Masukร่างของเว่ยฉิงซวงลอยหวือปลิวจากพื้น เพราะถูกแรงถีบมหาศาลส่งกระแทกเข้ากับประตูไม้บานหนาเต็มแรง ราวกับร่างของเธอไม่มีน้ำหนักแม้แต่น้อย
ตึง!
เสียงกระแทกดังสนั่นไปทั่วห้อง บานประตูไม้ที่ทั้งหน้าและหนักสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง บานพับด้านหนึ่งหลุดกระเด็น เศษไม้แตกปลิวกระจาย ประตูทั้งบานเอียงกะเท่เร่ ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดราวกับจะพังลงมาได้ทุกเมื่อ
โครม!
ในพริบตาเว่ยฉิงซวง ก็ร่วงลงมากองกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง ร่างทั้งร่างชาไปหมด เลือดสดไหลออกจากมุมปากพร้อมเสียงไอสำลัก ความเจ็บปวดแล่นพล่านตั้งแต่แผ่นหลังจนถึงทรวงอก ราวกับกระดูกหลายซี่แตกหักในคราวเดียว ทุกลมหายใจแสบลึกจนแทบขาดใจ
หญิงสาวพยายามยันตัวลุกขึ้นทั้งที่มือยังสั่น ก่อนเงยหน้ามองชายตรงหน้า ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความมั่นใจเมื่อครู่ บัดนี้เหลือเพียงความตื่นตระหนกและหวาดกลัว
เว่ยฉิงซวงเพิ่งตระหนักว่าผู้ชายคนนี้ไม่เคยคิดจะแตะต้องเธอเลยแม้แต่น้อยต่อให้เขาตกอยู่ในฤทธิ์ยานรกก็ไม่ยอมแพ้ เขายังซื่อสัตว์กับเมียจนวินาทีนี้จริงๆ
ลู่จิ่นเฉิงก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้าผู้หญิงไม่รู้จักเจียมตัว ก้มมองเธอด้วยสายตาเย็นชา ราวกับกำลังมองเศษขยะชิ้นหนึ่งที่ถูกเหยียบเปื้อนโคลน
เขาล้วงผ้าเช็ดหน้าสีขาวออกจากกระเป๋า สูดลมหายใจนิ่ง ๆ ก่อนค่อย ๆ เช็ดฝ่ามือ นิ้วมือ และลำแขนทุกส่วนที่เว่ยฉิงซวงเคยแตะต้องอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความรังเกียจ ราวกับสิ่งที่ติดอยู่บนผิวกายไม่ใช่สัมผัสของมนุษย์ แต่เป็นเชื้อโรคร้ายที่น่าขยะแขยง
"เป็นไง"
เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เย็นเฉียบเสียจนไร้อารมณ์ ก่อนยกมุมปากขึ้นน้อย ๆ
"คิดฝันสูง ตกลงมาแค่นี้ยังถือว่ากูปรานี"
สายตาคมกริบกวาดมองหญิงสาวที่นอนจมกองเลือด ก่อนหัวเราะในลำคอเบา ๆ
"ไม่จับโยนลงจากชั้นสามก็บุญหัวมึงแล้วครับ"
เขาโยนผ้าเช็ดหน้าที่ใช้แล้วลงบนพื้นตรงหน้าเธอ ก่อนพูดประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่ทุกคำกลับเย็นยะเยือกจนทำให้คนฟังขนลุก
"ได้ถีบของผมแล้ว มึงรู้สึกดีไหมครับ อีเวร"
ปึ้ง!
โครม!
ยังไม่ทันสิ้นเสียงของรองประธานลู่ ประตูที่เอียงค้างอยู่ก็ถูกผลักเข้ามาเต็มแรง
หวังเซวียเย่กับเจียงจื่อฉีรีบวิ่งพรวดเข้ามาพร้อมกัน จนไหล่ชนกันอย่างแรง
เพราะทั้งคู่ได้ยินเสียงโครมครามจากด้านใน จึงรีบพุ่งเข้ามาโดยไม่คิดอะไร แต่ดันลืมสังเกตว่า ประตูบานนั้นใกล้พังเต็มทีแล้ว
ผลลัพธ์คือ...
