Masukลมบ่ายต้นฤดูฝนพัดเอื่อยผ่านลานกว้างหน้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ แสงแดดอ่อนลงจากช่วงเที่ยง ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าใสมีเมฆขาวลอยอ้อยอิ่ง เสียงนักศึกษาหัวเราะคุยกันประปรายดังคลอไปกับเสียงเครื่องยนต์รถที่แล่นผ่านหน้าตึกเรียน ปลายฟ้าเดินเคียงข้างข้าวหอมตามทางเดินหินอ่อน ใต้ต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงา เธอกอดสมุดชีทแนบอก ใบหน้าหวานของคนตัวเล็กมีรอยยิ้มบางๆประดับอยู่
“เอ้อ เมื่อวานฟ้าหายไปไหนมา เห็นนิมันโทรมาบ่น ว่าโทรไปก็ไม่รับ ไลน์ก็อ่านช้า” ข้าวหอมถามเสียงใสแต่แฝงความจงใจจับผิด ปลายฟ้าสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหลบสายตาทันที
“ก็...ไปธุระนิดหน่อย”
“ธุระอะไร? หรือว่า…..?" ข้าวหอมเลิ่กคิ้วใส่คนตรงหน้าทันที
“ไม่มีอะไรทั้งนั้น” เธอรีบปฏิเสธ แก้มขาวขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างควบคุมไม่ได้
“คะ แค่กลับไปเยี่ยมแม่ครู”ข้าวหอมชะงักค้างแล้วพยักหน้าราวกับว่ารับรู้แล้ว
“อ๋อ ที่มูลนิธิ?”ปลายฟ้าพยักหน้ารับทันทีทั้งยิ้มอ่อน เธอไม่ต้องการให้เพื่อนรู้เรื่องราวของเธอกับทิวเขา เพราะกลัวว่าจะสร้างความเดือดร้อนและความรำคาญใจต่อเขามากกว่า เขาในตอนนี้คือทิวเขาลูกคนรวย ไม่ใช่พี่ทิมของเธออย่างในอดีตอีกต่อไปแล้ว
“อื้ม แม่ครูคิดถึง”เธอยิ้มแล้วได้แต่เสมองไปทาง ปลายฟ้ากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เพราะเธอเป็นคนไม่ชอบโกหก แต่ว่าครั้งนี้เธอไม่ได้โกหกสักหน่อย...แค่ไม่ได้บอกทั้งหมดก็เท่านั้นเอง
ภาพเมื่อสุดสัปดาห์ผุดขึ้นมาในใจ ทั้งเอกสารสัญญาโอนพื้นที่ของทูลนิธิที่ทิวเขายื่นให้แม่ครู สีหน้าดีใจจนมีน้ำตาของผู้หญิงวัยกลางคนที่เลี้ยงดูพวกเธอมา ความรู้สึกอบอุ่นนั้นยังติดอยู่ในหัวใจและสัมผัสนั้น...ปลายจมูกที่เฉียดแก้มเธออย่างไม่ได้ตั้งใจ
“ฟ้า ทำไมจู่ๆหน้าแดงอีกแล้ว? ป่วยหรอ?” ข้าวหอมจ้องจับผิดก่อนจะใช้หลังมือแตะหน้าผากเพื่อนแล้วใช้อีกข้างแตะหน้าผากตัวเองเทียบกันไปด้วย
“ร้อน” ปลายฟ้าตอบสั้น ๆ รีบเดินเร็วขึ้น ก่อนข้าวหอมจะหัวเราะร่าออกมากับท่าทางของอีกคน
“ร้อนหรือคิดถึงใคร?” เธอมองเห็นความแปลกของทิวเขาและปลายฟ้า แต่ก็คิดว่าทั้งสองคนอาจจะแค่รู้สึกปิ๊งกันก็เท่านั้นเลยจงใจแซวเพื่อน
“ข้าวหอม!”เสียงแซวหยอกล้อของสองสาวลอยคลุ้งไปตามทางเดิน จนกระทั่งมีเงาร่างหนึ่งก้าวเข้ามาขวางตรงหน้า
“น้องปลายฟ้าใช่ไหมครับ?”น้ำเสียงทุ้มต่ำแทรกเข้ามา ทำให้ทั้งคู่หยุดเดินพร้อมกัน
ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ในเสื้อช็อปปีสองยืนยิ้มอยู่ตรงหน้า เขาชื่อวิน รุ่นพี่คณะเดียวกันที่ปลายฟ้าเคยเห็นผ่านๆในกิจกรรมรับน้อง ดวงตาคมกริบของเขากวาดมองเธออย่างไม่ปิดบัง ปลายฟ้าก้มหน้าลงเล็กน้อยอย่างประหม่า
“ค่ะพี่...มีอะไรหรือเปล่าคะ?” วินยิ้มกว้างขึ้น ก้าวเข้ามาใกล้อีกก้าวจนระยะห่างชิดเกินความจำเป็น
“พี่เห็นน้องมาหลายวันแล้ว ยังไม่เคยได้คุยกันเลย สนใจไปกินข้าวด้วยกันไหม? เดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง”ปลายฟ้าชะงัก หัวใจเต้นแรงเธออึกอักอย่างไม่รู้ว่าควรตอบยังไงออกไปดี
“เอ่อ...ฟ้ามากับเพื่อนค่ะ”
“ก็ชวนเพื่อนไปด้วยสิหรือถ้าไม่อยากให้เพื่อนไป ก็ไปกันสองคนก็ได้”คนตรงหน้าเอียงคอมองเธอและยิ้มแบบคนมั่นใจในตัวเองสูง ข้าวหอมขยับเข้ามายืนข้างปลายฟ้าทันที ท่าทางเปลี่ยนจากสนุกสนานเมื่อครู่เป็นแข็งกร้าวแทน
“นี่พี่ ก็คนเขาบอกว่ามากับเพื่อน ก็แปลว่าไม่สะดวกไง ไม่เข้าใจหรอ?” จ้าวหอมพูดอย่างห้วนๆแบบที่ชอบทำ คิ้วของเธอขมวดแน่นด้วยความไม่สบอารมณ์ วินเหลือบตามองข้าวหอมอย่างรำคาญ
“พี่คุยกับน้องฟ้า ไม่ได้คุยกับเธอ”
“แต่ฟ้าเป็นเพื่อนข้าว จะคุยอะไรกับเพื่อนข้าวก็ต้องผ่านข้าวก่อน” ข้าวหอมสวนกลับทันควัน ปลายฟ้าดึงแขนข้าวหอมเบาๆราวกับช่วยเตือนให้เพื่อนใจเย็นลง
“ไม่เป็นไรข้าวหอม...” มือเล็กของปลายฟ้ารีบรั้งเพื่อนไว้อย่างไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่
“เป็นสิ นี่พี่...ถ้าจะจีบใครก็จีบดีๆ หน่อย อย่ามายืนประชิดแบบนี้ คนอื่นเขาอึดอัด” ข้าวหอมกริะซิบตอบปลายฟ้าก่อนจะหันกลับไปจ้องวิน แต่วินกลับหัวเราะในลำคอแทนที่จะถอยห่าง
“อึดอัดอะไร? พี่ก็แค่ชวนไปกินข้าว ไปเถอะน้องฟ้า เดี๋ยวพี่พาไปกินร้านดีๆข้างนอกมหาลัย” อีกคนเอื้อมมือไปแตะข้อมือปลายฟ้าเบาๆจนปลายฟ้าสะดุ้งรีบดึงมือกลับด้วยตวามตกใจ
“ไม่ค่ะ ฟ้า...” ยังไม่ทันที่ปลายฟ้าจะพูดจบ ข้าวหอมก็ผลักมือวินเต็มแรงด้วยความหวุดหงิด
“บอกว่าไม่ก็คือไม่สิพี่!”น้ำเสียข้าวหอมแข็งกร้าวจนคนแถวนั้นเริ่มหันมามอง วินสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย ในอกกำลังไม่พอใจอย่างมาก
“เธออย่ายุ่งมากได้ไหมวะ!!!”
ปลายฟ้ารู้สึกมือสั่นและใจเต้นแรง เธอไม่ชอบความขัดแย้ง ไม่ชอบสายตาคนมองรอบตัว แต่ข้าวหอมกลับยืนตัวตรงอย่างไม่เกรงกลัวอะไรเลย วินเริ่มหงุดหงิดจนแทบจะคุมอารมณ์ไม่อยู่
“น้องฟ้า พี่ถามอีกครั้ง จะไปไหม ตอบให้มันดีๆนะ คนอย่างพี่ไม่เคยมีใครกล้าปฏิเสธ”
“ไม่ค่ะ” เสียงเธอแผ่วเบาแต่ยังคงชัดเจน วินเม้มปากแน่นอย่างรับไม่ได้และรู้สึกเหมือนถูกหักหน้า ก่อนจะคว้าแขนเธออีกครั้งแต่คราวนี้แรงกว่าเดิม
“พี่บอกว่าแค่ไปกินข้าว ทำไมต้องเล่นตัวด้วยว่ะ!!”
