تسجيل الدخول“คิดจะเอาเงินสกปรกปิดความผิดของตัวเอง มันไม่มีทางสำเร็จหรอกนะ เพราะฉันนี่แหละที่จะไปยื่นหลักฐานกับดีเอสไอ ฟ้องว่านายทำชั่วอะไรไว้บ้าง” เวลัญจ์กำมือเล็กๆ เข้าหากันแน่น และเตรียมจะขยับไปยังเป้าหมายนั่นก็คือ...ประตู “งั้นผมก็คงปล่อยคุณไปไหนไม่ได้ตอนนี้ อยู่นอนกับเจ้าพ่ออ่างอย่างผมสักอาทิตย์แล้วค่อยกลับไปเต้นแร้งเต้นกาต่อดีไหม...หึหึ” ชายหนุ่มแกล้งแลบลิ้นออกมาเลียรอบริมฝีปากจนมันวาว ทำเอาอีกฝ่ายถึงกับขนลุกซู่สุดสะท้านไปหมด “ฝันไปเถอะ เพราะคนชั่วอย่างนายไม่มีสิทธิ์ลอยนวล” พูดจบเวลัญจ์ก็ตัดสินใจวิ่งตรงไปที่ประตู แต่ขาเล็กๆ ขยับได้เพียงสองสามก้าวก็ถูกมือหนาแกร่งคว้าหมับที่ไหล่กลมกลึงไว้ได้ หล่อนออกแรงสะบัดด้วยความตกใจ พลางรีบหันมาเตรียมทำท่าจะตบเขา “อ๊ะ...อ๊ะ..อย่าเชียวนะ ถ้าคุณตบมา! ผมก็จะจูบกลับ!” ชายหนุ่มขยิบตาให้และทำเสียงจิ๊กจั๊กในลำคอ “ไอ้...” เวลัญจ์ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นจนทรวงอกพองขยาย “ฉันไม่กลัวหรอก อย่ามาใช้ลูกไม้ไก่กาแบบนี้กับฉัน”
عرض المزيدท่ามกลางความมืดมิดในยามราตรีกาล ขาเรียวขาวของอิสตรีนางหนึ่งค่อยๆ เดินย่ำไปตามพื้นหญ้าหนานุ่ม มุ่งหน้าสู่บ้านอีกหลังซึ่งอยู่ละแวกเดียวกัน ใบหน้าของเจ้าหล่อนถูกแต่งแต้มด้วยโทนสีบางๆ ขณะเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม เสมือนว่าจุดหมายปลายทางเบื้องหน้านั้นเป็นดั่งสวรรค์ที่กำลังรออยู่ก็ไม่ปาน ความเร่งรีบบวกกับความเผลอเรอที่ไม่ทันได้สังเกตว่ามีใครอีกคนเดินตามมาห่างๆ และเฝ้ามองทุกย่างก้าวอย่างปวดร้าวสุดจะบรรยาย
“คุณณรงค์ นี่เกศเองนะคะ” เสียงหวานๆ เอ่ยเรียกเจ้าของบ้านเบาๆ ราวกับกลัวคนอื่นจะได้ยิน ไม่ถึงเสี้ยววินาทีประตูก็เปิดออกคล้ายกับกำลังรอการมาหาของหล่อนอยู่ก่อนแล้ว
“ทำไมมาช้าจังเลยเกศ...” ณรงค์ดึงเกศนีย์เข้าไปข้างในบ้าน และทันทีที่ประตูปิดลง ร่างหนาก็รวบร่างอวบอิ่มเข้ามากอดจูบอย่างเร่าร้อนราวกับว่าตัวเองห่างหายเรื่องบนเตียงมาแสนนาน ทั้งๆ ที่ทั้งสองนั้นลักลอบพบกันแทบจะทุกคืน
“อูย…อ๊า...แบบนี้สิเกศถึงรักคุณมากกว่าสามีที่จืดชืดอย่างคุณวสันต์” เกศนีย์ลูบไล้ฝ่ามือบางไปตามแผงอกของชายวัยห้าสิบปีแต่ไม่ได้แก่ตามอายุด้วยความหลงใหระคนเชื้อเชิญ
