LOGINแสงแดดยามเช้าสาดผ่านตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ ลมบางเบาพัดเอื่อย กลิ่นกาแฟจากร้านเล็กๆ หน้าโรงอาหารลอยคลุ้งปะปนกับเสียงพูดคุยของนักศึกษาที่ทยอยกันมาแต่เช้า ปลายฟ้าเป็นหนึ่งในนั้น เธอมาถึงมหาวิทยาลัยเร็วกว่าปกติอยู่เสมอ
เด็กสาวในเสื้อเชิ้ตนักศึกษาสีขาวสะอาดทั้งเสื้อช็ปใส่คลุมด้านนอก กระโปรงพลีทยาวคลุมเข่า ผมยาวดำขลับถูกรวบครึ่งหนึ่งอย่างเรียบร้อย นั่งอยู่โต๊ะมุมเดิมของโรงอาหารคณะ ด้านหน้ามีหนังสือเรียนวิชาคณิตศาสตร์วิศวกรรมเปิดค้างไว้ ข้างกันนั้นคือนมชมพูแก้วหนึ่งที่เพิ่งซื้อมาใหม่ๆ ทั้งยังมีหยดน้ำเกาะรอบแก้วเป็นฝ้าบาง ๆ ปลายฟ้าก้มหน้าจดอะไรบางอย่างลงในสมุด เสียงปากกาขีดเขียนเบาๆ สม่ำเสมอ
เมื่อคืนเธอนอนไม่ค่อยหลับคำเรียก “ตัวเล็ก” จากเขายังดังก้องในหัว ภาพชายหนุ่มที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้หน้ามูลนิธิเมื่อวานนี้ยังชัดเจนเกินไป เธอแทบไม่อยากจะชื่อว่าทิวเขาคือพี่ทิมของเธอในวันวาน ปลายฟ้าพยายามบอกตัวเองว่าเช้านี้ต้องเป็นปกติ ต้องทำตัวเหมือนเดิม เหมือนทุกวันที่เคยเป็น แต่ความว้าวุ่นภายในใจทำให้มันยากสำหรับเธอที่จะทำตัวปกติ
“มาคนเดียวเหรอครับ?” เสียงทุ้มเรียบดังขึ้นด้านหน้าโต๊ะจนปลายฟ้าชะงัก เงยหน้าขึ้นช้า ๆ ทิวเขายืนอยู่ตรงนั้น เสื้อเชิ้ตนักศึกษาของเขาถูกพับแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อย นาฬิกาข้อมือเรือนหรูสีเงินสะท้อนแสงจนแสบตา ใบหน้าคมเข้มดูสงบนิ่งอย่างเคย แต่สายตาที่มองเธอกลับอ่อนโยนกว่าที่ใครเคยเห็น และนั่นทำให้หัวใจปลายฟ้าเต้นแรงขึ้นโดยไม่ฟังเหตุผล
“ค่ะ… พี่ละคะ? มาเช้าจัง” เธอตอบเสียงเบา ก่อนที่เขายิ้มจะบางๆ ตอบกลับ แล้วเลื่อนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามออก
“พี่ก็มาก่อนเพื่อนเหมือนกัน นั่งด้วยได้ไหม?” เธอพยักหน้ารับอย่างพยายามควบคุมความว้าวุ่นในใจ ทิวเขายิ้มรับแล้วนั่งลงอย่างสบาย ๆ สายตาเหลือบมองหนังสือบนโต๊ะ
“อ่านอะไรอยู่?”
