로그인“คุณบัว... คุณบัวร้องได้เหรอคะ เป็นอะไรหรือเปล่า”
ป้าสารีบเดินเข้ามาหาหลังจากเก็บโต๊ะอาหารเสร็จ ยิ่งเห็นนายหญิงของบ้านดวงตาแดงก่ำเหมือนผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก็ยิ่งรู้สึกเป็นห่วงมากกว่าเดิม
“บัวไม่ได้เป็นอะไรค่ะป้าสา วันนี้บัวจะออกไปข้างนอกนะคะ น่าจะกลับเย็น ๆ เลย”
“คุณบัวให้ป้าไปเป็นเพื่อนไหมคะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ ป้าสาอยู่ดูแลบ้านเถอะค่ะ”
บัวบูชายิ้มบาง ๆ ให้กับป้าแม่บ้าน ก่อนจะขอตัวขึ้นห้อง เธอใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัวไม่นานก็ลงมา ซึ่งพอดีกับรถแท็กซี่ที่เรียกผ่านแอปฯ เคลื่อนเข้ามาจอดพอดี
หญิงสาวทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างรถแท็กซี่ ที่กำลังแล่นไปบนท้องถนนอันแสนวุ่นวายของเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ทิวทัศน์ตึกรามบ้านช่องที่คุ้นตาไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกผูกพันกับมันเลยแม้แต่น้อย ยิ่งรถเคลื่อนตัวห่างออกจากใจกลางเมืองมากเท่าไหร่ ความเงียบเหงาในหัวใจก็ยิ่งก่อตัวชัดเจนขึ้นเท่านั้น หญิงสาวจงใจเลือกโรงพยาบาลเอกชนขนาดกลางที่ตั้งอยู่แถบชานเมือง แทนที่จะเป็นโรงพยาบาลหรูหราใจกลางเมืองที่เธอมีประวัติอยู่ เหตุผลก็เพราะเธอกลัวเจอกับคนรู้จักของโปรดปราน แล้วความลับที่เธอตั้งใจจะเก็บซ่อนไว้ อาจหลุดรอดไปถึงหูผู้ชายใจร้ายคนนั้น ก่อนที่เธอจะได้หย่าขาดและหนีไปให้พ้นจากชีวิตเขา
มืออวบสั่นเล็กน้อยขณะประสานกันไว้บนตัก เธอเผลอลูบหน้าท้องตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับต้องการถ่ายทอดไออุ่นและคำปลอบโยนไปถึงสายเลือดตัวน้อยที่กำลังก่อกำเนิดอยู่ภายใน หยาดน้ำตาที่เพิ่งเหือดแห้งไปพานจะรื้นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อนึกถึงใบหน้าเย็นชาและน้ำเสียงราบเรียบของคนเป็นพ่อที่เพิ่งตอกย้ำเรื่องการหย่าเมื่อเช้านี้
ใช้เวลาเกือบชั่วโมง รถแท็กซี่ก็มาจอดเทียบที่หน้าอาคารโรงพยาบาล บัวบูชาจ่ายเงินแล้วก้าวลงจากรถ หญิงสาวรวบรวมความเข้มแข็งที่เหลืออยู่น้อยนิด เดินตรงไปยังแผนกสูตินรีเวชตามที่พยาบาลจุดคัดกรองแนะนำ
ระหว่างที่นั่งรอคิวอยู่บนเก้าอี้เบาะสีอ่อน รอบตัวของเธอเต็มไปด้วยผู้หญิงตั้งครรภ์หลายคนที่มานั่งรอตรวจ บ้างก็มากับแม่ แต่ส่วนใหญ่มากับสามี ภาพของคู่สามีภรรยาที่นั่งจับมือกันลูบท้องพูดคุยกันด้วยรอยยิ้มที่มีความสุขช่างเป็นภาพที่บาดลึกเข้าไปในจนปวดหนึบ เธอจำต้องเบือนหน้าหนี ก้มลงมองเพียงปลายเท้าของตัวเองเพื่อซ่อนความน้อยเนื้อต่ำใจ
