บทที่ 2
ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์ในตัวเธอ
ชายสูงวัยชะงักมือค้างอยู่กลางอากาศ สีหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความมั่นใจซีดเผือดลงทันที เมื่อร่างสูงโปร่งของชายผู้มาใหม่ก้าวเข้ามาในห้อง
อิศรา เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเข้มพับแขนถึงข้อศอก เผยท่อนแขนแข็งแรงกับนาฬิกาเรือนหรูบนข้อมือ ไม่มีเครื่องแต่งกายหวือหวา ไม่มีท่าทีข่มขู่ใด ๆ
แต่เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้น ก็เพียงพอที่จะทำให้คนทั้งห้องไม่กล้าขยับ พนักงานชายที่ถือโทรศัพท์ของม่านฟ้าถึงกับถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
“คุณ…คุณอิศรา”
ชายสูงวัยรีบชักมือกลับ ฝืนยิ้มอย่างประหม่า
“ไม่นึกว่าจะเจอท่านที่นี่ครับ คือเรื่องนี้…”
อิศราเพียงปรายตามองแววตาคมนิ่งจนอีกฝ่ายพูดต่อไม่ออก เขาไม่ได้เสียเวลาอยู่กับคำแก้ตัว ก่อนสายตาจะเลื่อนไปหยุดที่หญิงสาวตรงประตู
ม่านฟ้ายังคงตัวสั่น มือทั้งสองข้างกำแน่นอยู่ด้านหลัง พยายามซ่อนอาการหวาดกลัวที่ปิดไม่มิด อิศราเดินเข้าไปหยุดห่างจากเธอหลายก้าว
“เกิดอะไรขึ้น?”
ชายสูงวัยรีบเอ่ย
“คือเป็นความเข้าใจผิดนิดหน่อยครับ พอดีผมตกลงกับทางผู้จัดการบาร์เรื่อง—”
“ผมไม่ได้ถามคุณ”
เสียงเรียบ ๆ ตัดบทขึ้นทันทีดวงตาของอิศรากลับมาหยุดที่ม่านฟ้าน้ำเสียงของเขาอ่อนลงเล็กน้อย
“เธออยากไปกับเขาไหม?”
ม่านฟ้าชะงักเธอเงยหน้าขึ้นมองชายแปลกหน้าตรงหน้า เขาดูน่ากลัวและทรงอำนาจในเวลาเดียวกัน และเป็นคนที่เธอไม่รู้จักแม้แต่น้อย
แต่ในสถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือก เธอกลับเชื่อว่าคำตอบของตัวเองจะถูกฟั ม่านฟ้าส่ายหน้า
“ไม่ค่ะ…หนูไม่อยากไป”
อิศราพยักหน้ารับจากนั้นจึงหันกลับไปหาชายสูงวัย
“เท่าไร?”
อีกฝ่ายกลืนน้ำลาย
“สองแสนครับ”
อิศราไม่ต่อรองเขาเพียงยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้คนของตนจัดการเรื่องเงิน
“ถือว่าฉันจ่ายเพื่อยกเลิกข้อตกลงทั้งหมด จบเรื่องตรงนี้”
ชายสูงวัยหน้าเสียทันที
“แต่คุณอิศรา เรื่องนี้มีคนสั่งมาอีกทีครับ คนที่มีอิทธิพลมากกว่าผม เขากำชับว่าต้องพาตัวเธอไปให้ได้”
แววตาของอิศรานิ่งลงผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง ทำไมถึงมีใครจงใจระบุตัวและสั่งให้พาตัวเธอไปถึงขนาดนี้?
มีบางอย่างไม่ชอบมาพากลแต่เขาไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องในคืนนี้สิ่งที่เขารู้มีเพียงอย่างเดียว ผู้หญิงตรงหน้าไม่เต็มใจและนั่นก็เพียงพอแล้ว
“ฉันไม่สนใจว่าใครเป็นคนสั่ง”
น้ำเสียงของเขาเย็นลงจนอีกฝ่ายไม่กล้าสบตา
“ถ้าเธอไม่อยากไปกับคุณ ก็ไม่มีใครมีสิทธิ์พาเธอไปทั้งนั้น”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอิศราหันไปทางบอดี้การ์ดสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง
“เอาโทรศัพท์คืนให้เธอ”
พนักงานชายชะงัก ก่อนจำใจยื่นโทรศัพท์ออกมา อิศรารับมันแล้วเดินไปหาเจ้าของเครื่อง เขายื่นโทรศัพท์คืนให้ม่านฟ้าโดยไม่แตะต้องตัวเธอ
“เก็บไว้”
หญิงสาวรับมันด้วยมือสั่น ๆ
“แล้วก็กลับไปพร้อมฉัน”
ม่านฟ้าเงยหน้าขึ้น
“คุณจะพาหนูไปไหนคะ?”
อิศรามองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบสั้น ๆ
“ที่ที่คืนนี้ไม่มีใครแตะต้องเธอได้”
พูดจบเขาก็หันหลังเดินออกจากห้องม่านฟ้ายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวตามชายแปลกหน้าคนนั้นออกไป โดยไม่รู้เลยว่า การตัดสินใจเพียงครั้งเดียวในคืนนี้กำลังจะเปลี่ยนชีวิตของเธอ
ประตูรถปิดลงพร้อมเสียง คลิก เบา ๆ ทันทีที่เสียงนั้นดังขึ้น ม่านฟ้าก็สะดุ้งสุดตัว เธอนั่งตัวแข็งอยู่บนเบาะด้านหลัง มือทั้งสองข้างกำโทรศัพท์แน่นจนปลายนิ้วซีด ดวงตายังคงจับจ้องไปยังประตูรถราวกับกลัวว่ามันจะเปิดออกอีกครั้ง
ข้างนอก ชายของอิศรากำลังเดินอ้อมไปขึ้นรถอีกฝั่ง ส่วนตัวเขานั่งอยู่ด้านหน้าเงียบ ๆ ไม่ได้หันกลับมาถามอะไร รถค่อย ๆ เคลื่อนออกจากหน้าอาคาร ม่านฟ้าพยายามสูดหายใจเข้าลึก ๆ หนึ่งครั้ง… สองครั้ง… แต่กลับรู้สึกเหมือนอากาศในรถไม่เพียงพอ
เธอกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก พลางกอดแขนตัวเองแน่น ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกสั่นสะท้านในร่างกายลดลงเลยแม้แต่น้อย เมื่อครู่เธอยังยืนอยู่ในห้องนั้น มือของชายสูงวัยกำลังจะเอื้อมมาหาเธอ เสียงคนพูดคุย และสายตาที่มองเธอราวกับเป็นเพียงสิ่งของชิ้นหนึ่ง ภาพเหล่านั้นย้อนกลับเข้ามาในหัวทีละฉากจนม่านฟ้าหลับตาลงแน่น
“ไม่…”
เสียงพึมพำเบาจนแทบไม่ได้ยินหลุดออกจากริมฝีปาก เธอพยายามบอกตัวเองว่ามันจบแล้ว ผู้ชายคนนั้นไม่ได้ตามมา เธอออกมาแล้ว ไม่มีใครจับแขนเธออีกแล้ว แต่ร่างกายกลับไม่ยอมเชื่อในสิ่งที่สมองพยายามบอก
หัวใจเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนได้ยินเสียงตุบ ๆ อยู่ในหู ลมหายใจเริ่มถี่และสั้น มือที่กำโทรศัพท์อยู่สั่นจนแทบควบคุมไม่ได้ ม่านฟ้าก้มหน้าลง พยายามสูดลมหายใจเข้าให้ลึกกว่าเดิม ทว่าแทนที่จะดีขึ้น หน้าอกกลับยิ่งแน่นขึ้น เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะหายใจไม่ออก
“หายใจ…”
หญิงสาวพึมพำกับตัวเองเสียงสั่น
“หายใจสิ ม่านฟ้า…”
แต่ยิ่งพยายามควบคุมลมหายใจ มันกลับยิ่งติดขัด ภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัว หูอื้อจนไม่ได้ยินแม้แต่เสียงเครื่องยนต์ชัดเจนเหมือนก่อน เธอขยับตัวไปชิดประตูโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะยกมือขึ้นกุมหน้าอก
ตุบ… ตุบ… ตุบ…
หัวใจเต้นแรงจนเหมือนกำลังจะทะลุออกมาจากอก
“หนู… หนูจะลง…”
เสียงของเธอสั่นเครือ อิศราที่นั่งอยู่ด้านหน้าชะงักไปเล็กน้อย เขาหันกลับมามองผ่านกระจกมองหลัง ก่อนจะเห็นหญิงสาวที่เมื่อครู่ยังพยายามฝืนทำเหมือนไม่เป็นอะไร ตอนนี้กลับมีใบหน้าซีดเผือด ริมฝีปากสั่น และหายใจถี่ผิดปกติ
