LOGINลมบ่ายต้นฤดูฝนพัดเอื่อยผ่านลานกว้างหน้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ แสงแดดอ่อนลงจากช่วงเที่ยง ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าใสมีเมฆขาวลอยอ้อยอิ่ง เสียงนักศึกษาหัวเราะคุยกันประปรายดังคลอไปกับเสียงเครื่องยนต์รถที่แล่นผ่านหน้าตึกเรียน ปลายฟ้าเดินเคียงข้างข้าวหอมตามทางเดินหินอ่อน ใต้ต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงา เธอกอดสมุดชีทแนบอก ใบหน้าหวานของคนตัวเล็กมีรอยยิ้มบางๆประดับอยู่
“เอ้อ เมื่อวานฟ้าหายไปไหนมา เห็นนิมันโทรมาบ่น ว่าโทรไปก็ไม่รับ ไลน์ก็อ่านช้า” ข้าวหอมถามเสียงใสแต่แฝงความจงใจจับผิด ปลายฟ้าสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหลบสายตาทันที
“ก็...ไปธุระนิดหน่อย”
“ธุระอะไร? หรือว่า…..?" ข้าวหอมเลิ่กคิ้วใส่คนตรงหน้าทันที
“ไม่มีอะไรทั้งนั้น” เธอรีบปฏิเสธ แก้มขาวขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างควบคุมไม่ได้
“คะ แค่กลับไปเยี่ยมแม่ครู”ข้าวหอมชะงักค้างแล้วพยักหน้าราวกับว่ารับรู้แล้ว
“อ๋อ ที่มูลนิธิ?”ปลายฟ้าพยักหน้ารับทันทีทั้งยิ้มอ่อน เธอไม่ต้องการให้เพื่อนรู้เรื่องราวของเธอกับทิวเขา เพราะกลัวว่าจะสร้างความเดือดร้อนและความรำคาญใจต่อเขามากกว่า เขาในตอนนี้คือทิวเขาลูกคนรวย ไม่ใช่พี่ทิมของเธออย่างในอดีตอีกต่อไปแล้ว
“อื้ม แม่ครูคิดถึง”เธอยิ้มแล้วได้แต่เสมองไปทาง ปลายฟ้ากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เพราะเธอเป็นคนไม่ชอบโกหก แต่ว่าครั้งนี้เธอไม่ได้โกหกสักหน่อย...แค่ไม่ได้บอกทั้งหมดก็เท่านั้นเอง
ภาพเมื่อสุดสัปดาห์ผุดขึ้นมาในใจ ทั้งเอกสารสัญญาโอนพื้นที่ของทูลนิธิที่ทิวเขายื่นให้แม่ครู สีหน้าดีใจจนมีน้ำตาของผู้หญิงวัยกลางคนที่เลี้ยงดูพวกเธอมา ความรู้สึกอบอุ่นนั้นยังติดอยู่ในหัวใจและสัมผัสนั้น...ปลายจมูกที่เฉียดแก้มเธออย่างไม่ได้ตั้งใจ
“ฟ้า ทำไมจู่ๆหน้าแดงอีกแล้ว? ป่วยหรอ?” ข้าวหอมจ้องจับผิดก่อนจะใช้หลังมือแตะหน้าผากเพื่อนแล้วใช้อีกข้างแตะหน้าผากตัวเองเทียบกันไปด้วย
“ร้อน” ปลายฟ้าตอบสั้น ๆ รีบเดินเร็วขึ้น ก่อนข้าวหอมจะหัวเราะร่าออกมากับท่าทางของอีกคน
“ร้อนหรือคิดถึงใคร?” เธอมองเห็นความแปลกของทิวเขาและปลายฟ้า แต่ก็คิดว่าทั้งสองคนอาจจะแค่รู้สึกปิ๊งกันก็เท่านั้นเลยจงใจแซวเพื่อน