“คณิตศาสตร์วิศวกรรมค่ะ บทอินทิเกรต ฟ้ายังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่”
“ตรงไหน?” เขาเอนตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย มือหยิบปากกาของเธอขึ้นมาโดยไม่ทันคิด แล้วชี้ไปที่สมการในทันที ทิวเขาเรียนเก่งมาแต่ไหนแต่ไร แค่เขามองก็สามารถแก้มันได้ทันที
“ตรงนี้ต้องแยกตัวแปรก่อน แล้วค่อยจัดรูปใหม่ มันจะง่ายขึ้น” เสียงเขานุ่มต่ำอธิบายช้าๆ ไม่เร่งรีบ ปลายฟ้าพยายามจะจ้องหน้ากระดาษ แต่สมาธิกลับหลุดไปที่เสียงของเขา เพราะเขาอยู่ใกล้เธอเกินไป ใกล้จนเธอได้กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ จากตัวเขา และใกล้จนเธอรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นแผ่วเบา
“เข้าใจไหม?” เสียงเขาทำให้เธอสะดุ้งเล็กน้อย
“คะ…ค่ะ” เขาหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นท่าทีของเธอ
“ไม่เข้าใจก็บอกได้นะ พี่ไม่ว่า” คำว่า “พี่” ที่เขาใช้แทนตัวเองทำให้เธอใจสั่นอย่างประหลาด เหมือนว่าภาพวันวานกำลังค่อยๆ ซ้อนทับกับตัวเขาในวันนี้อีกที
“เมื่อวาน…ฟ้ากลับถึงหอปลอดภัยไหม?” เขาถามขึ้นเสียงเรียบแต่ปะปนไปด้วยความอยากรู้และอยากถามไถ่
“ค่ะ ขอบคุณนะคะที่…ไปที่มูลนิธิ” เธอเว้นจังหวะเล็กน้อยและแววตาเต็มไปด้วยความสับสน
“ฟ้ายังงง ๆ อยู่เลย” เธองุนงงที่ได้เจอกับเขาที่มูลนิธิเม่อวาน และยิ่งงุนงงกว่านั้นที่ได้รู้ว่าเขาคือพี่ทิมที่เธอรอคอยมาตลอดคือเขา ทิวเขามองเธอเงียบๆ
“พี่ก็เหมือนกัน” เขาตอบสั้นๆ แต่จริงจัง เขาเองก็รอคอยที่จะได้เจอตัวเล็กของเขาเสมอ เพียงแต่เขาแค่ไม่คิดว่าจะมาเจอกันที่นี่ในเวลานี้ก็เท่านั้น
“พี่ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ฟ้าตกใจนะ”
“มันเร็วไปหน่อยค่ะ” เธอก้มหน้าลงเล็กน้อย ความรู้สึกต่างๆ ยังคงตีรวนให้วุ่นอยู่ในหัวเธอ และในหัวของเธอก็ยังคงคิดไม่ตก ปลายฟ้ามองไปทางที่เขาพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ฟ้าค่อยๆ คิดทบทวนไปก็ได้ พี่ไม่รีบ” คำตอบนั้นเรียบง่าย แต่ทำให้หัวใจเธอสั่นเบาๆ อีกครั้ง แต่ยังไม่ทันที่บทสนทนาจะดำเนินต่อ เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นด้านหลัง
“โห มาเช้าขนาดนี้เลยเหรอวะ?” ริวเดินเข้ามาก่อนใคร เสื้อเชิ้ตปลดกระดุมคอหนึ่งเม็ดตามสไตล์เจ้าตัว ใบหน้าหล่อคมยิ้มเจ้าเล่ห์ ด้านหลังตามมาด้วยรามิลในท่าทีสบายๆ ทั้งมือถือแก้วกาแฟเย็นอยู่ในมือ และคิมหันต์ที่ไม่ค่อยพูดที่สุดในกลุ่มเดินเข้ามาสมทบอย่างหงียบๆ ริวหยุดยืนข้างโต๊ะก่อนจะมองภาพตรงหน้าอย่างมีนัยยะ
“อะไรกันครับเนี่ย? มึงนั่งติวให้น้องแต่เช้าเลยเหรอ?” ปลายฟ้าชะงักทันที ใบหน้าหวานแดงวูบขึ้นมากะทันหัน ทิวเขาเหลือบมองเพื่อนนิ่งๆ แต่สายตาปะปนไปด้วยความรำคาญ
“มึงมาช้าก็เงียบๆ ไป” ริวหัวเราะร่าที่ก่อกวนเพื่อนได้
“เอ้า ก็เห็นภาพมันชวนคิดนี่หว่า” รามิลพูดทั้งยักคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะทักทายปลายฟ้า
“สวัสดีตอนเช้าครับน้องปลายฟ้า ว่าแต่เพื่อนเราไปไหนละ?” ปลายฟ้ายิ้มบางๆ เธอหรี่ตามองรุ่นพี่ตรงหน้าอย่างพิจารณาว่าอีกคนกำลังจงใจถามหาใครกันแน่
“ยังไม่มากันเลย…..”