ภาพเงาของสองร่างที่กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอย่างนัวเนียกันชนิดถึงพริกถึงขิง ทำให้คนที่แอบเฝ้ามองอยู่ด้านนอกเจ็บปวดไม่ต่างจากถูกเข็มนับหมื่นๆ เล่มทิ่มแทงลงกลางเนื้อใจ ไม่นานร่างก็ค่อยๆ ทรุดลงไปกองกับพื้นหญ้า มือกุมเข้าที่หน้าอกด้านซ้ายแน่น
“แกสองคนทำกับฉันแบบนี้ได้ยังไง...” วสันต์พึมพำ ใบหน้าเริ่มเขียวคล้ำเพราะรู้สึกจุกแน่นในอกขึ้นเรื่อยๆ
“นายครับ นายเป็นอะไร???” เดชซึ่งเป็นคนรับใช้เก่าแก่ผู้จงรักภักดีรีบปรี่เข้ามาพยุงร่างที่เริ่มอ่อนแรงให้ลุกขึ้นยืน แล้วเหลือบมองเงาลางๆ ที่ปรากฎบนผ้าม่านแวบหนึ่ง
“พวกมันสองคนทรยศฉันเดช มันทรยศฉัน...” วสันต์จ้องมองภาพของภรรยากำลังระเริงสวาทกับเพื่อนรัก ที่คบกันมาหลายสิบปีและสร้างธุรกิจสถานบันเทิงมาด้วยกันมาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ
“ผมว่าเรากลับกันก่อนเถอะครับนาย” พูดจบเดชก็ประคองเจ้านายกลับไปยังตึกใหญ่ แล้วเอายาประจำมาให้ทาน วสันต์นอนมองเพดานด้วยดวงตาเหม่อลอย
“ถ้าฉันเป็นอะไรไป อย่าทิ้งยัยลัญจ์ไปไหนเด็ดขาดนะเดช อยู่ดูแลแทนฉันด้วย...” วสันต์มองลูกน้องที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างเตียง เดชเห็นความเจ็บปวดของคนเป็นนาย บ่าวอย่างเขาก็อดสงสารไม่ได้ เรื่องที่เกศนีย์กับณรงค์ลักลอบเป็นชู้กัน ทุกคนในบ้านต่างรู้ดี แต่ไม่มีใครกล้าบอก เพราะถูกขู่ไว้ว่าถ้าปากโป้งเมื่อไหร่จะโดนไล่ออกทันที
“นายพูดอะไรแบบนั้น อีกสองเดือนคุณหนูลัญจ์ก็จะกลับมาช่วยงานแล้วนะครับ นายต้องอยู่สอนงานให้คุณหนูสิครับ” เดชจับมือเจ้านายพร้อมกับบีบเบาๆ อย่างให้กำลังใจ
“ถ้ายัยลัญจ์มีปัญหาเรื่องงาน หรือสานต่อธุรกิจไม่ได้ ขายเมกาให้คุณชยุตม์นะ เขาจะดูแลเมกาและทุกคนเป็นอย่างดี” วสันต์พูดราวกับสั่งเสียจนคนฟังใจไม่ดี
“นายรู้มาตลอดใช่ไหมครับว่าคุณณรงค์กับคุณเกศนีย์...เอ่อ…” เดชหยุดพูดเพราะกลัวคำพูดดังกล่าวจะทำให้เจ้านายสะเทือนใจ วสันต์หลับตาเพื่อกล้ำกลืนความเจ็บปวดลงไปในอก