“บัว... บัวบูชาใช่ไหม”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหน้า ทำให้ร่างอวบที่กำลังนั่งเหม่อลอยสะดุ้งเล็กน้อย หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงเรียก ก่อนที่ดวงตากลมโตจะเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ เมื่อเห็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนพับแขนยืนส่งยิ้มบาง ๆ มาให้ ใบหน้าหล่อเหลาที่ดูอบอุ่นและเป็นมิตรแบบนี้ เธอจำได้ดีแม้จะไม่ได้เจอกันมาหลายปีแล้วก็ตาม
“ไม้ ... พนาเหรอ?”บัวบูชาครางชื่ออีกฝ่ายออกมาเบา ๆ อย่างไม่แน่ใจนัก
“ใช่เราเอง ไม่เจอกันนานเลยนะบัว จำเราแทบไม่ได้เลยใช่ไหม”
พนา หรือ ไม้ สัตวแพทย์หนุ่มเพื่อนเก่าสมัยเรียนที่จังหวัดพิษณุโลกเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะถือวิสาสะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ว่างข้างๆ เธอ
“บังเอิญจังเลย เรามาประชุมวิชาการที่ห้องประชุมตึกข้าง ๆ นี่แหละ ช่วงพักเบรกเลยเดินลงมาหาซื้อกาแฟกิน ไม่คิดว่าจะเจอบัวที่นี่ แล้วนี่บัวมาทำอะไรเหรอ ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า”
พนาเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง พลางกวาดสายตามองใบหน้ากลมที่ดูซีดเซียวและอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาของเธอแดงช้ำเหมือนคนเพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก
“ระ เรามาตรวจสุขภาพนิดหน่อยน่ะ”บัวบูชาตอบอึกอัก พยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด ก่อนจะเอ่ยพูดต่อ
“ไม่ได้เจอกันตั้งเจ็ดปี ไม้ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะเลยนะ เป็นคุณหมอไม้เต็มตัวแล้วสิ”
“ก็ต้องโตขึ้นบ้างสิ นี่มันเจ็ดปีแล้วนะบัว” พนาหัวเราะเบา ๆ ก่อนที่รอยยิ้มบนใบหน้าจะค่อย ๆ จางลงเมื่อนึกถึงเรื่องบางอย่างได้
“เออจริงสิ ... เราต้องขอโทษบัวด้วยนะที่ตอนงานแต่งของบัวเราไม่ได้ไปร่วมงาน พอดีช่วงนั้นเราเพิ่งบรรจุเข้าทำงานใหม่ ๆ แล้วก็ติดเคสผ่าตัดด่วนที่คลินิกด้วย เลยไม่ได้ไปแสดงความยินดีกับบัวด้วยตัวเองเลย”
คำว่า ‘งานแต่ง’ ที่หลุดออกจากปากเพื่อน ทำให้หัวใจของบัวบูชากระตุก ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่ลำคอ หญิงสาวฝืนยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่พนาดูออกทันทีว่ามันฝืนทนแค่ไหน
“ไม่เป็นไรหรอกไม้ มันก็ผ่านมาตั้งห้าปีแล้วอีกอย่าง ตอนนี้เราก็กำลังจะหย่าแล้วล่ะ”
“ฮะ! ว่าไงนะบัว หย่าเหรอ? ทำไมล่ะ เกิดอะไรขึ้น เอ้อ เราขอโทษนะที่เสียมารยาทถาม บัวไม่อยากตอบก็ไม่เป็นไรนะ เราแค่อยากรู้ว่าบัวโอเคหรือเปล่า”
