Masukล้อรถลีมูซีนบดเบียดไปบนพื้นถนนที่ปูด้วยหินแกรนิตสีเทาเข้ม เสียงยางรถยนต์บดกับพื้นหินดังแผ่วเบาแทรกผ่านความเงียบสงัดของค่ำคืน รถหรูเคลื่อนตัวผ่านประตูรั้วเหล็กดัดลวดลายวิจิตรบรรจงที่สูงตระหง่านราวกับกำแพงเมืองโบราณ เข้าสู่อาณาจักรส่วนตัวของฉลาม
เบื้องหน้าคือคฤหาสน์ทรงยุโรปหลังมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางสวนสวยที่ถูกจัดแต่งอย่างเป็นระเบียบ แสงไฟสีนวลตาจากโคมไฟสนามส่องกระทบตัวตึกสีขาวสะอาดตา ทำให้มันดูเหมือนวิมานของเทพเจ้าที่ลอยเด่นอยู่บนพื้นดิน ทว่าสำหรับอ้อนที่นั่งตัวสั่นงันงกอยู่ภายในรถ สถานที่แห่งนี้กลับดูเหมือนปากทางเข้าสู่ขุมนรกที่สวยหรูเสียมากกว่า
รถจอดสนิท ประตูรถถูกเปิดออกโดยชายชุดดำที่ยืนรออยู่อย่างนอบน้อม ฉลามก้าวลงจากรถด้วยท่วงท่าสง่าผ่าเผย เสื้อเชิ้ตสีดำที่ปลดกระดุมคอและพับแขนเสื้อขึ้นเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อที่สมบูรณ์แบบ เขายืนเต็มความสูง สูดอากาศยามค่ำคืนเข้าปอด ก่อนจะหันกลับมามองสินค้าที่ยังคงนั่งขดตัวอยู่มุมรถ
“ลงมา”
คำสั่งสั้นๆ แต่ทรงพลังทำให้อ้อนสะดุ้งสุดตัว เธอค่อยๆ พาขาสั่นเทาก้าวลงจากรถ พื้นหินอ่อนเย็นเฉียบสัมผัสกับฝ่าเท้าเปลือยเปล่า ความเย็นยะเยือกแล่นริ้วขึ้นมาตามไขสันหลัง บรรยากาศรอบตัวช่างเงียบเชียบและน่าเกรงขามจนเธอไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ฉลามไม่รอช้า เขาเดินนำโดยไม่หันมามอง ราวกับมั่นใจว่าสัตว์เลี้ยงตัวใหม่นี้ไม่มีทางหนีพ้น
อ้อนจำใจต้องก้าวเท้าตามแผ่นหลังกว้างนั้นไป ผ่านประตูบานใหญ่ที่ถูกเปิดออกโดยคนรับใช้
ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู อ้อนก็ต้องตื่นตะลึงกับความอลังการของห้องโถงกลาง พื้นหินอ่อนอิตาลีสีขาวลายเมฆขัดมันวาววับสะท้อนเงาของโคมไฟระย้าคริสตัลระย้าที่ห้อยระย้าลงมาจากเพดานสูงลิ่วราวกับน้ำตกเพชร ผนังประดับด้วยภาพวาดสีน้ำมันราคาแพงและประติมากรรมหินอ่อนเปลือยเปล่าที่ตั้งโชว์ไว้อย่างเปิดเผย
ทว่าสิ่งที่ทำให้เลือดในกายของอ้อนเย็นเฉียบยิ่งกว่าเดิม ไม่ใช่ความหรูหราของสถานที่ แต่คือสายตาของผู้คนที่รอคอยอยู่
ที่กลางห้องโถง มีโต๊ะตัวยาวตั้งตระหง่านอยู่ ด้านหลังโต๊ะมีชายวัยกลางคนสวมแว่นตากรอบทอง ท่าทางภูมิฐานเหมือนทนายความกำลังยืนสงบนิ่งพร้อมแฟ้มเอกสารในมือ และขนาบข้างซ้ายขวาของห้องโถง คือบอดี้การ์ดชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำสนิทจำนวนสี่คน ยืนเรียงแถวหน้ากระดาน มือประสานกันไว้ด้านหน้า ใบหน้าเรียบเฉยราวกับรูปปั้นหิน