“ข้าวหอม!”เสียงแซวหยอกล้อของสองสาวลอยคลุ้งไปตามทางเดิน จนกระทั่งมีเงาร่างหนึ่งก้าวเข้ามาขวางตรงหน้า
“น้องปลายฟ้าใช่ไหมครับ?”น้ำเสียงทุ้มต่ำแทรกเข้ามา ทำให้ทั้งคู่หยุดเดินพร้อมกัน
ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ในเสื้อช็อปปีสองยืนยิ้มอยู่ตรงหน้า เขาชื่อวิน รุ่นพี่คณะเดียวกันที่ปลายฟ้าเคยเห็นผ่านๆในกิจกรรมรับน้อง ดวงตาคมกริบของเขากวาดมองเธออย่างไม่ปิดบัง ปลายฟ้าก้มหน้าลงเล็กน้อยอย่างประหม่า
“ค่ะพี่...มีอะไรหรือเปล่าคะ?” วินยิ้มกว้างขึ้น ก้าวเข้ามาใกล้อีกก้าวจนระยะห่างชิดเกินความจำเป็น
“พี่เห็นน้องมาหลายวันแล้ว ยังไม่เคยได้คุยกันเลย สนใจไปกินข้าวด้วยกันไหม? เดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง”ปลายฟ้าชะงัก หัวใจเต้นแรงเธออึกอักอย่างไม่รู้ว่าควรตอบยังไงออกไปดี
“เอ่อ...ฟ้ามากับเพื่อนค่ะ”
“ก็ชวนเพื่อนไปด้วยสิหรือถ้าไม่อยากให้เพื่อนไป ก็ไปกันสองคนก็ได้”คนตรงหน้าเอียงคอมองเธอและยิ้มแบบคนมั่นใจในตัวเองสูง ข้าวหอมขยับเข้ามายืนข้างปลายฟ้าทันที ท่าทางเปลี่ยนจากสนุกสนานเมื่อครู่เป็นแข็งกร้าวแทน
“นี่พี่ ก็คนเขาบอกว่ามากับเพื่อน ก็แปลว่าไม่สะดวกไง ไม่เข้าใจหรอ?” จ้าวหอมพูดอย่างห้วนๆแบบที่ชอบทำ คิ้วของเธอขมวดแน่นด้วยความไม่สบอารมณ์ วินเหลือบตามองข้าวหอมอย่างรำคาญ
“พี่คุยกับน้องฟ้า ไม่ได้คุยกับเธอ”
“แต่ฟ้าเป็นเพื่อนข้าว จะคุยอะไรกับเพื่อนข้าวก็ต้องผ่านข้าวก่อน” ข้าวหอมสวนกลับทันควัน ปลายฟ้าดึงแขนข้าวหอมเบาๆราวกับช่วยเตือนให้เพื่อนใจเย็นลง
“ไม่เป็นไรข้าวหอม...” มือเล็กของปลายฟ้ารีบรั้งเพื่อนไว้อย่างไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่
“เป็นสิ นี่พี่...ถ้าจะจีบใครก็จีบดีๆ หน่อย อย่ามายืนประชิดแบบนี้ คนอื่นเขาอึดอัด” ข้าวหอมกริะซิบตอบปลายฟ้าก่อนจะหันกลับไปจ้องวิน แต่วินกลับหัวเราะในลำคอแทนที่จะถอยห่าง
“อึดอัดอะไร? พี่ก็แค่ชวนไปกินข้าว ไปเถอะน้องฟ้า เดี๋ยวพี่พาไปกินร้านดีๆข้างนอกมหาลัย” อีกคนเอื้อมมือไปแตะข้อมือปลายฟ้าเบาๆจนปลายฟ้าสะดุ้งรีบดึงมือกลับด้วยตวามตกใจ
“ไม่ค่ะ ฟ้า...” ยังไม่ทันที่ปลายฟ้าจะพูดจบ ข้าวหอมก็ผลักมือวินเต็มแรงด้วยความหวุดหงิด
“บอกว่าไม่ก็คือไม่สิพี่!”น้ำเสียข้าวหอมแข็งกร้าวจนคนแถวนั้นเริ่มหันมามอง วินสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย ในอกกำลังไม่พอใจอย่างมาก
“เธออย่ายุ่งมากได้ไหมวะ!!!”
