Share

- 3 - ที่ดินมูลนิธิ

last update Last Updated: 2026-03-06 14:02:02

เช้าวันเสาร์อากาศปลอดโปร่ง ฟ้าสีอ่อนปกคลุมเมืองอย่างอ่อนโยน แสงแดดยามเช้าสาดผ่านหน้าต่างหอพักของปลายฟ้าอย่างนุ่มนวล ละอองฝุ่นลอยเอื่อยในอากาศ ปลายฟ้าตื่นแต่เช้ากว่าปกติ แม้เมื่อคืนจะนอนดึกเพราะอ่านหนังสือ แต่หัวใจกลับเต้นแรงผิดจังหวะตั้งแต่ลืมตา เหตุผลเดียวก็คือข้อความสั้นๆ ที่เธอได้รับเมื่อคืน

“พรุ่งนี้ว่างไหม พี่จะพากลับไปที่มูลนิธิ” ชื่อผู้ส่งคือทิวเขา เธออ่านข้อความนั้นซ้ำหลายรอบ ก่อนจะพิมพ์ตอบไปสั้น ๆ ว่า “ว่างค่ะ” เธอไม่ได้บอกเพื่อนๆ แม้แต่ข้าวหอม ทั้งที่ปกติจะเล่าให้ฟังทุกเรื่อง แต่ครั้งนี้…เธออยากเก็บมันไว้คนเดียว อยากรู้ว่าการได้กลับไปที่เดิมพร้อมเขาจะรู้สึกอย่างไร

เสียงแตรรถเบาๆ ดังขึ้นหน้าหอพักในเวลาเก้าโมงตรง ปลายฟ้าหยิบกระเป๋าผ้าใบเล็กๆ ก่อนจะเดินลงบันไดอย่างรวดเร็ว รถคันหรูสีดำจอดนิ่งอยู่ข้างทาง กระจกเลื่อนลง เผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่เธอเริ่มคุ้นเคย

“ขึ้นมาได้แล้วฟ้า” เสียงทุ้มเรียบเอ่ย เธอพยักหน้าแล้วเปิดประตูขึ้นไปนั่งข้างคนขับ กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ของเขาลอยแตะจมูกจนหัวใจเธอไหววูบ

“พี่มารอนานไหมคะ?”

“ไม่นาน เพิ่งถึง” เขาตอบสั้นๆ ตามนิสัยแต่มันไม่ได้แข็งกระด้าง รถเคลื่อนตัวออกจากตัวเมือง มุ่งหน้าไปยังเขตชานเมืองที่คุ้นเคย เส้นทางนี้เธอเคยนั่งรถเมล์ไปหลายครั้ง แต่การได้นั่งข้างเขาในวันนี้ทำให้ความรู้สึกต่างออกไป ระหว่างทางเงียบสงบ มีเพียงเสียงเพลงเบาๆ จากวิทยุ

“ฟ้าไปที่นั่นบ่อยไหม?” เขาถามขึ้นโดยไม่ละสายตาจากถนน

“ไปเรื่อยๆ ค่ะ ถ้าว่างก็จะไปช่วยแม่ครูสอนหนังสือเด็ก ๆ” เขาพยักหน้าเบา ๆ

“ดีแล้ว” คำพูดสั้นๆ แต่แฝงด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เธอจับต้องไม่ได้ ผ่านไปเกือบชั่วโมง รถก็เลี้ยวเข้าสู่ซอยเล็กๆ ที่สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ ก่อนจะหยุดหน้าประตูเหล็กสีขาวที่คุ้นตา

“ฟ้า!” เสียงเรียกนั้นทำให้เธอรีบลงจากรถแล้ววิ่งเข้าไปกอด

“แม่ครูสบายดีไหมคะ?” ปลายฟ้าถามคำถามเดิมอย่างทุกครั้งที่มาถึง สิ่งเดียวที่เธอคาดหวังมาตลอดคือการขอให้แม่ครูสุขภาพแข็งแรงดีในทุกๆ วัน และทุกครั้งที่กลับมาที่มูลนิธิเธอยังอยากเห็นแม่ครูของเธออยู่ที่นี่

