LOGINหลังจากที่คุณแม่ลองนั่งคุยกับอัญญาท่านรู้สึกว่าเด็กผู้หญิงคนนี้เป็นคนที่ใสซื่อไม่มีพิษภัยอะไรเพราะฉะนั้นจะให้ลูกชายคอยดูแลไปก่อนในระหว่างที่กำลังอุ้มท้อง และจะหาโอกาสพาไปตรวจ DNA ให้ชัดเจนเพื่อที่ลูกชายจะได้ตัดสินใจเลือกผู้หญิงถูกคน โชคดีที่เด็กคนนี้มาในเวลาที่เหมาะสม เพราะถ้าเกิดลูกชายของเธอได้มั่นหมายกับผู้หญิงอีกคนไปแล้วคราวนี้จะแก้ไขทุกอย่างไม่ทันแล้ว
"แกพาน้องไปพักผ่อนข้างบนได้แล้ว คนท้องต้องการการพักผ่อนแล้วก็ต้องกินของที่ดีที่สุด เรื่องของบำรุงเดี๋ยวแม่จะเป็นคนจัดการเอง เดี๋ยวคอยดูแลน้องนะอย่าให้ทำงานหนักหรือว่าเครียดจนเกินไปไม่อย่างนั้นมันจะส่งผลกระทบที่เจ้าตัวเล็กในท้อง"
"ผมรู้น่าแม่ลืมไปหรือเปล่าว่าผมเป็นหมอ"
ความเคยชินของคนเป็นแม่ที่เคยอุ้มท้องลูกมาไม่แปลกที่จะอบรมสั่งสอนลูกชายจนลืมไปว่าพวกเขานั้นเรียนแพทย์มา
"แม่ก็ลืมไปว่าพวกแกเป็นหมอ เอาเถอะดูแลน้องให้ดีก็แล้วกัน"
"ครับแม่"
หญิงสาวที่นั่งฟังอยู่นานเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเอียงคอมองทุกคนด้วยความสงสัย
"เอ่อ... คือว่าที่หนูมาที่นี่ไม่ได้ตั้งใจจะมาอยู่ที่นี่ค่ะ แค่มาตามหาพ่อของลูกเฉยๆ ถ้าไม่มีอะไรแล้วหนูกลับก่อนนะคะแต่ว่าเดี๋ยวหนูทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้ก็แล้วกันถ้าเกิดคุณหมอนัดตรวจครรภ์หรือให้ไปตรวจสุขภาพเดี๋ยวจะติดต่อมาค่ะ"
เธอยื่นมือไปตรงหน้าชายหนุ่มเพื่อขอโทรศัพท์จะได้เมมเบอร์ของตัวเองไว้ให้ซึ่งดูเหมือนว่าชายหนุ่มไม่เข้าใจในสิ่งที่เธอกำลังจะสื่อ
"อะไร..."
"โทรศัพท์ไงคะหนูจะเมมเบอร์ทิ้งไว้ให้ไง"
"เบอร์โทรนั่นน่ะเข้าใจแต่เมื่อกี้บอกว่าจะไม่อยู่ที่นี่หมายความว่ายังไง"
เขาไม่เข้าใจว่าหญิงสาวกำลังพูดอะไรเมื่อกี้คุณแม่ก็เพิ่งบอกว่าให้เธอค้างอยู่ที่นี่ แต่ดูเหมือนว่าหญิงสาวจะไม่อยากอยู่ร่วมชายคาเดียวกับเขา ทั้งที่ก่อนหน้านี้มาเรียกร้องถามหาความรับผิดชอบแต่ทำไมตอนนี้ทำเหมือนไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือมากนัก
"เราไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อยทำไมหนูต้องอยู่ที่นี่คะ แล้วอีกอย่างหนูแค่ต้องการพ่อของลูกมารับผิดชอบเด็กในท้องไม่ได้ต้องการสามีสักหน่อย แต่ต้องห่วงหรอกนะคะว่าหนูจะเรียกร้องอะไรมาก หนูแค่ไม่อยากให้ลูกมีพ่อก็เท่านั้น ส่วนเรื่องของเราสองคนต่างคนต่างอยู่ไม่ข้องเกี่ยวกันตกลงตามนี้นะคะ"
