Masuk
14:30 นาฬิกา
แสงแดดยามบ่ายที่แผดเผามาอย่างไม่เกรงกลัวใคร บ่งบอกได้อย่างไม่มีข้อโต้แย้งว่าที่แห่งนี้คือประเทศไทย และยิ่งเป็นเมืองหลวงด้วยแล้ว
ซึ่งการจราจรค่อนข้างหนาแน่น บวกกับตึกราบ้านช่อง ห้างสรรพสินค้าใหญ่โตมากมายจึงทำให้ร่างสูงที่อยู่ภายในรถร้อนรุ่มจนต้องเร่งแอร์ให้อุณหภูมิภายในรถต่ำลง
หญิงสาวที่ไม่รู้ถึงการมาเยือนของเขายังคงพูดคุยกับเพื่อนอย่างสนุกสนานโดยที่ไม่สนใจคนรอบข้าง
ภาคินอยากจะออกไปพาร่างบางกลับไปตอนนี้เลยแต่ก็ทำได้แค่คิด เพราะไม่อยากให้เจ้าตัวแสบของเขาไม่ชอบใจ การที่คนวัยทำงานสร้างตัวได้แล้วอย่างเขาต้องมาคอยเอาอกเอาใจเด็กวัยรุ่นแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย แต่เขาก็ทำมันด้วยความเต็มใจเสมอ
ทันทีที่หญิงสาววัยขบเผาะที่กำลังจะเป็นสาวเต็มตัวหันมาเห็นรถคู่ใจของเขาเธอก็โบกไม้โบกมือให้คนในรถอย่างร่าเริง
ทำเอาคนด้านในอดยิ้มตามไม่ได้
"แล้วแบบนี้จะไม่ให้หลงได้ไงยัยเด็กน้อย"ภาคินบ่นกับตัวเองด้วยรอยยิ้ม พลางปลดล็อกรถให้คนตัวเล็กที่วิ่งเข้ามาที่รถอย่างไม่ห่วงสวยได้เปิดเข้ามา
"รอนานไหมคะลุง อิอิ"
ปึง!
คำทักทายแสนกวนพร้อมกับเสียงปิดประตูรถทำเอาภาคินหุบยิ้มลงทันควัน
ไอ้เด็กคนนี้มันไม่เห็นจะทำตัวน่ารักเหมือนหน้าตาเลย
"คุณขนมเค้กครับช่วยเลิกเรียกเฮียว่าลุงสักทีจะได้ไหมครับ ฟังแล้วมันเสียใจนะ" ผมบอกพลางทำหน้างอใส่แต่อีกคนกลับไม่เห็นใจ แถมยังหัวเราะชอบใจซะด้วยซ้ำ
"ไม่อ่ะค่ะ เค้กสะดวกแบบนี้" เธอยืนยันคำเดิมพลางยืดอกอย่างภาคภูมิใจ
"ยัยตัวแสบเอ้ยยย" ผมว่าก่อนจะเอื้อมมือไปขยี้หัวคนตัวเล็กกว่าเบา ๆ อย่างทะนุถนอม
"ทำอะไรของลุงเนี่ยยย ผมเค้กเสียทรงหมดแล้ว" ขนนเค้กบ่นไปพลางจัดทรงผมไปพลาง หน้าตาเง้างอนของเธอยิ่งทำให้ผมอยากแกล้งเข้าไปใหญ่
"ถ้าเรียกเฮียเพราะ ๆ เดี๋ยวจะพาไปเลี้ยงไอติมอร่อย ๆ " ผมเสนอสิ่งที่เธอชอบเพราะรู้ดีว่ายังไงเธอจะไม่ปฎิเสธของหวาน
บวกกับมุ่งหน้าไปยังร้านอาหารที่ว่าเพื่อให้อีกคนเลี่ยงไม่ได้
"คนเจ้าเล่ห์ ก็ได้ค่ะ เพราะงั้นเฮียช่วยเลี้ยงของอร่อยเค้กเยอะ ๆ เลยนะคะ" เธอพูดด้วยรอยยิ้มสดใส ทำเอาคนข้างๆหัวใจเต้นโครมครามไปกับเสน่ห์อันเป็นธรรมชาติของเธอ
"งั้นเฮียขออะไรเพิ่มอีกสักอย่างได้มั้ยคะ" ผมพูดออกไปำร้อมมองเธออย่างมีเลศนัย ทำเอาคนตัวเล็กกอดตัวเองเอาไว้อย่างหวงแหน
