เข้าสู่ระบบแสงแดดยามเช้าสาดผ่านตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ ลมบางเบาพัดเอื่อย กลิ่นกาแฟจากร้านเล็กๆ หน้าโรงอาหารลอยคลุ้งปะปนกับเสียงพูดคุยของนักศึกษาที่ทยอยกันมาแต่เช้า ปลายฟ้าเป็นหนึ่งในนั้น เธอมาถึงมหาวิทยาลัยเร็วกว่าปกติอยู่เสมอ
เด็กสาวในเสื้อเชิ้ตนักศึกษาสีขาวสะอาดทั้งเสื้อช็ปใส่คลุมด้านนอก กระโปรงพลีทยาวคลุมเข่า ผมยาวดำขลับถูกรวบครึ่งหนึ่งอย่างเรียบร้อย นั่งอยู่โต๊ะมุมเดิมของโรงอาหารคณะ ด้านหน้ามีหนังสือเรียนวิชาคณิตศาสตร์วิศวกรรมเปิดค้างไว้ ข้างกันนั้นคือนมชมพูแก้วหนึ่งที่เพิ่งซื้อมาใหม่ๆ ทั้งยังมีหยดน้ำเกาะรอบแก้วเป็นฝ้าบาง ๆ ปลายฟ้าก้มหน้าจดอะไรบางอย่างลงในสมุด เสียงปากกาขีดเขียนเบาๆ สม่ำเสมอ
เมื่อคืนเธอนอนไม่ค่อยหลับคำเรียก “ตัวเล็ก” จากเขายังดังก้องในหัว ภาพชายหนุ่มที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้หน้ามูลนิธิเมื่อวานนี้ยังชัดเจนเกินไป เธอแทบไม่อยากจะชื่อว่าทิวเขาคือพี่ทิมของเธอในวันวาน ปลายฟ้าพยายามบอกตัวเองว่าเช้านี้ต้องเป็นปกติ ต้องทำตัวเหมือนเดิม เหมือนทุกวันที่เคยเป็น แต่ความว้าวุ่นภายในใจทำให้มันยากสำหรับเธอที่จะทำตัวปกติ
“มาคนเดียวเหรอครับ?” เสียงทุ้มเรียบดังขึ้นด้านหน้าโต๊ะจนปลายฟ้าชะงัก เงยหน้าขึ้นช้า ๆ ทิวเขายืนอยู่ตรงนั้น เสื้อเชิ้ตนักศึกษาของเขาถูกพับแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อย นาฬิกาข้อมือเรือนหรูสีเงินสะท้อนแสงจนแสบตา ใบหน้าคมเข้มดูสงบนิ่งอย่างเคย แต่สายตาที่มองเธอกลับอ่อนโยนกว่าที่ใครเคยเห็น และนั่นทำให้หัวใจปลายฟ้าเต้นแรงขึ้นโดยไม่ฟังเหตุผล
“ค่ะ… พี่ละคะ? มาเช้าจัง” เธอตอบเสียงเบา ก่อนที่เขายิ้มจะบางๆ ตอบกลับ แล้วเลื่อนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามออก
“พี่ก็มาก่อนเพื่อนเหมือนกัน นั่งด้วยได้ไหม?” เธอพยักหน้ารับอย่างพยายามควบคุมความว้าวุ่นในใจ ทิวเขายิ้มรับแล้วนั่งลงอย่างสบาย ๆ สายตาเหลือบมองหนังสือบนโต๊ะ
“อ่านอะไรอยู่?”