ปลายฟ้ารู้สึกมือสั่นและใจเต้นแรง เธอไม่ชอบความขัดแย้ง ไม่ชอบสายตาคนมองรอบตัว แต่ข้าวหอมกลับยืนตัวตรงอย่างไม่เกรงกลัวอะไรเลย วินเริ่มหงุดหงิดจนแทบจะคุมอารมณ์ไม่อยู่
“น้องฟ้า พี่ถามอีกครั้ง จะไปไหม ตอบให้มันดีๆนะ คนอย่างพี่ไม่เคยมีใครกล้าปฏิเสธ”
“ไม่ค่ะ” เสียงเธอแผ่วเบาแต่ยังคงชัดเจน วินเม้มปากแน่นอย่างรับไม่ได้และรู้สึกเหมือนถูกหักหน้า ก่อนจะคว้าแขนเธออีกครั้งแต่คราวนี้แรงกว่าเดิม
“พี่บอกว่าแค่ไปกินข้าว ทำไมต้องเล่นตัวด้วยว่ะ!!”
“ปล่อย!” ข้าวหอมตะโกนแล้วผลักเขาเต็มแรง แรงปะทะนั้นทำให้วินเซถอยไปครึ่งก้าว สีหน้าอีกคนเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวขึ้นมาทัน
“เธอนี่มัน!...แส่หาเรื่อง!!” วินผลักข้าวหอมอย่างแรงด้วยความโมโหระคนรำคาญ
“ข้าวหอม!” ปลายฟ้าร้องเสียงหลง เมื่อร่างเพื่อนสาวล้มลงกับพื้นปูน เสียงกระแทกดังชัดเจนจนคนรอบข้างอุทานเบาๆ
“พี่ทำอะไร!” ปลายฟ้าถลันไปหาเพื่อน แต่ยังไม่ทันถึงตัว วินก็ก้าวเข้ามาขวางไว้
“ไม่ต้องไปสนใจมัน พี่จะคุยกับเรา” วินพูดเสียงต่ำเป็นเชิงออกคำสั่ง ปลายฟ้าถอยหลัง หัวใจเธอเต้นรัวอย่างหวาดกลัว
“หนูบอกแล้วว่าไม่....”
“อย่าดื้อสิ” วินยื่นมือมาจับไหล่เธอแน่นอน่างถือวิสาสะ
“ปล่อยปลายฟ้าเดี๋ยวนี้!”เสียงทุ้มหนักดังลั่นกลางลานคณะจนทั้งสามคนชะงักพร้อมกัน ทิวเขายืนอยู่ไม่ไกลนัก ดวงตาคมเข้มฉายแววกรุ่นโกรธอย่างที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็น ร่างสูงในเสื้อช็อปปีสามก้าวเข้ามาช้าๆ แต่ทุกย่างก้าวหนักแน่น ข้างๆเขามีรามิลเดินมาด้วยสีหน้าไม่ยิ้มแย้มอย่างเคย
“พะ พี่ทิว...”
“บอกให้ปล่อย” ทิวเขาพูดอีกครั้ง เสียงเรียบแต่กดต่ำจนน่ากลัว วินลังเลเล็กน้อยก่อนจะปล่อยไหล่ปลายฟ้า แต่ยังยืนค้ำอยู่ตรงหน้า
“ผมแค่คุยกับน้อง....”