ทุกคนในบ้านถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกใจเพราะไม่คิดว่าหญิงสาวจะปฏิเสธความรับผิดชอบจากลูกชายของเธอ สรุปที่มาเรียกร้องอยู่ตอนนี้ก็แค่ต้องการให้ลูกมีพ่อเท่านั้น
"หนูใจเย็นก่อนนะลูกแม่ว่ามันอาจจะมีเรื่องอะไรที่เข้าใจผิด หนูมาที่นี่ไม่ได้ต้องการให้ลูกชายของแม่รับผิดชอบทั้งหนูและก็ลูกในท้องเหรอ"
"ไม่นี่คะหนูแค่ต้องการพ่อของลูกเท่านั้น ส่วนเรื่องความรับผิดชอบไม่จำเป็นค่ะเพราะหนูเข้าใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนนั้นเราสองคนไม่ได้ตั้งใจทั้งคู่"
นี่เป็นครั้งแรกที่เจอริคถูกผู้หญิงปฏิเสธเพราะตอนแรกเขาตั้งใจจะตรวจดีเอ็นเอลูกในท้องและถ้าเกิดว่าเป็นลูกของเขาจริงจะรับผิดชอบทั้งแม่และลูก จะจัดงานแต่งงานเพื่อให้เธอได้เป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ทำไมตอนนี้เขารู้สึกเหมือนไม่เป็นที่ต้องการของผู้หญิงตรงหน้า เธอเพียงแค่อยากจะให้ลูกมีพ่อเท่านั้นเอง ซึ่งต่างจากผู้หญิงอีกคนรายนั้นต้องการให้เขารับผิดชอบด้วยการแต่งงาน นี่เป็นเหตุผลที่เขาให้ความสนใจอัญญามากกว่าแพรวา
"ได้ยังไงล่ะอยากให้ลูกไม่มีพ่อแม่หรือไง"
"ไม่มียังไงคะพี่สุดหล่อก็เป็นพ่อส่วนหนูก็เป็นแม่ไง"
เธอเอ่ยออกมาด้วยความใสซื่อและสิ่งที่พูดออกไปมันออกมาจากความคิดไม่ได้ประดิษฐ์คำพูดแต่อย่างใด เพราะมันเป็นสิ่งที่เธอคิดมาตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในคฤหาสน์หลังนี้แล้ว
"เอายังไงดีลูกชาย"
"เดี๋ยวผมจัดการเรื่องนี้ครับ"
พูดจบเขาก็อุ้มจีบสาวขึ้นไว้ในอ้อมแขนจากนั้นก็พาเดินขึ้นห้องไปทันที อัญญาร้องโวยวายออกมาเอื้อมมือไปตีหน้าอกของเขาหลายทีแต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ผล
"อร๊าย...! ปล่อยหนูเดี๋ยวนี้เลยนะ"
"ไปคุยกันให้รู้เรื่องก่อน"
"ไม่เอาไม่คุย..!"
"ใจเย็นค่อยๆ คุยกันนะลูก"
คุณพ่อรู้สึกเป็นห่วงทั้งสองคนเพราะไม่รู้ว่าจะทะเลาะอะไรกันบ้างถ้าต้องไปเคลียร์กันสองคน คุณแม่เองก็อดเป็นห่วงไม่ได้แต่คิดว่าลูกชายน่าจะมีเหตุผลมากพอจึงไม่ได้ห้ามอะไร
"ไม่เป็นอะไรหรอกคุณลูกโตเป็นผู้ใหญ่พอน่าจะมีเหตุผลอยู่"
"ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับพ่อไอ้เจอริคการจัดการได้ไปพักผ่อนกันเถอะ"
เจย์ริวพาคุณพ่อกับคุณแม่กลับขึ้นห้องไปเพื่อพักผ่อน ส่วนเรื่องของน้องชายฝาแฝดปล่อยให้มันเป็นคนจัดการปัญหานี้เอง ใครเป็นคนก่อคนนั้นก็ต้องแก้ปัญหาเอง เหมือนตัวเขาที่เป็นคนสร้างปัญหาทั้งหมดแล้วก็ต้องแก้ไขด้วยตัวเอง
"แต่พ่อว่า..."
