LOGINทุกคนภายในบ้านถึงกับกุมขมับเพราะรู้สึกว่าเรื่องนี้มันมีเงื่อนงำอะไรบางอย่าง ดูเหมือนว่าเรื่องราวจะซับซ้อนจนไม่สามารถแก้ไขได้ในทันที คุณแม่ขยับตัวลุกขึ้นก่อนจะลากคุณพ่อแล้วก็ลูกชายฝาแฝดออกไปคุยกันข้างนอกโดยปล่อยให้หญิงสาวนั่งรออยู่ภายในห้องรับแขกไปก่อน
"คนสวยหนูใจเย็นก่อนนะลูก งั้นนั่งรออยู่ตรงนี้ก่อนนะแม่ขอคุยกับลูกชายแป๊บหนึ่ง"
"ก็ได้ค่ะ"
หญิงสาวพยักหน้าเล็กน้อยด้วยท่าทีอ่อนลงก่อนจะมองซ้ายมองขวาเพื่อสำรวจภายในบ้าน ในขณะที่คุณแม่ลากแขนทุกคนที่อยู่ภายในห้องรับแขกยกเว้นผู้หญิงอีกคนก่อนจะรีบเดินออกไปตรงประตู
"แม่ว่ามันมีเงื่อนงำอะไรบางอย่างนะ คนหนึ่งถือหลักฐานมาหาเมื่อสองเดือนก่อน ส่วนอีกคนท้องได้สองเดือนแต่ไม่มีหลักฐานอะไรเลย ถ้าเป็นแบบนี้เราจะเชื่อใครดีล่ะ"
"สำหรับพ่อนะคิดว่าคนที่น่าเชื่อถือน่าจะเป็นคนที่บอกว่าตัวเองท้องมากกว่า"
"ทำไมพ่อถึงคิดแบบนั้นครับ"
เจย์ริวหันไปถามคุณพ่อเพราะอยากจะรู้เหตุผลในสิ่งที่ท่านคิดแบบนั้น ซึ่งตัวเขาเองก็คิดว่าผู้หญิงที่มาใหม่ดูน่าเชื่อถือมากกว่าอีกคน ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันแต่การตั้งครรภ์ไม่ใช่เรื่องที่จะหลอกกันได้
"หลักฐานไม่ว่าจะเป็นแหวนหรือนามบัตรของพวกนี้มันขโมยกันได้ แต่สิ่งที่ขโมยกันไม่ได้ก็คือเด็กในท้อง ถ้าสมมุติตรวจ DNA ออกมาแล้วเป็นพ่อลูกกันจริงมันก็คือความจริงยืนยันว่าผู้หญิงคืนนั้นเป็นแม่หนูคนนี้ มันไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมาหลอกได้เลยนะจะบอกว่าขอเงินเลี้ยงดูก็คงไม่ใช่ เธอน่าจะฉลาดพอที่รู้ว่ายังไงครอบครัวเราก็ต้องตรวจดีเอ็นเอ ถึงตอนนั้นความจริงก็จะปรากฏถ้าเธอไม่มั่นใจว่าเด็กเป็นลูกของเจอริคจะกล้ามาที่นี่เหรอไง"
และดูเหมือนว่าเหตุผลของคุณพ่อจะฟังขึ้นพอสมควร ไม่มีเหตุผลที่ผู้หญิงคนหนึ่งอุ้มท้องแล้วจะไปไล่หลอกคนนั้นคนนี้ ถ้าเธอไม่มั่นใจมากพอว่าเด็กในท้องของตัวเองเป็นลูกของใคร เพราะฉะนั้นคนที่มีความเป็นไปได้มากสุดอาจจะเป็นเด็กคนนี้ก็ได้
"แม่ว่าตอนนี้ให้แม่หนูคนนี้อยู่ที่บ้านเราก่อน ถ้าเกิดเราไล่ออกไปแล้วเด็กในท้องเป็นลูกของแกขึ้นมาจะทำยังไง"
"อันนี้พ่อเห็นด้วยกับแม่นะ แววตาใสซื่อดูไม่มีพิษมีภัยไม่น่าจะหลอกใครได้หรอก"
"ผมก็คิดว่างั้นนะ เธอดูใสซื่อไม่น่าจะหลอกใครได้ ทั้งที่ไม่มีหลักฐานอะไรเลยแต่ว่าเธอสามารถมาหาไอ้เจอริคถึงที่บ้านได้แสดงว่าต้องจำมึงได้อะ"
