INICIAR SESIÓN“แม่พูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนะครับ ถ้าเราลำบากแล้วไปขอความช่วยเหลือ ใครจะอยากช่วยเราล่ะครับแม่” ฟู่หยางเซิงส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ เขาไม่รู้จะพูดกับแม่ยังไงให้เธอเลิกหาเรื่องเดือดร้อนให้กับครอบครัวเสียที ทั้งที่ซินเหยาก็ไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย
“ชิ! ฉันก็ไม่เห็นว่าเราจะเคยไปขอให้ใครช่วยสักหน่อย ไม่ต้องพูดแล้ว พวกแกตามฉันไปที่ห้องนังซินเหยา ฉันจะไปลากมันออกมาทำงานให้เรา” เหมียนจูสั่งก่อนจะเดินออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็วพร้อมไม้กวาดในมือ
“พี่ คราวนี้จะเกิดเรื่องอะไรอีกไหม” ฟู่โหรวอดกังวลไม่ได้
“เฮ้อ แล้วจะให้พี่ทำยังไงได้ล่ะ เธอก็เห็นว่าแม่เป็นยังไง รีบไปเถอะ เดี๋ยวก็โดนด่าอีกหรอกถ้าชักช้า” ฟู่หยางเซิงบอกน้องสาว ก่อนจะเดินตามเหมียนจูไปห่าง ๆ
ฟู่โหรวส่ายหน้าอย่างไม่พอใจ เธอเองก็อับอายชาวบ้านไม่น้อยจากเรื่องที่เพิ่งผ่านมาได้ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ฟู่โหรวกลัวว่าครั้งนี้ชาวบ้านจะออกหน้ามาจัดการครอบครัวเธออีก ไหนจะเรื่องที่ผู้ใหญ่บ้านขู่เอาไว้ว่าจะแจ้งตำรวจด้วยอีก ฟู่โหรวอดที่จะหวั่นใจไม่ได้ว่าครอบครัวของเธออาจต้องไปนอนในคุกก็ได้
“นังซินเหยา แกออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ” เหมียนจูใช้ไม้กวาดกระแทกประตูห้องเก็บฟืนเสียงดังเพราะคิดว่าซินเหยายังคงนอนหลับอยู่ในห้อง
“แม่จะตีประตูให้พังเลยหรือยังไงคะ ทำไมไม่เปิดประตูเข้าไปดี ๆ” ฟู่โหรวที่ตามมาถึงเห็นเหมียนจูเคาะประตูจนแทบจะพังลงมา เธอจึงอดพูดขึ้นมาไม่ได้
“นั่นสิครับแม่ ถ้าประตูพังขึ้นมาเราจะเอาเงินที่ไหนมาซ่อมล่ะครับ” ฟู่หยางเซิงเองก็ช่วยน้องสาวพูดเช่นเดียวกัน เขารู้ดีว่าตอนนี้ที่บ้านไม่มีเงิน ถ้าประตูพังขึ้นมาจริง ๆ ไม่พ้นเขากับพ่อต้องหาทางซ่อมกันเองแน่ ฟู่หยางเซิงยังไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว
“เอ๊ะ! พวกแกนี่มันยังไงกัน ฉันแค่ตีประตูเบา ๆ เอง จะพูดมากทำไมนักหนาเนี่ย พวกแกเปิดประตูเข้าไปดูสิว่านังซินเหยามันทำอะไรอยู่” เหมียนจูที่เคาะจนเริ่มเหนื่อยแล้วบอกลูกชายกับลูกสาวที่เอาแต่ยืนพูดมากกับเธอ
“แม่ถอยออกไปก่อน ผมจะเปิดประตูเอง” ฟู่หยางเซิงบอก ก่อนจะเดินเข้าไปอยู่ด้านหน้าประตูแทนเหมียนจู
ทั้งสามคนตื่นเต้นไม่น้อย เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าซินเหยาจะบ้าขึ้นมาอีกหรือเปล่า ครั้งก่อนซินเหยาแค่เอามีดมาขู่ แต่คราวนี้ต่างคนต่างก็ไม่รู้ว่าซินเหยาจะแผลงฤทธิ์เดชอะไรอีกบ้างเมื่อเห็นพวกเขามารังควานเธอแบบนี้
“แม่ ซินเหยาไม่ได้อยู่ในห้องครับ” ฟู่หยางเซิงตะโกนบอกแม่ของเขา เมื่อเปิดประตูแล้วมองเข้าไปภายในห้องที่ว่างเปล่า ที่นอนของซินเหยาถูกจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบ
“อะไรนะ! มันออกไปตอนไหนกันเนี่ย” เหมียนจูผลักลูกสาวที่ขวางทางประตูอยู่ออก
“มันไม่อยู่ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรนี่แม่ แม่จะตามหามันทำไมกัน” ฟู่โหรวอดเสียงดังขึ้นมาไม่ได้ เธอเกือบล้มเพราะแรงผลักของเหมียนจูแล้ว
“แกมันจะไปรู้อะไร! นังซินเหยาไม่อยู่แล้วใครจะทำงานให้ฉันล่ะ” เหมียนจูถลึงตามองลูกสาวอย่างโมโห ตั้งแต่มีเรื่องกับซินเหยาครั้งก่อน เธอก็ยังไม่ได้ไปดูที่นากับไร่ของบ้านตระกูลฟู่เลยว่าเป็นยังไงบ้าง เหมียนจูคิดว่าที่ซินเหยาออกไปข้างนอกทุกวันคงไปทำนาหรือไม่ก็ทำไร่ เธอเลยไม่ได้สนใจอะไรนัก แต่พอหาตัวคนไม่เจอ เหมียนจูก็คิดที่จะไปตามหาซินเหยาที่นาและไร่ดูสักหน่อย หากว่าพืชพรรณเสียหายเข้าล่ะก็ บ้านเธอคงไม่มีข้าวกินกันแน่ ๆ ถึงแม้จะรู้ว่าฟู่จิงถิงส่งเงินมาให้ทุกเดือนก็เถอะ แต่มันก็ไม่ได้มากมายพอสำหรับการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยของบ้านตระกูลฟู่เลย
“แม่จะให้มันทำงานอะไรอีกล่ะคะ ผู้ใหญ่บ้านก็บอกแล้วว่าไม่ให้เรายุ่งกับมันอีก” ฟู่โหรวบอกเหมียนจูเสียงดังอย่างไม่พอใจ เธอเริ่มเบื่อหน่ายแม่ที่เอาแต่คอยหาเรื่องซินเหยาไม่หยุดเข้าแล้ว ถ้าเหมียนจูยังเอาแต่ทำตัวแบบนี้ ผู้ชายคนไหนจะอยากแต่งงานกับเธอกัน