“แบบนี้เรียกว่าคุย!?” ทิวเขาตวาด เสียงดังจนคนรอบข้างเงียบกริบ ปลายฟ้าไม่เคยเห็นเขาโกรธขนาดนี้มาก่อน หัวใจเธอหดตัวทั้งตกใจทั้งอบอุ่นในเวลาเดียวกัน ทิวเขาก้าวเข้าไปใกล้วินจนระยะห่างเหลือเพียงคืบ
“ถ้าจะจีบใคร ก็ให้เกียรติเขาหน่อย เขาบอกไม่ก็คือไม่ มึงเข้าใจไหม?”
"ตะ แต่ผมไม่ได้ทำอะไรผิด”
“ผลักผู้หญิงล้ม เรียกว่าไม่ผิด?” รามิลแทรกเสียงเรียบ ๆ แต่แฝงความไม่พอใจ
“ถ้าแม่กูรู้ว่าในคณะมีเรื่องแบบนี้ คงไม่ปล่อยผ่านง่ายๆหรอก”คำว่า แม่กู ทำให้วินหน้าซีดลงทันที และหันไปสบแววตาของทิวเขาที่จ้องเขาเขม็ง
“ไปขอโทษ!!”
"แต่พี่ทิว....”
“กูบอกให้ขอโทษ!” น้ำเสียงเขาหนักแน่นกว่าเดิม วินกัดฟันแน่นก่อนจะหันไปทางข้าวหอมที่กำลังลุกขึ้นโดยมีรามิลช่วยพยุง
“ขอโทษ” เขาพูดห้วนๆ ในขณะที่ข้าวหอมปัดมือรามิลออกทันทีที่ยืนได้
“ไม่ต้องมายุ่ง!” เธอตวาดใส่รามิลก่อนจะหันไปจ้องวิน
“แล้วขอโทษแบบนี้ใครเขาจะรับ”ข้าวหอมกอดอกพูดด้วยความหวุดหงิด แต่วินไม่ตอบก่อนจะรีบเดินหนีไปท่ามกลางสายตาคนมอง
บรรยากาศตึงเครียดค่อย ๆ คลายลง เสียงซุบซิบดังขึ้นประปรายก่อนที่ผู้คนจะแยกย้าย ทิวเขาหันมาทางปลายฟ้าทันที
“ฟ้า เป็นอะไรไหม?”เขากวาดตามองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เพื่อสำรวจร่างกายเธอ สีหน้ากังวลอย่างปิดไม่มิด แต่ปลายฟ้าส่ายหน้าเบาๆ
“ไม่เป็นไรค่ะ”
“มันทำอะไรเราหรือเปล่า?” เสียงเขานุ่มลง แต่ยังตึงเครียด เธอเม้มปากอน่างไม่รู้ว่าควรบอกอะไร
“แค่จับแขนนิดหน่อยเองค่ะ”
“เจ็บไหม?”คำถามสั้น ๆ แต่เต็มไปด้วยความห่วงใยทำให้หัวใจเธอสั่นไหว
“ไม่ค่ะ”ทิวเขายื่นมือมาเหมือนจะจับแขนเธอ แต่ชะงักไว้กลางอากาศ ก่อนจะลดมือลงช้าๆ
“ถ้ามีอะไร บอกพี่ทันที เข้าใจไหม?”ปลายฟ้าพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะได้รับรอยยิ้มจางๆที่ส่วมาจากทิวเขา.อีกด้านหนึ่งรามิลเองก็ยังยืนยิ้มมุมปากแม้ถูกข้าวหอมสะบัดมือออก
“แรงไม่เบาเลยนะเรา”
“ก็ใครใช้ให้มายุ่ง” ข้าวหอมตอบเสียงห้วนก่อนจะปัดฝุ่นที่กระโปรง
"ข้าวลุกเองได้”
“รู้ว่าเก่ง แต่พอดีพี่แค่ผ่านมาเห็น เลยอยากลองเป็นฮีโร่บ้าง”
“ฮีโร่อะไร ไม่ต้อง” ทิวเขามองภาพนั้นเงียบ ๆ ก่อนจะหันกลับมาที่ปลายฟ้าอีกครั้ง
"กลับหอกับพี่ไหม? เดี๋ยวพี่ไปส่ง” ปลายฟ้าสะดุ้งเมื่อเจาเอ่ยถามอย่างนั้ส เธอกันไปมองข้าวหอมที่ยังคงถกเถียงกับรามิลปล้วพรูลมหายใจอย่างโล่งอก
“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวฟ้าไปเรียนก่อน แล้วตอนเย็นค่อยกลับพร้อมข้าวหอม”
“แน่ใจ?”