เจอริคนิ่งเงียบไปอย่างใช้ความคิดเหลือสายตาหันไปมองเด็กผู้หญิงคนนั้นที่ตอนนี้กำลังหันซ้ายมองขวาไปเรื่อยเปื่อย แววตาดูใสซื่อไม่มีพิษภัยและเขาก็แอบใจเอนเอียงมาทางนี้มากกว่าแพรวา เพราะความรู้สึกคุ้นเคยมันไม่สามารถหลอกตัวเองได้
"ให้เธออยู่ที่นี่แหละส่วนเรื่องใครโกหกใครพูดจริงผมจะสืบเอง"
"อืม ถ้างั้นก็เข้าไปคุยทำความรู้จักกันก่อน ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวแม่จะเป็นคนดูแลให้เอง ถ้ามีโอกาสก็ตรวจ DNA ให้มั่นใจไปเลย ถึงตอนนั้นลูกจะได้ตัดสินใจถูกว่าจะรับผิดชอบคนไหน"
"ครับแม่"
เขายิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะเดินกลับเข้าไปภายในห้องรับแขก และเมื่อชายหนุ่มเดินเข้ามาหญิงสาวก็หันขวับมามองทันทีก่อนจะเลยถามแววตาใสแป๋ว
"สรุปจะรับผิดชอบหนูกับลูกไหมคะ"
"ถ้าเกิดว่าเด็กในท้องเป็นลูกของฉัน... เอ่อ ของพี่จริงก็จะรับผิดชอบแน่นอน แต่ถ้าโกหกก็ไปคลอดลูกในคุกโน่นเข้าใจหรือเปล่า"
"ไอ้คนชั่วรังแกคนอื่นจนท้องป่องแล้วยังจะจับไปขังในคุกอีก คนแบบนี้ไม่ตายดีหรอก"
หญิงสาวชี้นิ้วไปตรงหน้าชายหนุ่มก่อนจะตะโกนด่า คุณพ่อคุณแม่และพี่ชายฝาแฝดเดินเข้ามาพอดีได้ยินแบบนั้นก็หลุดขำออกมาเล็กน้อย ไม่คิดว่าจะมีโอกาสที่ลูกชายจะถูกผู้หญิงด่า เจอริคค่อนข้างเป็นคนที่พูดน้อยแล้วก็สุภาพ หายากมากเลยนะที่จะมีผู้หญิงมาตะโกนด่าถึงที่บ้าน
"หนูใจเย็นก่อนนะลูกว่าแต่ชื่ออะไรนะเรามาทำความรู้จักกันก่อนดีไหม ถ้าเราจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันก็ต้องรู้จักกันก่อน"
คุณแม่เดินเข้ามานั่งลงเคียงข้างเด็กสาวก่อนจะเอ่ยถามชื่อเสียงเรียงนาม ไม่รู้หรอกว่าเธอเป็นใครมาจากไหนแต่ถ้าเกิดเด็กในท้องเป็นหลานของตระกูลจริงยังไงก็ต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างถึงที่สุด
"หนูชื่ออัญญาค่ะ"
"ยังเด็กอยู่เลยนะหนูถึง 18 หรือยังเนี่ย"
"หนูไม่เด็กแล้วนะคะปีนี้อายุ 22 ปีแล้วค่ะ เรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วด้วย"
เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงใสซื่อ แววตาดูไม่มีพิษภัยมันทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองคนที่เห็นรู้สึกเอ็นดูทั้งที่เพิ่งรู้จักกัน ดูไม่ออกเลยว่าเธอจะมีลูกไม้อะไรมาหลอกครอบครัวของพวกเขา
"หนูเล่าได้ไหมว่าคืนนั้นมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมหนูกลับเจอริคถึง..."
"ก็พี่สุดหล่อเมาแล้วก็ลากหนูเข้าห้อง หนูแค่ทำงานอยู่แล้วก็เดินผ่านเท่านั้นเอง อุตส่าห์มีน้ำใจเข้าไปถามด้วยความเป็นห่วง ไม่คิดเลยว่าพี่เขาจะใช้กำลังฉุดกระชากลากถูพาหนูเข้าไปในห้องแล้วก็ขืนใจ ฮือ... คุณแม่ต้องให้ความเป็นธรรมกับหนูนะคะ หนูไม่ยอมให้ใครมารังแกหรอก"
เมื่อนึกถึงเรื่องคืนนั้นหญิงสาวก็รู้สึกเสียใจที่ไม่อาจต้านทานเรี่ยวแรงจากคนตัวโตได้ ตอนแรกเธอจะปล่อยผ่านไปแล้วแต่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเพราะคืนนั้นมันทำให้เธอท้องลูกของเขาในวันนี้ แล้วทำไมเธอจะต้องโง่อุ้มท้องเลี้ยงคนเดียวให้ลำบาก พ่อของลูกก็ยังมีชีวิตอยู่เธอคงไม่ปล่อยให้มันลอยหน้าลอยตาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในขณะที่เธอต้องเสียชื่อเสียงโดนตราหน้าว่าท้องไม่มีพ่อหรอกนะ
"หนูจำได้เลยเหรอว่าผู้ชายในคืนนั้นเป็นลูกชายแม่"
"หนูไม่ได้เมาสักหน่อยทำไมถึงจะจำหน้าไม่ได้ล่ะคะ"
"ส่วนคนเมาจำหน้าผู้หญิงในคืนนั้นไม่ได้ สภาพมากนะ"
เจย์ริวหันไปแขวะน้องชายฝาแฝดเพราะเขาดื่มหนักจนไร้สติจึงไม่รู้ว่าผู้หญิงในคืนนั้นเป็นใคร คงไม่คิดว่าจะมีผู้หญิงอีกคนมาแสดงตัวจึงคิดจะหมั้นกับผู้หญิงอีกคนเพื่อแสดงความรับผิดชอบ แต่เรื่องมาถึงตอนนี้กลายเป็นความสับสนให้แก่เขา คนหนึ่งมีหลักฐานทุกอย่างทั้งแหวนประจำตระกูลและนามบัตร ส่วนอีกคนไม่มีหลักฐานอะไรทั้งนั้นแต่มีลูกในท้องมายืนยัน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เขาจะต้องสืบให้กระจ่างและเขามั่นใจว่านอกจากเรื่องในคืนนั้นเขาไม่เคยมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนไหนอีกแน่ แสดงว่าจะต้องมีคนหนึ่งที่พูดโกหกและอีกคนที่พูดความจริง ซึ่งตอนนี้เขาจะยังตัดสินความผิดให้คนใดคนหนึ่งไม่ได้ เรื่องนี้มันมีเงื่อนงำอะไรบางอย่างเพราะฉะนั้นเขาต้องสืบต่อให้ชัดเจนก่อน...
"มึงไม่พูดก็ไม่มีใครว่าเป็นใบ้หรอกนะ"
"ก็กูพูดความจริงนี่นา"
"เฮ้อ... ปวดหัวเลยว่ะ"
"พี่จะมาปวดหัวอะไรหนูสิต้องเป็นคนปวดหัว หนูเป็นคนอุ้มท้องนะไม่ใช่พี่สักหน่อย"
หญิงสาวสะบัดหน้าใส่ชายหนุ่มด้วยความไม่พอใจ หน้าทำตาเหมือนคนเครียดหนักมันคงจะเป็นเธอมากกว่าที่ต้องมีสภาพแบบนั้นไม่ใช่เขา...
เจอริคถึงกับพูดไม่ออกแล้วก็เถียงไม่ได้เพราะถ้าพูดกันตามหลักความจริงแล้วคนที่เสียหายน่าจะเป็นฝ่ายหญิงมากกว่าเขาจริงแหละ อีกอย่างเขาเป็นคนลากเธอเข้าห้องเองไม่ใช่เธอวางยาซะหน่อย ถ้าพูดกันตามหลักความเป็นจริงคนที่ควรเครียดน่าจะเป็นเธอนั่นแหละ...