ประตูทั้งบานหลุดออกจากวงกบ ล้มครืนลงกับพื้นเสียงดังสนั่นต่อหน้าทุกคน ยังดีที่ไม่ทับร่างของเว่ยฉิงซวง
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน หวังเซวียเย่มองประตู เจียงจื่อฉีเองก็เหลือบสายตามองประตูเช่นกัน จากนั้นทั้งคู่ค่อย ๆ เงยหน้ามองเจ้านายของตัวเองพร้อมกัน
"..."
"..."
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น สายตาของทั้งคู่กวาดมองสภาพห้องอย่างรวดเร็ว ก่อนหยุดอยู่ที่เว่ยฉิงซวงซึ่งนอนกองอยู่กับพื้น เลือดเปรอะมุมปาก สีหน้าซีดเผือด
ภาพทั้งหมดอธิบายเหตุการณ์เมื่อครู่ได้ชัดเจนยิ่งกว่าคำพูด
แต่...
"อะไร"
ลู่จิ่นเฉิงเลิกคิ้วมองลูกน้องทั้งสอง ก่อนพูดหน้าตาเฉย
"มองกูทำไมครับพวกมึง"
เขาชี้ไปทางเว่ยฉิงซวงอย่างสบายอารมณ์
"กูเปล่านะ"
เว้นจังหวะเพียงครู่เดียว ก่อนพูดต่อด้วยสีหน้าไร้เดียงสาเสียจนน่าโมโห
"เป็นอีเวรนี่ต่างหากที่ทำประตูพัง"
"..."
"..."
พูดจบ เขาก็ยักไหล่เบา ๆ ล้วงมือทั้งสองข้างกลับเข้าไปในกระเป๋ากางเกงสแล็กสีน้ำเงินเข้ม เดินยืนอย่างสงบนิ่ง ราวกับคนที่เพิ่งถีบผู้หญิงจนลอยไปกระแทกประตูเมื่อครู่ไม่ใช่ตัวเอง
หวังเซวียเย่กับเจียงจื่อฉีถึงกับพูดไม่ออก ทั้งคู่ยืนมองประตูที่หลุดออกจากวงกบ สลับกับเว่ยฉิงซวงที่นอนกองจมเลือดอยู่บนพื้น ก่อนหันกลับมามองเจ้านายของตัวเองอีกครั้ง
สีหน้าของรองประธานลู่เรียบเฉยเสียจนเหมือนคนที่เพิ่งถีบผู้หญิงปลิวไปกระแทกประตูจนพังทั้งบาน ไม่ใช่ตัวเขาเอง หากไม่เห็นกับตา พวกเขาคงเชื่อคำแก้ตัวนั้นไปแล้ว
แต่ปัญหาคือเห็นเต็มสองตา หวังเซวียเย่แอบถอนหายใจในใจ ส่วนเจียงจื่อฉีกลอกตาเงียบ ๆ ถ้าใครเชื่อคำแก้ตัวของรองประธานลู่ คนนั้นคงมีเขางอกอยู่บนหัวจริง ๆ
"ลากมันออกไป"
น้ำเสียงของลู่จิ่นเฉิงราบเรียบ เย็นชา และไร้อารมณ์เหมือนกำลังสั่งให้เอาขยะไปทิ้งมากกว่าสั่งลากคนออกจากห้อง เขาไม่แม้แต่จะชายตามองเว่ยฉิงซวงอีก
"ครับ"
เจียงจื่อฉีรับคำทันที
"ส่วนมึง..."
ลู่จิ่นเฉิงหันไปมองหวังเซวียเย่ สีหน้าที่แข็งกระด้างเมื่อครู่ผ่อนลงเพียงเล็กน้อยเมื่อเอ่ยถึงภรรยา
"รีบตามไปดูเมียกู หรงหรงเพิ่งออกไป" เขาหยุดและถอนหายใจสั้น ๆ ก่อนกล่าวต่อ
"กูต้องมั่นใจว่าเธอเข้าพักที่โรงแรมลู่ฉางโอเรียนเต็ลอย่างปลอดภัย"
แม้ใบหน้าของเขายังคงสงบนิ่ง แต่หวังเซวียเย่กลับเห็นเส้นเลือดที่ขมับยังเต้นเป็นจังหวะ ลมหายใจยังหนักกว่าปกติ ไม่ต้องอยู่ในเหตุการณ์ต้น ทว่าดูจากสารภาพของคุณเลขาเว่ยเขาที่ทำงานกับลู่จิ่นเฉิงก็แน่ใจ เจ้านายตนคงถูกวางยาอีกแล้วเป็นแน่
"ทำ...ไม..."