“คณิตศาสตร์วิศวกรรมค่ะ บทอินทิเกรต ฟ้ายังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่”
“ตรงไหน?” เขาเอนตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย มือหยิบปากกาของเธอขึ้นมาโดยไม่ทันคิด แล้วชี้ไปที่สมการในทันที ทิวเขาเรียนเก่งมาแต่ไหนแต่ไร แค่เขามองก็สามารถแก้มันได้ทันที
“ตรงนี้ต้องแยกตัวแปรก่อน แล้วค่อยจัดรูปใหม่ มันจะง่ายขึ้น” เสียงเขานุ่มต่ำอธิบายช้าๆ ไม่เร่งรีบ ปลายฟ้าพยายามจะจ้องหน้ากระดาษ แต่สมาธิกลับหลุดไปที่เสียงของเขา เพราะเขาอยู่ใกล้เธอเกินไป ใกล้จนเธอได้กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ จากตัวเขา และใกล้จนเธอรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นแผ่วเบา
“เข้าใจไหม?” เสียงเขาทำให้เธอสะดุ้งเล็กน้อย
“คะ…ค่ะ” เขาหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นท่าทีของเธอ
“ไม่เข้าใจก็บอกได้นะ พี่ไม่ว่า” คำว่า “พี่” ที่เขาใช้แทนตัวเองทำให้เธอใจสั่นอย่างประหลาด เหมือนว่าภาพวันวานกำลังค่อยๆ ซ้อนทับกับตัวเขาในวันนี้อีกที
“เมื่อวาน…ฟ้ากลับถึงหอปลอดภัยไหม?” เขาถามขึ้นเสียงเรียบแต่ปะปนไปด้วยความอยากรู้และอยากถามไถ่
“ค่ะ ขอบคุณนะคะที่…ไปที่มูลนิธิ” เธอเว้นจังหวะเล็กน้อยและแววตาเต็มไปด้วยความสับสน
“ฟ้ายังงง ๆ อยู่เลย” เธองุนงงที่ได้เจอกับเขาที่มูลนิธิเม่อวาน และยิ่งงุนงงกว่านั้นที่ได้รู้ว่าเขาคือพี่ทิมที่เธอรอคอยมาตลอดคือเขา ทิวเขามองเธอเงียบๆ
“พี่ก็เหมือนกัน” เขาตอบสั้นๆ แต่จริงจัง เขาเองก็รอคอยที่จะได้เจอตัวเล็กของเขาเสมอ เพียงแต่เขาแค่ไม่คิดว่าจะมาเจอกันที่นี่ในเวลานี้ก็เท่านั้น
“พี่ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ฟ้าตกใจนะ”
“มันเร็วไปหน่อยค่ะ” เธอก้มหน้าลงเล็กน้อย ความรู้สึกต่างๆ ยังคงตีรวนให้วุ่นอยู่ในหัวเธอ และในหัวของเธอก็ยังคงคิดไม่ตก ปลายฟ้ามองไปทางที่เขาพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ฟ้าค่อยๆ คิดทบทวนไปก็ได้ พี่ไม่รีบ” คำตอบนั้นเรียบง่าย แต่ทำให้หัวใจเธอสั่นเบาๆ อีกครั้ง แต่ยังไม่ทันที่บทสนทนาจะดำเนินต่อ เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นด้านหลัง
“โห มาเช้าขนาดนี้เลยเหรอวะ?” ริวเดินเข้ามาก่อนใคร เสื้อเชิ้ตปลดกระดุมคอหนึ่งเม็ดตามสไตล์เจ้าตัว ใบหน้าหล่อคมยิ้มเจ้าเล่ห์ ด้านหลังตามมาด้วยรามิลในท่าทีสบายๆ ทั้งมือถือแก้วกาแฟเย็นอยู่ในมือ และคิมหันต์ที่ไม่ค่อยพูดที่สุดในกลุ่มเดินเข้ามาสมทบอย่างหงียบๆ ริวหยุดยืนข้างโต๊ะก่อนจะมองภาพตรงหน้าอย่างมีนัยยะ
“อะไรกันครับเนี่ย? มึงนั่งติวให้น้องแต่เช้าเลยเหรอ?” ปลายฟ้าชะงักทันที ใบหน้าหวานแดงวูบขึ้นมากะทันหัน ทิวเขาเหลือบมองเพื่อนนิ่งๆ แต่สายตาปะปนไปด้วยความรำคาญ
“มึงมาช้าก็เงียบๆ ไป” ริวหัวเราะร่าที่ก่อกวนเพื่อนได้
“เอ้า ก็เห็นภาพมันชวนคิดนี่หว่า” รามิลพูดทั้งยักคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะทักทายปลายฟ้า
“สวัสดีตอนเช้าครับน้องปลายฟ้า ว่าแต่เพื่อนเราไปไหนละ?” ปลายฟ้ายิ้มบางๆ เธอหรี่ตามองรุ่นพี่ตรงหน้าอย่างพิจารณาว่าอีกคนกำลังจงใจถามหาใครกันแน่
“ยังไม่มากันเลย…..”