หนึ่งปีต่อมา...เสียงร้องของเด็กน้อยในยามเช้าทำให้หมอเจอริคสะดุ้งตื่นด้วยความงัวเงีย ตอนแรกนึกว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ แต่มีเสียงอ้อแอ้ดังขึ้นจากข้างเตียงทำให้เขาจำต้องลืมตาตื่น จากนั้นก็ขยับตัวลุกขึ้นนั่ง ถึงแม้ว่ายังคงง่วงอยู่ก็ตาม"ตัวเล็กทำไมหนูตื่นเช้าขนาดนี้"เขาบ่นพึมพำออกมา พลางมองเจ้าตัวเล็กในเปลที่กำลังดีดขาและเล่นน้ำลายจนยืดเยิ้มบริเวณมุมปาก อัญธิชาลูกสาวคนแรกของเขาในวัยเกือบ 8 เดือน น่ารักน่าชังจนคนเป็นพ่อหลงแทบจะโงหัวไม่ขึ้น เหลือบสายตาหันไปมองภรรยาที่นอนหมดแรงอยู่ข้างๆ เนื่องจากว่าเมื่อช่วงดึกให้นมลูกไปแทบไม่ได้นอนเขาขยับตัวลุกขึ้นไปลูบหัวเด็กน้อยด้วยความแผ่วเบา ก่อนจะเอื้อมไปหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดน้ำลายให้"ป๊าอยู่นี่แล้วค่ะ ไม่ต้องร้องนะคะ"ชายหนุ่มค่อยๆ อุ้มเจ้าตัวเล็กออกจากเปล พยายามอย่างยิ่งไม่ให้เสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยกับลูกบุคคลรักที่กำลังหลับสนิทอยู่ มือหนายังคงสั่นนิดๆ ทุกครั้งที่ได้อุ้มลูกสาว ไม่ค่อยชินสักเท่าไหร่ แต่ก็ถือว่าเขาเริ่มคุ้นชินมากขึ้น"ฉี่เยอะเลยนะ เดี๋ยวปะป๊าเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ก่อนดีกว่า"ภารกิจแรกของวันนี้ตื่นนอนก็คือการพาเจ้าตัวเล็กไปเปลี่ยนผ้าอ้อม ซึ
คุณหญิงกนกวลีทุบประตูเสียงดังเพื่อให้หลานสาวที่อยู่ข้างนอกยอมเปิดประตูให้ ท่านนรินทร์เห็นแบบนั้นก็เดินเข้าไปใกล้ก่อนจะโอบกอดเธอไว้จากทางด้านหลัง"ไม่ต้องตะโกนเรียกหรอก คงกลับห้องไปแล้วแหละ""คุณ... ปล่อยเดี๋ยวนี้เลยนะคะ"เธอพยายามดีดดิ้นให้ออกจากการเกาะกุมของเขา แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ชายหนุ่มจะดื้อไม่ยอมปล่อยเธอสักที"ไม่ได้ยินที่ลูกพูดเมื่อกี้หรือไง ถ้าเกิดว่าคืนนี้เราสองคนเป็นสามีภรรยากันจริง ๆ พรุ่งนี้อัญญาจะเรียกคุณว่าคุณแม่นะ""ยัยเด็กเจ้าเล่ห์ อย่าให้เจอนะ จะจับตีตูดซะให้เข็ด""จะไปโทษลูกทำไมล่ะ อัญญาก็แค่อยากให้เราสองคนใช้ชีวิตเป็นสามีภรรยากันก็เท่านั้น คุณจะคิดมากทำไมอีก นี่มันก็ผ่านมากี่ปีแล้ว ทำไมถึงยังคิดมากอยู่ล่ะ"ท่านนรินทร์จ้องมองสบตากับกนกวลีก่อนจะเอ่ยถามเหตุผลที่เธอไม่ยอมให้เขาแตะเนื้อต้องตัวเลยสักครั้ง แถมยังแยกห้องนอนอีก"ฉันก็แค่ไม่อยากรู้สึกผิดกับพี่สาว คุณเป็นสามีของพี่สาว มันคงไม่ดีเท่าไหร่ถ้าเราสองคน...""พี่สาวของคุณจัดแจงทุกอย่างให้เสร็จสรรพแล้ว ถ้าเกิดว่าพี่มีคนอื่นก็จะถือว่าผิดคำสัญญาที่เคยให้ไว้ เรื่องนี้มันร้ายแรงกว่าอีก ไม่ใช่หรือไง"กนกวลีเงยหน้ามองสบตากั