“ปล่อย!” ข้าวหอมตะโกนแล้วผลักเขาเต็มแรง แรงปะทะนั้นทำให้วินเซถอยไปครึ่งก้าว สีหน้าอีกคนเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวขึ้นมาทัน
“เธอนี่มัน!...แส่หาเรื่อง!!” วินผลักข้าวหอมอย่างแรงด้วยความโมโหระคนรำคาญ
“ข้าวหอม!” ปลายฟ้าร้องเสียงหลง เมื่อร่างเพื่อนสาวล้มลงกับพื้นปูน เสียงกระแทกดังชัดเจนจนคนรอบข้างอุทานเบาๆ
“พี่ทำอะไร!” ปลายฟ้าถลันไปหาเพื่อน แต่ยังไม่ทันถึงตัว วินก็ก้าวเข้ามาขวางไว้
“ไม่ต้องไปสนใจมัน พี่จะคุยกับเรา” วินพูดเสียงต่ำเป็นเชิงออกคำสั่ง ปลายฟ้าถอยหลัง หัวใจเธอเต้นรัวอย่างหวาดกลัว
“หนูบอกแล้วว่าไม่....”
“อย่าดื้อสิ” วินยื่นมือมาจับไหล่เธอแน่นอน่างถือวิสาสะ
“ปล่อยปลายฟ้าเดี๋ยวนี้!”เสียงทุ้มหนักดังลั่นกลางลานคณะจนทั้งสามคนชะงักพร้อมกัน ทิวเขายืนอยู่ไม่ไกลนัก ดวงตาคมเข้มฉายแววกรุ่นโกรธอย่างที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็น ร่างสูงในเสื้อช็อปปีสามก้าวเข้ามาช้าๆ แต่ทุกย่างก้าวหนักแน่น ข้างๆเขามีรามิลเดินมาด้วยสีหน้าไม่ยิ้มแย้มอย่างเคย
“พะ พี่ทิว...”
“บอกให้ปล่อย” ทิวเขาพูดอีกครั้ง เสียงเรียบแต่กดต่ำจนน่ากลัว วินลังเลเล็กน้อยก่อนจะปล่อยไหล่ปลายฟ้า แต่ยังยืนค้ำอยู่ตรงหน้า
“ผมแค่คุยกับน้อง....”
“แบบนี้เรียกว่าคุย!?” ทิวเขาตวาด เสียงดังจนคนรอบข้างเงียบกริบ ปลายฟ้าไม่เคยเห็นเขาโกรธขนาดนี้มาก่อน หัวใจเธอหดตัวทั้งตกใจทั้งอบอุ่นในเวลาเดียวกัน ทิวเขาก้าวเข้าไปใกล้วินจนระยะห่างเหลือเพียงคืบ
“ถ้าจะจีบใคร ก็ให้เกียรติเขาหน่อย เขาบอกไม่ก็คือไม่ มึงเข้าใจไหม?”
"ตะ แต่ผมไม่ได้ทำอะไรผิด”
“ผลักผู้หญิงล้ม เรียกว่าไม่ผิด?” รามิลแทรกเสียงเรียบ ๆ แต่แฝงความไม่พอใจ
“ถ้าแม่กูรู้ว่าในคณะมีเรื่องแบบนี้ คงไม่ปล่อยผ่านง่ายๆหรอก”คำว่า แม่กู ทำให้วินหน้าซีดลงทันที และหันไปสบแววตาของทิวเขาที่จ้องเขาเขม็ง
“ไปขอโทษ!!”
"แต่พี่ทิว....”