“ค่ะ” ข้าวหอมมองสลับระหว่างทั้งสองคน สายตาเหมือนจับสังเกตอะไรบางอย่าง ท่าทีของทิวเขาที่ต่างจากปกติชัดเจนเกินไป ปกติเขาสุขุม พูดน้อย ไม่แสดงออกมากนัก ถึงจะเป็นสุภาพบุรุษกว่าใครในกลุ่ม แต่ก็ไม่เคยเห็นความอ่อนโยนที่มากเท่านี้มาก่อน และเมื่อครู่…สายตาที่มองปลายฟ้าไม่ใช่แค่ความห่วงใยของรุ่นพี่ธรรมดา.ข้าวหอมเม้มปาก เธอเลือกจะไม่พูดอะไรออกไปเพราะคิดว่าเพื่อนอาจจะยังไม่อยากพูดอะไร
“งั้นพวกพี่เดินไปส่งถึงหน้าตึก” ทิวเขาพูดเสียงเรียบแต่แฝงไปด้วยการบังคับ
“ไม่ต้องก็ได้ค่ะ” ปลายฟ้ารีบปฏิเสธ จนเขาเลิกคิ้วเล็กน้อย
“ฟ้า”เสียงเรียกชื่อสั้นๆนั้นทำให้เธอเงียบลงในทันที หรือว่าเขากำลังจะโกรธ
“พี่แค่ไปส่งหน้าตึก ไม่ได้จะทำอะไร”เธอเม้มปากก่อนจะพยักหน้าเบาๆตอบรับไปแทน เพราะรู้ว่าปฏิเสธไปก็ไร้ประโยชน์ รามิลมองภาพนั้นแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์
"โอ้โห ดูแลดีจังนะเว้ยไอ้ทิว
"มึงมีปัญหา?”
“ไม่มี๊” รามิลลากเสียงยาว
“แค่แปลกใจ ปกติมึงไม่ค่อยยุ่งเรื่องใครไง”
“ก็ไม่ยุ่งไง” เขาตอบสั้นๆแทนการบอกปัด คนอย่างเพื่อนเขายิ่งปฏิเสธก็ยิ่งได้ใจ
“ฟ้าว่า…มันแปลกๆไหม? ”ข้าวหอมรีบดึงแขนเพื่อนมากระซิบถาม
“อะไรหรอ?” ปลายฟ้าถามเสียงเบา
“ก็สายตาพี่ทิวที่มองฟ้าไง” หัวใจเธอสะดุดทันทีที่ได้ยินสิ่งที่เพื่อนพูด
“ไม่มีอะไรหรอก”
“เหรอ” ปลายฟ้าไม่ตอบ เธอรู้สึกได้เหมือนกัน สายตานั้น…เหมือนคนที่กลัวจะเสียอะไรบางอย่างไป เมื่อถึงหน้าตึกเรียนทิวเขากับรามิลก็หยุดเดิน
"ขึ้นไปเลย เดี๋ยวพี่รอจนกว่าจะเข้าไปข้างใน”
“ขอบคุณค่ะ” ปลายฟ้ายิ้มบางๆ ก่อนเธอหมุนตัวจะเดินเข้าไป แต่เสียงเขาเรียกเบาๆทำให้เธอชะงัก
“ฟ้า”
“คะ?”