ฉลามเดินไปนั่งบนโซฟาหนังตัวใหญ่ที่หัวโต๊ะ เขาทิ้งตัวพิงพนักอย่างเกียจคร้าน ยกขาขึ้นไขว่ห้าง แล้วผายมือเชิญให้อ้อนเดินเข้ามากลางวงล้อม
“มายืนตรงนี้” เขาชี้ไปที่จุดกึ่งกลางหน้าโต๊ะ พื้นที่ว่างเปล่าที่ถูกล้อมรอบด้วยสายตาของผู้ชายทั้งหกคนรวมฉลาม
อ้อนก้าวขาไม่ออก ขาของเธอหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว แต่สายตาคมกริบของฉลามที่จ้องเขม็งมาทำให้เธอต้องฝืนใจเดินเข้าไป ยิ่งเดินเข้าใกล้ สายตาของเหล่าบอดี้การ์ดและทนายความก็ยิ่งจับจ้องมาที่เธอ แม้พวกเขาจะพยายามรักษามารยาทด้วยการมองตรง แต่หางตาของทุกคนกลับไม่อาจละไปจากเรือนร่างเย้ายวนในชุดกระโปรงหลุดลุ่ยของเธอได้
“นี่คือคุณวิชัย ทนายความส่วนตัวของฉัน และนี่คือสัญญาว่าจ้าง หรือจะเรียกว่าสัญญาทาสก็คงไม่ผิดนัก” ฉลามแนะนำด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ทนายความขยับแว่นเล็กน้อย ก่อนจะเลื่อนซองเอกสารสีน้ำตาลและปากกาด้ามทองราคาแพงมาวางไว้ตรงหน้าอ้อน บนโต๊ะเตี้ยกระจกใส
“เชิญครับคุณอ้อน กรุณาอ่านรายละเอียดและลงนาม เพื่อชดใช้หนี้สินจำนวนสิบห้าล้านบาทของคุณพ่อคุณแม่ของคุณ รวมดอกเบี้ยและค่าตัวที่คุณฉลามไถ่ถอนมา” เสียงทนายความแหบพร่าเล็กน้อยเมื่อสายตาของเขาเผลอสำรวจเนินอกขาวผ่องที่โผล่พ้นเกาะอกหมิ่นเหม่
อ้อนก้มมองกระดาษสัญญาด้วยมือที่สั่นเทา ตัวหนังสือพร่ามัวเพราะม่านน้ำตา เธอจับใจความได้เพียงว่า เธอต้องทำงานชดใช้หนี้เป็นเวลา 4 ปี โดยไม่มีสิทธิ์เรียกร้องค่าตอบแทน และต้องปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้างทุกประการ หากฝ่าฝืนจะมีโทษปรับมหาศาล
“เซ็นสิ” ฉลามเร่งเร้า
อ้อนเอื้อมมือจะไปหยิบปากกา แต่เสียงทุ้มต่ำของฉลามก็ขัดจังหวะขึ้นมาก่อน
“เดี๋ยว”
อ้อนชะงักกึก มือค้างอยู่กลางอากาศ เงยหน้ามองเขาด้วยความหวาดหวั่น
ฉลามแสยะยิ้มมุมปาก นัยน์ตาสีดำสนิทลุกโชนไปด้วยประกายวิปริตบางอย่าง เขาเอนตัวมาข้างหน้า เท้าคางมองเธอด้วยสายตาที่เหมือนจะกลืนกินเข้าไปทั้งตัว
“ก่อนจะเซ็นสัญญาซื้อขายตามหลักธุรกิจแล้ว ผู้ซื้อและพยานต้องได้เห็นสินค้าอย่างละเอียดเสียก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าสินค้าไม่มีตำหนิซุกซ่อนอยู่”