“ฟ้า!” ปลายฟ้าหยุดชะงักเมื่อยังไม่ทันตอบรามิลให้จบดีเสียงเรียกของใครบางคนก็ดังขึ้น ข้าวหอมวิ่งเข้ามาพร้อมกระเป๋าสะพายข้าง ใบหน้าสดใสในตอนแรกชะงักทันทีที่เห็นกลุ่มรุ่นพี่ตรงหน้า โดยเฉพาะรามิล ทันทีที่เห็นเธอก็มองเขาอย่างไม่สบอารมณ์ แต่รามิลกลับยิ้มกว้างที่ได้เจอ
“อ้าว เด็กดื้อมาแล้ว” ข้าวหอมถลึงตาใส่อีกคน
“ใครเด็กดื้อ ไม่ต้องเรียกแบบนั้น”
“ก็เมื่อวานอุตส่าห์ช่วย”
“ใครขอล่ะ!” ปลายฟ้ามองสองคนนั้นสลับไปมาแล้วส่ายหัวด้วยรอยยิ้ม
“คู่นี้มันจะทะเลาะกันทุกวันเลยใช่ไหม” ริวเอ่ยแล้วหัวเราะลั่น ข้าวหอมหันมามองทิวเขาแล้วพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการทักทาย ก่อนจะรีบดึงแขนปลายฟ้า
“ไปเถอะ เดี๋ยวสาย”
“อ้าว ยังไม่ทันได้คุยเลย” รามิลทำหน้าผิดหวังเกินจริง ก่อนที่ข้าวหอมจะหันไปแลบลิ้นใส่แล้วเธอก็ลากปลายฟ้าออกไปทันที ปลายฟ้าหันกลับมามองแวบหนึ่ง สายตาของเธอสบกับทิวเขาชั่วครู่ ส่วนเขามองตามเธอเงียบๆ จนร่างบางเดินลับตาไป ริวทรุดตัวนั่งลงแทนที่ทันที พร้อมกับรามิลและคิมหันต์ที่นั่งลงด้วย
“เอาล่ะ เล่ามา” ทิวเขาเลิกคิ้วเมื่อได้ยินสิ่งที่ริวถาม
“เล่าอะไรว่ะ?”
“มึงสนใจน้องปีหนึ่งคนนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่” รามิลพยักหน้าเห็นด้วยคำถาม
“ปกติมึงไม่ค่อยนั่งกับใครนาน ๆ แบบนี้นะ” คิมหันต์วางกระเป๋าลงบนโต๊ะแล้วเสริมคำถามของริวอีกรอบ
“จริง ปกติมึงกินเสร็จก็ไป” รามิลหรี่ตามองพิรุธเพื่อนก่อนจะก้มลงดูดกาแฟในมือ ทิวเขานิ่งไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังถูกเพื่อนรุมตั้งคำถาม สายตาเขายังมองไปทางที่ปลายฟ้าเดินหายไป
“ก็นานแล้ว”
“นานแล้วนี่แปลว่าอะไร” ริวหรี่ตามองอย่างสงสัย เขาเงียบอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
“พวกมึงรู้ไหม ว่ากูไม่ได้โตมากับบ้านนี้ตั้งแต่แรก” เพื่อนทั้งสามชะงักเล็กน้อย เรื่องที่ทิวเขาเป็นลูกบุญธรรม พวกเพื่อนของเขารู้ แต่ไม่เคยรู้รายละเอียด
“ก่อนจะมาอยู่บ้านนี้ กูอยู่มูลนิธิมาก่อน” เสียงเขาราบเรียบ แต่แฝงด้วยความหนักแน่น
“ที่เดียวกับฟ้า” รามิลขมวดคิ้วแน่นขึ้นอีกเมื่อฟังสิ่งที่ทิวเขาเล่า
“หมายความว่า…” คิมหันต์ขยับหน้าเข้าไปใกล้ทิวเขาอย่างคาดคั้น
“ใช่” ทิวเขาพยักหน้า
“กูกับฟ้าโตมาด้วยกัน” ความเงียบปกคลุมโต๊ะไปชั่วครู่เมื่อทิวเขาพูดจบ รามิลลดรอยยิ้มลงเล็กน้อยแล้วถามต่อ
“แล้วทำไมมึงไม่เคยเล่าเลยว่ะ?”