“ถ้าใครทำให้เราลำบากใจ...บอกพี่ พี่จะจัดการให้” เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดช้าๆ คำพูดของเขาทั้งเรียบง่ายแต่หนักแน่นปลายฟ้ารู้สึกเหมือนหัวใจถูกโอบอุ้มเอาไว้
“ค่ะ”
ข้าวหอมมองภาพนั้นอีกครั้ง ดวงตาเป็นประกายสงสัย รามิลเดินเข้ามายืนข้างทิวเขาหลังจากที่แผ่นหลังเล็กของสองสาวค่อยๆห่างออกไปก่อนจะยิ้มมุมปาก
“เป็นห่วงขนาดนี้ ไม่บอกเขาไปเลยล่ะ”
“บอกอะไร?”
“ก็.....”
“เลิกแซว” เขาตัดบทเสียงเรียบจนรามิลได้แต่หัวเราะเบา ๆ
“โอเคๆ ไม่แซวก็ได้”
ทิวเขามองแผ่นหลังเล็กๆที่ค่อย ๆ หายเข้าไปในตึกเรียน ความรู้สึกบางอย่างก่อตัวชัดเจนขึ้นทุกวัน เขาไม่ชอบเวลามีใครเข้าใกล้เธอ ไม่ชอบเวลาที่เห็นเธอหวาดกลัว และไม่ชอบความคิดที่ว่า…สักวันหนึ่งอาจมีใครสักคนยืนข้างเธอแทนเขา
"ไอ้ทิว” รามิลเรียกเบาๆ
“ระวังหน่อยนะ”
“เรื่องอะไรว่ะ?”
“เรื่องหัวใจตัวเองไง”ทิวเขาไม่ตอบ เพียงแค่ถอนหายใจยาวก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
อีกด้านหนึ่ง ข้าวหอมลากปลายฟ้าเข้ามุมบันได “แก บอกมาตรง ๆ”
“อะไรอีก” ปลายฟ้าทำหน้าไม่รู้เรื่อง
“แกกับพี่ทิว มีอะไรกันหรือเปล่า”ปลายฟ้าหน้าแดงทันที
“ไม่มี!”
“ไม่มีจริง?” ข้าวหอมจ้องเขม็งอย่างคาดคั้นในคำตอบ
“จริงสิ เขาก็แค่รุ่นพี่” ข้าวหอมเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มบางๆ เธอเจ้าใจดีแล้วว่าปลายฟ้าไม่อยากพูดถึงเรื่งนี้
“ก็ได้…ถ้าฟ้าว่างั้น”เธอไม่ถามต่อแต่ในใจกลับแน่ใจมากขึ้นทุกที ความสัมพันธ์ของสองคนนั้น…ไม่ใช่แค่รุ่นพี่รุ่นน้องธรรมดาและไม่ใช่แค่ฝ่ายเดียวที่รู้สึกแน่นอน ข้าวหอมฟันธง....
ลมบ่ายต้นฤดูฝนพัดเอื่อยผ่านลานกว้างหน้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ แสงแดดอ่อนลงจากช่วงเที่ยง ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าใสมีเมฆขาวลอยอ้อยอิ่ง เสียงนักศึกษาหัวเราะคุยกันประปรายดังคลอไปกับเสียงเครื่องยนต์รถที่แล่นผ่านหน้าตึกเรียน ปลายฟ้าเดินเคียงข้างข้าวหอมตามทางเดินหินอ่อน ใต้ต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงา เธอกอดสมุดชีทแนบอก ใบหน้าหวานของคนตัวเล็กมีรอยยิ้มบางๆประดับอยู่“เอ้อ เมื่อวานฟ้าหายไปไหนมา เห็นนิมันโทรมาบ่น ว่าโทรไปก็ไม่รับ ไลน์ก็อ่านช้า” ข้าวหอมถามเสียงใสแต่แฝงความจงใจจับผิด ปลายฟ้าสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหลบสายตาทันที“ก็...