“จอดรถ”
น้ำเสียงของเขานิ่งแต่เด็ดขาด รถค่อย ๆ ชะลอตัวลงข้างทาง ม่านฟ้าเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาคู่สวยเต็มไปด้วยความตื่นกลัว
“หนู… หนูขอลงได้ไหมคะ”
อิศราไม่ได้ตอบทันที เขาเพียงมองเธอผ่านกระจก ก่อนสังเกตเห็นมือเล็ก ๆ ที่กำโทรศัพท์แน่นจนสั่น
“ได้”
คำตอบสั้น ๆ ทำให้ม่านฟ้าชะงัก อิศราหันกลับไปทางคนขับ
“ปลดล็อกประตู”
เสียง คลิก ดังขึ้น แต่แปลกที่ม่านฟ้ากลับไม่ขยับ มือของเธอวางอยู่บนมือจับประตู ทว่าแรงที่เคยมีเหมือนหายไปหมด เธอเพิ่งรู้ตัวว่า หากลงจากรถตอนนี้ เธอจะไปที่ไหน?
เธอไม่มีเงิน ไม่มีคนรู้จักในกรุงเทพฯ และที่สำคัญ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่กำลังตามหาเธออยู่คือใคร ความคิดนั้นทำให้ลมหายใจของหญิงสาวสะดุดอีกครั้ง
อิศรามองเธออยู่เงียบ ๆ ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เบาลง
“ไม่ต้องรีบ”
ม่านฟ้าค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น
“ไม่มีใครจะบังคับเธอ”
ประโยคนั้นทำให้ดวงตาของหญิงสาวร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว เธอเม้มริมฝีปาก พยายามกลั้นน้ำตา เพราะตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา นั่นเป็นครั้งแรกที่มีใครพูดกับเธอแบบนั้น ไม่มีใครบังคับเธอ ไม่มีใครจับเธอไปไหน ไม่มีใครมีสิทธิ์ตัดสินใจแทนเธอ
ม่านฟ้าก้มหน้าลง สูดลมหายใจช้า ๆ อีกครั้ง คราวนี้อากาศค่อย ๆ ไหลเข้าสู่ปอดได้มากขึ้น แม้หัวใจจะยังเต้นแรงไม่หายก็ตาม เธอปล่อยมือจากมือจับประตูอย่างช้า ๆ
“หนู… ขอโทษค่ะ”
“ไม่ต้องขอโทษ”
อิศราตอบทันที ม่านฟ้ากำโทรศัพท์ไว้บนตัก ก่อนจะพยายามตั้งสติและถามคำถามที่ติดอยู่ในใจ
“แล้วคุณเป็นใครกันแน่คะ…”
ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“อิศรา”
“หนูหมายถึง…”
เธอหยุดไป เพราะไม่รู้จะอธิบายอย่างไร อิศรามองเธอผ่านกระจกอีกครั้ง
“ฉันรู้ว่าเธอกลัว”
เพียงประโยคเดียว ม่านฟ้าก็เงียบลง
“คืนนี้ไม่ต้องคิดเรื่องอื่น”
เขาหันกลับไปมองถนนเบื้องหน้า
“เอาแค่ให้ตัวเองปลอดภัยก่อนก็พอ”
ม่านฟ้ามองแผ่นหลังของชายแปลกหน้าตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ความหวาดกลัวยังคงอยู่ แต่ท่ามกลางความกลัวนั้นกลับมีความรู้สึกบางอย่างแทรกเข้ามาอย่างประหลาด เป็นครั้งแรกตั้งแต่เธอถูกพาตัวมาที่นี่ที่เธอรู้สึกว่า อย่างน้อยคืนนี้เธออาจจะไม่ต้องเผชิญทุกอย่างเพียงลำพัง