“มันไม่มีอะไรต้องเล่า กูถูกพ่อรับมาเลี้ยงตอนสิบสาม แล้วก็ไม่ได้กลับไปอีก” ทิวเขามองแก้วน้ำตรงหน้า คำว่าไม่ได้กลับไปอีกยังคงสะท้อนให้เห็นความรู้สึกผิดมากมายในใจเขา
“ทำไมว่ะ?” คำถามของคิมหันต์ตรงไปตรงมา เขายกมุมปากบางๆ อย่างฝืนๆ
“มันมีเหตุผล” ไม่มีใครถามซ้ำเมื่อทิวเขาพูดอย่างนั้น พวกเขาเข้าใจได้ดีว่าเพื่อนคงมีเหตุผลส่วนตัวที่ไม่อยากพูดถึง
“แล้วน้องจำมึงไม่ได้เหรอ?” ริวยังคงเป็นคนหนึ่งที่สงสัย ทิวเขาแอบหัวเราะในความอยากรู้อยากเห็นของเพื่อน
“ตอนแรกไม่ แต่เมื่อวานกูไปที่มูลนิธิ แล้วบอกความจริง” เสียงทิวเขาเบาลงเล็กน้อย
“แล้ว?” คิมหันต์เลิ่กคิ้วเป็นเชิงบอกให้ทิวเขาพูดต่อ
“เขาวิ่งหนี” คำตอบนั้นทำให้ริวหัวเราะเบาๆ
“สมควร มึงหายไปเป็นสิบปี อยู่ดีๆ โผล่มา ใครจะรับได้ทัน” รามิลกอดอกปล่อยตัวพิงกับพนักเก้าอี้ โลกนี้มันกลมจนน่ากลัว ทั้งที่ห่างหายกันมาตั้งนาน สุดท้ายก็ได้เจอกันอยู่ดี
“พวกมึงรู้ไหมว่าฟ้าเป็นคนที่กูคิดถึงมาตลอดเลยนะ กูอยากปกป้องเขาเหมือนเดิม และกูก็คาดหวังว่ากูจะสามารถทำอย่างนั้นได้
แสงแดดอ่อนๆ ในยามบ่ายทอแสงผ่านต้นไม้เขียวขจีภายในสวนหย่อมของมูลนิธิเด็กกำพร้าบ้านรักละมุน บรรยากาศที่นี่เต็มไปด้วยความสดใสและเสียงหัวเราะของเด็กๆ ที่กำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน วันนี้เป็นวันพิเศษที่ทางมูลนิธิจัดงานเลี้ยงขอบคุณผู้สนับสนุน และแขกคนสำคัญที่เดินทางมาถึงตั้งแต่เช้าก็คือทิวเขาและปลายฟ้ารถกระบะคันใหญ่สองคันบรรทุกของเล่น อุปกรณ์การเรียน และของใช้จำเป็นมาเต็มพิกัด ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นความตั้งใจของคุณเกริกพลพ่อของทิวเขา ที่ฝากฝังให้ลูกชายและว่าที่สะใภ้เป็นตัวแทนนำมาบริจาค เพื่อเป็นการตอบแทนความดีงามที่ปลายฟ้ามอบให้กับครอบครัวของเขา"พี่ทิวเขาคะ ระวังนะ กล่องนั้นมันหนัก" ปลายฟ้าเอ่ยเตือนพลางรีบเข้าไปช่วยพยุงกล่องหนังสือที่ทิวเขากำลังยกขึ้นจากท้ายรถ"สบายมากครับฟ้า แค่นี้พี่ไหว" ทิวเขาหันมายิ้มกว้าง แผ่นหลังที่เคยดูเคร่งเครียดแบกรับภาระของตระกูล บัดนี้ดูผ่อนคลายและมีความสุขอย่างเห็นได้ชัด"ดูสิ เด็กๆ วิ่งมารอรับของกันใหญ่แล้ว"หลังจากจัดการมอบของและเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กๆ เสร็จเรียบร้อย ทิวเขาจึงชวนปลายฟ้ามาเดินเล่นพักผ่อนในสวนด้านหลังมูลนิธิ ซึ่งเป็นมุมสงบที่