หัวใจของอ้อนร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ลางสังหรณ์เลวร้ายกรีดร้องเตือนภัยในหัว
“หมายความว่ายังไงคะ” เธอถามเสียงแผ่ว
“ถอดชุดออก”
คำสั่งนั้นดังก้องกังวานไปทั่วห้องโถงที่เงียบสงัด ราวกับเสียงฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ
อ้อนเบิกตากว้าง หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ เธอมองไปรอบๆ ห้อง เห็นบอดี้การ์ดสี่คนและทนายความ แววตาของพวกเขาเริ่มเปลี่ยนไป มันมีความตื่นเต้น ความกระหายใคร่รู้ และความคาดหวังฉายชัดอยู่ในนั้น
“มะไม่นะคะคุณฉลาม หนูขอร้องอย่าให้หนูทำแบบนี้เลย มีคนอื่นอยู่ด้วย” อ้อนยกมือไหว้ ปากสั่นระริก
“แล้วยังไง? คนพวกนี้คือลูกน้องของฉัน ทนายก็คนของฉัน เธออายอะไร?” ฉลามเลิกคิ้วกวนประสาท
“ตะแต่มันน่าอาย หนูเป็นผู้หญิงนะคะ” น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม ความอับอายแล่นพล่านจนหน้าร้อนผ่าว
ฉลามลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินอ้อมโต๊ะมายืนซ้อนหลังเธอ ก้มลงกระซิบที่ข้างหูด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบที่ทำให้ขนลุกซู่
“เธอไม่มีสิทธิ์อายจำที่ฉันบอกในรถไม่ได้เหรอ เธอเป็นแค่เฟอร์นิเจอร์ เฟอร์นิเจอร์ที่ไหนรู้จักอายเวลาคนมอง ถอดออกซะเดี๋ยวนี้ หรือจะให้ฉันสั่งลูกน้องพวกนี้มารุมฉีกชุดเธอออก”
คำขู่ของเขาทำให้อ้อนตัวแข็งทื่อ ภาพของผู้ชายฉกรรจ์สี่คนรุมทึ้งเสื้อผ้าเธอน่ากลัวยิ่งกว่าการต้องถอดเองหลายเท่า เธอไม่มีทางเลือก ไม่มีเลยจริงๆ
อ้อนสะอื้น มือบางสั่นเทาค่อยๆ เอื้อมไปที่ไหล่ซ้าย ปลดสายเสื้อเดี่ยวเส้นเล็กให้ร่วงหล่นลงมา เผยให้เห็นไหล่เนียนขาวและเนินอกด้านซ้ายที่เกือบจะหลุดออกมาจากผ้า
เช้าวันจันทร์ที่สดใสควรจะเป็นจุดเริ่มต้นของสัปดาห์ใหม่ที่เต็มไปด้วยพลังและความหวัง สำหรับนักศึกษาทั่วไป มันคือวันแห่งการเรียนรู้และการพบปะเพื่อนฝูง แต่สำหรับอ้อน หญิงสาวผู้ตกอยู่ภายใต้พันธนาการของซาตานในคราบเทพบุตร เช้าวันนี้กลับเต็มไปด้วยความอึดอัดและลางสังหรณ์ประหลาดที่ไม่อาจอธิบายได้ภายในห้องแต่งตัวขนาดมหึมาที่อัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนมราคาแพงระยับ อ้อนยืนนิ่งเป็นตุ๊กตากระเบื้องเคลือบอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ ปล่อยให้ฉลาม