LOGIN“ทำไมปีนี้ถึงเอางบประมาณไปทุ่มกับงานเลี้ยงบริษัทมากมายขนาดนั้น”
น้ำเสียงแหลมเอ่ยขึ้นขณะที่นั่งเชิดหน้า พลางยกกาแฟขึ้นจิบ ใบหน้าที่มีรอยเหี่ยวย่นประปราย แม้จะผ่านการร้อยไหม ฉีดโบท็อกมาแล้ว
ธีรณัฐรู้ดีว่าประโยคนั้นติติงตนเอง แต่เขาก็เลือกที่จะเมินเฉย
อมราเป็นภรรยาของพ่อเขา เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นแม่เลี้ยงที่ไม่ค่อยลงรอยกับเขามาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว
ต่อหน้าผู้เป็นบิดา อมรามักจะทำตัวเป็นผู้หญิงอ่อนโยน แต่พอลับหลังก็กลายเป็นแม่เลี้ยงใจร้าย คอยจิกคอยกัดเขาไม่เลิก ยอมรับว่าตอนยังเล็กเขาเลือกที่จะนิ่งเฉยไม่โต้ตอบ เพราะเห็นแก่หน้าผู้เป็นพ่อ
ทว่านับจากวันที่ผู้หญิงคนนี้เริ่มลามปามด่ามาถึงแม่ตนเองที่เสียไป ความอดทนทั้งหมดจึงหมดลงทันที
“ไม่ได้ยินที่ฉันถามหรือไง” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเงียบ แล้วทำเป็นไม่สนใจตนเองเหมือนทุกครั้ง อมราจึงเลือกถามขึ้นมาใหม่
“ได้ยินแต่ผมไม่อยากตอบ”
เขาเหลือบตามองครู่หนึ่ง ชายหนุ่มตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งก่อนจะย่อตัวนั่งลงเก้าอี้เยื้องกัน แม่บ้านรีบเอามื้อเช้าเข้ามาเสิร์ฟ
“ฉันก็มีหุ้นส่วนในบริษัทเหมือนกัน เธอก็ควรจะบอกฉันเรื่องนี้”
คราวนี้ใบหน้าเรียบนิ่งยกยิ้มมุมปาก หุ้นส่วนที่พ่อเขาแบ่งให้ไม่ถึง3% เสียด้วยซ้ำ แถมยังทำตัวไม่มีประโยชน์ รอแค่เงินปันผลประจำปีก็เท่านั้น
“พนักงานทำงานหนักมาทั้งปี ก็ควรได้รับอะไรดี ๆ เป็นการตอบแทนบ้าง”
“ไม่จำเป็น ถึงยังไงพวกมันก็ได้รับเงินเดือนเป็นการตอบแทน ใช้แรงแลกเงินมันก็ถูกต้องแล้ว”
อมรายังคงพูดลอยหน้าลอยตา แสดงความเห็นแก่ตัวออกมา ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมชีวิตนี้ทำอะไรถึงไม่ดีขึ้นเลย
“ก็เพราะคิดแบบนี้ไง ทำอะไรก็ไม่ก้าวหน้า ทำอะไรก็เจ๊งทั้งแม่
ทั้งลูก”
คราวนี้ธีรณัฐพูดจากระทบกระทั่ง แล้ววางช้อนในมือลงดวงตาที่จ้องมองแข็งกร้าว ราวกับประกาศให้รู้ว่าเขาไม่ใช่เด็กน้อยที่เธอจะมาข่มขู่
“นี่เธอกล้าว่าฉันเหรอ!”
ร่างท้วมลุกขึ้นใช้มือตบโต๊ะเสียงดัง พลางชี้หน้าของธีรณัฐด้วยความโกรธ ทว่าชายหนุ่มกลับเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีเรียบเฉย
“นี่แก ...”
“เสียงดังอะไรกัน!”
ธีรนัยเดินแขนคัดหลังเข้ามา ใบหน้าดุทำเอาอมราต้องเงียบปากทันที เพราะเธอรู้ดีว่าลูกชายคนโตของตระกูลคือลูกรักของผู้เป็นสามี แต่มีเหรอว่าคนอย่างเธอจะยอมให้ลูกเมียเก่ามาวางอำนาจใส่
“ฉันแค่ถามตาธีเรื่องงบงานเลี้ยงของพนักงานว่าจำเป็นด้วยเหรอว่าต้องไปถึงต่างประเทศ แต่ลูกคุณก็เอาแต่ต่อว่าฉัน...”