“สบายดีจ้ะลูก แล้วนี่มาด้วยกันได้ยังไง?” แม่ครูเงยหน้ามองชายหนุ่มที่เดินตามมา ทิวเขายกมือไหว้อย่างนอบน้อม

“สวัสดีครับแม่ครู”

“พอดีวันนี้หยุดอยากจะมาที่นี่ ผมก็เลยชวนน้องมาด้วยกัน”

เสียงลมพัดผ่านต้นไม้ เสียงใบไม้เสียดสีกันคล้ายเสียงปรบมือรับการกลับมา แม่ครูน้ำตาคลอยามมองเด็กตรงหน้าทั้งสองคน

“ทิม ฟ้า โตกันหมดแล้วสินะ” ปลายฟ้ายืนเงียบ หัวใจเต้นแรงเมื่อได้ยินชื่อเดิมจากปากแม่ครูอีกครั้ง ทิวเขาเดินเข้าไปกอดแม่ครูเบาๆ

“ขอโทษอีกครั้งนะครับที่ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยได้กลับมาเลย”

“แค่ได้เห็นว่าเราสบายดี แม่ครูก็ดีใจแล้ว” ทั้งสามคนเดินเข้าไปในบ้านพักของมูลนิธิ บรรยากาศยังคงเรียบง่าย โต๊ะไม้ตัวเก่า ชั้นหนังสือที่เต็มไปด้วยหนังสือบริจาค และมีภาพถ่ายเด็กๆ รุ่นต่างๆ ติดอยู่เต็มผนัง ปลายฟ้ามองภาพถ่ายหนึ่งที่มีเด็กชายผอมสูงยืนข้างเธอในวัยสิบขวบ

“รูปนี้ยัง…..” เธอพึมพำ

“ของทุกอย่างที่นี่ แม่ครูไม่เคยทิ้ง” แม่ครูตอบ และหลังจากนั่งคุยเรื่องทั่วไปอยู่ครู่หนึ่ง ทิวเขาก็หยิบซองเอกสารสีน้ำตาลออกมาจากกระเป๋า

“ผมมีอะไรจะให้แม่ครูครับ” แม่ครูมองอย่างสงสัย เขาวางเอกสารลงบนโต๊ะแล้วเลื่อนให้

“สัญญาโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินรอบมูลนิธิครับ ตอนนี้พื้นที่ทั้งหมดเป็นของมูลนิธิแล้ว” ปลายฟ้าหันมองเขาอย่างตกใจ

“พี่…หมายความว่า…”

“ความจริงพี่ซื้อไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่กระบวนการจัดการและโอนเพิ่งเสร็จสมบูรณ์อาทิตย์ก่อน” แม่ครูมือสั่นขณะเปิดดูเอกสาร ดวงตาไล่อ่านทีละบรรทัดก่อนน้ำตาจะหยดลงบนกระดาษ

“ทำแบบนี้ทำไมลูก มันต้องใช้เงินมากนะ”

“ผมแค่ทำในสิ่งที่ควรทำครับ ที่นี่เลี้ยงดูผมมา ผมไม่อยากให้มันหายไป” คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่หนักแน่นพอจะทำให้หัวใจปลายฟ้าอุ่นวาบ เธอมองเขาด้วยสายตาที่ต่างจากเดิม ไม่ใช่แค่รุ่นพี่ ไม่ใช่แค่เด็กชายในอดีต แต่เป็นคนที่เติบโตขึ้นพร้อมคำสัญญาเงียบๆ

หลังจากช่วงเวลาซาบซึ้งผ่านไป เด็กๆ ในมูลนิธิวิ่งเข้ามาทักทาย เสียงหัวเราะดังทั่วบริเวณ ปลายฟ้าช่วยสอนการบ้าน ส่วนทิวเขานั่งซ่อมจักรยานคันหนึ่งให้เด็กผู้ชายตัวเล็ก และภาพนั้นทำให้เธอเผลอยิ้ม