เห็นแล้วก็ตลกดีเหมือนกัน
"เฮียอย่ามาคิดอะไรลามกกับเค้กนะคะ ไม่อย่างงั้นเค้กจะฟ้องป๊ากับม๊า!!"ขนนมเค้กโวยวายยกใหญ่แถมยังทำหน้าแดงอีก แบบนี้สิสมแล้วที่แหย่เธอเล่น
"ฮ่าๆๆๆ เฮียล้อเล่น เอ้าถึงแล้วเข้าไปกันเถอะ"
ทั้งสองคนเดินเข้าไปในร้านของหวานที่ตกแต่งอย่างสวยงาม ระหว่างที่เดินเข้าไปก็เกิดเสียงซุบซิบตามหลัง ไม่เเปลกที่ทั้งคู่จะเป็นที่จับตามอง
เพราะภาคินเองก็ถูกสัมภาษณ์ลงนิตยสารชื่อดังอยู่บ่อยครั้ง แถมยังเดินเข้ามากับคู่หมั้นสาวสวยที่อายุน้อยกว่าเขาหลายสิบปี ถึงจะอย่างนั้น ภายใต้ชุดนักเรียนร่างของขนมเค้กเองก็แสนจะดึงดูดสายตาผู้คนด้วยรูปลักษณ์ที่โตเกินวัย ไหนจะสะโพกผายเอวคอดกิ่ว หน้าอกหน้าใจที่แทบจะล้นทะลักออกมานอกเสื้อ ผมยาวสลวยบวกกับใบหน้าแสนหวาน ทำเอาใครต่อใครต่างก็หันมองกันเป็นแถว
ทั้งคู่รู้ดีว่าในเมืองนี้แทบจะไม่มีใครที่ไม่รู้จักเขา แต่ก็ทำได้แค่ปั้นหน้ายิ้มแล้วทำเป็นไม่สนใจสายตารอบข้างเท่านั้น
แม้ใครจะมองว่าภาคินเป็นเฒ่าหัวงู หรือจะเป็นโคแก่ หรืออะไรต่างๆนานา แต่ขนมเค้กก็เดินไปกับเขาโดยที่ไม่สนใจสายตารอบข้างเลยสักนิด เพราะเธอไม่คิดอย่างนั้น ภาคินเป็นคนที่เธอเชื่อใจ และเป็นคนที่ดูแลเธอมาโดยตลอด นั่นทำให้เขาสำคัญกับเธอมากเลยทีเดียว
"เฮียคะ วันนี้เค้กว่าเราห่อกลับไปกินที่บ้านดีกว่านะคะ วันนี้ป๊ากับม๊าก็อยู่บ้านด้วย เพราะงั้น...."ขนมเค้กอ้ำอึ้งไปชั่วขณะ ใจเธออยากชวนภาคินไปเล่นที่บ้าน แต่ก็กลัวรบกวนคนโตกว่าเกินไป
"เพราะงั้นอะไรคะ เค้กอยากได้อะไรอีกเอ่ย"ภาคินถามคนตัวเล็กต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"เอ่อ.. เพราะงั้นมาเล่นที่บ้านเค้กก่อนนะคะ"ขนมเค้กพูดด้วยน้ำเสียงเขินอายนิดๆ
"ชวนเฮียไปเล่นที่บ้านนี่คิดอะไรรึเปล่าคะเนี่ย"
"บ้า!! งั้นเฮียไม่ต้องไปเลย เค้กเปลี่ยนใจแล้วค่ะ อีตาลุงลามก"ขนมเค้กพูดจบก็งอนตุ๊บป่องเดินหนีไปที่รถเป็นที่เรียบร้อย ผมก็ได้แต่ยิ้มให้กับเด็กเอาแต่ใจคนนี้แล้วหันกลับมาสั่งขนมแล้วตามเธอออกไปพร้อมขนมเต็มไม้เต็มมือ
"งอนเฮียหรอครับ ดูสิเฮียซื้อของโปรดเค้กมาด้วยนะ"ผมพูดพร้อมชูดถุงขนมถุงใหญ่ให้เธอดู
"เค้กร้อน รีบกลับกันได้แล้วค่ะ"อีกคนไม่ตอบคำถามแต่เปลี่ยนเรื่องไปซะดื้อๆ ให้มันได้อย่างนี้ ผมนี่งงเลยครับ สงสัยจะแกล้งเยอ
ะไปหน่อย กลับไปคงต้องง้อหนักๆแล้วล่ะงานนี้
.