ขณะพูดอมราก็แสร้งทำตัวน่าสงสารไปด้วย ธีรณัฐเหลือบตามองผู้เป็นบิดาครู่หนึ่งแล้วส่ายหัว ก่อนจะคว้าเอาเสื้อสูทที่วางพาดอยู่เก้าอี้แล้วออกไปทำงานทันที
ธีรนัยถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ กับท่าทีเมินเฉยของลูกชาย ซึ่งเรียกว่าความเคยชินได้หรือเปล่าเพราะตั้งแต่เขาเลือกที่จะแต่งงานใหม่ความห่างเหินระหว่างเขากับลูกก็ไกลออกไปจนกู่แทบไม่กลับ
“ทำไมมองหน้าฉันแบบนั้นล่ะคะ?”
ชายสูงวัยหันมองภรรยาด้วยสีหน้าเอือมระอา เขารู้ดีว่าเมียกับลูกไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไร แต่ก็ไม่เคยเห็นธีรณัฐเอ่ยปากหาเรื่องก่อนสักครั้ง
“คุณเลิกหาเรื่องตาธีสักทีได้ไหม”
“ฉันไม่ได้หาเรื่องค่ะ ก็แค่อยากรู้ว่าเราจำเป็นด้วยเหรอต้องเปลืองเงินพาพนักงานไปไกลถึงต่างประเทศ”
อมราจีบปากจีบคอพูด สองแขนยกขึ้นกอดอกเหมือนคนถือตัว
“เรื่องภายในบริษัทตาธีคือประธานแล้วคุณอย่าลืม การที่จะทำอะไรมันต้องผ่านบอร์ดบริหารอยู่ คุณอย่าเข้าไปก้าวก่าย”
“นี่ฉันพูดหรือทำอะไรไม่ได้เลยหรือไง” น้ำเสียงเริ่มขุ่นขึ้น
“ใช่ เพราะคุณมันจุ้นจ้านไม่เข้าเรื่อง”
อมราขึงตาใส่ แล้วสะบัดหน้าหันไปทางอื่น ธีรนัยเห็นอย่างนั้นพานทำให้ทานมื้อเช้าไม่ลง จึงร้องเรียกให้คนเอารถออก ตนมีธุระจะต้องไปทำ
“นี่คุณจะไปไหน ไม่กินข้าวเหรอคะ?”
“ไม่หิว! กินไม่ลง”
ธีรนัยตะโกนตอบ แล้วก้าวเท้าขึ้นรถ คุณผู้หญิงของบ้านได้แต่มองตามหลังรถที่เคลื่อนออกไปด้วยความหงุดหงิดใจ ก่อนจะเหลือบตามองโต๊ะอาหารซึ่งคนในบ้านไม่เคยกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันเลยสักครั้ง
“คุณผู้หญิงจะรับขนมหวานเพิ่มไหมคะ”
ป้าอรแม่บ้านประจำที่นี่เอ่ยถาม เมื่อเห็นว่าผู้เป็นเจ้านายเอาแต่นั่งหน้าบึ้ง เธอหวังดีจึงเอ่ยถาม เผื่อว่าของหวานจะทำให้อารมณ์ดีขึ้นบ้าง
“ไม่กิน! แล้วนี่ตาภพตื่นหรือยัง วันนี้มีเรียนไม่ใช่เหรอ”
ขึ้นเสียงใส่แล้วก็หันไปถามหาลูกชายของตนเอง ที่ตะวันสายโด่งแล้วยังไม่เห็นลงมากินข้าว แม่บ้านได้ยืนอ้ำอึ้งไม่กล้าพูด
“นิ่งทำไม ไม่ได้ยินที่ฉันถามเหรอ”
“ดะ ... ได้ยินค่ะ คือว่าเมื่อคืนคุณธนภพไม่ได้กลับมานอนที่บ้าน”
“อีกแล้วเหรอ กี่วันแล้วเนี่ย...”