“ฟ้า!” ปลายฟ้าหยุดชะงักเมื่อยังไม่ทันตอบรามิลให้จบดีเสียงเรียกของใครบางคนก็ดังขึ้น ข้าวหอมวิ่งเข้ามาพร้อมกระเป๋าสะพายข้าง ใบหน้าสดใสในตอนแรกชะงักทันทีที่เห็นกลุ่มรุ่นพี่ตรงหน้า โดยเฉพาะรามิล ทันทีที่เห็นเธอก็มองเขาอย่างไม่สบอารมณ์ แต่รามิลกลับยิ้มกว้างที่ได้เจอ
“อ้าว เด็กดื้อมาแล้ว” ข้าวหอมถลึงตาใส่อีกคน
“ใครเด็กดื้อ ไม่ต้องเรียกแบบนั้น”
“ก็เมื่อวานอุตส่าห์ช่วย”
“ใครขอล่ะ!” ปลายฟ้ามองสองคนนั้นสลับไปมาแล้วส่ายหัวด้วยรอยยิ้ม
“คู่นี้มันจะทะเลาะกันทุกวันเลยใช่ไหม” ริวเอ่ยแล้วหัวเราะลั่น ข้าวหอมหันมามองทิวเขาแล้วพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการทักทาย ก่อนจะรีบดึงแขนปลายฟ้า
“ไปเถอะ เดี๋ยวสาย”
“อ้าว ยังไม่ทันได้คุยเลย” รามิลทำหน้าผิดหวังเกินจริง ก่อนที่ข้าวหอมจะหันไปแลบลิ้นใส่แล้วเธอก็ลากปลายฟ้าออกไปทันที ปลายฟ้าหันกลับมามองแวบหนึ่ง สายตาของเธอสบกับทิวเขาชั่วครู่ ส่วนเขามองตามเธอเงียบๆ จนร่างบางเดินลับตาไป ริวทรุดตัวนั่งลงแทนที่ทันที พร้อมกับรามิลและคิมหันต์ที่นั่งลงด้วย
“เอาล่ะ เล่ามา” ทิวเขาเลิกคิ้วเมื่อได้ยินสิ่งที่ริวถาม
“เล่าอะไรว่ะ?”
“มึงสนใจน้องปีหนึ่งคนนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่” รามิลพยักหน้าเห็นด้วยคำถาม
“ปกติมึงไม่ค่อยนั่งกับใครนาน ๆ แบบนี้นะ” คิมหันต์วางกระเป๋าลงบนโต๊ะแล้วเสริมคำถามของริวอีกรอบ
“จริง ปกติมึงกินเสร็จก็ไป” รามิลหรี่ตามองพิรุธเพื่อนก่อนจะก้มลงดูดกาแฟในมือ ทิวเขานิ่งไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังถูกเพื่อนรุมตั้งคำถาม สายตาเขายังมองไปทางที่ปลายฟ้าเดินหายไป
“ก็นานแล้ว”
“นานแล้วนี่แปลว่าอะไร” ริวหรี่ตามองอย่างสงสัย เขาเงียบอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
“พวกมึงรู้ไหม ว่ากูไม่ได้โตมากับบ้านนี้ตั้งแต่แรก” เพื่อนทั้งสามชะงักเล็กน้อย เรื่องที่ทิวเขาเป็นลูกบุญธรรม พวกเพื่อนของเขารู้ แต่ไม่เคยรู้รายละเอียด
“ก่อนจะมาอยู่บ้านนี้ กูอยู่มูลนิธิมาก่อน” เสียงเขาราบเรียบ แต่แฝงด้วยความหนักแน่น
“ที่เดียวกับฟ้า” รามิลขมวดคิ้วแน่นขึ้นอีกเมื่อฟังสิ่งที่ทิวเขาเล่า
“หมายความว่า…” คิมหันต์ขยับหน้าเข้าไปใกล้ทิวเขาอย่างคาดคั้น
“ใช่” ทิวเขาพยักหน้า
“กูกับฟ้าโตมาด้วยกัน” ความเงียบปกคลุมโต๊ะไปชั่วครู่เมื่อทิวเขาพูดจบ รามิลลดรอยยิ้มลงเล็กน้อยแล้วถามต่อ
“แล้วทำไมมึงไม่เคยเล่าเลยว่ะ?”