.
.
......
ไอ้เจ้าลูกชายตัวแสบ …. “บอสครับคุณคิริวมีเรื่องอีกแล้วครับ” เดวิดรายงานพฤติกรรมสุดระห่ำของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนให้ผมได้รับรู้ เป็นรอบที่ร้อยได้แล้วมั้ง นี่ขนาดเด็กคนนี้พึ่งเข้ามหาลัยปีแรกยังก่อเรื่องได้ไม่เว้นวัน ไม่รู้ว่าไปเอานิสัยนักเลงหัวไม้แบบนี้มาจากใครกัน “เฮ้อ ให้กวินลากตัวกลับบ้านเดี๋ยวนี้เลย” “ครับ” ผมรีบเคลียงานทุกอย่างให้เสร็จ ก่อนจะตรงกลับบ้านทันที วันนี้คงต้องจัดการให้เด็ดขาดแล้วสิ สงสัยจะตามใจมากเกินไปจริง ๆ นั่นแหละ “ว่าไงไอ้ตัวดี” ผมว่าเสียงไม่พอใจแต่ก็ไม่ได้ถึงกับตะคอกออกไป เพราะตอนนี้ไอ้เด็กแสบกำลังกอดแขนขนมเค้กของผมอยู่อย่างออดอ้อนยังไงล่ะ “ม๊า~ พวกนั้นรังแกผมก่อนจริง ๆ นะครับ” ดูมัน แถมยังจะเอาหน้าไปถูกไถแก้มเมียผมอีก นี่ถ้าไม่ใช่ลูกผมล่อกระบาลไปนานแล้ว “คิริวครับ นั่นเมียกู” “ดูป๊าดิ แล้วบอกผมนักเลง ท่าทางป๊าน่ากลัวกว่าอีก” “ลูกลุกนั่งคุยกันดี ๆ เลิกกอดแม่ได้แล้ว” คราวนี้ขนมเค้กดุบ้าง “ไอ้แสบ ถ้าไม่เลิกก่อเรื่องพ่อจะให้แกไปเรียนเมืองนอกเดี๋ยวนี้เลย” เอาจริงผมก็แกล้งขู่ไปอย่างนั้นแหละ ไม่คิดจะให้ลูกไปอยู่ไกลจริง ๆ หลอก “ถ้าผมไปใครจะดู
และแล้ววันสำคัญของทั้งคู่ก็ได้มาถึง ช่วงพิธีการเช้าผ่านพ้นไปแต่โดยดี แต่ก็เล่นเอาอ่วมอยู่เหมือนกัน เพราะแขกเหรื่อมากันจนเต็มห้องรับรองของโรงแรมหรูที่ใช้สำหรับจัดงานกลางวัน จนถึงเวลาที่คู่บ่าวสาวต้องขึ้นไปกล่าวขอบคุณแขกที่มาร่วมงาน “ต่อไปเชิญคู่บ่าวสาวขึ้นมาได้เลยครับ” พิธีกรหนุ่มกล่าวเรียกผ่านลำโพงเสียงดัง จึงทำให้แขทที่กำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่ต่างพากันหยุกการกระทำลง แล้วหันมาให้ความสนใจกับคู่บ่าวสาวแทน “สวัสดีครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมแสดงความยินดีกับพวกเราทั้งสองในวันนี้นะครับ และที่สำคัญเลยก็คือ ขอบคุณผู้หญิงคนนี้ที่ยอมรับในตัวตนของผม และทำให้ผมมีความสุขอยู่ในทุก ๆ วัน อ่า…ผมไม่มีอะไรจะพูดเท่าไหร่ แค่อยากจะบอกว่าพี่รักหนูนะครับ” ภาคินพูดออกไมค์ด้วมน้ำเสียงแห่งความสุข น้ำเสียงเขาช่างนุ่มลึกจนทำให้คนฟังต่างเคลิบเคลิ้ม โดยเฉพาะสายตาคู่คมที่ก้มมองตาของเจ้าสาวตัวน้อยนั้นมันทำให้ทุกคนรู้สึกเขินแทน กรี๊ดดด