แม้จะรู้สึกตกใจ แต่สัตวแพทย์หนุ่มรีบเอ่ยปากขอโทษเมื่อรู้สึกตัวว่าละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวมากเกินไป แต่บัวบูชากลับส่ายหน้าช้า ๆ นัยน์ตาของเธอเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำใส ๆ ที่พยายามกลั้นเอาไว้มาตลอด การได้เจอเพื่อนเก่าที่แสนดีอย่างพนาในวันที่โลกทั้งใบของเธอกำลังพังทลาย มันทำให้กำแพงความเข้มแข็งที่เพียรสร้างไว้เริ่มสั่นคลอน
“สองปีนี้คุณโปรดแบกปุ๋ยแบกจอบขุดทางน้ำในไร่ไม่บ่นสักคำ พวกผมในไร่ยอมรับฝีมือหมดแล้วครับ ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะครับคุณโปรด”“ขอบคุณครับพี่เข้ม”โปรดปรานตอบพลางทรุดตัวลงนั่งข้างบัวบูชา จัดแจงให้น้องบัวแก้วนิ่งเล่นหยิบผลเชอร์รี่แห้งบนโต๊ะ“เออ ... แล้วนี่หมอไม้ยังไม่มาอีกเหรอครับพี่เข้ม เห็นว่าวันนี้จะแวะมาตรวจโคนมฝั่งโน้นแล้วเข้ามากินข้าวพร้อมกัน”เข้มพยักพะเยิดหน้าไปทางซุ้มไม้ไผ่ริมแปลงรั้ว“นู่นไงครับ พูดถึงพระเอก พระเอกก็ควบม้าเดินนำมาทันตาเห็นเลยครับคุณโปรด แต่รอบนี้ไม่ได้มาตัวคนเดียวนะครับ”คำพูดของเข้มทำให้สายตาทุกคนหันไปมองเป็นตาเดียว แล้วก็เห็นสัตวแพทย์หนุ่ม กำลังเดินจับจูงมือหญิงสาวร่างเล็กบอบบาง ใบหน้าจิ้มลิ้มดวงตากลมหวานละมุนอย่างแสนสุภาพอ่อนโยน คอยระแวดระวังไม่ให้เธอสะดุดดินเธอคนนั้นคือ ‘นลิน’ ลูกสาวคนเก่งของเจ้าของไร่ข้าวโพดอุ่นรัก ไร่ขนาดใหญ่ที่ปลูกข้าวโพดทอดยาวเลียบไหล่เขาฝั่งทิศตะวันตกของไร่บุษบา ทั้งคู่เพิ่งจะประกาศคบหาดูใจกันอย่างเป็นทางการได้ไม่กี่เดือนหลังจากที่พนาวนเวียนไปรักษาม้า และช่วยวางระบบปศุสัตว์ที่ไร่ข้างเคียงจนเกิดปิ้งกันขึ้นมา“แหมมม หมอไม้ เดินประคองน้อง
สายหมอกสีขาวลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือทิวเขาสลับซับซ้อน ลมหนาวพัดพาเอาความเย็นยะเยือกมาปะทะผิวหน้า แสงแดดอุ่น ๆ ยามเช้ากำลังค่อย ๆ ขับไล่ความมืดมิด และนำพาความมีชีวิตชีวากลับคืนสู่ ‘ไร่บุษบา’ อีกครั้งกลิ่นหอมกรุ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของเมล็ดกาแฟที่เพิ่งผ่านกระบวนการคั่วลอยโชยมาตามสายลม หญิงสาวในชุดกระโปรงผ้าฝ้ายตัวหลวมสีครีมยืนจับระเบียงไม้นอกชานบ้านพักระบายลมหายใจยาวด้วยความรู้สึกสดชื่นเวลาสองปีผ่านไปไวราวกับโกหก...บัวบูชากลายเป็น เจ้าของไร่กาแฟอินทรีย์ที่คว้ารางวัลชนะเลิศระดับประเทศ และเป็นแบรนด์เมล็ดกาแฟพรีเมียมอันเป็นหัวใจหลักของบริษัทแฟรนไชส์กาแฟยักษ์ใหญ่ของโปรดปรานจนโด่งดังไปทั่วโลก และสิ่งที่สำคัญที่สุด เธอคือคุณแม่ของเด็กหญิงตัวน้อย ๆ วัยกำลังซน“แม่ะ ผีเสื้อสีเหลือง บินหนี” เสียงแจ้วพูดยังไม่ชัดดังแว่วมาจากลานดินเฉอะแฉะหน้าบ้านพักพักคนงาน เด็กหญิงตัวน้อยแก้มยุ้ยน่ารักน่าเอ็นดูในชุดเอี๊ยมกระโปรงยีนส์ วัยเกือบสองขวบเต็ม กำลังก้าวเท้าป้อม ๆ วิ่งเตาะแตะไล่ตามจับผีเสื้อตัวเล็ก ท่าทางอุ้ยอ้ายและใบหน้าจิ้มลิ้มดวงตากลมอิ่มถอดแบบมาจากทั้งโปรดปรานและบัวบูชา“น้องบัวแก้วคะ อย่าวิ่งเร็วสิลูก เด
