ログイン"เมื่อ 'เจ้าหญิงหนีวัง' ต้องมาเป็นลูกน้องของ 'คุณหมอจอมเผด็จการ' ความลับที่ซ่อนไว้กำลังจะถูกทลายด้วยหัวใจที่คลั่งรัก" เขาคือศัลยแพทย์มือหนึ่งที่ดุ เนี้ยบ และมีกฎเหล็กประจำใจคือ 'เกลียดคนโกหกที่สุด' ส่วนเธอคือพนักงานประสานงานสาวจอมเปิ่น... ที่ซ่อนความลับระดับชาติว่าตัวเองคือ 'รัชทายาทแห่งเอราเวีย' การหนีมาใช้ชีวิตสามัญชนเพื่อซื้ออิสรภาพเพียง 1 ปี ทำให้ 'เจ้าหญิงอลิซาเบธ' (หรือ เอวา) ต้องโคจรมาปะทะคารมกับ 'นายแพทย์ปรวีร์' เจ้านายหน้าตึงที่ดุยิ่งกว่าร็อตไวเลอร์ประจำวอร์ด แต่ใครจะรู้ว่าภายใต้เสื้อกาวน์สีขาวและท่าทีเย็นชานั้น เขาคือสายเปย์ตัวพ่อ เป็นสายซัพพอร์ตที่แสนอบอุ่น และเร่าร้อนจนหลอมใจเธอ ทว่าความรักที่กำลังหวานฉ่ำกลับมีวันหมดอายุ เมื่อราชรถและองครักษ์มารอรับตัวเธอกลับไปสวมมงกุฎ... ผู้ชายที่เกลียดการหลอกลวงเป็นที่สุด จะทำอย่างไรเมื่อรู้ว่าผู้หญิงที่เขารักสุดหัวใจ คือคำโกหกคำโตที่สุดในชีวิต? จะปล่อยมือ... หรือจะยอมบุกฝ่าอันตรายเพื่อทวง 'เมีย' ของเขากลับคืนมา!
もっと見るอากาศเช้าวันจันทร์ในกรุงเทพมหานครยังคงวุ่นวายไม่ต่างจากเมืองหลวงอื่นทั่วโลก แต่สำหรับเอวา... หรืออดีตคือเจ้าหญิงอลิซาเบธแห่งเอราเวีย ความวุ่นวายนี้คือความอิสระที่เธอโหยหามาตลอดชีวิต
หญิงสาวก้าวลงจากรถไฟฟ้าใต้ดิน เดินลัดเลาะผ่านฝูงชนวัยทำงานด้วยความกระฉับกระเฉง วันนี้เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนพอดีตัวทับด้วยสูทเข้ารูปสีเข้ม กระโปรงทรงสอบยาวคลุมเข่า และรองเท้าคัตชูส้นเตี้ย ป้ายชื่อพนักงานพลาสติกที่หนีบอยู่บนปกเสื้อพิมพ์ตัวอักษรภาษาอังกฤษชัดเจนว่า 'Eva - International Patient Coordinator' เครื่องแบบธรรมดาที่ไม่มีเครื่องหมายราชวงศ์ ไม่มีมงกุฎ และไม่มีสายตาจับผิดจากเหล่าขุนนาง
เอวาสูดลมหายใจลึกเมื่อเดินผ่านประตูบานเลื่อนอัตโนมัติของโรงพยาบาลเอกชนระดับแนวหน้าของประเทศ แอร์เย็นฉ่ำปะทะใบหน้า กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศอ่อนๆ ผสมกับกลิ่นยาฆ่าเชื้อให้ความรู้สึกสะอาดและเป็นระเบียบ เธอเพิ่งรายงานตัวกับฝ่ายบุคคลเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และวันนี้คือการลงสนามทำงานจริงวันแรก ในแผนกผู้ป่วยต่างชาติที่ขึ้นชื่อว่ารับมือยากที่สุด
เป้าหมายของเธอคือการใช้ชีวิตเป็นสามัญชนคนหนึ่ง ทำงาน หาเงิน และเรียนรู้โลกกว้างให้คุ้มค่ากับเวลาหนึ่งปีเต็มที่แลกมาด้วยข้อตกลงอันตึงเครียดกับเสด็จพ่อ
"น้องเอวาใช่ไหมคะ ทางนี้เลยค่ะ"
เสียงเรียกจากหัวหน้าพยาบาลวัยกลางคนดังขึ้นเมื่อเอวาเดินมาถึงโถงทางเดินของแผนกผู้ป่วยต่างชาติ VVIP หญิงสาวรีบเดินเข้าไปหาพร้อมส่งยิ้มกว้าง แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากทักทาย เสียงตะโกนโวยวายด้วยภาษาที่คุ้นหูก็ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน
"C'est inacceptable! Je ne vais pas attendre une minute de plus!" (รับไม่ได้! ฉันจะไม่รออีกแม้แต่นาทีเดียว!)