ทั้งสองคนสนิทยังไม่ทันแยกย้ายทำตามคำสั่ง เสียงแหบพร่าดังขึ้นจากพื้น เว่ยฉิงซวงใช้สองมือยันพื้นอย่างยากลำบาก เลือดไหลออกจากมุมปากไม่หยุด ดวงตาแดงก่ำ ทั้งเจ็บ ทั้งอับอาย และทั้งไม่เข้าใจ
เมื่อครู่เขายังหอบจนแทบควบคุมตัวเองไม่ได้ เหตุใดตอนนี้กลับนิ่งเสียราวกับไม่เคยถูกยาเล่นงานมาก่อน
ลู่จิ่นเฉิงก้มลงมองเธอ รอยยิ้มบางเบาแต่ดูเจ้าเล่ห์ ผุดขึ้นตรงมุมปากเป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกหนาวมากกว่าสบายใจ
"แล้วมึงคิดว่าไงละครับ"
หวังเซวียเย่กับเจียงจื่อฉีหันมาสบตากันทันที ทั้งคู่คิดเหมือนกันเป๊ะ จะพูด ‘มึง’ พูด ‘กู’ ขนาดนี้ ไม่ต้องลงท้ายว่า ‘ครับ’ ก็ได้มั้งครับท่านรอง กวนตีนชิบหาย...
ลู่จิ่นเฉิงหัวเราะในลำคอเบา ๆ หลังเห็นลูกน้องคนสนิทมองสบตากัน อยู่กันมาเกินสิบปีพวกมันนินทาเขาในใจจะไม่รู้ได้อย่างไร
"กูดูแลไนต์คลับมาเป็นสิบกว่าปี"
เขาโน้มตัวลงเล็กน้อย สายตาคมเย็นจับจ้องเว่ยฉิงซวงราวกับกำลังมองสัตว์ตัวหนึ่ง
"กับอียาชั้นต่ำแค่นี้ มึงคิดว่าจะเล่นงานรองประธานลู่ได้จริงเหรอครับ"
เว่ยฉิงซวงนิ่งงัน ก่อนริมฝีปากจะเริ่มสั่นเทา สมองว่างเปล่า อย่างไม่เคยเป็น เธอไม่เคยคิดและไม่เคยแม้แต่จะจินตนาการว่าเขาจะเตรียมรับมือเอาไว้ล่วงหน้า
ลู่จิ่นเฉิงล้วงกระเป๋ากางเกงสแล็ก ก่อนหยิบซองยาสีเงินขนาดเล็กออกมา เขาใช้สองนิ้วคีบมันขึ้น โบกไปมาตรงหน้าเว่ยฉิงซวงอย่างจงใจ
"พอเห็นท่าทางมึงไม่น่าไว้ใจ ตั้งแต่สามเดือนก่อน"
ลู่จิ่นเฉิงหัวเราะหยันเบา ๆ ระหว่างเอ่ยประโยคนั้น สายตาคมกริบมองเว่ยฉิงซวงอย่างเหยียดหยัน คนอย่างผู้หญิงคนนี้น่าขยะแขยงเสียจนเขาเสียดายแทนเมียตัวเอง ที่เคยทุ่มเททั้งความจริงใจและมิตรภาพให้อีกฝ่ายมาตั้งยี่สิบเอ็ดปี
"กูก็เลยให้หมอประจำตัวเตรียมยาแก้ไว้ตลอด"
พูดจบ เขาก็ล้วงซองยาขนาดเล็กเก็บกลับเข้ากระเป๋ากางเกงสแล็กอย่างไม่รีบร้อน
"เมียกูพูดถูกจริง ๆ"
รอยยิ้มที่มุมปากค่อย ๆ เลือนหายไปจนหมด เหลือเพียงแววตาเย็นเยียบ เมื่อภาพดวงตาแดงก่ำที่เต็มไปด้วยความผิดหวังของเพ่ยหรงอวี้ผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง
"มึงมันอีงูพิษ"
คำพูดสั้น ๆ นั้นราวกับค้อนเหล็กหนักฟาดลงกลางแสกหน้าของเว่ยฉิงซวงจนความหยิ่งทะนงแตกเป็นเสี่ยง ๆ
ตลอดมาเธอเชื่อว่าตัวเองฉลาดกว่าเพ่ยหรงอวี้ วางแผนเก่งกว่า มองเกมขาดกว่า และเหนือกว่าคุณหมอสาวทุกด้าน
แต่วันนี้...