“บัว! ลูก ลูกของเราอยู่ไหนบัว แล้วท้องบัวทำไม? ลูกเป็นอะไรหรือเปล่าบัว ตอบพี่สิ!” ปรดปรานถามด้วยความร้อนรน น้ำตาคลอเบ้าเพราะกลัวว่าจะสูญเสียลูกสาวตัวน้อยไป“โอ๊ย! ซี๊ดดด”ชายหนุ่มร้องครางออกมาเบา ๆ พลางงอตัวเอามือกุมแผลผ่าตัดที่หน้าท้อง เพราะออกแรงขยับตัวแรงเกินไปจนแผลตึงจนเจ็บแปลบขึ้นมา“พี่โปรด! อย่าขยับตัวแรงสิคะ แผลยังไม่แห้งเลยนะ!”บัวบูชาร้องเตือน รีบเอื้อมสองมือไปประคองหัวไหล่ของเขาให้นอนราบลงกับเตียงอย่างเบามือ“ใจเย็น ๆ ค่ะพี่โปรด ฟังบัวนะ บัวคลอดลูกแล้ว ยัยหนูปลอดภัยดีค่ะ แกปลอดภัยดีทุกอย่าง”เมื่อได้ยินคำยืนยัน โปรดปรานก็ผ่อนลมหายใจยาว แววตาคมที่เคยตื่นกลัวเริ่มสงบลง ทว่ายังคงจดจ้องมองใบหน้าจิ้มลิ้มของเธอเพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม“แล้ว ... แล้วทำไมบัวคลอดแล้วล่ะครับ? เพิ่งจะแปดเดือนเองไม่ใช่เหรอ”“วันนั้นบัวตกใจ และเครียดมากค่ะ คุณหมอบอก น้ำคร่ำก็เลยเดินแล้วก็ปวดท้องคลอดก่อนกำหนด หลังจากพี่โปรดเข้าห้องผ่าตัดได้ไม่นาน แต่ลูกปลอดภัยดีค่ะ เพียงแต่แกคลอดก่อนกำหนด ร่างกายยังปรับตัวไม่ทัน คุณหมอก็เลยต้องให้น้องนอนในตู้อบ เพื่อคุมอุณหภูมิและช่วยหายใจอยู่ที่แผนกทารกแรกเกิดค่ะ”“พี่
และในวินาทีเดียวกัน สัญญาณมอนิเตอร์ในห้องผ่าตัดของโปรดปรานก็กลับมาส่งเสียงอีกครั้งติ๊ด ... ติ๊ด ... ติ๊ด ... ติ๊ด“ชีพจรกลับมาแล้ว ความดันกำลังไต่ระดับขึ้น ห้ามเลือดได้แล้ว!” เสียงศัลยแพทย์เอ่ยบอกด้วยความโล่งใจราวกับปาฏิหาริย์มีจริงประตูด้านหน้าห้องผ่าตัดเปิดออกช้า ๆ ในอีกครึ่งชั่วโมงถัดมา หมดผ่าตัดเดินออกมาด้วยใบหน้าเหนื่อยล้า แต่ก็ยังมีรอยยิ้มบาง ๆ ผุดขึ้นมุมปาก พนาและป้าสาที่นั่งกอดเข่ารอคอยด้วยความกระวนกระวายรีบผุดลุกขึ้นวิ่งเข้าไปหาทันที“อาจารย์หมอครับ! เป็นยังไงบ้างครับ” พนาถามเสียงสั่น“คนไข้ปลอดภัยแล้วครับ การผ่าตัดเย็บเส้นเลือดใหญ่ผ่านไปด้วยดี ชีพจรกลับมาคงที่แล้ว ถือว่าปาฏิหาริย์มากเลยครับที่ชีพจรเขากลับมาได้”คำบอกของหมอทำให้ป้าสากับพนาโผเข้ากอดกันกลม รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก ช่วงเวลาที่ผ่านมามันช่างยากลำบาก และบีบคั้นหัวใจคนรอ“คุณโปรดก็ปลอดภัยแล้ว ป้าขอไปดูคุณบัวหน่อยนะคะ”ป้าสาหันไปบอกพนาที่กำลังคุยอยู่กับพยาบาลเรื่องห้องคนไข้เนื่องจากบัวบูชาคลอดก่อนกำหนดเกือบเดือน ร่างกายของหนูน้อยยังไม่แข็งแรงพอจะหายใจได้ด้วยตัวเอง ทีมแพทย์จึงต้องนำตัวน้องส่งเข้าตู้อบในแผนกอภิบาล