สามีทางพฤตินัยของเธอเป็นผู้จัดการเรื่องเครื่องแต่งกายให้เหมือนเช่นทุกวันวันนี้ฉลามอยู่ในชุดสูทสีกรมท่าตัดเย็บเข้ารูปดูภูมิฐาน สมกับตำแหน่งประธานกรรมการบริหารเครืออสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายเรียบนิ่งแต่แฝงไปด้วยอำนาจ เขาบรรจงติดกระดุมเสื้อนักศึกษาให้อ้อนทีละเม็ดอย่างใจเย็น นิ้วเรียวยาวที่เคยสร้างความเจ็บปวดและสุขสมให้เธอเมื่อคืน กำลังทำหน้าที่ปรนนิบัติอย่างอ่อนโยนจนน่าขนลุก“วันนี้มีเรียนเช้าสินะ” ฉลามเอ่ยถามเรียบๆ ขณะไล่นิ้วขึ้นมาถึงกระดุมเม็ดบนสุด“ค่ะมีควิซตอนเก้าโมง” อ้อนตอบเสียงเบา พยายามไม่สบตาเขาผ่านกระจกเงาฉลามหยิบกระดุมเม็ดบนสุดออกมาจ
ค่ำคืนแห่งงานกาล่าดินเนอร์การกุศลประจำปีของสมาคมนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เวียนมาถึง งานนี้ถือเป็นงานช้างที่รวมเอาเหล่าเศรษฐีและผู้มีอิทธิพลระดับประเทศมารวมตัวกัน ณ ห้องบอลรูมสุดหรูของโรงแรมห้าดาวริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสงไฟระยิบระยับจากโคมไฟระย้าส่องประกายแข่งกับเพชรนิลจินดาบนเรือนกายของเหล่าคุณหญิงคุณนายที่ต่างจัดเต็มมาประชันโฉมทว่าดาวเด่นที่ดึงดูดสายตาของผู้คนในงาน กลับไม่ใช่ดาราชื่อดังหรือไฮโซสาวคนไหน แต่เป็นหญิงสาวร่างระหงที่เดินเคียงคู่มากับฉลาม มหาเศรษฐีหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลอ้อนปรากฏกายในรูปลักษณ์ที่แปลกตาและขัดแย้งกับกระแสแฟชั่นที่นิยมความวับๆ แวมๆ โดยสิ้นเชิง เธอสวมชุดราตรียาวกรุยกรายสีเขียวมรกตเข้ม ตัดเย็บจากผ้าเนื้อดีที่มีน้ำหนักทิ้งตัวสวยความแปลกประหลาดอยู่ที่ดีไซน์ของชุด มันเป็นชุดคอเต่าที่ปิดขึ้นมาจนถึงลูกกระเดือก แขนเสื้อยาวจรดข้อมือ กระโปรงยาวลากพื้นไม่เห็นแม้แต่ปลายรองเท้า ไม่มีส่วนไหนของผิวเนื้อที่โผล่พ้นออกมาให้เห็นเลยแม้แต่นิดเดียว ยกเว้นใบหน้าสวยหวานและมือเรียวบางทั้งสองข้างนี่คือคำสั่งประกาศิตของฉลามย้อนกลับไปเมื่อสองชั่วโมงก่อน ในห้องแต่งตัว“ปิดให้หมด ฉันไม่อยากให้
กลิ่นอายของตัณหาราคะยังคงลอยอวลอยู่รอบกายของหนุ่มสาวทั้งสอง แม้จะเพิ่งผ่านพ้นเหตุการณ์ระทึกขวัญที่สระว่ายน้ำมาหมาดๆ ทว่าไฟปรารถนาในกายของฉลามกลับไม่ได้มอดดับลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามภาพของอ้อนที่ยืนตัวสั่นระริก ปลดปล่อยน้ำพุแห่งความใคร่ออกมาต่อหน้าชายอื่น