“กูบอกให้ขอโทษ!” น้ำเสียงเขาหนักแน่นกว่าเดิม วินกัดฟันแน่นก่อนจะหันไปทางข้าวหอมที่กำลังลุกขึ้นโดยมีรามิลช่วยพยุง
“ขอโทษ” เขาพูดห้วนๆ ในขณะที่ข้าวหอมปัดมือรามิลออกทันทีที่ยืนได้
“ไม่ต้องมายุ่ง!” เธอตวาดใส่รามิลก่อนจะหันไปจ้องวิน
“แล้วขอโทษแบบนี้ใครเขาจะรับ”ข้าวหอมกอดอกพูดด้วยความหวุดหงิด แต่วินไม่ตอบก่อนจะรีบเดินหนีไปท่ามกลางสายตาคนมอง
บรรยากาศตึงเครียดค่อย ๆ คลายลง เสียงซุบซิบดังขึ้นประปรายก่อนที่ผู้คนจะแยกย้าย ทิวเขาหันมาทางปลายฟ้าทันที
“ฟ้า เป็นอะไรไหม?”เขากวาดตามองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เพื่อสำรวจร่างกายเธอ สีหน้ากังวลอย่างปิดไม่มิด แต่ปลายฟ้าส่ายหน้าเบาๆ
“ไม่เป็นไรค่ะ”
“มันทำอะไรเราหรือเปล่า?” เสียงเขานุ่มลง แต่ยังตึงเครียด เธอเม้มปากอน่างไม่รู้ว่าควรบอกอะไร
“แค่จับแขนนิดหน่อยเองค่ะ”
“เจ็บไหม?”คำถามสั้น ๆ แต่เต็มไปด้วยความห่วงใยทำให้หัวใจเธอสั่นไหว
“ไม่ค่ะ”ทิวเขายื่นมือมาเหมือนจะจับแขนเธอ แต่ชะงักไว้กลางอากาศ ก่อนจะลดมือลงช้าๆ
“ถ้ามีอะไร บอกพี่ทันที เข้าใจไหม?”ปลายฟ้าพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะได้รับรอยยิ้มจางๆที่ส่วมาจากทิวเขา.อีกด้านหนึ่งรามิลเองก็ยังยืนยิ้มมุมปากแม้ถูกข้าวหอมสะบัดมือออก
“แรงไม่เบาเลยนะเรา”
“ก็ใครใช้ให้มายุ่ง” ข้าวหอมตอบเสียงห้วนก่อนจะปัดฝุ่นที่กระโปรง
"ข้าวลุกเองได้”
“รู้ว่าเก่ง แต่พอดีพี่แค่ผ่านมาเห็น เลยอยากลองเป็นฮีโร่บ้าง”
“ฮีโร่อะไร ไม่ต้อง” ทิวเขามองภาพนั้นเงียบ ๆ ก่อนจะหันกลับมาที่ปลายฟ้าอีกครั้ง
"กลับหอกับพี่ไหม? เดี๋ยวพี่ไปส่ง” ปลายฟ้าสะดุ้งเมื่อเจาเอ่ยถามอย่างนั้ส เธอกันไปมองข้าวหอมที่ยังคงถกเถียงกับรามิลปล้วพรูลมหายใจอย่างโล่งอก
“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวฟ้าไปเรียนก่อน แล้วตอนเย็นค่อยกลับพร้อมข้าวหอม”
“แน่ใจ?”
“ค่ะ” ข้าวหอมมองสลับระหว่างทั้งสองคน สายตาเหมือนจับสังเกตอะไรบางอย่าง ท่าทีของทิวเขาที่ต่างจากปกติชัดเจนเกินไป ปกติเขาสุขุม พูดน้อย ไม่แสดงออกมากนัก ถึงจะเป็นสุภาพบุรุษกว่าใครในกลุ่ม แต่ก็ไม่เคยเห็นความอ่อนโยนที่มากเท่านี้มาก่อน และเมื่อครู่…สายตาที่มองปลายฟ้าไม่ใช่แค่ความห่วงใยของรุ่นพี่ธรรมดา.ข้าวหอมเม้มปาก เธอเลือกจะไม่พูดอะไรออกไปเพราะคิดว่าเพื่อนอาจจะยังไม่อยากพูดอะไร
“งั้นพวกพี่เดินไปส่งถึงหน้าตึก” ทิวเขาพูดเสียงเรียบแต่แฝงไปด้วยการบังคับ
“ไม่ต้องก็ได้ค่ะ” ปลายฟ้ารีบปฏิเสธ จนเขาเลิกคิ้วเล็กน้อย
“ฟ้า”เสียงเรียกชื่อสั้นๆนั้นทำให้เธอเงียบลงในทันที หรือว่าเขากำลังจะโกรธ
“พี่แค่ไปส่งหน้าตึก ไม่ได้จะทำอะไร”เธอเม้มปากก่อนจะพยักหน้าเบาๆตอบรับไปแทน เพราะรู้ว่าปฏิเสธไปก็ไร้ประโยชน์ รามิลมองภาพนั้นแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์
"โอ้โห ดูแลดีจังนะเว้ยไอ้ทิว
"มึงมีปัญหา?”