เอวาหันขวับไปตามเสียง ชายชาวฝรั่งเศสรูปร่างสูงใหญ่ วัยประมาณหกสิบปี สวมเสื้อโปโลแบรนด์เนมและถือไม้เท้ากำลังยืนชี้หน้าพยาบาลสาวสองคนที่เคาน์เตอร์ ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธจัด ขณะที่พยาบาลทั้งสองคนได้แต่ยืนหน้าซีด พยายามใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกลับไป แต่ดูเหมือนยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง
"Please calm down, sir. The doctor is... เอ่อ ดอกเตอร์อีส อิน เดอะ รูม" พยาบาลคนหนึ่งพยายามอธิบายด้วยความตะกุกตะกัก
"Je me fiche de ce que vous dites! Appelez le directeur!" (ฉันไม่สนว่าพวกเธอพูดอะไร! ไปเรียกผู้อำนวยการมา!) ชายคนนั้นทุบไม้เท้าลงกับพื้นเสียงดังลั่น ผู้ป่วยและญาติคนอื่นๆ ในโถงรอเริ่มหันมามองด้วยความตกใจ
"ตายแล้ว คุณมาร์แต็งโวยวายอีกแล้ว ผู้จัดการแผนกก็เพิ่งเดินไปประชุมที่ตึกซอยแปด ทำยังไงดี" หัวหน้าพยาบาลที่ยืนอยู่ข้างเอวาพึมพำอย่างร้อนรน หยิบโทรศัพท์ภายในขึ้นมากดรัวๆ แต่ไม่มีคนรับสาย
เอวามองประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว จากลักษณะการยืน มือที่สั่นเล็กน้อย และเหงื่อที่ซึมตามไรผม เธอเดาได้ไม่ยากว่าผู้ชายคนนี้กำลังหงุดหงิดจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ประกอบกับการรอคอยที่นานเกินกว่ากำหนดการ ทำให้ความอดทนขาดสะบั้น
ในฐานะคนที่ถูกฝึกให้รับมือกับคณะทูตและนักการเมืองมาตั้งแต่จำความได้ นี่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยมาก
หญิงสาวไม่รอให้หัวหน้าพยาบาลอนุญาต เธอเดินตรงเข้าไปแทรกกลางระหว่างชายชาวฝรั่งเศสและพยาบาลทั้งสองคนทันที
"Bonjour, Monsieur Martin. Je comprends que vous soyez contrarié. Permettez-moi de vous aider." (สวัสดีค่ะคุณมาร์แต็ง ฉันเข้าใจว่าคุณกำลังอารมณ์เสีย ให้ฉันช่วยดูแลคุณนะคะ)
ประโยคภาษาฝรั่งเศสที่หลุดออกจากปากเอวาลื่นไหล ชัดเจน และมีจังหวะเว้นวรรคที่ทรงพลังพอจะทำให้ผู้ชายคนนั้นชะงัก ชายชาวฝรั่งเศสหรี่ตามองพนักงานมาใหม่ตั้งแต่หัวจรดเท้า
"เธอพูดฝรั่งเศสได้? ดี! งั้นบอกฉันทีว่าทำไมฉันต้องมานั่งรอหมอผ่าตัดอะไรนี่ตั้งครึ่งชั่วโมง ฉันนัดไว้แปดโมงเช้านะ! แล้วนี่ฉันยังไม่ได้กินข้าวเช้ามาเลย!" เขาพ่นคำพูดใส่เธอเป็นชุด