“มันไม่มีอะไรต้องเล่า กูถูกพ่อรับมาเลี้ยงตอนสิบสาม แล้วก็ไม่ได้กลับไปอีก” ทิวเขามองแก้วน้ำตรงหน้า คำว่าไม่ได้กลับไปอีกยังคงสะท้อนให้เห็นความรู้สึกผิดมากมายในใจเขา
“ทำไมว่ะ?” คำถามของคิมหันต์ตรงไปตรงมา เขายกมุมปากบางๆ อย่างฝืนๆ
“มันมีเหตุผล” ไม่มีใครถามซ้ำเมื่อทิวเขาพูดอย่างนั้น พวกเขาเข้าใจได้ดีว่าเพื่อนคงมีเหตุผลส่วนตัวที่ไม่อยากพูดถึง
“แล้วน้องจำมึงไม่ได้เหรอ?” ริวยังคงเป็นคนหนึ่งที่สงสัย ทิวเขาแอบหัวเราะในความอยากรู้อยากเห็นของเพื่อน
“ตอนแรกไม่ แต่เมื่อวานกูไปที่มูลนิธิ แล้วบอกความจริง” เสียงทิวเขาเบาลงเล็กน้อย
“แล้ว?” คิมหันต์เลิ่กคิ้วเป็นเชิงบอกให้ทิวเขาพูดต่อ
“เขาวิ่งหนี” คำตอบนั้นทำให้ริวหัวเราะเบาๆ
“สมควร มึงหายไปเป็นสิบปี อยู่ดีๆ โผล่มา ใครจะรับได้ทัน” รามิลกอดอกปล่อยตัวพิงกับพนักเก้าอี้ โลกนี้มันกลมจนน่ากลัว ทั้งที่ห่างหายกันมาตั้งนาน สุดท้ายก็ได้เจอกันอยู่ดี
“พวกมึงรู้ไหมว่าฟ้าเป็นคนที่กูคิดถึงมาตลอดเลยนะ กูอยากปกป้องเขาเหมือนเดิม และกูก็คาดหวังว่ากูจะสามารถทำอย่างนั้นได้
ลมบ่ายต้นฤดูฝนพัดเอื่อยผ่านลานกว้างหน้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ แสงแดดอ่อนลงจากช่วงเที่ยง ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าใสมีเมฆขาวลอยอ้อยอิ่ง เสียงนักศึกษาหัวเราะคุยกันประปรายดังคลอไปกับเสียงเครื่องยนต์รถที่แล่นผ่านหน้าตึกเรียน ปลายฟ้าเดินเคียงข้างข้าวหอมตามทางเดินหินอ่อน ใต้ต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงา เธอกอดสมุดชีทแนบอก ใบหน้าหวานของคนตัวเล็กมีรอยยิ้มบางๆประดับอยู่“เอ้อ เมื่อวานฟ้าหายไปไหนมา เห็นนิมันโทรมาบ่น ว่าโทรไปก็ไม่รับ ไลน์ก็อ่านช้า” ข้าวหอมถามเสียงใสแต่แฝงความจงใจจับผิด ปลายฟ้าสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหลบสายตาทันที“ก็...ไปธุระนิดหน่อย”“ธุระอะไร? หรือว่า…..?" ข้าวหอมเลิ่กคิ้วใส่คนตรงหน้าทันที“ไม่มีอะไรทั้งนั้น” เธอรีบปฏิเสธ แก้มขาวขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างควบคุมไม่ได้ “คะ แค่กลับไปเยี่ยมแม่ครู”ข้าวหอมชะงักค้างแล้วพยักหน้าราวกับว่ารับรู้แล้ว “อ๋อ ที่มูลนิธิ?”