"เอาน่าไม่ต้องไปสนใจมันหรอกพักผ่อนเถอะครับ"
ทางด้านของเจอริคเขาอุ้มหญิงสาวขึ้นลิฟต์มายังชั้น 4 ก่อนจะเลี้ยวซ้ายซึ่งเป็นฝั่งห้องนอนของเขา
"ปล่อยเดี๋ยวนี้เลยนะ"
"อย่าดิ้นเดี๋ยวตกทำยังไง"
"ถ้างั้นก็ปล่อยสิจะอุ้มทำไมไม่ทราบ"
หญิงสาวโวยวายออกมาก่อนจะสะดุ้งด้วยความตกใจรีบโอบกอดรอบคอของเขาเอาไว้แน่น เพราะเขาทำท่าจะปล่อยเธอลงพื้นจึงต้องรีบกอดเขาไว้ก่อนไม่อย่างนั้นอาจจะร่วงลงไปที่พื้นได้
"กรี๊ด..! อย่าปล่อยนะ"
"แต่เมื่อกี้เพิ่งบอกให้ปล่อยไม่ใช่หรือไง"
"ก็วางดีๆ สิปล่อยแบบนี้ก้นกระแทกพื้นจะทำยังไง อ้อ...หรืออยากจะทำให้หนูแท้งลูก เฮอะ...! คงไม่อยากรับผิดชอบสินะ คนเลวก็แบบนี้แหละตอนทำไม่คิดพอท้องป่องมาคิดอยากจะกำจัด คนแบบนี้โตมาได้ยังไงก็ไม่รู้"
หญิงสาวบ่นออกมาก่อนจะสะบัดหน้าใสชายหนุ่มด้วยความไม่พอใจ เจอริคถึงกับถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยใจเพราะความคิดของเธอค่อนข้างอันตรายไม่น้อย ตั้งแต่มาถึงเธอเอาแต่ด่าเขาว่าเป็นคนเลวไม่มีความรับผิดชอบ ทั้งที่ตั้งแต่เจอกันจนถึงตอนนี้ไม่มีประโยคคำพูดไหนเลยที่เขาจะไม่รับผิดชอบเธอ
"พี่ยังไม่เคยพูดเลยนะว่าจะไม่รับผิดชอบ ทำไมเราถึงคิดเองเออเองแบบนี้ล่ะ"
"ไม่รู้แหละ ชิ~"
หญิงสาวกอดอกสะบัดหน้าใส่เขาเพราะไม่พอใจกับการกระทำในตอนนี้ เจอริคกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้นก่อนจะพาเธอเดินกลับเข้าห้องของตัวเองไป
"มีอะไรก็คุยกันในห้องอย่าดื้อเข้าใจไหม"
"ไม่ได้ดื้อสักหน่อย..."