เอวารับฟังด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เธอปรับน้ำเสียงให้ดูเห็นอกเห็นใจแต่ไม่ยอมโอนอ่อนจนเสียเปรียบ
"ทางเราต้องขออภัยอย่างยิ่งค่ะคุณมาร์แต็ง ศัลยแพทย์ของเรามีเคสฉุกเฉินแทรกเข้ามาเมื่อสักครู่ แต่ตอนนี้ท่านกำลังดูชาร์ตของคุณอยู่และพร้อมจะเรียกพบในอีกไม่เกินสิบนาที ระหว่างนี้ ทางเรามีห้องรับรองส่วนตัวที่เงียบสงบกว่าตรงนี้ และฉันสามารถเตรียมชาเปปเปอร์มินต์อุ่นๆ หรือน้ำผลไม้เล็กน้อยเพื่อรองท้องให้คุณได้ก่อนพบคุณหมอค่ะ มันจะไม่กระทบผลตรวจเลือดของคุณแน่นอน สนใจรับไหมคะ?"
ภาษาที่ใช้ไกล่เกลี่ยของเอวาไม่ใช่แค่การแปลความหมาย แต่เป็นการเลือกใช้คำที่ให้เกียรติและเสนอทางออกที่ตรงจุด ชายสูงวัยมีท่าทีอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ไหล่ที่เกร็งแน่นค่อยๆ คลายลง เขาพ่นลมหายใจออกทางจมูก
"สิบนาทีนะ" เขาตกลงเสียงห้วน "พาฉันไปที่ห้องรับรองนั่นที ยืนตรงนี้นานๆ ปวดหลังไปหมดแล้ว"
"ด้วยความยินดีค่ะ เชิญทางนี้เลยค่ะ"
เอวาผายมือเชิญผู้ป่วย VIP ไปยังห้องรับรองด้านข้าง ก่อนจะหันมาพยักหน้าให้พยาบาลที่เคาน์เตอร์ช่วยจัดการเรื่องเครื่องดื่ม พยาบาลสาวทั้งสองถอนหายใจเฮือกใหญ่ราวกับเพิ่งรอดชีวิตจากการจมน้ำ
หญิงสาวเพิ่งจะก้าวเท้าตามผู้ป่วยไป แต่เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่เดินตรงเข้ามาพร้อมกับรังสีความเย็นเยียบก็ทำให้เธอต้องหยุดชะงัก
"เมื่อกี้คุณพูดอะไรกับคนไข้"
"เข้าใจค่ะ แต่สถานการณ์แบบนั้นใครจะมีเวลามานั่งประเมินองศาการล้มกันล่ะคะ"เอวาเถียงต่อ แต่แล้วเธอก็ต้องสูดลมหายใจลึกเมื่อความเย็นจัดของสำลีชุบแอลกอฮอล์แตะลงบนปากแผล ความแสบแล่นปราดจนหญิงสาวเผลอกระตุกมือหนี"อยู่นิ่งๆ" ปรวีร์กดเสียงต่ำ แต่การเคลื่อนไหวของเขากลับสวนทางกับน้ำเสียงอย่างสิ้นเชิงนิ้วโป้งของเขาลูบเบาๆ ที่หลังมือของเธอเพื่อรั้งไม่ให้ขยับ ขณะที่มืออีกข้างค่อยๆ เช็ดคราบเลือดและทำความสะอาดรอบบาดแผลอย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าผิวเนื้อตรงนั้นจะบุบสลายไปมากกว่าเดิม