เจอริคเข้าไปนั่งลงเคียงข้างคุณพ่อที่ตอนนี้กำลังกวักมือเรียกให้เข้าไปหา ส่วนอนุวัฒน์เขากำลังถือไอแพดอ่านรายงานการประชุมเพราะเขาจะต้องเข้าร่วมประชุมประจำเดือนในวันพรุ่งนี้"สวัสดีครับพี่เจอริค เห็นอัญญาบอกว่าวันนี้ไปหาหมอมา และอัลตร้าซาวด์ด้วยนี่ สรุปเจ้าตัวเล็กเพศอะไรครับ คุณหมอบอกหรือยัง"อนุวัฒน์เงยหน้าขึ้นมองสบตากับหมอเจอริคซึ่งมีศักดิ์เป็นน้องเขย แต่ด้วยความที่ตัวเขานั้นอายุน้อยกว่าก็เลยเรียกพี่ชายเพราะมันดูสะดวกใจกว่า"ไปหามาเรียบร้อยแล้ว คุณหมอบอกว่าได้ลูกสาวแหนะ กำลังจะได้หลานสาวนะรู้หรือเปล่า""จริงเหรอครับ! ผมชอบเด็กผู้หญิงมากกว่าเด็กผู้ชาย เพราะว่าเวลาอ้อนมันน่ารักดี สงสัยต้องไปเตรียมของขวัญให้เจ้าตัวเล็กซะแล้ว พ่อว่าไงครับหลานสาวคนแรกถูกใจหรือเปล่า""แน่นอนสิ พ่อชอบเด็กผู้หญิงจะตาย""ถ้าอย่างนั้นคุยกันไปก่อนนะ เดี๋ยวน้าจะไปดูในครัวก่อน ไม่รู้ว่ากับข้าวเสร็จหรือยัง""หนูไปช่วยคุณน้าไหมคะ"อัญญาเสนอตัวไปช่วยคุณน้า แต่ดูเหมือนว่าท่านจะไม่ยอมให้เธอหยิบจับอะไร เพราะตอนนี้หลานสาวท้องโตพอสมควรแล้ว"ได้ยังไงกันล่ะ หนูท้องโตแล้วนะ จะไปหยิบจับอะไรให้ตัวเองลำบากทำไม นั่งคุยกับคุณพ่อเนี
หลังจากที่กลับมาจากฮันนีมูน ทั้งสองคนก็พากันมาอัลตร้าซาวด์เพศลูกที่โรงพยาบาล ซึ่งวันนี้เป็นวันที่ทั้งคู่จะได้รู้ว่าเจ้าตัวเล็กที่อยู่ในท้องเป็นเพศอะไร ตั้งแต่เมื่อคืนพ่อของลูกนั่งสวดมนต์ภาวนาขอให้เจ้าตัวเล็กในครรภ์เป็นเพศหญิง มีความอยากจะได้ลูกสาวเพราะอิจฉาคนอื่นที่มีลูกคอยออดอ้อน หลังจากนั้นก็จะมีเพิ่มอีกเป็นเพศชาย แต่ถ้าเกิดว่าไม่ได้ลูกชาย เขาก็จะทำเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ สรุปแล้วเขาเห็นเธอเป็นแม่ไก่ออกไข่หรือไง ถึงได้ไม่เป็นห่วงเลยว่าจะต้องอุ้มท้องอีกกี่ครั้ง คนแบบนี้มันน่าตีจริงเชียว"ทำไมตื่นเต้นแบบนี้คะ มือเย็นหมดเลยนะ ก็แค่มาอัลตร้าซาวด์เพศลูกเองไหม จะได้เพศไหนก็ลูกเหมือนกัน ไม่เห็นจะต้องตื่นเต้นขนาดนี้เลย""ได้ยังไงล่ะ พี่อยากจะได้ลูกสาวก่อน ถ้าเกิดว่าลูกชายมีพี่สาวก็จะปกป้องพี่มาก แล้วก็เชื่อฟังพี่สาวด้วย แต่ถ้าเกิดว่าเป็นผู้ชายด้วยกัน ไม่มีทางเชื่อฟังแน่""เหมือนกับพี่เจอริคที่ไม่เชื่อฟังพี่ชายของตัวเองใช่ไหมคะ"หญิงสาวเอ่ยแซวชายหนุ่มทันที ซึ่งเขาได้ยินแบบนั้นก็เอานิ้วมาดีดหน้าผากเธอด้วยความหมั่นไส้"นี่แน่ ไอ้นั่นมันเป็นฝาแฝดไม่นับว่าเป็นพี่น้องหรอก ก็แค่ออกมาถัดกันไม่กี่นาทีเอ