“ไม่มี๊” รามิลลากเสียงยาว
“แค่แปลกใจ ปกติมึงไม่ค่อยยุ่งเรื่องใครไง”
“ก็ไม่ยุ่งไง” เขาตอบสั้นๆแทนการบอกปัด คนอย่างเพื่อนเขายิ่งปฏิเสธก็ยิ่งได้ใจ
“ฟ้าว่า…มันแปลกๆไหม? ”ข้าวหอมรีบดึงแขนเพื่อนมากระซิบถาม
“อะไรหรอ?” ปลายฟ้าถามเสียงเบา
“ก็สายตาพี่ทิวที่มองฟ้าไง” หัวใจเธอสะดุดทันทีที่ได้ยินสิ่งที่เพื่อนพูด
“ไม่มีอะไรหรอก”
“เหรอ” ปลายฟ้าไม่ตอบ เธอรู้สึกได้เหมือนกัน สายตานั้น…เหมือนคนที่กลัวจะเสียอะไรบางอย่างไป เมื่อถึงหน้าตึกเรียนทิวเขากับรามิลก็หยุดเดิน
"ขึ้นไปเลย เดี๋ยวพี่รอจนกว่าจะเข้าไปข้างใน”
“ขอบคุณค่ะ” ปลายฟ้ายิ้มบางๆ ก่อนเธอหมุนตัวจะเดินเข้าไป แต่เสียงเขาเรียกเบาๆทำให้เธอชะงัก
“ฟ้า”
“คะ?”
“ถ้าใครทำให้เราลำบากใจ...บอกพี่ พี่จะจัดการให้” เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดช้าๆ คำพูดของเขาทั้งเรียบง่ายแต่หนักแน่นปลายฟ้ารู้สึกเหมือนหัวใจถูกโอบอุ้มเอาไว้
“ค่ะ”
ข้าวหอมมองภาพนั้นอีกครั้ง ดวงตาเป็นประกายสงสัย รามิลเดินเข้ามายืนข้างทิวเขาหลังจากที่แผ่นหลังเล็กของสองสาวค่อยๆห่างออกไปก่อนจะยิ้มมุมปาก
“เป็นห่วงขนาดนี้ ไม่บอกเขาไปเลยล่ะ”
“บอกอะไร?”
“ก็.....”
“เลิกแซว” เขาตัดบทเสียงเรียบจนรามิลได้แต่หัวเราะเบา ๆ
“โอเคๆ ไม่แซวก็ได้”
ทิวเขามองแผ่นหลังเล็กๆที่ค่อย ๆ หายเข้าไปในตึกเรียน ความรู้สึกบางอย่างก่อตัวชัดเจนขึ้นทุกวัน เขาไม่ชอบเวลามีใครเข้าใกล้เธอ ไม่ชอบเวลาที่เห็นเธอหวาดกลัว และไม่ชอบความคิดที่ว่า…สักวันหนึ่งอาจมีใครสักคนยืนข้างเธอแทนเขา
"ไอ้ทิว” รามิลเรียกเบาๆ
“ระวังหน่อยนะ”
“เรื่องอะไรว่ะ?”
“เรื่องหัวใจตัวเองไง”ทิวเขาไม่ตอบ เพียงแค่ถอนหายใจยาวก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
อีกด้านหนึ่ง ข้าวหอมลากปลายฟ้าเข้ามุมบันได “แก บอกมาตรง ๆ”
“อะไรอีก” ปลายฟ้าทำหน้าไม่รู้เรื่อง
“แกกับพี่ทิว มีอะไรกันหรือเปล่า”ปลายฟ้าหน้าแดงทันที
“ไม่มี!”
“ไม่มีจริง?” ข้าวหอมจ้องเขม็งอย่างคาดคั้นในคำตอบ
“จริงสิ เขาก็แค่รุ่นพี่” ข้าวหอมเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มบางๆ เธอเจ้าใจดีแล้วว่าปลายฟ้าไม่อยากพูดถึงเรื่งนี้
“ก็ได้…ถ้าฟ้าว่างั้น”เธอไม่ถามต่อแต่ในใจกลับแน่ใจมากขึ้นทุกที ความสัมพันธ์ของสองคนนั้น…ไม่ใช่แค่รุ่นพี่รุ่นน้องธรรมดาและไม่ใช่แค่ฝ่ายเดียวที่รู้สึกแน่นอน ข้าวหอมฟันธง....