ความนุ่มนวลที่ไม่เข้ากับใบหน้าตึงเครียดของเขาทำให้เอวาเผลอมองสำรวจเสี้ยวหน้าด้านข้างของผู้ชายตรงหน้าอย่างลืมตัวเขายังคงสวมแว่นตาโลหะกรอบสีเงิน เส้นผมที่เคยเซ็ตทรงไว้อย่างดีตกลงมาปรกหน้าผากเล็กน้อย ใต้ตาของเขามีรอยคล้ำจางๆ บ่งบอกถึงการอดนอน แต่ดวงตาคู่นั้นกลับจดจ่ออยู่กับแผลเล็กๆ บนมือเธอราวกับมันเป็นเคสผ่าตัดระดับชาติ"ล้างแผลเสร็จแล้ว เดี๋ยวผมเอาพลาสเตอร์ปิดทับไว้ให้ จะได้กันฝุ่นและกันการเสียดสีกับแขนเสื้อ" เขากล่าวหลังจากทายาฆ่าเชื้อเสร็จเรียบร้อยปรวีร์ละมือจากอุปกรณ์บนรถเข็น ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อกาวน์ เอวา
"ไม่ต้องกังวลค่ะ ฉันจัดการให้เดี๋ยวนี้" เอวาส่งยิ้มกว้าง เดินเลี่ยงกองน้ำบนพื้นเข้าไปที่แผงควบคุม จัดการปรับระดับเตียงให้กลับมาอยู่ในองศาที่ถูกต้องและปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยหลังผ่าตัด"Merci beaucoup, mon Dieu... J'étais tellement paniquée." (ขอบคุณมาก พระเจ้าช่วย... ฉันตกใจแทบแย่) หญิงชาวอาหรับถอนหายใจยาว ยกมือขึ้นทาบอกตัวเอง ก่อนจะก้าวเดินเข้ามาหาเอวาเพื่อจับมือขอบคุณทว่าด้วยความรีบร้อนและรองเท้าแตะสำหรับใส่ในห้องพักที่ไม่ได้ออกแบบมาให้ยึดเกาะกับพื้นเปียก ปลายเท้าของหญิงวัยกลางคนเหยียบลงบนแอ่งน้ำที่หกอยู่พอดี ร่างท้วมนั้นเสียหลักลื่นไถลไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว"ระวังค่ะ!"เอวาร้องเตือน สัญชาตญาณสั่งให้เธอพุ่งตัวเข้าไปคว้าแขนของญาติคนไข้เอาไว้สุดแรงเพื่อดึงรั้งไม่ให้ล้มฟาดพื้น แรงกระชากทำให้น้ำหนักตัวทั้งหมดของอีกฝ่ายทิ้งมาที่เธอ เอวาเสียการทรงตัว ร่างบางเซถลาไปชนกับขอบโต๊ะหินอ่อนที่ตั้งอยู่ข้างโซฟาอย่างจังปึก!"โอ๊ย!"เสียงอุทานหลุดออกจากปากเอวาพร้อมกับความรู้สึกแสบร้อนที่แล่นริ้วขึ้นมาจากหลังมือขวา ขอบโต๊ะหินอ่อนที่สลักลวดลายคมกริบขูดเข้ากับผิวเนื้อจนเกิดรอยถลอกลึก เลือดสีสดค่อยๆ ซึมซ