“โอ๊ย! ซี๊ดดด”ขณะที่นั่งรออยู่หน้าห้องผ่าตัด จู่ ๆ บัวบูชาก็รู้สึกเจ็บหน่วง ๆ ที่ท้อง และสัมผัสได้ว่าลูกในท้องไม่ดิ้นมาชั่วโมงหนึ่งแล้ว“เป็นอะไรเหรอบัว”พนาสังเกตเห็นสีหน้าไม่ดีของเพื่อนก็รีบเดินเข้ามาหา วางมือทาบลงบนหน้าท้อง“บัวปวดท้องอ่า แล้วนี่ยัยหนูก็ไม่ดิ้นมาเป็นชั่วโมงแล้ว”สิ้นประโยคของบัวบูชา ใบหน้ากลมอวบก็เริ่มบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว มืออวบเกร็งแน่นกุมหน้าท้อง จนเล็บจิกลงบนชุดคลุม สัญชาตญาณของความเป็นหมอรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ รีบเข้าไปประคองร่างของเพื่อน“ป้าสา! มาช่วยผมพยุงบัวหน่อย” พนาตะโกนเรียกป้าสาที่นั่งกระสับกระสายอยู่อีกฝั่งด้วยน้ำเสียงร้อนรอ“บัว ... ใจเย็น ๆ นะ ค่อย ๆ หายใจเข้าออกลึก ๆ”“ไม้ ... เราปวด ... อึก บัวปวดท้องจังเลย” บัวบูชาหอบหายใจถี่ ความเครียดบวกดับความความกดดันบีบคั้นจนร่างกายเธอเริ่มรับไม่ไหวขณะที่พนากำลังเข้ามาประคอง จู่ ๆ ของเหลวอุ่นก็ไหลทะลักออกมาเปียกตามขา และชุดคลุม ก่อนจะไหลลงพื้น ป้าสาเห็นอย่างนั้นก็เบิกตากว้าง“คุณบัว! น้ำเดินแล้วค่ะ ตายแล้ว ท้องเพิ่งจะปิดเดือนกว่าเอง”“หมอ! พยาบาลครับ! ช่วยด้วยครับ! คนไ
“หุบปาก! อย่ามาใช้คำว่าผลกรรมสั่งสอนฉัน”รตาแผดเสียงลั่นบ้าน พร้อมกวัดแกว่งมีดปลายแหลมในมือไปมาในอากาศอย่างน่าหวาดเสียว “ถ้าไม่มีแก ป่านนี้ฉันคงได้แต่งงานเป็นเมียเขาไปนานแล้ว โปรดเขาเคยรักฉัน แต่เพราะแกใช้ลูกในท้องนี่มาเรียกคะแนนสงสารดึงเขากลับมาใช่ไหม ในเมื่อชีวิตฉันมันตกต่ำจนไม่เหลืออะไรให้เสีย พวกแกสองคนก็อย่าหวังว่าจะได้เสวยสุขกันอีกเลย ฉันจะฝังกลบแกกับลูกไว้ที่ไร่เฮงซวยนี่แหละ!”รตาชูมีดปลายแหลมขึ้น แล้วพุ่งตรงเข้าหาบัวบูชาอย่างรวดเร็ว หมายจะแทงไปยังหน้าท้องเธออย่างตั้งใจ“หยุดนะรตา!!!”เสียงตะโกนของโปรดปรานดังมาแต่ไกล พร้อมกับร่างสูงที่พุ่งเข้ามาในห้องโถง เสี้ยววินาทีเขากระโจนเข้าไปขวางทางมีด ชายหนุ่มเอาแผ่นหลังบังคนเจ้าเนื้อไว้จนมิดฉึก!!!มีดเล่มนั้นแทงเข้าสีข้างจนสุดด้าม ร่างสูงสะดุ้งเฮือก“อึก ... บัว...”โปรดปรานเค้นเสียงพูดออกมาได้เพียงเท่านั้น ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสจนแทบสิ้นสติ เลือดสีแดงสดค่อย ๆ ไหลซึมผ่านเนื้อผ้า แม้จะเจ็บเจียดตายแต่เขาก็ยังคงกอดบัวบูชาเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย“กรี๊ดดด คุณโปรดด” รตาเบิกตากว้างกรีดร้องลั่นด้วยความช็อกเมื่อเห็นว่าคน