“อื้ม~” มือแกร่งโน้นใบหน้าสวยเข้ามาใกล้ก่อนจะประกอบริมฝีปากบางด้วยความคะนึงหา เขามอบจูบแสนหวานแต่ก็แฝงไปด้วยความเร่าร้อนให้แด่เธอแทนความในใจ เขาที่เคยเป็นคนที่ไม่ดีพร้อมสำหรับใคร แต่กลับทำได้ทุกอย่างเพื่อเธอจนน่าแปลกใจ จากคนที่เที่ยวเตร่หาผู้หญิงมาสนองความใคร่โดยไม่คิดอะไร กลับต้องมาสยบแทบเท้าแม่สาวน้อยคนนี้เสียได้ “อื้อ…” คนตั้วเล็กร้องประท้วงเพราะกำลังจะขาดอากาศหายใจ เขาจำทำให้เธอตามในวันแรกของการแต่งงานเลยหรือไง ถึงเล่นจูบไม่ยอมให้ได้หายใจเลยแบบนี้ “อ่า…ในเมื่อเราแต่งงานกันแล้ว” ภาคินเว้นช่วงแล้วฉายแววตาเจ้าเลห์ออกมา “ละ…แล้วทำไมคะ” คนตัวเล็กที่รู้สึกถึงความไม่ปลอดภะยเอ่ยถามกลับไป “เฮียก็จะรักหนูทุกวันทุกคืน รักจนกว่าหนูจะท้องลูกของเฮีย บอกจนกว่าหนูจะร้องขอชีวิ! …” มือเล็กรีบกขึ้นมาปิดปากคนตัวโตทันที่ เมื่อเขาพูดเรื่องไร้ยางอายออกมาได้หน้าตาเฉย “หยุดเลยนะคะ หนูบอกแล้วไงว่าขอเรียนจบก่อน” สาวน้อ
“เล่นเกมพระราชากัน จะหมุนขวดเหล้าแล้วถ้าปากขวดไปตกที่ใคร คนนั้นมีสิทธิสั่งให้ใครในนี้ทำอะไรก็ได้หนึ่งอย่าง แต่ถ้าไม่ทำก็ยกเหล้าเพียว ๆ ไปเลยหนึ่งช็อต” จีนี่อธิบายกติกาการเล่นออกมาอย่างละเอียด ทุกคนเองก็คิดว่าการเล่นอะไรแบบนี้ก็ดูน่าสนุกดี ถึงแม้พวกหนุ่ม ๆ ที่อายุนำสาวน้อยไปเยอะอย่างพวกเขานั้นจะรู้สึกว่ามันดูไร้สาระแต่ก็ยอมตามน้ำไป “งั้นจีนจะหมุนแล้วนะคะ” เธอพูดจบก็เริ่มหมุนขวดเป็นวงกลมทันที ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่สิ่งเดียวกัน จนในที่สุดปากขวดก็ไปตกลงที่ราเชนทร์ คุณเจ้าของร้านสุดหล่อหน้าตาดุดัน เขาเผยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาแล้วมองไปยังเพื่อนของตนทั้งสอง ในใจคิดอยู่ว่าจะแกล้งใครดี “อืม...เลือกลูคัสก็แล้วกัน” สายจาคมจ้องมองไปที่เพื่อนชายอย่างนึกสนุก “จะให้กูทำอะไร” “จูบกับจีนี่” เขาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบ คนได้ฟังถึงกลับหางคิ้วกระตุก ส่วนคนที่ถูกพ่วงไปด้วยกับกำลังเขินหน้าแดง “เหอะ เอาเหล้ามา” แต่สิ่งที