ไปธุระนิดหน่อย”“ธุระอะไร? หรือว่า…..?" ข้าวหอมเลิ่กคิ้วใส่คนตรงหน้าทันที“ไม่มีอะไรทั้งนั้น” เธอรีบปฏิเสธ แก้มขาวขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างควบคุมไม่ได้ “คะ แค่กลับไปเยี่ยมแม่ครู”ข้าวหอมชะงักค้างแล้วพยักหน้าราวกับว่ารับรู้แล้ว “อ๋อ ที่มูลนิธิ?”ปลายฟ้าพยักหน้ารับทันทีทั้งยิ้มอ่อน เธอไม่ต้องการให้เพื่อนรู้เรื่องราวของเธอกับทิวเขา เพราะกลัวว่าจะสร้างความเดือดร้อนและความรำคาญใจต่อเขามากกว่า เขาในตอนนี้คือทิวเขาลูกคนรวย ไม่ใช่พี่ทิมของเธออย่างในอดีตอีกต่อไปแล้ว “อื้ม แม่ครูคิดถึง”เธอยิ้มแ
เช้าวันเสาร์อากาศปลอดโปร่ง ฟ้าสีอ่อนปกคลุมเมืองอย่างอ่อนโยน แสงแดดยามเช้าสาดผ่านหน้าต่างหอพักของปลายฟ้าอย่างนุ่มนวล ละอองฝุ่นลอยเอื่อยในอากาศ ปลายฟ้าตื่นแต่เช้ากว่าปกติ แม้เมื่อคืนจะนอนดึกเพราะอ่านหนังสือ แต่หัวใจกลับเต้นแรงผิดจังหวะตั้งแต่ลืมตา เหตุผลเดียวก็คือข้อความสั้นๆ ที่เธอได้รับเมื่อคืน“พรุ่งนี้ว่างไหม พี่จะพากลับไปที่มูลนิธิ” ชื่อผู้ส่งคือทิวเขา เธออ่านข้อความนั้นซ้ำหลายรอบ ก่อนจะพิมพ์ตอบไปสั้น ๆ ว่า “ว่างค่ะ” เธอไม่ได้บอกเพื่อนๆ แม้แต่ข้าวหอม ทั้งที่ปกติจะเล่าให้ฟังทุกเรื่อง แต่ครั้งนี้…เธออยากเก็บมันไว้คนเดียว อยากรู้ว่าการได้กลับไปที่เดิมพร้อมเขาจะรู้สึกอย่างไรเสียงแตรรถเบาๆ ดังขึ้นหน้าหอพักในเวลาเก้าโมงตรง ปลายฟ้าหยิบกระเป๋าผ้าใบเล็กๆ ก่อนจะเดินลงบันไดอย่างรวดเร็ว รถคันหรูสีดำจอดนิ่งอยู่ข้างทาง กระจกเลื่อนลง เผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่เธอเริ่มคุ้นเคย“ขึ้นมาได้แล้วฟ้า” เสียงทุ้มเรียบเอ่ย เธอพยักหน้าแล้วเปิดประตูขึ้นไปนั่งข้างคนขับ กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ของเขาลอยแตะจมูกจนหัวใจเธอไหววูบ“พี่มารอนานไหมคะ?”“ไม่นาน เพิ่งถึง” เขาตอบสั้นๆ ตามนิสัยแต่มันไม่ได้แข็งกระด้าง รถเคลื่อนตัวอ