ทุกความมั่นใจถูกลู่จิ่นเฉิงบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี
"อึก..."
เว่ยฉิงซวงกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง ไม่รู้ว่าเพราะแรงเตะเมื่อครู่ทำให้ช้ำใน หรือเพราะความแค้นที่อัดแน่นจนแทบระเบิดอกกันแน่
"อ้วก!"
เลือดสีแดงสดพุ่งกระเซ็นเปื้อนปลายรองเท้าหนังอิตาลีของลู่จิ่นเฉิงพอดี ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ
ลู่จิ่นเฉิงก้มลงมองรองเท้าของตัวเอง ก่อนหลับตาสูดลมหายใจยาวอย่างคนทำใจ
"อีห่าเอ๊ย..."
เขาพึมพำด้วยน้ำเสียงเสียดายเกินจริง เพราะออกจากห้องนี้ไปรองเท้าคู่นี้ก็ถูกทิ้งแน่นอน
"รองเท้ากูราคาหมื่นกว่าหยวนเชียวนะ" สิ้นเสียง ปลายเท้าของมาเฟียหนุ่มก็สะบัดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ผลัวะ!
ปลายรองเท้าพุ่งเสยเข้าปลายคางของเว่ยฉิงซวงเต็มแรง ศีรษะของหญิงสาวหงายผึง ก่อนร่างทั้งร่างอ่อนยวบ หมดสติไปทันที
"..."
หวังเซวียเย่แข็งค้าง
"..."
เจียงจื่อฉีอ้าปากหวอ
ทั้งคู่ก้มมองเว่ยฉิงซวงที่สลบเหมือด ก่อนค่อย ๆ เงยหน้ามองเจ้านายพร้อมกัน สีหน้าเหมือนกำลังถามว่า...
เอาจริงดิ?
ส่วนลู่จิ่นเฉิงกลับกะพริบตาปริบ ๆ อย่างไร้เดียงสา ก่อนยกมือขึ้นเล็กน้อยราวกับเด็กที่เพิ่งทำแก้วแตก
"อุ๊ป"
เขายิ้มแห้ง ๆ ส่งให้ลูกน้องทั้งสอง รอยยิ้มนั้นดูไม่จริงใจเสียจนคนมองอยากถอนหายใจ
เว้นจังหวะเพียงอึดใจเดียว จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้
"ขอโทษครับ"
ก่อนจะเสริมหน้าตาเฉย
"กูตีนลั่นครับ"
"เชี่ย..."
หวังเซวียเย่หลุดสบถออกมาโดยไม่รู้ตัว
"ใช่ครับ"
เจียงจื่อฉีพยักหน้าหงึกหงักทันที
"เชี่ยมาก"
ลู่จิ่นเฉียงเลิกคิ้วมองทั้งสองคน
"พวกมึงด่าใครครับ"
หวังเซวียเย่ชี้นิ้วไปทางเว่ยฉิงซวงที่นอนสลบอยู่กับพื้นทันที
"ด่าเธอครับ"
เจียงจื่อฉีพยักหน้ารัวเหมือนกลัวเจ้านายไม่เชื่อ
"ใช่ครับ ด่าเธอ"
ลู่จิ่นเฉิงหรี่ตาลงอย่างไม่ค่อยเชื่อนัก หวังเซวียเย่กับเจียงจื่อฉีจึงรีบพยักหน้าพร้อมกันโดยไม่ต้องนัด ราวกับซักซ้อมกันมาล่วงหน้า
ใช่...พวกเขาด่าผู้หญิงคนเดียวในห้องจริง ๆ
ใครจะกล้าด่ามาเฟียขาโหดที่ทั้งเหี้ยม ทั้งกวนตีน และยังหน้าตายได้ขนาดนี้กันล่ะ
ส่วนเว่ยฉิงซวง หมดสติไปแล้ว จึงไม่มีโอกาสรู้เลยว่า ต่อให้สลบอยู่ เธอก็ยังถูกทุกคนในห้องพร้อมใจกันโยนความผิดมาให้เหมือนเดิม