แสงแดดอ่อนๆ ในยามบ่ายทอแสงผ่านต้นไม้เขียวขจีภายในสวนหย่อมของมูลนิธิเด็กกำพร้าบ้านรักละมุน บรรยากาศที่นี่เต็มไปด้วยความสดใสและเสียงหัวเราะของเด็กๆ ที่กำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน วันนี้เป็นวันพิเศษที่ทางมูลนิธิจัดงานเลี้ยงขอบคุณผู้สนับสนุน และแขกคนสำคัญที่เดินทางมาถึงตั้งแต่เช้าก็คือทิวเขาและปลายฟ้ารถกระบะคันใหญ่สองคันบรรทุกของเล่น อุปกรณ์การเรียน และของใช้จำเป็นมาเต็มพิกัด ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นความตั้งใจของคุณเกริกพลพ่อของทิวเขา ที่ฝากฝังให้ลูกชายและว่าที่สะใภ้เป็นตัวแทนนำมาบริจาค เพื่อเป็นการตอบแทนความดีงามที่ปลายฟ้ามอบให้กับครอบครัวของเขา"พี่ทิวเขาคะ ระวังนะ กล่องนั้นมันหนัก" ปลายฟ้าเอ่ยเตือนพลางรีบเข้าไปช่วยพยุงกล่องหนังสือที่ทิวเขากำลังยกขึ้นจากท้ายรถ"สบายมากครับฟ้า แค่นี้พี่ไหว" ทิวเขาหันมายิ้มกว้าง แผ่นหลังที่เคยดูเคร่งเครียดแบกรับภาระของตระกูล บัดนี้ดูผ่อนคลายและมีความสุขอย่างเห็นได้ชัด"ดูสิ เด็กๆ วิ่งมารอรับของกันใหญ่แล้ว"หลังจากจัดการมอบของและเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กๆ เสร็จเรียบร้อย ทิวเขาจึงชวนปลายฟ้ามาเดินเล่นพักผ่อนในสวนด้านหลังมูลนิธิ ซึ่งเป็นมุมสงบที่
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมห้องหรูบนชั้นสูงสุดของคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง แสงไฟจากตึกระฟ้าเบื้องล่างส่องประกายระยิบระยับราวกับเพชรที่ถูกโปรยไว้บนกำมะหยี่สีดำ ผ้าม่านเนื้อดีราคาแพงสะบัดไหวเพียงแผ่วเบาตามแรงลมจากเครื่องปรับอากาศ ภายในห้องที่เคยดูอ้างว้างและเย็นชาของ ทิวเขาบัดนี้กลับอบอวลไปด้วยความอบอุ่นและกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้ที่ปลายฟ้ามักจะใช้เป็นเครื่องหอมติดตัวหลังจากผ่านมรสุมชีวิตที่เกือบจะพรากเขาและเธอออกจากกันชั่วนิรันดร์ ทุกวินาทีที่ได้อยู่ร่วมกันจึงกลายเป็นสิ่งล้ำค่า ทิวเขายืนพิงกรอบประตูระเบียง มองดูหญิงสาวร่างบางที่กำลังยืนจัดแจกันดอกไม้อยู่ที่โต๊ะกลางห้อง เธอสวมเพียงเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งของเขาที่ชายเสื้อยาวลงมาปิดถึงต้นขา เผยให้เห็นเรียวขาเนียนสวยที่ทำให้ลำคอของเขาแห้งผากทุกครั้งที่มอง"ฟ้าครับ... ดึกแล้วนะ ยังไม่พักผ่อนอีกเหรอ?" ทิวเขาเดินเข้าไปหาจากด้านหลัง วงแขนแกร่งโอบรัดเอวบางไว้หลวมๆ พลางเกยคางลงบนไหล่เนียน ปลายฟ้าสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะคลี่ยิ้มหวาน เธอเอนหลังพิงอกอุ่นของเขาอย่างวางใจ"ฟ้าแค่อยากจัดห้องให้เรียบร้อยค่ะ พี่ทิวเขาเรียนเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ไปอาบน้ำก่อนไหมคะ?""พี่
สายลมเอื่อยๆ ของต้นฤดูร้อนพัดผ่านลานกิจกรรมคณะ บรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความขัดแย้งและหยาดน้ำตา บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความสงบสุขที่หวนคืนมาอีกครั้ง หลังจากพายุลูกใหญ่พัดผ่านไป ท้องฟ้าหลังฝนดูจะสดใสกว่าที่เคยเป็นมา คุณเกริกพลเริ่มเปิดใจและยอมรับในตัวของปลายฟ้ามากขึ้น แม้จะยังไม่สนิทใจร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การที่เขายอมให้ทิวเขาพาเธอคนนี้เข้าบ้านไปทานข้าวด้วยกันบ่อยครั้ง