“นั่นสิครับแม่ แม่จะให้ซินเหยาทำอะไรเหรอครับ พวกเราไปช่วยกันทำแทนก็ได้” ฟู่หยางเซิงผู้ไม่เคยทำงานอะไรมาก่อนพูดขึ้นอย่างไม่คิดมาก
“ฮึ! อย่างพวกแกนี่นะจะทำงานแทนนังซินเหยา งานในนากับในไร่ พวกแกมีปัญญาทำกันไหมล่ะ แค่โดนแดดหน่อยเดียวฉันว่าพวกแกขี้คร้านจะวิ่งกลับบ้านกันแทบไม่ทัน”
“โอ้ยแม่! ถ้างานตากแดดฉันไม่ทำหรอกนะ ให้พี่ใหญ่ไปทำคนเดียวเลย” ฟู่โหรวแค่นึกว่าต้องออกไปอยู่ใต้แสงแดดร้อน ๆ ก็เกิดขยาดขึ้นมาทันที เธออุตส่าห์รักษาหน้าตาและผิวพรรณมาเป็นอย่างดีตั้งแต่ยังเด็ก ถ้าแม่ของเธอบังคับให้ไปทำงานแบบนั้นจริงล่ะก็ ฟู่โหรวคงยิ่งกว่าตายทั้งเป็นแน่ ๆ ถึงหน้าตาของเธอจะไม่ดีเท่าซินเหยา แต่ผิวพรรณของเธอที่รักษามาอย่างดีก็ยังดูน่ามองมากกว่าผิวของซินเหยาหลายเท่านัก
“อ้าว ทำไมน้องสาวพูดแบบนี้ล่ะ งานหนักขนาดนั้นจะให้พี่กับแม่ทำไหวได้ยังไง พวกเราต้องไปช่วยกันทำสิ” ฟู่หยางเซิงมีหรือจะปล่อยน้องสาวอย่างฟู่โหรวไปง่าย ๆ ถ้าเขาต้องเหนื่อย น้องสาวเขาเองก็ต้องเหนื่อยไปด้วยกัน
“พอแล้ว!! พวกแกไม่ต้องเถียงกัน ไปเรียกพ่อแกมา แล้วไปที่นาพร้อมฉัน” เหมียนจูสั่ง
ฟู่หยางเซิงได้แต่หน้ามุ่ยแล้วเดินไปตามฟู่อ้ายโกวที่ยังดูแลสวนผักอยู่หลังบ้านอย่างไม่ค่อยพอใจนัก เขากลัวว่าวันนี้แม่คงใช้งานพวกเขาอย่างหนักแน่ หลังจากหาตัวของซินเหยาไม่พบในตอนนี้ ฟู่หยางเซิงเองก็ไม่รู้ว่าซินเหยาหายไปไหนทุกวัน
“พ่อครับ แม่ให้ไปหา” ฟู่หยางเซิงบอกพ่อเมื่อเดินมาถึงแปลงผักหลังบ้าน
“มีอะไรอีกล่ะ พ่อเพิ่งรดน้ำกับถอนหญ้าเสร็จเนี่ย” ฟู่อ้ายโกวขมวดคิ้วมุ่น เขาไม่รู้ว่าเหมียนจูจะใช้เขาทำอะไรอีก ปกติฟู่อ้ายโกวเองก็ไม่เคยทำงานหนักมาก่อน
“แม่จะพาพวกเราไปที่นาครับพ่อ” ฟู่หยางเซิงบอกตามที่เขารู้มา
“เฮ้อ พอซินเหยาไม่ยอมทำงานให้ก็เป็นเสียอย่างนี้ ไป ๆ รีบไปหาแม่แกกัน เดี๋ยวเธอก็บ่นฉันกับแกอีก น่ารำคาญจริง” ฟู่อ้ายโกวส่ายหน้าอย่างหงุดหงิดที่เขากำลังจะมีงานเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่งแล้ว ฟู่อ้ายโกวรู้ดีว่าลูกทั้งสองคนของเขาไม่เคยทำงานหนักมาก่อน ถึงแม้เมียเขาจะพาทุกคนไปทำนาทำไร่ในตอนนี้ ฟู่อ้ายโกวก็คิดว่าคงไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร
“ชักช้าจริง! รีบตามฉันไปนาเร็วเข้า ฉันอยากรู้นักว่านังซินเหยาอยู่ที่นั่นหรือเปล่า” เหมียนจูพูดเสียงดัง เมื่อเห็นฟู่อ้ายโกวเดินนำหน้าฟู่หยางเซิงมา
“เธอจะพูดมากไปทำไมกัน รีบเดินนำหน้าไปสิ” ฟู่อ้ายโกวเบื่อหน่ายเหมียนจูที่เอาแต่เร่งคนอื่น แต่ตัวเองกลับชักช้าเสียเอง เขาจึงอดเถียงขึ้นมาสักคำไม่ได้
เหมียนจูได้ยินเสียงสามีแล้วก็ได้แต่ฮึดฮัดอย่างขัดใจ เธอหันไปจ้องเขม็งที่ลูกสาวอย่างฟู่โหรวไม่ให้หนีเข้าบ้าน เหมียนจูรู้ดีว่าลูกสาวเธอขี้เกียจขนาดไหน แต่ตอนนี้ที่บ้านต้องการคนทำงาน ไม่ว่าเธอจะเคยเลี้ยงลูกมาอย่างไร ในเวลานี้ก็ต้องปรับเปลี่ยนนิสัยของพวกเขาให้มาช่วยกันทำงานแล้ว
คนตระกูลฟู่ทั้งสี่ไม่ได้สนใจสายตาชาวบ้านที่กำลังมองพวกเขาอยู่ เหมียนจูยังคงเดินนำหน้าทุกคนไปยังที่นาซึ่งอยู่อีกด้านของหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว พอไปถึงที่นั่น เหมียนจูก็ต้องขมวดคิ้วมุ่นอย่างยุ่งยากใจ ตรงหน้าเธอนั้นหญ้าในนาขึ้นเต็มไปหมด
“นี่นังซินเหยามันไม่ได้มาดูแลที่นานานแค่ไหนแล้วเนี่ย ฮึ่ย! มันน่าตีให้ตายนัก” เหมียนจูอดโทษว่าซินเหยาขึ้นมาไม่ได้ เมื่อก่อนเธอไม่เคยมาสนใจที่นาเลยแม้แต่น้อย อย่างไรทุกปีก็เป็นซินเหยาที่คอยทำงานจนกระทั่งเก็บเกี่ยวให้เธอมาตลอดสามปี ก่อนหน้านั้นก็เป็นฟู่จิงถิงที่ทำงานแทนเธอกับคนในครอบครัว เหมียนจูจึงไม่เคยมาสนใจที่นานี้มาก่อน
“จะให้พวกเราทำอะไรก็รีบบอก แดดเริ่มร้อนแล้วนะ” ฟู่อ้ายโกวไม่อยากฟังเสียงก่นด่าของเหมียนจูอีก เขาอยากรีบทำงานแล้วกลับบ้านไปนอนพักผ่อนเร็ว ๆ
“พวกแกไปช่วยกันถอนหญ้าในนาออกให้หมด ถ้าถอนไม่หมดก็ไม่ต้องกลับไปกินข้าวเที่ยงสักคนเดียว” เหมียนจูสั่งการทันที เธอเองก็ต้องรีบจัดการหญ้าในนาให้เสร็จเช่นกัน เพราะที่ไร่อีกด้านหนึ่งนั้นเหมียนจูยังไม่ได้ไปดูเลยว่าเป็นอย่างไรบ้าง
ฟู่อ้ายโกว ฟู่หยางเซิงกับฟู่โหรวได้แต่ต้องรับคำและแยกย้ายกันไปนั่งถอนหญ้าอย่างคนไม่ประสา พวกเขาไม่เคยทำเรื่องพวกนี้มาก่อน พอมือถูกหญ้าที่ทั้งบาดมือและสากนิ้วเข้า แต่ละคนต่างก็มีสีหน้าเหยเกไม่ต่างกัน ยิ่งกับฟู่โหรวที่รักสวยรักงามด้วยแล้ว เธอถึงกับสบถออกมาทุกครั้งที่ถอนหญ้าเลยทีเดียว ตอนนี้มือของเธอมีบาดแผลเต็มไปหมดเพียงแค่ถอนหญ้าไม่กี่ต้น ถ้าเธอทำงานเสร็จ มือของเธอจะไม่พังไปเลยหรือ