เพ่ยหรงอวี้ตอบพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน ดวงตาที่เพิ่งแดงจากการร้องไห้ก่อนหน้าเพราะโมโหยังมีหยาดน้ำตาคลออยู่ แต่ครั้งนี้เป็นน้ำตาแห่งความสุข เพราะลูกน้อยเลือกดิ้นเป็นครั้งแรกในวันที่พ่อของเขาได้รับรู้การมีอยู่ของตัวเอง“ดีจัง...ดีจริง ๆ ที่พี่รอดชีวิตกลับมา”ลู่จิ่นเฉิงเอ่ยแผ่วเบา ความตื้นตันเอ่อท้นจนจุกอยู่ในลำคอ หากวันนั้นเขาไม่รอดกลับมา เขาคงไม่มีวันได้สัมผัสช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดในชีวิตเช่นนี้“ต่อไปนายต้องระวังตัวกว่านี้นะ”เพ่ยหรงอวี้พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลงกว่าเดิม มือเรียวลูบหลังมือของเขาเบา ๆ แม้จะยังโกรธกับความดื้อรั้นของเขา แต่ลึก ๆ แล้วสิ่งที่เธอกลัวที่สุด คือการต้องสูญเสียผู้ชายคนนี้ไปจริง ๆ“ได้ พี่รับปาก ว่าแต่ทำไมเธอต้องปิดบังพี่ด้วย นี่คงห้าเดือนแล้วใช่ไหม”ลู่จิ่นเฉิงรับคำอย่างว่าง่าย ก่อนอดถามสิ่งที่ค้างคาใจไม่ได้ เขาไม่ได้ต่อว่า มีเพียงความสงสัยและเสียดายที่พลาดช่วงเวลาสำคัญของลูกมาตลอดหลายเดือน“ใช่ ห้าเดือน แล้วเป็นไง นายรู้สึกยังไงบ้าง ถูกปิดบังแค่ห้าเดือน นายชอบไหม”เพ่ยหรงอวี้ถามกลับด้วยสายตานิ่งสงบ ไม่ได้ประชดประชัน เพียงอยากให้เขาได้ลองรับรู้ความรู้สึกเดียวกับที่เธอเค
“นาย...นายมันคนบ้า นายมันคนเลว ไอ้ผัวชั่ว ฮึก”เพ่ยหรงอวี้พูดทั้งน้ำตา เสียงที่เคยแข็งกร้าวเมื่อครู่สั่นเครือจนแทบขาดห้วง ความเป็นห่วงที่อัดแน่นอยู่ในใจตลอดหลายวันที่ผ่านมา รวมกับฮอร์โมนของคนท้องและความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนัก ทำให้กำแพงที่เธอพยายามสร้างไว้พังทลายลงในที่สุด แม้เธอจะบอกตัวเองเสมอว่าต้องเข้มแข็ง ในฐานะแพทย์เธอต้องรักษาคนไข้ให้ดีที่สุดก่อน แต่พอเห็นลู่จิ่นเฉิงนั่งอยู่ตรงหน้าในสภาพบาดเจ็บไม่น้อย ความกลัวว่าจะเสียเขาไปก็เอ่อล้นจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่“หรงหรง...เธอร้องไห้?”ลู่จิ่นเฉิงถามอย่างตกใจ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความร้อนรน เพียงได้ยินเสียงสะอื้นของภรรยา หัวใจของเขาก็เหมือนถูกบีบรัดแน่น ความเจ็บจากบาดแผลทั้งตัวกลับเทียบไม่ได้เลยกับการรู้ว่าคนที่เขารักกำลังร้องไห้เพราะเขา“เออน่ะสิ ทั้งที่ฉันสัญญากับตัวเองแล้วแท้ ๆ ว่าจะไม่ร้องไห้ให้กับผัวเฮงซวยแบบนาย ตั้งแต่สามปีก่อนแล้ว”เพ่ยหรงอวี้ตอบทั้งน้ำตา พยายามยกมือเช็ดแก้มลวก ๆ แต่ยิ่งเช็ด น้ำตาก็ยิ่งไหลไม่หยุด ความเข้มแข็งที่เธอรักษาไว้ตลอดหลายปี พังลงต่อหน้าผู้ชายคนนี้เพียงคนเดียว คุณหมอสาวก็โผเข้าไปกอดร่างสูงบนเตียงแน่นราวกับ