“ใช่...ฉันรู้มาตลอด พวกมันไม่ใช่แค่คบกัน แต่ยังยักยอกเงินเข้ากระเป๋าตัวเองอีกด้วย ฉันเก็บหลักฐานทุกอย่างไว้ในโทรศัพท์หมดแล้ว ถ้าพวกมันไม่ยอมออกไปจากที่นี่ ให้นำหลักฐานทั้งหมดเล่นงานได้เลย” วสันต์บอกอย่างเจ็บแค้น
“คุณหนูจะสู้กับพวกเขาได้เหรอครับ” เดชมองรูปภาพเวลัญจ์ที่ตั้งอยู่ข้างโต๊ะหัวเตียง ความตายไม่ใช่ปัญหาของมือปืนรับจ้างอย่างเขา แม้แต่ชีวิต เขาก็ให้ผู้เป็นนายได้ เพราะทุกวันนี้เดชมีชีวิตบนโลกสีขาวได้เพราะวสันต์ช่วยเอาไว้แล้วให้ชีวิตใหม่
“ถ้ามีปัญหาอะไร ให้รีบไปขอความช่วยเหลือจากคุณชยุตม์เลยนะ”
“ได้ครับ ผมจะปกป้องคุณหนูด้วยชีวิตของผม” เดชรับปากแล้วคลี่ผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวให้ผู้เป็นนาย และตั้งใจจะนอนเป็นเพื่อนเผื่อว่าจะถูกเรียกใช้ตอนกลางดึก
“ไปพักเถอะ ฉันไม่คิดสั้นหรอก” วสันต์บอกพลางยิ้มให้ลูกน้องคนสนิท เดชลังเลอยู่สักพัก หากก็ยอมออกไปแต่โดยดี เมื่อประตูปิดลง คนที่นอนอยู่บนเตียงก็หลับตากล้ำกลืนความปวดแปลบไว้ข้างใน ก่อนจะโทร.หาทนาย
“เตรียมพินัยกรรมไว้ให้พร้อมนะ ฉันจะไปเซ็นต์พรุ่งนี้ แต่ฉันอยากให้ทำไว้สองชุด เนื้อหาเหมือนกันทั้งสองฉบับ” พูดจบวสันต์ก็ตัดสายแล้วถอนหายใจออกมาแรงๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบรูปของบุตรสาวขึ้นมาดู “พ่อรักลูกมากนะลัญจ์ พ่อขอโทษที่พางูพิษถึงสองตัวเข้ามาอยู่ในบ้าน จนทำให้ลูกต้องไปอยู่เมืองนอก พ่อขอโทษลูก...พ่อขอโทษจริงๆ” วสันต์ร้องไห้อย่างเสียใจขณะกอดรูปบุตรสาวแนบอกจนกระทั่งผล็อยหลับไปในที่สุด...
ทางด้านเดช หลังจากหลบแสงไฟของรถของชยุตม์ได้แล้ว เขาก็ลัดเลาะซ่อนกายไปตามพุ่มไม้ จนกระทั่งไปใกล้ศาลาพักศพของเจ้านาย“คุณหนู…”เดชมองร่างโปร่งระหงของเวลัญจ์ที่ยืนอยู่เพียงลำพัง จึงตัดสินใจเตรียมจะก้าวเข้าไปหาแต่ก็ต้องชะงักเท้าเอาไว้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบเร้นกายกลับไปหลบซ่อนที่พุ่มไม้ตามเดิมเพราะเห็นณรงค์และเกศนีย์เดินออกมาจากศาลาณรงค์ยืนหรี่ตาลงแคบๆ มองไปรอบๆ บริเวณนั้นอย่างจับพิรุธ เมื่อไม่มีอะไรผิดสังเกตก็เดินตรงไปที่รถ แต่ก่อนจะไปก็สั่งงานชายกรรจ์ที่อยู่เฝ้าศาลาพักศพ“จับตาดูให้ดี ฉันเชื่อว่าไอ้เดชมันต้องมาไหว้ศพเจ้านายมันแน่”เวลัญจ์นั่งมองอยู่ในรถแวนกับเกศนีย์ ความเคร่งเครียดและการแสดงออกทำให้หญิงสาวไม่ได้คลางแคลงใจในตัวของเพื่อนรักบิดาแต่อย่างใด เมื่อณรงค์ขึ้นมานั่งในรถก็หันไปคุยกับเวลัญจ์และเกศนีย์ที่นั่งอยู่ด้านหลัง“กลับไปพักก่อนนะลัญจ์ หลังงานศพของวสันต์ค่อยคุยกันอีกทีว่าจะเอายังไงกันต่อ ช่วงนี้อาจะเข้าไปดูแลเมกาให้ก่อน” ณรงค์บอกเสียงเรียบ แต่เวลัญจ์อยากดูแลงานแทนบิดาให้เร็วที่สุด เพราะเรือที่ขาดหางเสือจะระส่ำระสายมาก“ลัญจ์อยากให้ปิดเมกาและกิจการต่างๆ ในเครือทั้งหมดจนกว่าจะเ
ในขณะที่บรรยากาศด้านในศาลาพักศพยังคงตรึงเครียดอยู่นั้น รถยุโรปคันหรูสีดำวาวก็แล่นมาจอดเทียบที่บริเวณหน้างาน ราชิตรีบลงมาเปิดประตูให้ผู้เป็นนายทันที การปรากฎตัวของชยุตม์มาพร้อมกับสายลมที่พัดวูบไหวแรงกว่าเดิม ทำเอาคนที่ยืนอยู่แถวนั้นถึงกับขนลุกซู่ไปตามๆ กัน ยกเว้น...เวลัญจ์“ไอ้ฆาตกร! ออกไป! ที่นี่ไม่ต้อนรับคนอย่างแก!” ณรงค์กระแทกเสียงใส่อีกฝ่ายดังลั่น เวลัญจ์จ้องมองร่างสูงสง่าไม่วางตา และก็เชื่อว่าดวงตาภายใต้แว่นสีดำกำลังมองหล่อนอยู่เช่นกัน“คุณก็แค่เพื่อนคนตาย แต่เจ้าภาพตัวจริงเขายังไม่ได้ออกปากไล่ผมสักคำเลย” ชยุตม์บอกด้วยท่าทีเรียบนิ่ง ก่อนจะหันไปมองดวงหน้าสวยหวานราวกับตุ๊กตาบาร์บี้ เวลัญจ์ขยับกายเข้าไปยืนเผชิญหน้าผู้ต้องสงสัย หล่อนคิดว่าความสูงร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตรของตัวเองนั้นสูงอยู่แล้ว แต่พอยืนเทียบกับชายหนุ่มกลับต้องแหงนเงยใบหน้าขึ้นมองเลยทีเดียว แถมยังรับรู้ถึงรังสีอะไรบางอย่างที่กำลังแผ่ไอร้อนซ่านออกมาลามเลียผิวกายจนสะเทิ้นสะท้านหวามไหวไปหมด บุรุษผู้นี้จะน่ากลัวมากเวลาที่ไม่ได้ดั่งใจ!“ถ้ามาโดยไม่มีอะไรแอบแฝง ฉันก็ยินดีและขอบคุณค่ะ แต่ถ้าหากมาเพื่อดูผลงานของตัวเอง ฉันก็ขอบอกไว้
“รีบไปจากที่นี่เถอะครับนาย เสียงปืนดังขนาดนี้ อีกไม่นานตำรวจก็คงแห่มาทั้งโรงพักเป็นแน่” ราชิตพูดยังไม่ทันขาดคำ เสียงหวอรถตำรวจก็ดังแว่วมาแต่ไกล ชยุตม์มองร่างวสันต์ด้วยใบหน้าเคร่งเครียดก่อนจะรีบออกจากจุดเกิดเหตุไปในทันทีเมื่อบทสวดอภิธรรมในงานศพของวสันต์จบลง แขกเหรื่อจากหลากหลายวงการที่มาร่วมพิธีต่างก็ทยอยกลับ เกศนีย์ยืนส่งแขกที่ประตูในฐานะภรรยาของวสันต์พร้อมกับณรงค์ จนกระทั่งแขกกลุ่มสุดท้ายออกจากศาลา ทั้งเกศนีย์และณรงค์ก็ถอนหายใจออกมายาวๆ“วันแรกแขกก็จะเยอะแบบนี้แหละเกศ ทนเหนื่อยอีกไม่กี่วันหรอก” ณรงค์พูดปลอบเสียงเบาๆ แต่ในระหว่างที่ทั้งคู่ยืนคุยกันอยู่นั้นก็มีหญิงสาวรูปร่างโปร่งระหงภายใต้ชุดเดรสสีดำ สวมแว่นกันแดดอันใหญ่ปิดบังใบหน้าขาวเนียนไปกว่าครึ่งเดินตรงมาที่ศาลา ดึงความสนใจของทั้งสองหันไปมองอย่างรวดเร็ว “วะ...เวลัญจ์…” เกศนีย์และณรงค์อุทานขึ้นแทบจะพร้อมๆ กัน เวลัญจ์ทายาทเพียงคนเดียวของวสันต์พนมมือไหว้ภรรยาใหม่ของบิดาและณรงค์“สวัสดีค่ะคุณน้า คุณอา” หญิงสาวทำความเคารพเสร็จก็เดินเข้าไปข้างใน ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นนั้นแดงก่ำเพราะผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักมองภาพที่ตั้งอยู่ท่ามกลางด
บนฟากฟ้าสีดำที่พร่างพรายไปด้วยดาวนับล้านๆ ดวง ซึ่งกำลังพากันอวดความงดงามในคืนเดือนดับ หากบนพื้นดินเบื้องล่างกลับมีแสงระยิบระยับจากไฟดวงเล็กๆ หลากหลายสีสันที่เปล่งประกายไล่ระดับตามมุมต่างๆ ของสถานเริงรมย์ที่ตั้งอยู่บนถนนโลกีย์ในเขตกรุงเทพมหานครสถานบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดและแขกเต็มทุกวันก็คือ แฮปปีไนท์ของ ‘ชยุตม์ เทวัญ’ หรือฉายาเจ้าพ่ออ่างชื่อดัง แฮปปีไนท์ทุกสาขาเป็นสถานบันเทิงแบบครบวงจร มีทั้งคลับ บาร์ เธค และคาราโอเกะ โดยสิ่งที่ทำให้แขกติดใจเป็นพิเศษก็คือ ‘อาบ-อบ-นวด’ ซึ่งใครที่เคยไปใช้บริการเป็นต้องพูดเสียงเดียวกันว่า นี่แหละคือ ‘สวรรค์ของภมร’ แฮปปีไนท์ไม่ได้มีแค่ในเมืองกรุง หากแต่ยังมีสาขาตามหัวเมืองท่องเที่ยวเช่น พัทยา เชียงใหม่ ภูเก็ต และอีกหลายจังหวัดใหญ่ๆ ในเมืองไทยชยุตม์ทายาทสิวารีกรุ๊ป ที่แยกตัวออกจากปีกของตระกูลมาสร้างอาณาจักรของตนเอง จนแฮปปีไนท์เป็นดั่งสรวงสวรรค์ของหมู่ภมรกระเป๋าหนัก เพราะสถานที่แห่งนี้บริการทุกอย่างแบบมีระดับ ซึ่งลูกค้าทุกคนก็พร้อมที่จะจ่ายแม้จะแพงแค่ไหนก็ตามเมื่อได้เวลาปิดสถานบันเทิง แสงสีต่างๆ ก็ค่อยๆ ดับลง บ่งบอกว่าความสุขแห่งค่ำคืนได้ปิดฉากแล้ว นักเที่ย

