อมราพ่นลมหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่ายของลูกชายตนเอง เพราะเป็นแบบนี้ยังไงล่ะ ธีรนัยถึงไม่เคยไว้ใจให้ทำงานใหญ่เลยสักครั้ง มีแต่บอกให้ตั้งใจเรียนให้จบก็พอ คิดเรื่องนี้ทีไร รู้สึกได้ว่าลมจะจับทุกที ไม่เคยมีอะไรเป็นดั่งใจเธอเลยสักอย่าง
เสียงเจื้อยแจ้วเล็ก ๆ ดังขึ้นพร้อมกับร่างป้อม ๆ ในชุดนักเรียนอนุบาลสีฟ้าสดใสวิ่งลงมาจากชั้นบนตัวบ้าน ‘น้องพราว’ หรือเด็กหญิงพราวรศา อัศวเมธากุล ในวัยสี่ขวบเต็มกำลังตื่นเต้นกับวันแรกของการไปโรงเรียนอย่างสุดขีด กระเป๋าเป้ลายเจ้าหญิงเงือกน้อยแทบจะใหญ่กว่าแผ่นหลังเล็กๆ แต่เจ้าตัวก็ยังสะพายมันอย่างกระฉับกระเฉงไม่มีท่าทีว่าหนักเลยสักนิด“คุณพ่อขา คุณแม่ขา หนูพราวพร้อมแล้วค่ะ”ฟาริศาที่กำลังจัดเตรียมอาหารเช้าอยู่บนโต๊ะหันมายิ้มให้ลูกสาวด้วยความเอ็นดู “รอทานข้าวก่อนสิคะลูก เดี๋ยวคุณแม่ป้อนนะ”“ไม่เอาค่ะ พราวโตแล้ว ทานเองได้ค่ะ”เด็กหญิงตอบอย่างฉะฉาน ก่อนจะปีนขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ประจำตำแหน่งอย่างแข็งขันภาพนั้นทำให้ฟาริศาทั้งขำทั้งภูมิใจในความรักอิสระของลูกสาว แต่สำหรับใครอีกคน มันคือภาพที่บาดลึกเข้าไปในหัวใจธีรณัฐเดินลงมาจากบันไดด้วยท่าทางราวกับคนป่วยที่ไม่ได้นอนมาทั้งคืน เขาอยู่ในชุดทำงานเรียบร้อย แต่แววตากลับหม่นหมองอิดโรยราวกับคนไม่ได้หลับได้นอนเขาทรุดตัวลงนั่งข้างลูกสาว มองแก้มยุ้ยที่กำลังเคี้ยวข้าวตุ้ย ๆ แล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่“เป็นอะไรของคุณแต่เช้าคะ” ฟาริศาถามสามีพลางเลิกคิ้ว เธอ
เวลาล่วงเลยไปจนฟาริศาอุ้มท้องแก่ใกล้คลอดเต็มที การเดินเหินเริ่มอุ้ยอ้ายไปบ้างตามประสา แต่เธอก็ยังคงมีความสุขกับการได้มาทำงานและอยู่ใกล้ ๆ สามี แม้ว่าธีรณัฐจะลดปริมาณงานของเธอลงจนแทบไม่ต้องทำอะไรแล้วก็ตามวันนี้ทำเอาฟาริศาถึงกับขมวดคิ้วเมื่อคุณนักรบเข้ามาบอกว่ารายการทอล์คโชว์ชื่อดังติดต่อมายังบริษัทเพื่อขอสัมภาษณ์เธอกับเขาในฐานะคู่รักที่มีเรื่องราวเป็นที่สนใจของสังคม ธีรณัฐผู้ซึ่งไม่เคยออกสื่อในเรื่องส่วนตัวกลับตอบตกลงทันทีโดยไม่ลังเล“คุณธีจะดีเหรอคะ ฟา... เอ่อ ... ตอนนี้ฟาไม่สวยเลยนะคะ อ้วนก็อ้วน ตัวก็บวม"ฟาริศาบอกอย่างไม่มั่นใจ ขณะลูบท้องกลมโตของตัวเองหน้ากระจก ธีรณัฐเดินเข้ามากอดเธอจากด้านหลัง วางคางเกยบนไหล่แล้วมองภาพของพวกเขาสะท้อนในกระจก"ใครว่าไม่สวย สำหรับผม คุณสวยที่สุดเสมอ สวยกว่าผู้หญิงบางคนที่ผมเคยเจออีกนะ แต่ไม่ใช่หน้าตา แต่เป็นตรงนี้" เขาทาบมือไปยังหน้าอก“ผมอยากให้ทุกคนได้รู้ว่าผู้หญิงที่ผมรัก และกำลังจะเป็นแม่ของลูกเป็นใคร ผมอยากจะเปิดตัวคุณอย่างเป็นทางการสักขี ไม่ต้องหลบซ่อนเป็นเมียในความลับแบบเมื่อก่อน”คำพูดที่หนักแน่นและแววตาที่เปี่ยมด้วยรักของเขาปัดเป่าความกังวลใ
หนึ่งเดือนผ่านไป...ชีวิตของฟาริศากลับคืนสู่สภาวะปกติ หัวใจที่เคยบอบช้ำกลับได้รับการเยียวยาจนเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข เธอยืนกรานที่จะกลับมาทำงานฝ่ายการตลาดเหมือนเดิม แม้ว่าธีรณัฐจะอ้อนวอนขอให้เธอพักผ่อนอยู่บ้านจนกว่าจะคลอด แต่คนดื้อรั้นอย่างเธอก็ไม่ยอมท่าเดียว“คุณธีไม่ต้องห่วงฟานะคะ ฟาสัญญาว่าจะดูตัวเองกับลูกอย่างดีที่สุด แค่นั่งทำงานเอกสารในออฟฟิศ ไม่ได้ใช้แรงอะไรเลย ดีกว่าอยู่บ้านเฉยๆ น่าเบื่อจะตาย”เธอบอกกับเขาในเช้าวันแรกของการกลับมาทำงานธีรณัฐที่อยู่ในชุดสูทเต็มยศทำได้เพียงถอนหายใจเบาๆ กับความดื้อของภรรยา เขาโน้มตัวลงจูบหน้าผากมนอย่างแผ่วเบา“ตามใจครับ แต่ถ้าเหนื่อยหรือว่ารู้สึกไม่ได้แม้แต่นิดเดียว ต้องโทรหาผมทันทีนะ รู้ไหม”“รับทราบค่ะ ท่านประธาน!” ฟาริศารับคำอย่างแข็งขัน พร้อมกับทำท่าตะเบ๊ะ จนเขาอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้บรรยากาศในออฟฟิศวันนี้ดูจะสดใสเป็นพิเศษ ทันทีที่ฟาริศาก้าวเข้ามา สุริยาและแพรพายก็รีบวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหาด้วยความดีใจ“น้องฟา! กลับมาแล้วเหรอคะ” แพรพายโผเข้ากอดเธอเบา ๆ อย่างระมัดระวัง “พวกพี่คิดถึงน้องฟาจะแย่แล้วค่ะ”“ใช่ค่ะ ที่นี่ไม่มีคุณน้องแล้วมันเหงา ๆ ยังไง
เวลาผ่านไปไม่นานนัก ในที่สุดประตูห้องฉุกเฉินก็เปิดออกอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นนายแพทย์ในชุดสีกาวน์เดินออกมา ทุกคนต่างลุกพรวดขึ้นไปหาคุณหมอโดยพร้อมเพรียงกัน“หมอคะ สามีของดิฉันเป็นยังไงบ้างคะ เขาปลอดภัยไปไหม”ฟาริศาเป็นคนแรกที่เอ่ยถามขึ้น น้ำเสียงของเธอสั่นเครือจนแทบไม่เป็นคำพูดนายแพทย์วัยกลางคนถอดหน้ากากอนามัยออก เผยให้เห็นรอยยิ้มบาง ๆ ที่ส่งผลให้หัวใจของทุกคนพองโตขึ้นด้วยความหวัง“ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ คนไข้ปลอดภัยแล้ว”คำพูดสั้น ๆ นั้นทรงพลังราวกับน้ำทิพย์ชโลมจิตใจฟาริศาแทบจะทรุดลงกับพื้นหากไม่ได้ธีรนัยช่วยประคองไว้ น้ำตาที่เธอพยายามกลั้นไว้ก็ไหลทะลักออกมาทันที แต่มันคือน้ำตาแห่งความโล่งใจ“โชคดีมากที่กระสุนแค่ถากกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ไปเท่านั้น ไม่ได้โดนอวัยวะสำคัญหรือเส้นเลือดใหญ่ ที่คนไข้หมดสติไปน่าจะเกิดจากการเสียเลือด และความอ่อนเพลียสะสมของร่างกายมากกว่าครับ”คุณหมอกวาดสายตามองทุกคน ก่อนจะอธิบายต่อ“ตอนนี้คนไข้ฟื้นแล้วนะครับ หมอทำแผลและให้น้ำเกลือเรียบร้อยแล้ว ผมให้พยาบาลย้ายไปห้องพักฟื้นแล้ว ญาติเข้าไปเยี่ยมได้เลยนะครับ”สิ้นเสียงคุณหมอ ทุกคนต่างหันไปมองฟาริศาเป็นตาเดียวกัน