ก็ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่งดงามที่โต๊ะม้าหินอ่อนใต้ร่มไม้ใหญ่ ทิวเขากำลังสวมบทบาทเป็นติวเตอร์จำเป็นให้กับสามสาว ปลายฟ้า ข้าวหอม และยี่หวา อย่างขะมักเขม้น เพื่อเตรียมตัวสอบกลางภาคที่กำลังจะมาถึง"ข้อนี้ต้องใช้สูตรนี้สิฟ้า... ดูนะ พี่จะทำให้ดูช้าๆ" ทิวเขากระซิบพลางกุมมือเล็กให้เขียนตามอย่างอ่อนโยน"พี่ทิวเขาคะ... ฟ้าว่าฟ้าเริ่มจะเข้าใจแล้วล่ะค่ะ ขอบคุณนะคะ" ปลายฟ้ายิ้มหวานจนตาปิด ทำเอาทิวเขาแทบไม่มีสมาธิจะติวต่อ"แหม... ติวกันหรือมาจีบกันเนี่ย มดเดินเต็มโต๊ะหมดแล้ว" ยี่หวาแสร้งแซวพลางทำหน้ามุ่ยใส่ในขณะที่ทุกคนกำลังหัวเราะต่อกระซิกกันอยู่นั้น เสียงฝีเท้าที่สม่ำเสมอและมั่นคงก็ดังใกล้เข้ามา ร่างบางในชุดนักศึกษาที่ตัดเย็
ภายในคอนโดมิเนียมหรูของรามิลเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่แทบจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ ข้าวหอมนั่งกุมมือยี่หวาไว้แน่นบนโซฟาตัวยาว ใบหน้าของทั้งคู่ซีดเซียวและเต็มไปด้วยรอยคราบน้ำตาที่ยังไม่แห้งสนิท โดยมีคิมหันต์ยืนคุมเชิงอยู่ใกล้ประตูห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียด มือหนากำโทรศัพท์มือถือไว้แน่นเตรียมพร้อมรับสถานการณ์หากมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น"เราสองคนรออยู่ที่นี่นะ อย่าออกไปไหนเด็ดขาด ไอ้คิมมึงอยู่กับน้องนะ" รามิลเอ่ยกำชับด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด"พี่รามิล... ระวังตัวด้วยนะ" ข้าวหอมเอ่ยเสียงสั่น"ถ้าฟ้าเป็นอะไรไป ข้าวคงไม่ให้อภัยตัวเองเลย""เชื่อใจพวกพี่นะข้าว พวกพี่จ่วยเพื่อนข้าวกลับมา" รามิลตบบ่าแฟนสาวเบาๆ ก่อนจะพยักหน้าให้คิมหันต์"ฝากดูแลสาวๆ ด้วยนะมึง มีอะไรโทรหากูทันที" คิมหันต์พยักหน้าด้วยแววตาแน่วแน่เสียงรถพุ่งทะยานไปตามถนนสายเปลี่ยวที่มุ่งสู่ชายขอบกรุงเทพ ทิวเขานั่งอยู่หลังพวงมาลัยด้วยใบหน้าเคร่งขรึมประหนึ่งรูปปั้นหิน แววตาของเขาวาวโรจน์ด้วยความแค้นปนความหวาดกลัว... กลัวว่าผู้เป็นพ่อจะทำอะไรที่ร้ายแรงไปกว่าการกักขัง ส่วนริวที่นั่งเบาะหลังกำลังเช็กอุปกรณ์สื่อสารและแผนที่ผังโกดังอย่างละเอียด"ไ
ภายในห้องพักฟื้นวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง บรรยากาศเงียบสงัดมีเพียงเสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพจรที่ดังสม่ำเสมอ ทิวเขานอนพักผ่อนอยู่บนเตียงคนไข้ ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยไร้ที่ติบัดนี้ถูกแต่งแต้มด้วยรอยเขียวช้ำและพลาสเตอร์ปิดแผลหลายจุด ดวงตาคมหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัดขณะทอดมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมายแกรก... เสียงประตูเปิดออกเบาๆ พร้อมกับการปรากฏตัวของรามิลที่เดินจูงมือข้าวหอมเข้ามาในห้อง ข้าวหอมมีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด เธอเดินตามแรงจูงของแฟนหนุ่มเข้ามาหยุดอยู่ข้างเตียง"เป็นไงบ้างคะพี่ทิวเขา... หนักเอาการเลยนะนั่น" ข้าวหอมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย ทิวเขาแค่นยิ้มฝืนๆ"แค่นี้ยังน้อยไปมั้งเทียบกับสิ่งที่พี่ทำไว้... ขอบใจนะที่มาเยี่ยม""พี่ทิมคะ... ฟ้าเป็นห่วงพี่มากเลยนะ" ข้าวหอมเอ่ยขึ้นพลางมองรอยช้ำบนตัวทิวเขาด้วยความสงสาร"แต่พวกเรายังไม่กล้าให้ฟ้ามาตอนนี้ กลัวจะสวนกับ..."ยังไม่ทันที่ข้าวหอมจะพูดจบ ประตูห้องพักฟื้นก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่น คุณเกริกพลเดินเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าที่ทรงอำนาจและใบหน้าที่ถมึงทึง สายตาคมกวาดมองไปรอบห้องก่อนจะหยุดกึกอยู่ที่ร่างของข้าวห