กลับยิ่งเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่โหมกระพือสัญชาตญาณสัตว์ป่าในตัวเขาให้ลุกโชนโชติช่วงฉลามอุ้มร่างบอบบางของอ้อนที่ห่อหุ้มด้วยผ้าขนหนูผืนใหญ่เดินเข้ามาภายในตัวคฤหาสน์ แอร์เย็นฉ่ำปะทะผิวกายที่ยังชื้นเหงื่อและน้ำ ทำให้อ้อนต้องซุกหน้าลงกับแผงอกเปลือยเปล่าของเขาเพื่อหาไออุ่น ร่างกายของเธอยังคงอ่อนระทวยและสั่นเทาจากจุดสุดยอดที่รุนแรงเกินรับไหวแทนที่เขาจะพาเธอขึ้นไปพักผ่อนบนห้องนอนชั้นสองตามที่ควรจะเป็น ฝีเท้าของฉลามกลับหยุดลงที่โถงบันไดวนขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางบ้านบันไดนี้เปรียบเสมือนหัวใจของคฤหาสน์ ปูด้วยหินอ่อนนำเข้าจากอิตาลีสีขาวลายเมฆ ราวบันไดทำจากเหล็กดัดลวดลายวิจิตรปิดทองคำเปลว ทอดยาวคดเคี้ยวขึ้นสู่ชั้นบนอย่างสง่างาม เหนือศีรษะขึ้นไปคือโคมไฟระย้าคริสตัลชานเดอเลียร์ขนาดใหญ่ที่ห้อยระย้าลงมา ส่องแสงระยิบระยับสะท้อนกับพื้นหินอ่อ
แสงแดดร้อนระอุยามบ่ายคล้อยของประเทศไทยสาดส่องลงมากระทบผิวน้ำสีฟ้าใสในสระว่ายน้ำส่วนตัวขนาดใหญ่ของคฤหาสน์หรู ประกายระยิบระยับของเกลียวคลื่นที่ไหวตัวตามแรงลมดูงดงามราวกับเพชรนับล้านเม็ดที่ถูกโปรยปรายลงมา ทว่าภายใต้ความเงียบสงบและงดงามนั้น กลับซ่อนเร้นไว้ด้วยกฎเกณฑ์อันบิดเบี้ยวของเจ้าของบ้านอ้อนหญิงสาวร่างบอบบางแหวกว่ายอยู่ในสายน้ำที่เย็นฉ่ำ ร่างกายของเธอพลิ้วไหวไปตามจังหวะการตีขาและวาดแขนอย่างเชื่องช้า เส้นผมยาวสลวยสีดำขลับลอยแผ่กระจายอยู่บนผิวน้ำราวกับสาหร่ายทะเลที่งดงาม ผิวพรรณขาวผ่องดุจน้ำนมตัดกับสีฟ้าจัดของกระเบื้องปูสระอย่างโดดเด่น และแน่นอนตามกฎเหล็กของฉลาม เธอไม่ได้สวมใส่ชุดใดๆ แม้แต่ชิ้นเดียวการว่ายน้ำเปลือยกายในตอนกลางวันแสกๆ เป็นสิ่งที่อ้อนไม่เคยคิดว่าจะต้องทำ แต่ในอาณาจักรของฉลาม คำสั่งถือเป็นประกาศิต เธอพยายามปลอบใจตัวเองว่าที่นี่เป็นพื้นที่ส่วนตัว กำแพงสูงตระหง่านกั้นสายตาจากโลกภายนอก และเวลานี้เป็นเวลาพักผ่อนที่คนรับใช้ไม่ควรเข้ามาเพ่นพ่าน เธอจึงปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับสายน้ำ พยายามชำระล้างความคาวโลกีย์ที่เปรอะเปื้อนจิตใจออกไปชั่วคราวทว่าความเป็นส่วนตัวในบ้านหลังนี้ เป็นเ