พอตกบ่ายแสงแดดเริ่มอ่อนลง ทั้งสองคนจึงเดินออกมาที่สวนด้านหลัง สวนเล็กๆ ที่มีชิงช้าไม้เก่าและต้นมะม่วงต้นใหญ่

“จำได้ไหม ตอนเด็กๆ ฟ้าชอบปีนต้นนั้น” เขาพูดพลางชี้ไปที่ต้นไม้ เธอมองแล้วก็หัวเราะเบา ๆ

“แล้วพี่ก็ชอบดุว่าฟ้าซน”

“ก็ซนจริงๆ”

“พี่ต่างหากที่ชอบทำหน้าเข้มใส่เด็กคนอื่น”

“พี่ไม่ได้เข้ม แค่ไม่พูดเยอะ” เขารอบยิ้มมุมปากอย่างขี้เล่น ซึ่งความขี้เล่นนี้เขาไม่เคยได้ใช้กับใครมาก่อน ลมเย็นพัดผ่านพากลิ่นหญ้าและดินหลังฝนเมื่อคืนลอยแตะปลายจมูก ระหว่างนั้นปลายฟ้าเดินชมสวนโดยไม่ทันระวัง ก้าวเท้าพลาดสะดุดก้อนหินเล็กๆ

“ฟ้า!” ร่างเธอเอนไปด้านหน้า แต่แขนแข็งแรงโอบรอบเอวไว้ทัน แรงดึงนั้นทำให้เธอหันกลับมาอยู่ในอ้อมแขนเขาอย่างพอดี ใบหน้าทั้งสองใกล้กันจนได้ยินเสียงลมหายใจ ปลายจมูกโด่งของเขาเฉียดแก้มเนียนเธออย่างแผ่วเบา พานทำให้หัวใจปลายฟ้าเต้นรัวจนแทบหลุดออกมา เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาโดยไม่ตั้งใจ ดวงตาคมคู่นั้นอ่อนลงอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

“ระวังหน่อยสิตัวเล็ก” คำเรียกนั้นทำให้เธอชะงัก เธอชอบที่เขาเรียกอย่างนั้น แต่เพราะไม่ได้ยินมานาน ทุกครั้งที่ได้ยินก็เลยทำเอาใจเธอเต้นแรงทุกที

“พี่…” ทิวเขายังไม่ปล่อยมือทันที แขนที่โอบรอบเอวเธอแน่นพอจะทำให้รู้สึกถึงความอบอุ่น

“ถ้าพี่ไม่อยู่ จะทำยังไง” เธอก้มหน้า หลบสายตาดุๆ ของเขา

“ฟ้าก็ลุกเองได้ค่ะ”

“ดื้อ” เขาพึมพำเบาๆ บรรยากาศรอบตัวเงียบลง เหลือเพียงเสียงลมกับเสียงหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ ก่อนที่ทิวเขาจะค่อยๆ คลายอ้อมแขน แต่ยังยืนใกล้เกินกว่าที่เธอจะตั้งสติได้

“ขอบคุณนะคะ”

“พี่ต่างหากที่ต้องขอบคุณ”

“ขอบคุณอะไรคะ?”

“ที่ยังอยู่ที่นี่ ที่ยังรอ….” คำตอบนั้นทำให้เธอเงยหน้ามองอีกครั้ง แววตาเขาจริงจังเกินกว่าจะเป็นเพียงคำพูดเล่น

“ฟ้าไม่เคยคิดจะไปจากที่นี่ค่ะ แต่ว่า….เรื่องรอพี่ ฟะ ฟ้าอาจจะไม่ได้รอก็ได้นะคะ”

“ปากแข็ง” ทิวเขายื่นมือไปแตะผมที่ปลิวตามลมของเธออย่างแผ่วเบา ก่อนจะชะงักเหมือนรู้ตัว แล้วดึงมือกลับมาข้างตัวทันที