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมห้องหรูบนชั้นสูงสุดของคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง แสงไฟจากตึกระฟ้าเบื้องล่างส่องประกายระยิบระยับราวกับเพชรที่ถูกโปรยไว้บนกำมะหยี่สีดำ ผ้าม่านเนื้อดีราคาแพงสะบัดไหวเพียงแผ่วเบาตามแรงลมจากเครื่องปรับอากาศ ภายในห้องที่เคยดูอ้างว้างและเย็นชาของ ทิวเขาบัดนี้กลับอบอวลไปด้วยความอบอุ่นและกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้ที่ปลายฟ้ามักจะใช้เป็นเครื่องหอมติดตัวหลังจากผ่านมรสุมชีวิตที่เกือบจะพรากเขาและเธอออกจากกันชั่วนิรันดร์ ทุกวินาทีที่ได้อยู่ร่วมกันจึงกลายเป็นสิ่งล้ำค่า ทิวเขายืนพิงกรอบประตูระเบียง มองดูหญิงสาวร่างบางที่กำลังยืนจัดแจกันดอกไม้อยู่ที่โต๊ะกลางห้อง เธอสวมเพียงเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งของเขาที่ชายเสื้อยาวลงมาปิดถึงต้นขา เผยให้เห็นเรียวขาเนียนสวยที่ทำให้ลำคอของเขาแห้งผากทุกครั้งที่มอง"ฟ้าครับ... ดึกแล้วนะ ยังไม่พักผ่อนอีกเหรอ?" ทิวเขาเดินเข้าไปหาจากด้านหลัง วงแขนแกร่งโอบรัดเอวบางไว้หลวมๆ พลางเกยคางลงบนไหล่เนียน ปลายฟ้าสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะคลี่ยิ้มหวาน เธอเอนหลังพิงอกอุ่นของเขาอย่างวางใจ"ฟ้าแค่อยากจัดห้องให้เรียบร้อยค่ะ พี่ทิวเขาเรียนเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ไปอาบน้ำก่อนไหมคะ?""พี่
สายลมเอื่อยๆ ของต้นฤดูร้อนพัดผ่านลานกิจกรรมคณะ บรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความขัดแย้งและหยาดน้ำตา บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความสงบสุขที่หวนคืนมาอีกครั้ง หลังจากพายุลูกใหญ่พัดผ่านไป ท้องฟ้าหลังฝนดูจะสดใสกว่าที่เคยเป็นมา คุณเกริกพลเริ่มเปิดใจและยอมรับในตัวของปลายฟ้ามากขึ้น แม้จะยังไม่สนิทใจร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การที่เขายอมให้ทิวเขาพาเธอคนนี้เข้าบ้านไปทานข้าวด้วยกันบ่อยครั้ง ก็ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่งดงามที่โต๊ะม้าหินอ่อนใต้ร่มไม้ใหญ่ ทิวเขากำลังสวมบทบาทเป็นติวเตอร์จำเป็นให้กับสามสาว ปลายฟ้า ข้าวหอม และยี่หวา อย่างขะมักเขม้น เพื่อเตรียมตัวสอบกลางภาคที่กำลังจะมาถึง"ข้อนี้ต้องใช้สูตรนี้สิฟ้า... ดูนะ พี่จะทำให้ดูช้าๆ" ทิวเขากระซิบพลางกุมมือเล็กให้เขียนตามอย่างอ่อนโยน"พี่ทิวเขาคะ... ฟ้าว่าฟ้าเริ่มจะเข้าใจแล้วล่ะค่ะ ขอบคุณนะคะ" ปลายฟ้ายิ้มหวานจนตาปิด ทำเอาทิวเขาแทบไม่มีสมาธิจะติวต่อ"แหม... ติวกันหรือมาจีบกันเนี่ย มดเดินเต็มโต๊ะหมดแล้ว" ยี่หวาแสร้งแซวพลางทำหน้ามุ่ยใส่ในขณะที่ทุกคนกำลังหัวเราะต่อกระซิกกันอยู่นั้น เสียงฝีเท้าที่สม่ำเสมอและมั่นคงก็ดังใกล้เข้ามา ร่างบางในชุดนักศึกษาที่ตัดเย็