"ขอบคุณค่ะ ฉันกำลังหิวอยู่พอดีเลย"เอวาจัดการแกะห่อแซนด์วิช กัดเข้าไปคำโต ความหิวทำให้รสชาติของอาหารสำเร็จรูปอร่อยขึ้นเป็นสิบเท่า ปรวีร์หันกลับมามองคนข้างๆ ที่กำลังเคี้ยวอาหารแก้มตุ่ย ท่าทางเกร็งๆ และแววตาแข็งกร้าวเมื่อตอนเช้าหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่กำลังมีความสุขกับการกิน"เคี้ยวให้หมดก่อนแล้วค่อยกลืน ไม่มีใครแย่งคุณหรอก" เขาดุเสียงไม่จริงจังนักเอวากลืนแซนด์วิชลงคอ หยิบขวดนมสตรอว์เบอร์รีขึ้นมาบิดฝาแล้วเจาะหลอดดูด ความหวานอมเปรี้ยวและความเย็นสดชื่นไหลผ่านลำคอ ดับความกระหายและเพิ่มน้ำตาลในเลือดได้อย่างรวดเร็ว รสชาติที่คุ้นเคยทำให้หญิงสาวเผลอผ่อนคลายความตึงเครียดทั้งหมดที่มีมาตลอดทั้งวันเธอลดขวดนมลง ริมฝีปากบางคลี่ออกเป็นรอยยิ้มกว้าง ดวงตากลมโตหยีลงจนแทบเป็นสระอิ มันเป็นรอยยิ้มที่สว่างไสว ปราศจากการปรุงแต่งหรือการรักษามาดใดๆ ทั้งสิ้นจังหวะที่ปรวีร์ปรายตามองมา ภาพรอยยิ้มนั้นก็พุ่งชนเข้าที่กลางอกของศัลยแพทย์หนุ่มอย่างจังลมหายใจของเขาสะดุดไปชั่วขณะ ก้อนเนื้อในอกซ้ายกระตุกเต้นผิดจังหวะจนเจ้าตัวต้องรีบเบือนหน้าหนีไปอีกทาง มือหนายกขึ้นขยับแว่นตาแก้เก้อ รู้สึกได้ถึงคว
แต่ลึกๆ แล้ว เขารู้ดีว่าตัวเองกำลังมองหาใครชายหนุ่มขยับกรอบแว่นตาโลหะสีเงินให้เข้าที่เมื่อเห็นว่าพนักงานคนใหม่กำลังฟุบหลับคาโต๊ะทำงาน เขาเดินตรงเข้าไปหาด้วยจังหวะฝีเท้าที่เงียบกริบ ตั้งใจจะปลุกขึ้นมาตักเตือนเรื่องการนอนหลับในพื้นที่ให้บริการ แม้ว่าเวลานี้จะเลยเวลาทำการปกติมาแล้วก็ตามทว่าเมื่อเดินเข้ามาใกล้จนหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะ สายตาคมกริบของศัลยแพทย์หนุ่มกลับสะดุดเข้ากับหน้าจอคอมพิวเตอร์และกองกระดาษที่ถูกขีดเขียนด้วยปากกาเน้นข้อความหลากสีปรวีร์ก้มลงอ่านเนื้อหาบนหน้าจอ มันไม่ใช่ตารางสรุปที่เธอส่งให้เขาเมื่อตอนบ่าย แต่มันคือการวิเคราะห์ประวัติการใช้ยา Heparin ของคนไข้ที่เธอสกัดออกมาจากรายงานการแพทย์ฉบับย่อยของโรงพยาบาลในปารีส หญิงสาวเขียนโน้ตภาษาไทยกำกับไว้ด้านข้างอย่างละเอียดว่าคนไข้เคยมีภาวะเลือดหยุดไหลช้าเมื่อสามปีก่อน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ทีมแพทย์ฝั่งตะวันออกกลางไม่ได้ไฮไลต์ส่งมาให้มือหนาที่กำลังจะเอื้อมไปเคาะโต๊ะเพื่อปลุกคนหลับชะงักค้างอยู่กลางอากาศปรวีร์ไล่อ่านตัวอักษรเหล่านั้นทีละบรรทัด ความรู้สึกหงุดหงิดและอคติที่มีต่อเด็กดื้อรั้นคนนี้ค่อยๆ สลายลง แทนที่ด้วยความเคารพในความเป็นม