เข็มวินาทีของนาฬิกาข้อมือเรือนหรูเดินวนไปข้างหน้าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทว่าสำหรับอ้อนแล้ว ทุกจังหวะการขยับของมันเปรียบเสมือนเสียงนับถอยหลังสู่ลานประหารการจราจรในกรุงเทพมหานครช่วงเย็นวันศุกร์ติดขัดวินาศสันตะโร รถราจอดนิ่งสนิทบนท้องถนนราวกับลานจอดรถขนาดใหญ่ อ้อนนั่งกระสับกระส่ายอยู่บนเบาะหลังของรถลีมูซีน มือบางชื้นเหงื่อกำชายกระโปรงนักศึกษาแน่นจนยับยู่ยี่ ดวงตากลมโตจ้องมองตัวเลขดิจิทัลบนหน้าปัดนาฬิกาด้วยความหวาดหวั่น18:03 น.“เลยเวลามาสามนาทีแล้ว” เธอบอกกับตัวเองเสียงสั่นเครือ หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอกกฎเหล็กของคุณฉลามคือต้องถึงบ้านก่อนหกโมงเย็น ห้ามขาด ห้ามสาย แม้แต่วินาทีเดียวก็ไม่ได้“พี่ศักดิ์คะเร็วกว่านี้อีกนิดไม่ได้เหรอคะ” อ้อนร้องถามคนขับรถด้วยน้ำเสียงวิงวอน“รถติดมากเลยครับคุณอ้อน ผมพยายามเบี่ยงออกซ้ายแล้วครับ แต่มันขยับไม่ได้เลย” คนขับรถตอบด้วยน้ำเสียงเห็นใจ แต่ก็จนปัญญาอ้อนกัดริมฝีปากล่างจนห่อเลือด ความกลัวแล่นริ้วขึ้นมาจับขั้วหัวใจ ภาพใบหน้าเรียบเฉยแต่แฝงแววอำมหิตของฉลามลอยเข้ามาในความคิด เขาไม่ใช่คนที่จะยอมรับข้อแก้ตัว ไม่ว่าเหตุผลนั้นจะสมควรแค่ไหนก็ตาม สำหรับ
เสียงประตูรถดูดปิดเข้าหากันสนิท ตัดขาดเสียงอื้ออึงของโลกภายนอก เหลือไว้เพียงความเงียบงันภายในห้องโดยสารระดับเฟิร์สคลาส เครื่องปรับอากาศทำงานเงียบกริบ ส่งลมเย็นฉ่ำปะทะผิวกายที่กำลังร้อนรุ่มของอ้อน กลิ่นหอมเฉพาะตัวของหนังแท้เกรดพรีเมียมผสมผสานกับกลิ่นโคโลญจน์ราคาแพงของฉลาม อบอวลอยู่ในบรรยากาศ เป็นกลิ่นที่อ้อนจำได้ขึ้นใจกลิ่นของอันตรายที่หอมหวานอ้อนในสภาพนักศึกษาแสนเรียบร้อย นั่งคุกเข่าอยู่บนพรมหนานุ่มตรงหว่างขาของชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าชีวิต ใบหน้าหวานแดงก่ำ ดวงตาฉ่ำปรือไปด้วยแรงปรารถนาที่ถูกปลุกปั่นมาตลอดหลายชั่วโมง เธอมองดูฉลามที่วางแก้ววิสกี้ลง แล้วเอนหลังพิงเบาะด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับราชสีห์ที่รอให้เหยื่อคลานเข้ามาหา“เข้ามาใกล้ๆ สิ” ฉลามสั่ง มือหนาตบลงที่หน้าขาของตัวเองอ้อนขยับเข่าเข้าไปหาเขาอย่างว่าง่าย มือสั่นเทาค่อยๆ วางลงบนตักแกร่ง สัมผัสได้ถึงความร้อนระอุจากร่างกายของเขาที่แผ่ออกมาผ่านเนื้อผ้ากางเกงสแล็ค“ไหนดูซิ”ฉลามยื่นมือมาปลดกระดุมเม็ดบนสุดของเสื้อนักศึกษาของเธอออกอย่างเชื่องช้า นิ้วเรียวยาวลากไล้ผ่านไหปลาร้า ลงมาที่เนินอกอวบอิ่มที่กระเพื่อมไหวรุนแรงจากการหอบหายใจ“พะพี่ฉลามห