ภายในคอนโดมิเนียมหรูของรามิลเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่แทบจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ ข้าวหอมนั่งกุมมือยี่หวาไว้แน่นบนโซฟาตัวยาว ใบหน้าของทั้งคู่ซีดเซียวและเต็มไปด้วยรอยคราบน้ำตาที่ยังไม่แห้งสนิท โดยมีคิมหันต์ยืนคุมเชิงอยู่ใกล้ประตูห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียด มือหนากำโทรศัพท์มือถือไว้แน่นเตรียมพร้อมรับสถานการณ์หากมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น"เราสองคนรออยู่ที่นี่นะ อย่าออกไปไหนเด็ดขาด ไอ้คิมมึงอยู่กับน้องนะ" รามิลเอ่ยกำชับด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด"พี่รามิล... ระวังตัวด้วยนะ" ข้าวหอมเอ่ยเสียงสั่น"ถ้าฟ้าเป็นอะไรไป ข้าวคงไม่ให้อภัยตัวเองเลย""เชื่อใจพวกพี่นะข้าว พวกพี่จ่วยเพื่อนข้าวกลับมา" รามิลตบบ่าแฟนสาวเบาๆ ก่อนจะพยักหน้าให้คิมหันต์"ฝากดูแลสาวๆ ด้วยนะมึง มีอะไรโทรหากูทันที" คิมหันต์พยักหน้าด้วยแววตาแน่วแน่เสียงรถพุ่งทะยานไปตามถนนสายเปลี่ยวที่มุ่งสู่ชายขอบกรุงเทพ ทิวเขานั่งอยู่หลังพวงมาลัยด้วยใบหน้าเคร่งขรึมประหนึ่งรูปปั้นหิน แววตาของเขาวาวโรจน์ด้วยความแค้นปนความหวาดกลัว... กลัวว่าผู้เป็นพ่อจะทำอะไรที่ร้ายแรงไปกว่าการกักขัง ส่วนริวที่นั่งเบาะหลังกำลังเช็กอุปกรณ์สื่อสารและแผนที่ผังโกดังอย่างละเอียด"ไ
ภายในห้องพักฟื้นวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง บรรยากาศเงียบสงัดมีเพียงเสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพจรที่ดังสม่ำเสมอ ทิวเขานอนพักผ่อนอยู่บนเตียงคนไข้ ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยไร้ที่ติบัดนี้ถูกแต่งแต้มด้วยรอยเขียวช้ำและพลาสเตอร์ปิดแผลหลายจุด ดวงตาคมหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัดขณะทอดมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมายแกรก... เสียงประตูเปิดออกเบาๆ พร้อมกับการปรากฏตัวของรามิลที่เดินจูงมือข้าวหอมเข้ามาในห้อง ข้าวหอมมีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด เธอเดินตามแรงจูงของแฟนหนุ่มเข้ามาหยุดอยู่ข้างเตียง"เป็นไงบ้างคะพี่ทิวเขา... หนักเอาการเลยนะนั่น" ข้าวหอมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย ทิวเขาแค่นยิ้มฝืนๆ"แค่นี้ยังน้อยไปมั้งเทียบกับสิ่งที่พี่ทำไว้... ขอบใจนะที่มาเยี่ยม""พี่ทิมคะ... ฟ้าเป็นห่วงพี่มากเลยนะ" ข้าวหอมเอ่ยขึ้นพลางมองรอยช้ำบนตัวทิวเขาด้วยความสงสาร"แต่พวกเรายังไม่กล้าให้ฟ้ามาตอนนี้ กลัวจะสวนกับ..."ยังไม่ทันที่ข้าวหอมจะพูดจบ ประตูห้องพักฟื้นก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่น คุณเกริกพลเดินเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าที่ทรงอำนาจและใบหน้าที่ถมึงทึง สายตาคมกวาดมองไปรอบห้องก่อนจะหยุดกึกอยู่ที่ร่างของข้าวห