ปลายฟ้าพยักหน้ารับทันทีทั้งยิ้มอ่อน เธอไม่ต้องการให้เพื่อนรู้เรื่องราวของเธอกับทิวเขา เพราะกลัวว่าจะสร้างความเดือดร้อนและความรำคาญใจต่อเขามากกว่า เขาในตอนนี้คือทิวเขาลูกคนรวย ไม่ใช่พี่ทิมของเธออย่างในอดีตอีกต่อไปแล้ว “อื้ม แม่ครูคิดถึง”เธอยิ้มแ
เช้าวันเสาร์อากาศปลอดโปร่ง ฟ้าสีอ่อนปกคลุมเมืองอย่างอ่อนโยน แสงแดดยามเช้าสาดผ่านหน้าต่างหอพักของปลายฟ้าอย่างนุ่มนวล ละอองฝุ่นลอยเอื่อยในอากาศ ปลายฟ้าตื่นแต่เช้ากว่าปกติ แม้เมื่อคืนจะนอนดึกเพราะอ่านหนังสือ แต่หัวใจกลับเต้นแรงผิดจังหวะตั้งแต่ลืมตา เหตุผลเดียวก็คือข้อความสั้นๆ ที่เธอได้รับเมื่อคืน“พรุ่งนี้ว่างไหม พี่จะพากลับไปที่มูลนิธิ” ชื่อผู้ส่งคือทิวเขา เธออ่านข้อความนั้นซ้ำหลายรอบ ก่อนจะพิมพ์ตอบไปสั้น ๆ ว่า “ว่างค่ะ” เธอไม่ได้บอกเพื่อนๆ แม้แต่ข้าวหอม ทั้งที่ปกติจะเล่าให้ฟังทุกเรื่อง แต่ครั้งนี้…เธออยากเก็บมันไว้คนเดียว อยากรู้ว่าการได้กลับไปที่เดิมพร้อมเขาจะรู้สึกอย่างไรเสียงแตรรถเบาๆ ดังขึ้นหน้าหอพักในเวลาเก้าโมงตรง ปลายฟ้าหยิบกระเป๋าผ้าใบเล็กๆ ก่อนจะเดินลงบันไดอย่างรวดเร็ว รถคันหรูสีดำจอดนิ่งอยู่ข้างทาง กระจกเลื่อนลง เผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่เธอเริ่มคุ้นเคย“ขึ้นมาได้แล้วฟ้า” เสียงทุ้มเรียบเอ่ย เธอพยักหน้าแล้วเปิดประตูขึ้นไปนั่งข้างคนขับ กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ของเขาลอยแตะจมูกจนหัวใจเธอไหววูบ“พี่มารอนานไหมคะ?”“ไม่นาน เพิ่งถึง” เขาตอบสั้นๆ ตามนิสัยแต่มันไม่ได้แข็งกระด้าง รถเคลื่อนตัวอ
แสงแดดยามเช้าสาดผ่านตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ ลมบางเบาพัดเอื่อย กลิ่นกาแฟจากร้านเล็กๆ หน้าโรงอาหารลอยคลุ้งปะปนกับเสียงพูดคุยของนักศึกษาที่ทยอยกันมาแต่เช้า ปลายฟ้าเป็นหนึ่งในนั้น เธอมาถึงมหาวิทยาลัยเร็วกว่าปกติอยู่เสมอเด็กสาวในเสื้อเชิ้ตนักศึกษาสีขาวสะอาดทั้งเสื้อช็ปใส่คลุมด้านนอก กระโปรงพลีทยาวคลุมเข่า ผมยาวดำขลับถูกรวบครึ่งหนึ่งอย่างเรียบร้อย