หลายวันต่อมา
ในที่สุดคนทั้งสี่ในบ้านตระกูลฟู่ก็ถอนหญ้าในนาและในไร่เสร็จ พวกเขาแต่ละคนต่างเหนื่อยล้าสะสมกันไม่น้อย เหมียนจูนึกแปลกใจที่เธอไม่เคยเห็นซินเหยาออกมาจากห้องเลยแม้แต่วันเดียว พอวันนี้มีเวลาคิดเรื่องนี้ เหมียนจูจึงอดพูดขึ้นมาไม่ได้
“พวกแกมีใครเห็นนังซินเหยาบ้างไหม ฉันว่ามันหายตัวไปแปลก ๆ” เหมียนจูขมวดคิ้ว
“ฉันไม่เห็นนะ” ฟู่อ้ายโกวส่ายหน้า ปกติเขาก็ไม่สนใจเรื่องของซินเหยาอยู่แล้ว
“ผมก็ไม่เห็นนะครับแม่” ฟู่หยางเซิงเองก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของซินเหยามาหลายวันแล้ว
“หนูก็ไม่เห็นค่ะ ไม่รู้ว่ามันไปมุดหัวอยู่ที่ไหน แม่ดูสิ มือหนูพังหมดแล้ว” ฟู่โหรวโอดครวญที่หลังจากถอนหญ้าเสร็จ มือของเธอก็เสียหายหนักมาก
“แกจะบ่นทำไมกัน แค่ใส่ถุงมือเวลาถอนหญ้าก็สิ้นเรื่องแล้ว ใครใช้ให้แกมันโง่ล่ะ” เหมียนจูไม่คิดจะสงสารลูกสาวที่เคยประคมประหงมอีกต่อไป เรื่องสำคัญในตอนนี้คือการดูแลไร่นาของบ้านตระกูลฟู่เสียก่อนที่จะถึงตอนเก็บเกี่ยว
“คุณจะดุลูกทำไมเนี่ย ตกลงว่าซินเหยาไปไหนกันแน่ เช้ามาพวกเราก็ไม่เห็น พอตอนค่ำพวกเราหลับไปแล้วก็ไม่รู้ว่าเธอกลับมาบ้านเมื่อไหร่” ฟู่อ้ายโกวพูด
“พรุ่งนี้เช้าพวกแกไปเฝ้าที่หน้าประตูบ้านอย่าให้คลาดสายตา อ้อ ต้องตื่นก่อนฟ้าสว่างด้วยเข้าใจไหม ฉันก็จะตื่นไปทำกับข้าวเหมือนกัน ฉันอยากจะดูสิว่านังซินเหยามันหายไปไหนกันแน่ ถ้าเจอตัวเมื่อไหร่ฉันจะตีมันให้ตายเลยคอยดู” เหมียนจูกล่าวอย่างอาฆาต
“รู้แล้ว ๆ ฉันจะรีบตื่น” ฟู่อ้ายโกวรีบรับคำอย่างเบื่อหน่าย ทั้งที่ช่วงนี้พวกเขาทำงานในไร่นากันอย่างหนัก แต่เมียเขากลับจะให้พวกเขาตื่นกันแต่เช้าเสียอย่างนั้น ร่างกายของทุกคนในบ้านตอนนี้ยังคงปรับตัวกับการทำงานหนักไม่ได้ ฟู่อ้ายโกวเองก็ปวดเมื่อยตัวไปหมดหลังจากทำงานหลังขดหลังแข็งมาหลายวัน
