่อนจะได้คนเหนือกายลูบไหล่ปลอบร่างเกือบเปลือยค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ใบหน้างามล้ำอยู่ห่างเพียงแค่คืบ ปลายจมูกของทั้งสองเคลื่อนเข้าหากัน สัมผัสเปียกชื้นทาบทับลงมาบนอวัยวะเดียวกัน เรียวลิ้นร้อนกวาดต้อนไปทั่วทั้งโพรงปาก เป็นจูบที่ลุกล้ำเรียกร้องอย่างเอาแต่ใจจนช่วงล่างเปียกแฉะเรียวขาของจางหยุนอ้ากว้าง มีไป๋ลู่เสียนแทรกกลางอยู่ระหว่างนั้น ท่อนลำแข็งขึงพองขยายและเหยียดออก ดุนดันช่วงท้องใกล้กับบริเวณที่มีผ้าก๊อซปิดแผลไว้ หยาดเมือกสีใสไหลหยดลงบนแอ่งสะดืออ่าา...ไป๋ลู่เสียนยืดตัวขึ้นผิดกับบั้นเอวที่ยังคงขยับเสียดสี ใบหน้าสะสวยปรากฏริ้วสีแดงพาดผ่าน นัยน์ตาสีน้ำหมึกคู่งามพลันมืดครึ้ม ทอดมองภาพร่างตรงหน้าที่เต็มไปด้วยแรงอารมณ์ในสภาวะก้ำกึ่งระหว่างอยากทำตัวมีจิตสำนึกกับช่างแม่ง- กายแ
แพขนตายาวหนาขยับไหว มันหรี่ลงอย่างช้า ๆ ขณะมอง เขารอจนอีกคนทานเสร็จแล้วจึงยื่นยาให้ จิตสำนึกอันน้อยนิดค่อย ๆ ดึงไป๋ลู่เสียนให้กลับมานั่งหลังตรง"เธอควรนอนพักสักอีกหน่อย"จางหยุนเอนหลังในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนมองไป๋ลู่เสียนคอยจัดการทุกอย่างให้ คงเพราะนอนมานานเกินไป บวกกับเพิ่งรู้สึกตัวจากฝันร้ายเขาจึงส่ายหัว "ยังไม่ง่วง"เล่นเอาภายในใจของไป๋ลู่เสียนร่ำ ๆ จะรังแกคนป่วยขึ้นมาให้ได้ แต่ไม่ทันคิดไปไกลคนบนเตียงก็พูดต่อ "แล้วนาย เอ่อ... ไม่ไปหาอะไรทานบ้างเหรอ"คนฟังแย้มยิ้มมุมปาก คำว่าไม่หิวติดค้างอยู่บนริมฝีปากที่เปิดออก ก่อนจะหุบลงเมื่อมองหน้าของจางหยุนแล้ว…ไปก็ได้...ชายหนุ่มออกจากห้องอย่างอิดออด ไม่นานทีมพยาบาลก็มาจัดการถอดสายต่าง ๆ บนร่างกายออกให้ ทำเอาจางหยุนรู้สึกไม่สบายตัวเล็กน้อย คล้อยหลังเสียงปิดประตู บานประตูก็เปิดขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว เป็นคุณและคุณนายจางที่เข้ามาจางหยุนทั้งแปลกใจทั้งดีใจ ไม่คิดว่าจะได้เจอกับอีกฝ่ายเร็วขนาดนี้ ทั้งสองมาถึงก็ก้มหัวขอโทษ บอกเล่าถึงความรู้สึกผิดต่าง ๆ นานา ทำเอารอยยิ้มบนใบหน้าของเขาจางลงเล็กน้อยคนบนเตียงทำเพียงรับฟังอย่างสงบตั้งแต่ตอนจนจบ ไม่ได้มีปฏิก
ผ่านไป 2 วันเต็ม จางหยุนฟื้นอีกทีก็ช่วงเที่ยงของวันมะรืน แม้จะลืมตาขึ้นมาแล้วแต่สติกลับยังตามมาไม่ครบถ้วนดี ทำได้คือปรือตามองเพดานอยู่เป็นพักกว่าจะรู้สึกว่าช่างคุ้นเคย เวลาผ่านก็รู้สึกว่าปวดกระบอกตามาก จนต้องยกมือขึ้นคลึงเบา ๆ รอบเปลือกตาตาฉันคงบวมเป็นปลาทองแล้วมั้ง?แม้จะไม่รู้สึกถึงคราบน้ำตาแต่จางหยุนที่พอจะจดจำความฝันได้ก็ถอนหายใจออกโดยปกติแล้วเขามักจะรักษาเนื้อรักษาตัวให้ตนนั้นแข็งแรงอยู่เสมอ เพราะไม่อยากประสบกับฝันแบบนั้นเวลาป่วยไข้ ไม่ว่าโลกแห่งความจริงเขาจะเป็นชายหนุ่มที่เข้มแข็งเพียงใด แต่ในโลกแห่งความฝันเขากลับเป็นได้แค่เด็กหนุ่มที่อ่อนแอคนเดิม เป็นแค่เมฆในวัย 16 ปีที่ถูกทิ้งให้เคว้งคว้าง โดดเดี่ยว และไร้กำลังจะหยัดยืน...ทั้งที่ฉันจำหน้าพวกคนที่ขายฉันไม่ได้ด้วยซ้ำในขณะที่เพิ่งจะเค้นหัวเราะภายในใจ ดวงตาคมเฉี่ยวพลันลืมขึ้น เพราะรู้สึกได้ถึงสัมผัสแปลก ๆ บนหลังมือขวา เขาพลิกมันเพื่อมองดู เห็นเป็นเข็มสายน้ำเกลือที่แปะไว้ในหัวถึงเพิ่งระลึกได้อ่า... ใช่ ฉันถูกเล่นงานนี่นาพอนึกได้ดังนั้นก็เริ่มตามหาเส้นประสาทของมือซ้าย ปรากฏว่ายังรู้สึกอยู่ เพียงแต่ข้อมือมันปวดจนล้มเลิกความคิดท