แสงแดดยามเช้าสาดผ่านตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ ลมบางเบาพัดเอื่อย กลิ่นกาแฟจากร้านเล็กๆ หน้าโรงอาหารลอยคลุ้งปะปนกับเสียงพูดคุยของนักศึกษาที่ทยอยกันมาแต่เช้า ปลายฟ้าเป็นหนึ่งในนั้น เธอมาถึงมหาวิทยาลัยเร็วกว่าปกติอยู่เสมอเด็กสาวในเสื้อเชิ้ตนักศึกษาสีขาวสะอาดทั้งเสื้อช็ปใส่คลุมด้านนอก กระโปรงพลีทยาวคลุมเข่า ผมยาวดำขลับถูกรวบครึ่งหนึ่งอย่างเรียบร้อย นั่งอยู่โต๊ะมุมเดิมของโรงอาหารคณะ ด้านหน้ามีหนังสือเรียนวิชาคณิตศาสตร์วิศวกรรมเปิดค้างไว้ ข้างกันนั้นคือนมชมพูแก้วหนึ่งที่เพิ่งซื้อมาใหม่ๆ ทั้งยังมีหยดน้ำเกาะรอบแก้วเป็นฝ้าบาง ๆ ปลายฟ้าก้มหน้าจดอะไรบางอย่างลงในสมุด เสียงปากกาขีดเขียนเบาๆ สม่ำเสมอเมื่อคืนเธอนอนไม่ค่อยหลับคำเรียก “ตัวเล็ก” จากเขายังดังก้องในหัว ภาพชายหนุ่มที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้หน้ามูลนิธิเมื่อวานนี้ยังชัดเจนเกินไป เธอแทบไม่อยากจะชื่อว่าทิวเขาคือพี่ทิมของเธอในวันวาน ปลายฟ้าพยายามบอกตัวเองว่าเช้านี้ต้องเป็นปกติ ต้องทำตัวเหมือนเดิม เหมือนทุกวันที่เคยเป็น แต่ความว้าวุ่นภายในใจทำให้มันยากสำหรับเธอที่จะทำตัวปกติ“มาคนเดียวเหรอครับ?” เสียงทุ้มเรียบดังขึ้นด้านหน้าโต๊ะจนปลายฟ้าชะงัก เงยหน้าขึ้นช
รถเมล์สายเก่าค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากป้ายหน้ามหาวิทยาลัย กลิ่นไอแดดยามบ่ายผสมกับกลิ่นเบาะผ้าเก่าอับจางๆ ปลายฟ้านั่งริมหน้าต่าง มือเล็กกำสายกระเป๋าผ้าแน่น ดวงตากลมใสทอดมองวิวสองข้างทางที่ค่อย ๆ ถอยหลังห่างออกไป วันนี้เธอไม่มีเรียนช่วงบ่าย หลังจากผ่านกิจกรรมรับน้องมาหลายวันติดร่างกายยังคงอ่อนล้า แต่ใจกลับอยากมาที่นี่มากกว่าที่ไหนๆ“มูลนิธิบ้านแสงตะวัน” สถานที่ที่เคยเป็นทั้งบ้าน เป็นทั้งโลกใบเล็กๆ ของเธอ รถเมล์เลี้ยวเข้าสู่ถนนเส้นเล็กที่มีต้นไม้เรียงรายสองข้างทาง กิ่งก้านทอดเงาพาดผ่านกระจกเป็นลายคลื่น ปลายฟ้าหลับตาลงชั่วครู่ คนตัวเล็กสูดลมหายใจลึกๆ กลิ่นที่คุ้นเคยของความทรงจำค่อยๆ ซึมซับเข้ามาเธอไม่ได้กลับมาที่นี่บ่อยนัก ตั้งแต่สอบชิงทุนเข้าเรียนคณธวิศวกรรมศาสตร์ปีหนึ่งที่มหาวิทยาลัยดังใจกลางเมืองได้ ชีวิตของเธอก็หมุนเร็วขึ้น ทุกอย่างใหม่หมด ทั้งเพื่อน ทั้งสังคม ทั้งสายตาคนที่มองเธอแต่ไม่ว่าที่ไหนจะวุ่นวายแค่ไหน ที่นี่ก็ยังเป็นที่เดียวที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนได้เป็นตัวเองทันทีที่รถจอดสนิท ปลายฟ้าก้าวลงจากรถเมล์ เงยหน้ามองป้ายไม้สีซีดที่เขียนชื่อมูลนิธิด้วยตัวอักษรสีขาวลอกล่อนเล็กน้อย รั้ว