“เย็นแล้ว เดี๋ยวพี่พากลับนะ” เธอพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย แต่หัวใจยังเต้นแรงไม่หาย ระหว่างทางกลับพระอาทิตย์คล้อยต่ำ แสงสีส้มอาบท้องฟ้า รถเคลื่อนตัวช้าๆ บนถนนเงียบสงบ

“วันนี้ฟ้าดีใจไหมที่ได้กลับไปที่มูลนิธิ?” เขาถาม

“ดีใจมากค่ะ ทุกครั้งที่ไปที่นั่น เหมือนว่าฟ้าได้พลังกลับมาด้วย”

“พี่ก็เหมือนกัน” เธอยิ้มบางๆ มองวิวด้านนอกเพื่อซ่อนความเขิน บางอย่างกำลังค่อยๆ เปลี่ยนไป ระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้อง ระหว่างเด็กสองคนที่เคยวิ่งเล่นในสวนเดียวกัน แต่ไม่มีใครพูดถึงมันตรงๆ ไม่นานนักรถก็จอดลงหน้าหอพัก ปลายฟ้าเปิดประตูลงแล้วไม่ลืมที่จะหันกลับมาขอบคุณเขา

“ขอบคุณนะคะ สำหรับวันนี้ แล้วก็เรื่องที่ดินของมูลนิธิ”

“ดูแลตัวเองด้วยนะฟ้า ถ้ามีอะไร…อย่าลังเลที่จะโทรหาพี่” เธอพยักหน้าแล้วเดินเข้าหอไป โดยไม่รู้เลยว่าสายตาของเขายังมองตามจนลับตา

ค่ำวันนั้นปลายฟ้านอนมองเพดานห้อง ใบหน้าของเขาในสวนยังชัดเจนในความทรงจำ ส่วนทิวเขาเองเมื่อขับรถกลับถึงบ้าน เขาก็นั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัยครู่ใหญ่ กลิ่นหญ้าในสวน ภาพรอยยิ้มของเธอยังคงวนเวียนไปมาอยู่ในหัวเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า และมันยิ่งตอกย้ำกับเขาว่าปลายฟ้าไม่เคยหายไปจากใจเขาเลยแม้แต่น้อย

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เมียวิศวะ (เด็กในความลับของพี่ทิวเขา)   - 4 - แบบนี้เรียกว่าคุย?

    ลมบ่ายต้นฤดูฝนพัดเอื่อยผ่านลานกว้างหน้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ แสงแดดอ่อนลงจากช่วงเที่ยง ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าใสมีเมฆขาวลอยอ้อยอิ่ง เสียงนักศึกษาหัวเราะคุยกันประปรายดังคลอไปกับเสียงเครื่องยนต์รถที่แล่นผ่านหน้าตึกเรียน ปลายฟ้าเดินเคียงข้างข้าวหอมตามทางเดินหินอ่อน ใต้ต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงา เธอกอดสมุดชีทแนบอก ใบหน้าหวานของคนตัวเล็กมีรอยยิ้มบางๆประดับอยู่“เอ้อ เมื่อวานฟ้าหายไปไหนมา เห็นนิมันโทรมาบ่น ว่าโทรไปก็ไม่รับ ไลน์ก็อ่านช้า” ข้าวหอมถามเสียงใสแต่แฝงความจงใจจับผิด ปลายฟ้าสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหลบสายตาทันที“ก็...ไปธุระนิดหน่อย”“ธุระอะไร? หรือว่า…..?" ข้าวหอมเลิ่กคิ้วใส่คนตรงหน้าทันที“ไม่มีอะไรทั้งนั้น” เธอรีบปฏิเสธ แก้มขาวขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างควบคุมไม่ได้ “คะ แค่กลับไปเยี่ยมแม่ครู”ข้าวหอมชะงักค้างแล้วพยักหน้าราวกับว่ารับรู้แล้ว “อ๋อ ที่มูลนิธิ?”ปลายฟ้าพยักหน้ารับทันทีทั้งยิ้มอ่อน เธอไม่ต้องการให้เพื่อนรู้เรื่องราวของเธอกับทิวเขา เพราะกลัวว่าจะสร้างความเดือดร้อนและความรำคาญใจต่อเขามากกว่า เขาในตอนนี้คือทิวเขาลูกคนรวย ไม่ใช่พี่ทิมของเธออย่างในอดีตอีกต่อไปแล้ว “อื้ม แม่ครูคิดถึง”เธอยิ้มแ