และในที่สุดทั้งสองคนก็ได้แต่งงานกันเป็นที่เรียบร้อย จดทะเบียนสมรสกันอย่างยิ่งใหญ่ ภายในงานมีแขกมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง และก็มีงานเลี้ยงในช่วงเย็นซึ่งมีบรรดาเพื่อนรักทั้งหลายมาร่วมยินดีกันมากมายและวันต่อมาเขาก็พาภรรยาสุดที่รักไปฮันนีมูนกันที่ต่างจังหวัด เธอบอกว่าอยากไปเที่ยวทะเล สูดอากาศบริสุทธิ์ เขาจึงจัดให้ตามคำขอ"กรี๊ดดดดดดด ทะเลแสนสวย"หญิงสาววิ่งวุ่นไปทั่วริมชายหาดเมื่อมาถึงทะเลทางภาคใต้ ครอบครัวของเขามีบ้านพักตากอากาศอยู่ และที่นี่สงบไม่มีคนพลุ่งพล่าน เพราะเป็นพื้นที่ส่วนตัวจึงเหมาะแก่การให้คุณแม่ตั้งครรภ์มาพักผ่อนสัก 2-3 วัน"หนูวิ่งระวังหน่อยนะ ถ้าล้มเดี๋ยวลูกจะเป็นอันตราย""รับทราบค่า"เธอตอบรับชายหนุ่มก่อนจะเดินไปนั่งลงริมชายหาดเพื่อฟังเสียงคลื่นซัดเบาๆ สลับกับเสียงนกร้อง เจอริคเอาของไปเก็บภายในบ้านก่อนจะเข้าครัวไปหยิบของกินเล่น จากนั้นก็เดินออกมาจากห้องครัวเล็กพร้อมกับแก้วน้ำผลไม้เย็นๆ ในมือ หญิงสาวในชุดคลุมท้องสีขาวอ่อน มือเล็กกำลังลูบหน้าท้องของตัวเองก่อนจะบ่นไปเรื่อยเปื่อยตามประสาคุณแม่ตั้งครรภ์"วันนี้แม่พาหนูมาเที่ยวทะเลด้วยนะ อากาศดีมาก หนูได้ยินเสียงคลื่นหรือเปล่า
สองเดือนต่อมา...หลังจากที่คุณหญิงกนกวลีออกจากโรงพยาบาล ก็กลับไปอยู่ที่บ้านเพื่อทำกายภาพบำบัดเป็นเวลาประมาณเกือบสองเดือน จนในที่สุดก็กลับมาเป็นปกติอัญญาคอยดูแลคุณน้าของเธอตลอด แต่ทั้งสองคนยังไม่ได้คุยกันถึงเรื่องที่ผ่านมา เพราะสิ่งที่สำคัญก็คือการทำให้คุณน้าฟื้นตัวให้เร็วที่สุด จนตอนนี้หายดีเป็นปกติแล้วคุณหมอเปิดแฟ้มประวัติคนไข้ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองด้วยความพึงพอใจ“ผลเอกซเรย์ล่าสุดดีมากเลยนะครับ กระดูกเชิงกรานติดเกือบสมบูรณ์ ไม่มีการเบี้ยวหรือเคลื่อนผิดรูป ระบบเลือดก็ดีขึ้นมาก ค่าฮีโมโกลบินกลับมาอยู่ในระดับปกติแล้ว ไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด ไม่มีการติดเชื้อ”“ขอบคุณคุณหมอมากเลยนะคะ ที่คอยดูแลตลอดสองเดือนมานี้ นึกว่าจะไม่มีชีวิตรอดกลับมาซะแล้ว”“ถ้าพูดกันตามตรง ตอนนั้นเกือบจะไม่รอดแล้วเหมือนกันครับ โชคดีที่ได้รับการช่วยเหลือทันก็เลยกลับมาเป็นปกติได้หลังจากนี้กลับไปใช้ชีวิตปกติได้เลยนะครับ แต่ว่าอย่าหักโหมมากนัก แล้วก็ยังต้องทำกายภาพบำบัดต่อเนื่องอีกสัก 2 สัปดาห์ เพื่อให้กล้ามเนื้อสะโพกกลับมาแข็งแรงเต็มที่ถ้าจะใช้งานร่างกายแบบปกติเลย อาจจะปล่อยให้ผ่านไปอีกสัก 3 เดือนก็ได้”คุณหมอ