หนึ่งปีต่อมา...เสียงร้องของเด็กน้อยในยามเช้าทำให้หมอเจอริคสะดุ้งตื่นด้วยความงัวเงีย ตอนแรกนึกว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ แต่มีเสียงอ้อแอ้ดังขึ้นจากข้างเตียงทำให้เขาจำต้องลืมตาตื่น จากนั้นก็ขยับตัวลุกขึ้นนั่ง ถึงแม้ว่ายังคงง่วงอยู่ก็ตาม"ตัวเล็กทำไมหนูตื่นเช้าขนาดนี้"เขาบ่นพึมพำออกมา พลางมองเจ้าตัวเล็กในเปลที่กำลังดีดขาและเล่นน้ำลายจนยืดเยิ้มบริเวณมุมปาก อัญธิชาลูกสาวคนแรกของเขาในวัยเกือบ 8 เดือน น่ารักน่าชังจนคนเป็นพ่อหลงแทบจะโงหัวไม่ขึ้น เหลือบสายตาหันไปมองภรรยาที่นอนหมดแรงอยู่ข้างๆ เนื่องจากว่าเมื่อช่วงดึกให้นมลูกไปแทบไม่ได้นอนเขาขยับตัวลุกขึ้นไปลูบหัวเด็กน้อยด้วยความแผ่วเบา ก่อนจะเอื้อมไปหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดน้ำลายให้"ป๊าอยู่นี่แล้วค่ะ ไม่ต้องร้องนะคะ"ชายหนุ่มค่อยๆ อุ้มเจ้าตัวเล็กออกจากเปล พยายามอย่างยิ่งไม่ให้เสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยกับลูกบุคคลรักที่กำลังหลับสนิทอยู่ มือหนายังคงสั่นนิดๆ ทุกครั้งที่ได้อุ้มลูกสาว ไม่ค่อยชินสักเท่าไหร่ แต่ก็ถือว่าเขาเริ่มคุ้นชินมากขึ้น"ฉี่เยอะเลยนะ เดี๋ยวปะป๊าเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ก่อนดีกว่า"ภารกิจแรกของวันนี้ตื่นนอนก็คือการพาเจ้าตัวเล็กไปเปลี่ยนผ้าอ้อม ซึ
คุณหญิงกนกวลีทุบประตูเสียงดังเพื่อให้หลานสาวที่อยู่ข้างนอกยอมเปิดประตูให้ ท่านนรินทร์เห็นแบบนั้นก็เดินเข้าไปใกล้ก่อนจะโอบกอดเธอไว้จากทางด้านหลัง"ไม่ต้องตะโกนเรียกหรอก คงกลับห้องไปแล้วแหละ""คุณ... ปล่อยเดี๋ยวนี้เลยนะคะ"เธอพยายามดีดดิ้นให้ออกจากการเกาะกุมของเขา แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ชายหนุ่มจะดื้อไม่ยอมปล่อยเธอสักที"ไม่ได้ยินที่ลูกพูดเมื่อกี้หรือไง ถ้าเกิดว่าคืนนี้เราสองคนเป็นสามีภรรยากันจริง ๆ พรุ่งนี้อัญญาจะเรียกคุณว่าคุณแม่นะ""ยัยเด็กเจ้าเล่ห์ อย่าให้เจอนะ จะจับตีตูดซะให้เข็ด""จะไปโทษลูกทำไมล่ะ อัญญาก็แค่อยากให้เราสองคนใช้ชีวิตเป็นสามีภรรยากันก็เท่านั้น คุณจะคิดมากทำไมอีก นี่มันก็ผ่านมากี่ปีแล้ว ทำไมถึงยังคิดมากอยู่ล่ะ"ท่านนรินทร์จ้องมองสบตากับกนกวลีก่อนจะเอ่ยถามเหตุผลที่เธอไม่ยอมให้เขาแตะเนื้อต้องตัวเลยสักครั้ง แถมยังแยกห้องนอนอีก"ฉันก็แค่ไม่อยากรู้สึกผิดกับพี่สาว คุณเป็นสามีของพี่สาว มันคงไม่ดีเท่าไหร่ถ้าเราสองคน...""พี่สาวของคุณจัดแจงทุกอย่างให้เสร็จสรรพแล้ว ถ้าเกิดว่าพี่มีคนอื่นก็จะถือว่าผิดคำสัญญาที่เคยให้ไว้ เรื่องนี้มันร้ายแรงกว่าอีก ไม่ใช่หรือไง"กนกวลีเงยหน้ามองสบตากั