  • เมียวิศวะ (เด็กในความลับของพี่ทิวเขา)   - 3 - ที่ดินมูลนิธิ

    เช้าวันเสาร์อากาศปลอดโปร่ง ฟ้าสีอ่อนปกคลุมเมืองอย่างอ่อนโยน แสงแดดยามเช้าสาดผ่านหน้าต่างหอพักของปลายฟ้าอย่างนุ่มนวล ละอองฝุ่นลอยเอื่อยในอากาศ ปลายฟ้าตื่นแต่เช้ากว่าปกติ แม้เมื่อคืนจะนอนดึกเพราะอ่านหนังสือ แต่หัวใจกลับเต้นแรงผิดจังหวะตั้งแต่ลืมตา เหตุผลเดียวก็คือข้อความสั้นๆ ที่เธอได้รับเมื่อคืน“พรุ่งนี้ว่างไหม พี่จะพากลับไปที่มูลนิธิ” ชื่อผู้ส่งคือทิวเขา เธออ่านข้อความนั้นซ้ำหลายรอบ ก่อนจะพิมพ์ตอบไปสั้น ๆ ว่า “ว่างค่ะ” เธอไม่ได้บอกเพื่อนๆ แม้แต่ข้าวหอม ทั้งที่ปกติจะเล่าให้ฟังทุกเรื่อง แต่ครั้งนี้…เธออยากเก็บมันไว้คนเดียว อยากรู้ว่าการได้กลับไปที่เดิมพร้อมเขาจะรู้สึกอย่างไรเสียงแตรรถเบาๆ ดังขึ้นหน้าหอพักในเวลาเก้าโมงตรง ปลายฟ้าหยิบกระเป๋าผ้าใบเล็กๆ ก่อนจะเดินลงบันไดอย่างรวดเร็ว รถคันหรูสีดำจอดนิ่งอยู่ข้างทาง กระจกเลื่อนลง เผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่เธอเริ่มคุ้นเคย“ขึ้นมาได้แล้วฟ้า” เสียงทุ้มเรียบเอ่ย เธอพยักหน้าแล้วเปิดประตูขึ้นไปนั่งข้างคนขับ กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ของเขาลอยแตะจมูกจนหัวใจเธอไหววูบ“พี่มารอนานไหมคะ?”“ไม่นาน เพิ่งถึง” เขาตอบสั้นๆ ตามนิสัยแต่มันไม่ได้แข็งกระด้าง รถเคลื่อนตัวอ