หวังเซวียเย่ถอนหายใจออกมาอย่างอ่อนใจ ก่อนพยักหน้ารับช้า ๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความจนปัญญา เพราะตั้งแต่ลู่จิ่นเฉิงตื่นขึ้นมาตอนกหโมงครึ่ง แล้วเพ่ยหรงอวี้ยังไม่มาหาเขา โรงพยาบาลทั้งชั้นก็แทบไม่ได้สงบเลย“ไอ้ผัวตัวดี!”เพ่ยหรงอวี้กัดฟันเอ่ยลอดไรฟัน ดวงตาคู่สวยลุกวาวด้วยทั้งความโมโหและความเป็นห่วง คนเจ็บสาหัสที่ควรนอนพักรักษาตัว กลับเลือกสร้างความปั่นป่วนให้คนทั้งโรงพยาบาลตั้งแต่เช้าตรู่เพราะจะเอาแต่ใจ มันเกินไปแล้วนะ!ดังนั้นพอพูดจบ เท้าในรองเท้าส้นเตี้ยก็ก้าวฉับ ๆ มุ่งตรงไปยังห้องพักวีวีไอพีอย่างรวดเร็ว ความโมโหทำให้เธอลืมไปชั่วขณะเสียด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์ได้ห้าเดือน“คุณหมอใจเย็นก่อนครับ”หวังเซวียเย่รีบสาวเท้าตาม พลางเอ่ยร้องห้ามด้วยสีหน้าตื่น ๆ เกรงว่าคุณหมอสาวจะเดินเร็วเกินไปจนเป็นอันตรายต่อตัวเองและลูกในท้อง“ฉันใจเย็นมามากพอแล้วค่ะ เลขาหวัง”เพ่ยหรงอวี้ตอบกลับโดยไม่แม้แต่จะหยุดฝีเท้า น้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่คนฟังก็รับรู้ได้ทันทีว่า ความอดทนที่คุณหมอเพ่ยสะสมมาตลอดหลายเดือนกำลังจะสิ้นสุดลงในอีกไม่กี่ก้าวข้างหน้าผลัวะ!ปัง!เสียงของแข็งกระแทกผนังห้องดังสนั่น จนพยาบาลที่ยืนอยู่หน้า
หลังจากหลับไปหลายชั่วโมง เพ่ยหรงอวี้ก็ตื่นขึ้นตามนาฬิกาชีวิตของตัวเองในเวลาเจ็ดโมงเช้า แม้เมื่อคืนจะเดินทางมาอย่างเหน็ดเหนื่อย แต่ร่างกายของคนเป็นแพทย์ก็ยังคุ้นชินกับการตื่นเช้าเสมอคุณหมอสาวอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนรับประทานอาหารเช้าที่ทางโรงพยาบาลจัดเตรียมไว้ให้ได้พอประมาณ ขณะกำลังยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!“ใครคะ”เพ่ยหรงอวี้เอ่ยถามผ่านบานประตูด้วยน้ำเสียงสุภาพ พลางวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะข้างโซฟา แล้วเดินไปที่หน้าประตู“ผมหวังเซวียเย่ครับ คุณหมอเพ่ย”เลขาหนุ่มตอบกลับทันทีด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่แฝงความร้อนรนเอาไว้ไม่น้อย ราวกับกำลังรอความช่วยเหลือจากเธอ“อ๋อ...สักครู่นะคะ”เพ่ยหรงอวี้ตอบรับ ก่อนเอื้อมมือไปปลดกลอนประตูแล้วจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย เพราะไม่อยากเสียมารยาทกับแขกที่มายืนรออยู่หน้าห้อง ก่อนประตูจะถูกเปิดออกช้า ๆ“มีอะไรคะ”คุณหมอสาวเอ่ยถามทันทีที่เห็นหวังเซวียเย่ยืนอยู่หน้าห้อง สีหน้าของเลขาหนุ่มดูอิดโรยราวกับไม่ได้นอนทั้งคืน ทำให้เธออดแปลกใจไม่ได้“รองประธานลู่น่ะสิครับ พอตื่นมาก็อาละวาด ไม่กินข้าว ไม่กินยา เอ่อ...จริง ๆ ก็อาละวาดตั้งแต่เมื่อคืน