สองปีต่อมา ตอนนี้เฟิงอู่กับโจวหงไม่ได้เข้าทำงานที่บริษัทมากว่าหนึ่งปีแล้ว พวกเขาอยู่บ้านเลี้ยงหลานและปล่อยให้ลูกชายกับลูกสะใภ้ดูแลธุรกิจกันเอง เพราะซินเหยาหลังมีลูกคนแรกได้ไม่ถึงครึ่งปี เธอก็ท้องลูกคนที่สองอีกครั้ง ทำให้พวกเขามีหลานสาวและหลานชายให้คอยเลี้ยงดูอย่างมีความสุข ส่วนเฟิงจี้ถิงกับเฟิงจี้กวงได้ลูกชายกันทั้งคู่ พวกเขาเพิ่งวางแผนจะมีลูกคนที่สองกันในปีนี้“เราพาเด็ก ๆ ไปเล่นกับลูกพี่ลูกน้องพวกเขาที่บ้านใหญ่ดีไหมคะคุณ” โจวหงถามหลังจากป้อนข้าวให้หลานทั้งสองคนของเธอเสร็จในช่วงสายของวัน“อืม… ก็ดีเหมือนกันนะ คุณพ่อจะได้เล่นกับหลานด้วย” เฟิงอู่พยักหน้ารับคำ พวกเขาพาหลาน ๆ ไปเล่นด้วยกันบ่อย ๆ เพื่อที่ในอนาคต เด็ก ๆ ตระกูลเฟิงจะได้ช่วยเหลือกันและกันในย
เฟิงจิงถิงพยักหน้ารับคำภรรยาที่ใบหน้ายังซีดเผือดจากการเสียเลือดอยู่ เขาได้แต่คิดว่าจะมีลูกอีกอย่างที่ซินเหยาอยากมีหรือเปล่า“พวกลูกนอนพักกันสักหน่อยเถอะ เมื่อเช้าก็ตื่นกันตั้งแต่เช้าแล้ว แม่เองก็จะพักด้วยเหมือนกัน รอเสวี่ยเยว่หิวนมเราค่อยตื่นกันอีกที” โจวหงบอก เธอรู้ดีว่าเด็กแรกคลอดดื่มนมบ่อยมากแค่ไหน ถ้าซินเหยาไม่นอนพัก เธอก็กลัวว่าลูกสะใภ้จะไม่มีน้ำนม“ได้ค่ะแม่ คุณไปนอนก่อนเถอะนะคะ” ซินเหยาบอกเฟิงจิงถิงที่กำลังเก็บกล่องอาหารอยู่ข้างเตียงของเธอเงียบ ๆ ซินเหยาไม่รู้ว่าตอนนี้สามีคิดอะไรอยู่“ครับ ฝันดีนะครับที่รัก” เฟิงจิงถิงลุกขึ้นจูบหน้าผากนวลของซินเหยาอย่างแสนรัก ก่อนจะหยิบเอากล่องอาหารออกไปทิ้งนอกห้องพักผู้ป่วยของซินเหยาแล้วกลับเข้ามานอน
เฟิงอู่ โจวหงและเฟิงจิงถิงนั่งรออยู่หน้าห้องคลอดเกือบหนึ่งชั่วโมง พวกเฟิงตี้หลงก็มาถึง พวกเขาต่างสอบถามอาการของซินเหยาด้วยความเป็นห่วง“ทุกคนอย่าเพิ่งคิดมากเลย ยังไงก็ถึงมือหมอแล้ว” เฟิงตี้หลงบอกลูกหลานให้สงบจิตใจ คนอื่น ๆ ได้แต่พยักหน้ารับคำเฟิงตี้หลง เพียงแต่ในใจแต่ละคนยังคงคิดไปต่าง ๆ นา ๆ และภาวนาให้ซินเหยาคลอดอย่างปลอดภัยเท่านั้น หนึ่งชั่วโมงต่อมา พยาบาลอุ้มห่อผ้าออกมาพร้อมรอยยิ้ม เธอนำเด็กไปส่งให้กับโจวหงที่ลุกขึ้นเดินไปหาพยาบาลเป็นคนแรก“ยินดีด้วยนะคะ เป็นเด็กผู้หญิงค่ะ” พยาบาลบอกพร้อมรอยยิ้มกว้าง“