เจอริคเข้าไปนั่งลงเคียงข้างคุณพ่อที่ตอนนี้กำลังกวักมือเรียกให้เข้าไปหา ส่วนอนุวัฒน์เขากำลังถือไอแพดอ่านรายงานการประชุมเพราะเขาจะต้องเข้าร่วมประชุมประจำเดือนในวันพรุ่งนี้"สวัสดีครับพี่เจอริค เห็นอัญญาบอกว่าวันนี้ไปหาหมอมา และอัลตร้าซาวด์ด้วยนี่ สรุปเจ้าตัวเล็กเพศอะไรครับ คุณหมอบอกหรือยัง"อนุวัฒน์เงยหน้าขึ้นมองสบตากับหมอเจอริคซึ่งมีศักดิ์เป็นน้องเขย แต่ด้วยความที่ตัวเขานั้นอายุน้อยกว่าก็เลยเรียกพี่ชายเพราะมันดูสะดวกใจกว่า"ไปหามาเรียบร้อยแล้ว คุณหมอบอกว่าได้ลูกสาวแหนะ กำลังจะได้หลานสาวนะรู้หรือเปล่า""จริงเหรอครับ! ผมชอบเด็กผู้หญิงมากกว่าเด็กผู้ชาย เพราะว่าเวลาอ้อนมันน่ารักดี สงสัยต้องไปเตรียมของขวัญให้เจ้าตัวเล็กซะแล้ว พ่อว่าไงครับหลานสาวคนแรกถูกใจหรือเปล่า""แน่นอนสิ พ่อชอบเด็กผู้หญิงจะตาย""ถ้าอย่างนั้นคุยกันไปก่อนนะ เดี๋ยวน้าจะไปดูในครัวก่อน ไม่รู้ว่ากับข้าวเสร็จหรือยัง""หนูไปช่วยคุณน้าไหมคะ"อัญญาเสนอตัวไปช่วยคุณน้า แต่ดูเหมือนว่าท่านจะไม่ยอมให้เธอหยิบจับอะไร เพราะตอนนี้หลานสาวท้องโตพอสมควรแล้ว"ได้ยังไงกันล่ะ หนูท้องโตแล้วนะ จะไปหยิบจับอะไรให้ตัวเองลำบากทำไม นั่งคุยกับคุณพ่อเนี
หลังจากที่กลับมาจากฮันนีมูน ทั้งสองคนก็พากันมาอัลตร้าซาวด์เพศลูกที่โรงพยาบาล ซึ่งวันนี้เป็นวันที่ทั้งคู่จะได้รู้ว่าเจ้าตัวเล็กที่อยู่ในท้องเป็นเพศอะไร ตั้งแต่เมื่อคืนพ่อของลูกนั่งสวดมนต์ภาวนาขอให้เจ้าตัวเล็กในครรภ์เป็นเพศหญิง มีความอยากจะได้ลูกสาวเพราะอิจฉาคนอื่นที่มีลูกคอยออดอ้อน หลังจากนั้นก็จะมีเพิ่มอีกเป็นเพศชาย แต่ถ้าเกิดว่าไม่ได้ลูกชาย เขาก็จะทำเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ สรุปแล้วเขาเห็นเธอเป็นแม่ไก่ออกไข่หรือไง ถึงได้ไม่เป็นห่วงเลยว่าจะต้องอุ้มท้องอีกกี่ครั้ง คนแบบนี้มันน่าตีจริงเชียว"ทำไมตื่นเต้นแบบนี้คะ มือเย็นหมดเลยนะ ก็แค่มาอัลตร้าซาวด์เพศลูกเองไหม จะได้เพศไหนก็ลูกเหมือนกัน ไม่เห็นจะต้องตื่นเต้นขนาดนี้เลย""ได้ยังไงล่ะ พี่อยากจะได้ลูกสาวก่อน ถ้าเกิดว่าลูกชายมีพี่สาวก็จะปกป้องพี่มาก แล้วก็เชื่อฟังพี่สาวด้วย แต่ถ้าเกิดว่าเป็นผู้ชายด้วยกัน ไม่มีทางเชื่อฟังแน่""เหมือนกับพี่เจอริคที่ไม่เชื่อฟังพี่ชายของตัวเองใช่ไหมคะ"หญิงสาวเอ่ยแซวชายหนุ่มทันที ซึ่งเขาได้ยินแบบนั้นก็เอานิ้วมาดีดหน้าผากเธอด้วยความหมั่นไส้"นี่แน่ ไอ้นั่นมันเป็นฝาแฝดไม่นับว่าเป็นพี่น้องหรอก ก็แค่ออกมาถัดกันไม่กี่นาทีเอ