  • เมียวิศวะ (เด็กในความลับของพี่ทิวเขา)   - 2 - พี่ไม่รีบ

    แสงแดดยามเช้าสาดผ่านตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ ลมบางเบาพัดเอื่อย กลิ่นกาแฟจากร้านเล็กๆ หน้าโรงอาหารลอยคลุ้งปะปนกับเสียงพูดคุยของนักศึกษาที่ทยอยกันมาแต่เช้า ปลายฟ้าเป็นหนึ่งในนั้น เธอมาถึงมหาวิทยาลัยเร็วกว่าปกติอยู่เสมอเด็กสาวในเสื้อเชิ้ตนักศึกษาสีขาวสะอาดทั้งเสื้อช็ปใส่คลุมด้านนอก กระโปรงพลีทยาวคลุมเข่า ผมยาวดำขลับถูกรวบครึ่งหนึ่งอย่างเรียบร้อย นั่งอยู่โต๊ะมุมเดิมของโรงอาหารคณะ ด้านหน้ามีหนังสือเรียนวิชาคณิตศาสตร์วิศวกรรมเปิดค้างไว้ ข้างกันนั้นคือนมชมพูแก้วหนึ่งที่เพิ่งซื้อมาใหม่ๆ ทั้งยังมีหยดน้ำเกาะรอบแก้วเป็นฝ้าบาง ๆ ปลายฟ้าก้มหน้าจดอะไรบางอย่างลงในสมุด เสียงปากกาขีดเขียนเบาๆ สม่ำเสมอเมื่อคืนเธอนอนไม่ค่อยหลับคำเรียก “ตัวเล็ก” จากเขายังดังก้องในหัว ภาพชายหนุ่มที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้หน้ามูลนิธิเมื่อวานนี้ยังชัดเจนเกินไป เธอแทบไม่อยากจะชื่อว่าทิวเขาคือพี่ทิมของเธอในวันวาน ปลายฟ้าพยายามบอกตัวเองว่าเช้านี้ต้องเป็นปกติ ต้องทำตัวเหมือนเดิม เหมือนทุกวันที่เคยเป็น แต่ความว้าวุ่นภายในใจทำให้มันยากสำหรับเธอที่จะทำตัวปกติ“มาคนเดียวเหรอครับ?” เสียงทุ้มเรียบดังขึ้นด้านหน้าโต๊ะจนปลายฟ้าชะงัก เงยหน้าขึ้นช

  • เมียวิศวะ (เด็กในความลับของพี่ทิวเขา)   - 1 - เรื่องราวในอดีต

    รถเมล์สายเก่าค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากป้ายหน้ามหาวิทยาลัย กลิ่นไอแดดยามบ่ายผสมกับกลิ่นเบาะผ้าเก่าอับจางๆ ปลายฟ้านั่งริมหน้าต่าง มือเล็กกำสายกระเป๋าผ้าแน่น ดวงตากลมใสทอดมองวิวสองข้างทางที่ค่อย ๆ ถอยหลังห่างออกไป วันนี้เธอไม่มีเรียนช่วงบ่าย หลังจากผ่านกิจกรรมรับน้องมาหลายวันติดร่างกายยังคงอ่อนล้า แต่ใจกลับอยากมาที่นี่มากกว่าที่ไหนๆ“มูลนิธิบ้านแสงตะวัน” สถานที่ที่เคยเป็นทั้งบ้าน เป็นทั้งโลกใบเล็กๆ ของเธอ รถเมล์เลี้ยวเข้าสู่ถนนเส้นเล็กที่มีต้นไม้เรียงรายสองข้างทาง กิ่งก้านทอดเงาพาดผ่านกระจกเป็นลายคลื่น ปลายฟ้าหลับตาลงชั่วครู่ คนตัวเล็กสูดลมหายใจลึกๆ กลิ่นที่คุ้นเคยของความทรงจำค่อยๆ ซึมซับเข้ามาเธอไม่ได้กลับมาที่นี่บ่อยนัก ตั้งแต่สอบชิงทุนเข้าเรียนคณธวิศวกรรมศาสตร์ปีหนึ่งที่มหาวิทยาลัยดังใจกลางเมืองได้ ชีวิตของเธอก็หมุนเร็วขึ้น ทุกอย่างใหม่หมด ทั้งเพื่อน ทั้งสังคม ทั้งสายตาคนที่มองเธอแต่ไม่ว่าที่ไหนจะวุ่นวายแค่ไหน ที่นี่ก็ยังเป็นที่เดียวที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนได้เป็นตัวเองทันทีที่รถจอดสนิท ปลายฟ้าก้าวลงจากรถเมล์ เงยหน้ามองป้ายไม้สีซีดที่เขียนชื่อมูลนิธิด้วยตัวอักษรสีขาวลอกล่อนเล็กน้อย รั้ว

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status