ลู่จิ่นเฉิงสวนกลับทันควัน แม้ดวงตาจะมองไม่เห็น แต่ก็ยังพยายามผลักพี่ชายออกด้วยแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่“หยุดดิ้น! เลขาหวัง ไปเรียกพยาบาลมาแทงเข็มน้ำเกลือใหม่!”จั๋วอี้เฉินออกคำสั่งเสียงเฉียบ ขณะใช้ผ้าก๊อซกดห้ามเลือดที่หลังมือคนไข้เอาไว้ สีหน้าของเขาเคร่งเครียดจนแทบไม่มีเค้าของความเป็นเพื่อนหลงเหลือ มีแต่แพทย์ที่กำลังรับมือกับคนไข้ดื้อเท่านั้น“ครับ”หวังเซวียเย่รับคำทันที ก่อนรีบวิ่งออกจากห้องไปตามพยาบาลอย่างไม่รอช้า“ปล่อยกู!”ลู่จิ่นเฉิงยังคงดิ้นไม่หยุด พยายามสะบัดมือของจั๋วอี้เฉินและลุกลงจากเตียงอีกครั้ง แม้บาดแผลที่สีข้างจะเริ่มปวดจนใบหน้าซีดลงก็ตามเพียะ!ฝ่ามือของลู่เฉินอวี่ฟาดลงบนใบหน้าน้องชายเต็มแรง เสียงดังสนั่นไปทั่วห้อง ความโกรธและความเป็นห่วงที่อัดแน่นอยู่ในอกระเบิดออกมาพร้อมแรงตบครั้งนั้น“มึงจะบ้าหรือไง!”ประธานลู่ตะคอกลั่น ดวงตาคมแดงก่ำด้วยแรงอารมณ์ เขาจ้องหน้าน้องชายเขม็ง ราวกับหวังให้การตบครั้งนี้ดึงสติของอีกฝ่ายกลับมา“...”ลู่จิ่นเฉิงนิ่งค้างไปทันที ใบหน้าหันตามแรงตบ ลมหายใจหอบหนัก ความดื้อดึงเมื่อครู่เหมือนหยุดชะงักลงชั่วขณะ เขานั่งก้มหน้าเงียบ ไม่พูดตอบแม้แต่คำเดียว
หลังอาบน้ำชำระความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง เพ่ยหรงอวี้เปลี่ยนเป็นชุดลำลองที่ทางโรงพยาบาลเตรียมไว้ ก่อนฝืนรับประทานอาหารรองท้องไปได้เพียงไม่กี่คำ เพราะความอ่อนเพลียมีมากกว่าความหิวแต่คุณหมอสาวก็เตือนให้ตนต้องกินเพื่อเจ้าตัวน้อยทันทีที่เอนกายลงบนเตียงนอนนุ่มในห้องพักพิเศษ เปลือกตาของคุณหมอสาวก็หนักอึ้งจนแทบลืมไม่ขึ้นเพียงดึงผ้าห่มขึ้นคลุมถึงอกและหลับตาลง ลมหายใจก็ค่อย ๆ สม่ำเสมอ ร่างกายที่กรำงานมาตลอดทั้งเจ้าจนถึงบ่ายและยังต้องอีกสามชั่วโมงพาเธอดำดิ่งสู่ห้วงนิทราในเวลาไม่กี่อึดใจสำหรับแพทย์อย่างเพ่ยหรงอวี้ ไม่ว่าจะเป็นห้องเวร เก้าอี้ในห้องพักแพทย์ หรือเตียงผู้ป่วยญาติ หากมีเวลาให้พักเพียงไม่กี่นาที ร่างกายก็สามารถหลับได้ทันที วันนี้ก็ไม่ต่างกัน แม้เตียงห้องพักพิเศษจะนุ่มสบายกว่าที่เธอคุ้นเคย แต่ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดหลายเดือน โดยเฉพาะหลังตั้งครรภ์ ทำให้เธอหลับสนิทแทบจะในทันทีแน่นอนว่า หลังจากเพ่ยหรงอวี้มาถึงโรงพยาบาลได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ลู่จิ่นเฉิงก็ทราบข่าวทันทีว่าภรรยาของเขาเดินทางถึงปักกิ่งแล้ว และกำลังพักผ่อนอยู่ภายในโรงพยาบาลแห่งนี้คนที่เป็นฝ่ายนำข่าวมาบอกไม่ใช่ใครอื่น แต