แสงสุดท้ายของวันกำลังจะลับขอบฟ้าที่ชายหาดหัวหิน ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มอมม่วงดูสวยงามทว่ากลับให้ความรู้สึกอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก เสียงคลื่นที่ซัดสาดเข้าหาฝั่งครั้งแล้วครั้งเล่าดูเหมือนจะพยายามชะล้างความตึงเครียดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ให้จางหายไป แต่มันกลับไม่ระคายผิวความรู้สึกผิดที่เกาะกินใจของคนกลุ่มหนึ่งได้เลยปลายฟ้านั่งกอดเข่าอยู่บนผืนทรายขาวละเอียดที่เริ่มเย็นชื้นตามอุณหภูมิที่ลดลง ดวงตาคู่สวยทอดมองไปยังเส้นขอบฟ้าที่เลือนลาง น้ำตาที่เพิ่งเหือดแห้งไปทิ้งรอยจางๆ ไว้บนแก้มใส ความคำรามในใจของเธอดังกว่าเสียงคลื่นเสียอีก ทุกถ้อยคำที่นิรินสาดใส่เมื่อครู่ยังคงก้องอยู่ในหู ราวกับประกาศนียบัตรแห่งความล้มเหลวในฐานะเพื่อน"ฟ้า..." เสียงเรียกเบาๆ พร้อมสัมผัสอุ่นที่หัวไหล่ทำให้เธอสะดุ้งเล็กน้อยข้าวหอมกับยี่หวาทรุดตัวลงนั่งลงข้างๆ เพื่อนรัก ทั้งคู่ไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองหรือรำคาญใจที่ทริปพักผ่อนครั้งนี้พังทลายลง ในทางกลับกัน แววตาของพวกเธอเต็มไปด้วยความเข้าใจและความเป็นห่วง"แกโอเคไหมฟ้า...?" ยี่หวาถามพลางลูบหลังเพื่อนเบาๆ"ฟ้า... ฟ้าขอโทษนะทุกคน เพราะฟ้าแท้ๆ เลย เรื่องราวมันถึงได้บานปลายขนาดน
ค่ำคืนนี้บ้านหลังใหญ่ของครอบครัวนิรินสว่างไสวด้วยแสงไฟสีอุ่น สนามหญ้าด้านหน้าถูกจัดโต๊ะรับรองแขกอย่างสวยงาม โคมไฟเล็กๆ ถูกแขวนเรียงรายตามแนวต้นไม้ ลมเย็นพัดผ่านเบาๆ พาเอากลิ่นดอกไม้หอมอ่อนลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณรถหรูหลายคันจอดเรียงรายอยู่หน้าประตูบ้าน แขกผู้ใหญ่ในชุดสูทและเดรสหรูทยอยเดินเข้ามาพูดคุยท
แสงแดดส่องผ่านกระจกบานสูงของอาคารคณะวิศวกรรมศาสตร์ เสียงนักศึกษาพูดคุยกันจอแจอยู่ตามมุมต่างๆ ของลานกว้างหน้าตึก บรรยากาศของมหาวิทยาลัยยังคงเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาเหมือนทุกวันที่มุมหนึ่งของลานใต้ต้นไม้ใหญ่ มีโต๊ะหินอ่อนตั้งอยู่พร้อมเก้าอี้สี่ตัวติดกัน กลุ่มชายหนุ่มสี่คนกำลังนั่งล้อมวงกันอยู่ ทิวเ
บ่ายวันศุกร์ท้องฟ้าเหนือมหาวิทยาลัยเริ่มเปลี่ยนเป็นสีทอง ปลายฟ้ากำลังเก็บเอกสารลงกระเป๋า เธอเพิ่งเรียนเสร็จวิชาสุดท้ายของวัน และกำลังจะเดินกลับหอพักตามปกติ ก่อนที่โทรศัพท์ในจะมือสั่นเบาๆ ชื่อที่ปรากฏทำให้หัวใจเธอเต้นผิดจังหวะอย่างทุกครั้งเธอนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกดอ่านข้อความ ‘เลิกเรียนยังครับ?’ ป
หลังจากเหตุการณ์หน้าตึกเรียนในเช้าวันนั้น บรรยากาศทุกอย่างดูปกติดี ไม่มีใครพูดถึงเรื่องรถเสียอีก แต่สำหรับปลายฟ้าบางอย่างในใจกลับไม่เหมือนเดิม ทั้งวันนั้นเธอเผลอคิดถึงบทสนทนาสั้นๆ นั้นซ้ำไปซ้ำมา มันไม่มีอะไรผิด ไม่มีอะไรลึกซึ้ง เป็นแค่การช่วยเหลือตามน้ำใจของเขา แต่ในใจเธอกลับรู้สึกหน่วงอย่างอธิบายไ