ธีรณัฐรู้สึกตัวอีกครั้งจากความเจ็บปวดที่ระบมไปทั่วร่าง เขากะพริบตาถี่ ๆ เพื่อปรับสายตาให้ชินกับแสงไฟสลัว ๆ ก่อนจะพบว่าตัวเองถูกมัดติดอยู่กับเก้าอี้เหล็กเก่า ๆ ในโกดังร้างที่ไหนสักแห่ง“ตื่นแล้วเหรอ ไอ้ท่านประธาน”เสียงแหบพร่าอันแสนคุ้นคอยดังขึ้นจากมุมมืด ทำให้ธีรณัฐต้องหันไปมอง หัวใจเขากระตุกวูบเมื่อเห็นอัศนียืนแสยะยิ้มอยู่ไม่ไกล“แก!”"ใช่! กูเอง!" อัศนีหัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่ง"เซอร์ไพรส์ของกูถูกใจไหม"มันเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะชูโทรศัพท์มือถือของธีรณัฐขึ้นโชว์ แล้วนิ้วหยาบกร้านก็กดโทรออกไปยังหมายเลขที่เขาเพิ่งโทรออกล่าสุด เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า‘ที่รัก’“แกจะทำอะไร!” ธีรณัฐดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง แต่เชือกที่มัดแน่นหนาเกินไป ความกลัวพุ่งขึ้นสุดขีดอัศนียกโทรศัพท์แนบหู รอไม่นานปลายสายก็กดรับ“ฮาโหล... คุณธีเหรอคะ เป็นยังไงบ้าง คุณกลับมาหรือยัง คุณนักรบบอกว่าคุณออกมาตั้งนานแล้วนี่”น้ำเสียงที่รอดผ่านสายเต็มไปด้วยความห่วงใยดังขึ้น ทำเอาหัวใจธีรณัฐแทบแตกสลาย“เมียมึงเสียงหวานดีนี่ ตรงข้ามกับสารรูปเลย” อัศนีกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงเป็นเย็นเยียบ“สวัสดีฟาริศา ยังจำกั
“พ่อรู้นะว่าสิ่งที่เจ้าธีทำกับหนูมันเลวร้ายเกินกว่าจะให้อภัยได้ง่ายๆ ในฐานะพ่อตาธี ก็อยากจะขอโทษหนูแทนลูกชายของพ่อด้วย”“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณพ่อ เรื่องมันผ่านไปแล้ว” ฟาริศาตอบเสียงเรียบ พยายามเก็บซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงเอาไว้“มันยังไม่ผ่านไปหรอกลูก ตราบใดที่หนูยังไม่ยกโทษให้เจ้าธี” ธีรนัยหันมาสบตากับเธอตรงๆ“พ่อขอร้องเถอะนะ ให้โอกาสตาธีมันสักครั้งได้ไหม พ่อเลี้ยงมันมากับมือ ไม่เคยเห็นมันยอมทิ้งทุกอย่างแล้วมาทำตัวลำบากเพื่อใครแบบนี้มาก่อนเลย”ฟาริศานิ่งเงียบไป เธอรู้ว่าตลอดสองเดือนที่ผ่านมา ธีรณัฐดูแลเธอดีแค่ไหน เขาไม่เคยล่วงเกิน ไม่เคยตอแยให้รำคาญใจ มีแต่สายตาห่วงใยและคอยช่วยเหลืออยู่ห่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ แต่บาดแผลในใจมันยังคงสดใหม่เกินไปเห็นลูกสะใภ้ยังคงนิ่ง ธีรนัยจึงบอกความจริงอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันออกไป“หนูฟา... ที่พ่อต้องรีบมาวันนี้ จริงๆ แล้วมีอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ตาธีมันดึงดันจะมาเฝ้าหนูอยู่ที่นี่ไม่ยอมห่าง ก็เพราะมันเป็นห่วงความปลอดภัยของหนูกับลูก”คิ้วเรียวสวยของฟาริศาขมวดเข้าหากันแน่นด้วยความไม่เข้าใจ“ความปลอดภัยเหรอคะ? ที่นี่สงบสุขดีออกค่ะ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเลยสักนิด ผ