แสงสุดท้ายของวันกำลังจะลับขอบฟ้าที่ชายหาดหัวหิน ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มอมม่วงดูสวยงามทว่ากลับให้ความรู้สึกอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก เสียงคลื่นที่ซัดสาดเข้าหาฝั่งครั้งแล้วครั้งเล่าดูเหมือนจะพยายามชะล้างความตึงเครียดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ให้จางหายไป แต่มันกลับไม่ระคายผิวความรู้สึกผิดที่เกาะกินใจของคนกลุ่มหนึ่งได้เลยปลายฟ้านั่งกอดเข่าอยู่บนผืนทรายขาวละเอียดที่เริ่มเย็นชื้นตามอุณหภูมิที่ลดลง ดวงตาคู่สวยทอดมองไปยังเส้นขอบฟ้าที่เลือนลาง น้ำตาที่เพิ่งเหือดแห้งไปทิ้งรอยจางๆ ไว้บนแก้มใส ความคำรามในใจของเธอดังกว่าเสียงคลื่นเสียอีก ทุกถ้อยคำที่นิรินสาดใส่เมื่อครู่ยังคงก้องอยู่ในหู ราวกับประกาศนียบัตรแห่งความล้มเหลวในฐานะเพื่อน"ฟ้า..." เสียงเรียกเบาๆ พร้อมสัมผัสอุ่นที่หัวไหล่ทำให้เธอสะดุ้งเล็กน้อยข้าวหอมกับยี่หวาทรุดตัวลงนั่งลงข้างๆ เพื่อนรัก ทั้งคู่ไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองหรือรำคาญใจที่ทริปพักผ่อนครั้งนี้พังทลายลง ในทางกลับกัน แววตาของพวกเธอเต็มไปด้วยความเข้าใจและความเป็นห่วง"แกโอเคไหมฟ้า...?" ยี่หวาถามพลางลูบหลังเพื่อนเบาๆ"ฟ้า... ฟ้าขอโทษนะทุกคน เพราะฟ้าแท้ๆ เลย เรื่องราวมันถึงได้บานปลายขนาดน
เช้าวันอาทิตย์ที่อากาศสดใสชวนให้หัวใจเบิกบาน แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าลอดผ่านม่านสีขาวละมุนเข้ามาทักทายสองร่างที่ยังคงกกกอดกันอยู่ภายใต้ผ้านวมผืนหนา ทิวเขาลืมตาขึ้นมาพบกับใบหน้าหวานของปลายฟ้าที่ซบอยู่กับอกแกร่งของเขา แพขนตายาวงอนหลับสนิท ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของเธอคือท่วงทำนองที่เพราะที่สุดที่เขาเคยได้ย
ความวุ่นวายในงานเลี้ยงจบลงทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่แสนอึดอัด ทิวเขาขับรถออกจากโรงแรมหรูด้วยความเร็วที่สะท้อนถึงอารมณ์เบื้องลึก เขาปลดเนกไทที่รัดรึงลำคอออกอย่างบ้าคลั่ง ประหนึ่งพยายามกระชากพันธะสัญญาที่พ่อบุญธรรมเพิ่งประกาศกลางงานทิ้งไป แสงไฟจากเสากิ่งข้างทางสาดส่องเข้ามาในรถเป็นระยะ สลับกับความมื
แสงเทียนเริ่มมอดดับลงภายในแต่ยังคงทิ้งกลิ่นอายอบอวลผสมผสานกับกลิ่นอายแห่งความรักที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในอากาศ แสงแดดรำไรคืบคลานเข้ามาพาดผ่านร่างสองร่างที่นอนกอดก่ายกันอยู่เสิ่นลู่ถิงค่อยๆ ขยับเปลือกตาขึ้นอย่างช้าๆ ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือความอบอุ่นจากอ้อมแขนแข็งแกร่งที่โอบรัดเอวบางเอาไว้แน่นแต่ก
เช้าวันใหม่บนดอยสูงมาพร้อมกับอากาศที่หนาวเหน็บกว่าทุกวัน ไอหมอกหนาทึบปกคลุมไปทั่วบริเวณจนมองแทบไม่เห็นทางเดินระหว่างเรือนพัก เสียงไก่ป่าขันระงมรับรุ่งอรุณสลับกับเสียงฝีเท้าของเหล่านักศึกษาอาสาที่เริ่มตื่นมาทำภารกิจส่วนตัวแต่ที่หน้าเรือนพักหญิง กลับมีบรรยากาศตึงเครียดเล็กน้อย เมื่อข้าวหอมที่ได้รับบ