ขนมเค้กไม่ลืมนำชุดคลุมสีขาวตัวบางมาสวมทับอีกรอบ เพราะถึงจะไม่ค่อยมีคนก็เถอะ แต่ถ้าต้องเดินไปอวดสายตาคนอื่นแบบโต้ง ๆ เธอก็ไม่กล้า และที่สำคัญที่สุดเลยกฌคือคนตัวโตข้าง ๆ คงจะไม่ยอมเป็นแน่ การที่เขาให้เธอแต่งตัวแบบนี้ได้ก็นับว่าดีแค่ไหนแล้ว “พร้อมแล้วค่ะ” เธอบอกเขาที่ใส่เพียงเสื้อยืดตัวบางสีขาว กับกางเกงขาสั้นสำตัวหลวม น่าแปลกที่เขาแต่งตัวแบบนี้ก็ยังดูดีมากอยู่ดี “ไปครับ” ทั้งสองจูงมือกันเดินออกไปยังหาดเล็ก ๆ ไม่ไกล่ที่พักมากนัก สถานที่แห่งนี้ถูกจัดเตรียมไว้รองรับนักท่องเที่ยว โดยมีเก้าอี้ชายหาดตั้งเรียงเป็นคู่ ๆ อยู่ห่างกันออกไป แม้จะมีนักท่องเที่ยวไม่มาก แต่ทั้งคู่กลับเป็นจุดสนใจไปเรียบร้อยแล้ว แม้จะไม่ได้ใส่ใจสายตาคนอื่นแต่ก็แอบอึดอัดไม่น้อย “ห้อมถอดผ้าคลุมออกนะครับ” ภาคินโอบไหล่บางไว้ เขาก้มกระซิบบอกข้างหูเธอน้ำเสียงเชิงดุดัน “แบบนี้ก็น่าเสียดายแย่เลย” เธอแสร้งทำหน้าเหมือนเสียดาย
ไม่คิดว่าเพียงแค่พูดว่าอยากไปเขาก็จะพาไปในทันทีแบบนี้เลย ทันทีที่มาถึงบ้านตระกูลวรโชติวาทิน บรรดาคนใช้ต่างมารอต้อนรับทายาทคนเดียวของบ้านอย่างภาคินด้วยความเคารพ รวมถึงต้อนรับคู่หมั้นสาวข้าง ๆ เป็นอย่างดี “หายหน้าหายตาเลยนะลูกชายแม่” คุณหญิงมนีทิพย์ผู้เป็นแท่ออกมาทักทายลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอย่างคิดถึง “สวัสดีค่ะคุณแม่” ขนมเค้กยกมือไหว้ทำความเคาระท่านอย่างนอบน้อม “สวัสดีจ้ะหนูขนมเค้ก เข้ามานั่งคุยกันก่อนเถอะ” เธอตอบรับคำทักทายอย่างยินดี ต้อนรับลูกสะใภ้อย่างใจดี “ของที่ผมขอล่ะครับ” เมื่อนั่งลงที่ห้องรับแขก ภาคินก็ตรงเข้าประเด็นทันทีอย่างไม่อ้อมค้อม “ใจร้อนจังเลยนะลูกชาย” ขนมเค้กนั่งงุนงงไม่เข้าใจว่าพวกเขาคุยเรื่องอะไรกัน แต่ก็ไม่กล้าแทรกบทสนทนาของทั้งสองคน เพียงแค่นั่งฟังอย่างเงียบ ๆ ไม่นานนักก็มี