นั่งอยู่โต๊ะมุมเดิมของโรงอาหารคณะ ด้านหน้ามีหนังสือเรียนวิชาคณิตศาสตร์วิศวกรรมเปิดค้างไว้ ข้างกันนั้นคือนมชมพูแก้วหนึ่งที่เพิ่งซื้อมาใหม่ๆ ทั้งยังมีหยดน้ำเกาะรอบแก้วเป็นฝ้าบาง ๆ ปลายฟ้าก้มหน้าจดอะไรบางอย่างลงในสมุด เสียงปากกาขีดเขียนเบาๆ สม่ำเสมอเมื่อคืนเธอนอนไม่ค่อยหลับคำเรียก “ตัวเล็ก” จากเขายังดังก้องในหัว ภาพชายหนุ่มที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้หน้ามูลนิธิเมื่อวานนี้ยังชัดเจนเกินไป เธอแทบไม่อยากจะชื่อว่าทิวเขาคือพี่ทิมของเธอในวันวาน ปลายฟ้าพยายามบอกตัวเองว่าเช้านี้ต้องเป็นปกติ ต้องทำตัวเหมือนเดิม เหมือนทุกวันที่เคยเป็น แต่ความว้าวุ่นภายในใจทำให้มันยากสำหรับเธอที่จะทำตัวปกติ“มาคนเดียวเหรอครับ?” เสียงทุ้มเรียบดังขึ้นด้านหน้าโต๊ะจนปลายฟ้าชะงัก เงยหน้าขึ้นช
รถเมล์สายเก่าค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากป้ายหน้ามหาวิทยาลัย กลิ่นไอแดดยามบ่ายผสมกับกลิ่นเบาะผ้าเก่าอับจางๆ ปลายฟ้านั่งริมหน้าต่าง มือเล็กกำสายกระเป๋าผ้าแน่น ดวงตากลมใสทอดมองวิวสองข้างทางที่ค่อย ๆ ถอยหลังห่างออกไป วันนี้เธอไม่มีเรียนช่วงบ่าย หลังจากผ่านกิจกรรมรับน้องมาหลายวันติดร่างกายยังคงอ่อนล้า แต่ใจกลับอยากมาที่นี่มากกว่าที่ไหนๆ“มูลนิธิบ้านแสงตะวัน” สถานที่ที่เคยเป็นทั้งบ้าน เป็นทั้งโลกใบเล็กๆ ของเธอ รถเมล์เลี้ยวเข้าสู่ถนนเส้นเล็กที่มีต้นไม้เรียงรายสองข้างทาง กิ่งก้านทอดเงาพาดผ่านกระจกเป็นลายคลื่น ปลายฟ้าหลับตาลงชั่วครู่ คนตัวเล็กสูดลมหายใจลึกๆ กลิ่นที่คุ้นเคยของความทรงจำค่อยๆ ซึมซับเข้ามาเธอไม่ได้กลับมาที่นี่บ่อยนัก ตั้งแต่สอบชิงทุนเข้าเรียนคณธวิศวกรรมศาสตร์ปีหนึ่งที่มหาวิทยาลัยดังใจกลางเมืองได้ ชีวิตของเธอก็หมุนเร็วขึ้น ทุกอย่างใหม่หมด ทั้งเพื่อน ทั้งสังคม ทั้งสายตาคนที่มองเธอแต่ไม่ว่าที่ไหนจะวุ่นวายแค่ไหน ที่นี่ก็ยังเป็นที่เดียวที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนได้เป็นตัวเองทันทีที่รถจอดสนิท ปลายฟ้าก้าวลงจากรถเมล์ เงยหน้ามองป้ายไม้สีซีดที่เขียนชื่อมูลนิธิด้วยตัวอักษรสีขาวลอกล่อนเล็กน้อย รั้ว