และในที่สุดทั้งสองคนก็ได้แต่งงานกันเป็นที่เรียบร้อย จดทะเบียนสมรสกันอย่างยิ่งใหญ่ ภายในงานมีแขกมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง และก็มีงานเลี้ยงในช่วงเย็นซึ่งมีบรรดาเพื่อนรักทั้งหลายมาร่วมยินดีกันมากมายและวันต่อมาเขาก็พาภรรยาสุดที่รักไปฮันนีมูนกันที่ต่างจังหวัด เธอบอกว่าอยากไปเที่ยวทะเล สูดอากาศบริสุทธิ์ เขาจึงจัดให้ตามคำขอ"กรี๊ดดดดดดด ทะเลแสนสวย"หญิงสาววิ่งวุ่นไปทั่วริมชายหาดเมื่อมาถึงทะเลทางภาคใต้ ครอบครัวของเขามีบ้านพักตากอากาศอยู่ และที่นี่สงบไม่มีคนพลุ่งพล่าน เพราะเป็นพื้นที่ส่วนตัวจึงเหมาะแก่การให้คุณแม่ตั้งครรภ์มาพักผ่อนสัก 2-3 วัน"หนูวิ่งระวังหน่อยนะ ถ้าล้มเดี๋ยวลูกจะเป็นอันตราย""รับทราบค่า"เธอตอบรับชายหนุ่มก่อนจะเดินไปนั่งลงริมชายหาดเพื่อฟังเสียงคลื่นซัดเบาๆ สลับกับเสียงนกร้อง เจอริคเอาของไปเก็บภายในบ้านก่อนจะเข้าครัวไปหยิบของกินเล่น จากนั้นก็เดินออกมาจากห้องครัวเล็กพร้อมกับแก้วน้ำผลไม้เย็นๆ ในมือ หญิงสาวในชุดคลุมท้องสีขาวอ่อน มือเล็กกำลังลูบหน้าท้องของตัวเองก่อนจะบ่นไปเรื่อยเปื่อยตามประสาคุณแม่ตั้งครรภ์"วันนี้แม่พาหนูมาเที่ยวทะเลด้วยนะ อากาศดีมาก หนูได้ยินเสียงคลื่นหรือเปล่า
สองเดือนต่อมา...หลังจากที่คุณหญิงกนกวลีออกจากโรงพยาบาล ก็กลับไปอยู่ที่บ้านเพื่อทำกายภาพบำบัดเป็นเวลาประมาณเกือบสองเดือน จนในที่สุดก็กลับมาเป็นปกติอัญญาคอยดูแลคุณน้าของเธอตลอด แต่ทั้งสองคนยังไม่ได้คุยกันถึงเรื่องที่ผ่านมา เพราะสิ่งที่สำคัญก็คือการทำให้คุณน้าฟื้นตัวให้เร็วที่สุด จนตอนนี้หายดีเป็นปกติแล้วคุณหมอเปิดแฟ้มประวัติคนไข้ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองด้วยความพึงพอใจ“ผลเอกซเรย์ล่าสุดดีมากเลยนะครับ กระดูกเชิงกรานติดเกือบสมบูรณ์ ไม่มีการเบี้ยวหรือเคลื่อนผิดรูป ระบบเลือดก็ดีขึ้นมาก ค่าฮีโมโกลบินกลับมาอยู่ในระดับปกติแล้ว ไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด ไม่มีการติดเชื้อ”“ขอบคุณคุณหมอมากเลยนะคะ ที่คอยดูแลตลอดสองเดือนมานี้ นึกว่าจะไม่มีชีวิตรอดกลับมาซะแล้ว”“ถ้าพูดกันตามตรง ตอนนั้นเกือบจะไม่รอดแล้วเหมือนกันครับ โชคดีที่ได้รับการช่วยเหลือทันก็เลยกลับมาเป็นปกติได้หลังจากนี้กลับไปใช้ชีวิตปกติได้เลยนะครับ แต่ว่าอย่าหักโหมมากนัก แล้วก็ยังต้องทำกายภาพบำบัดต่อเนื่องอีกสัก 2 สัปดาห์ เพื่อให้กล้ามเนื้อสะโพกกลับมาแข็งแรงเต็มที่ถ้าจะใช้งานร่างกายแบบปกติเลย อาจจะปล่อยให้ผ่านไปอีกสัก 3 เดือนก็ได้”คุณหมอ