สี่สิบห้าวันต่อมา เฟิงจิงถิงเรียนรู้งานทุกอย่างจากเฟิงอู่เสร็จเรียบร้อยนานแล้ว ตอนนี้ร่างกายที่เคยบาดเจ็บของเขาหายสนิทแล้ว วันนี้จึงเป็นวันแรกที่เฟิงจิงถิงจะกลับไปทำงานที่หน่วย เขารับปากกับพ่อว่าจะเข้าไปทำงานช่วงวันเสาร์ของทุกสัปดาห์ ส่วนเรื่องการลาออกเฟิงจิงถิงยังไม่รับปากว่าเขาจะลาออกเมื่อไหร่ สำหรับเฟิงจิงถิงแล้วการเป็นทหารถือเป็นเกียรติของเขามานานแล้ว เมื่อรู้สึกว่าจะไม่ได้รับใช้ประเทศอีก เขาจึงรู้สึกใจหายแปลก ๆ ด้านซินเหยาก็ท้องเข้าสู่เดือนที่หกแล้วเช่นกัน ร้านอาหารของเธอมีคนมาติดต่อขอสูตรเป็นจำนวนมาก จากที่ซินเหยาคิดจะเปิดร้านสาขาตามมณฑลต่าง ๆ เธอจึงได้แต่มาปรึกษาพ่อแม่สามีเรื่องการขายเฟรนไชส์แทนในช่วงสัปดาห์ก่อน รายละเอียดต่าง ๆ จะมีฝ่ายกฎหมายของตระกูลมาช่วยซินเหยาเตรียมสัญญาก่อนประกาศเปิดขา
ซินเหยาเดินตามหลังพนักงานไปยังช่องยิงใกล้ ๆ เธอบรรจุกระสุนและเล็งยิงไปยังเป้าหมายห่างออกไปประมาณ 30 เมตรปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
รถของเฟิงจิงถิงออกจากบริษัทไปทางทิศตะวันตกของเมืองหลวง ที่นั่นเป็นศูนย์รวมอุตสาหกรรมหนักและเหล็กกล้าของประเทศแห่งหนึ่ง ระยะทางจากบริษัทไปยังโรงงานไกลประมาณยี่สิบกิโลเมตร เมื่อพวกเขาไปถึงด้านหน้าโรงงาน ยามรักษาการติดอาวุธหลายคนตรวจสอบอย่างเข้มงวดตามระเบียบ ที่นี่ห้ามคนภายนอกเข้าโดยเด็ดขาดและโรงงานมีนโยบายการเก็บความลับเป็นอย่างดี“สวัสดีครับเลขาตู้ คุณชายใหญ่ คุณนายน้อย” ผู้จัดการโรงงานออกมาต้อนรับพวกเขา เพราะก่อนออกจากบริษัทนั้น เลขาตู้ได้โทรบอกล่วงหน้าแล้ว“สวัสดีครับ/ค่ะ” ทั้งสามทักทายกลับ ก่อนจะเดินตามผู้จัดการโรงงานเพื่อเข้าไปฟังการอธิบายเกี่ยวกับโรงงานในห้องประชุม เรื่องพวกนี้ผู้จัดการทำบ่อยเวลามีลูกค้าเข้ามา
สัปดาห์ต่อมา ก่อนหน้านี้ฟู่จิงถิงคอยช่วยงานซินเหยาที่ร้านบะหมี่ทุกวัน กระทั่งเมื่อวานนี้เขาได้รับข่าวจากทหารว่าให้เข้าไป
เที่ยงกว่า ๆ ฟู่จิงถิงมาถึงที่ร้านช้ากว่าที่ควรจะเป็นเล็กน้อย เพราะเขามัวแต่ทำงานที่ได้รับมอบหมายจากภารกิจก่อนหน้านี้อยู่ เบื้องบนส่งเรื่องมาแล้วว่าเขาจะได้เลื่อนยศสองขั้นตามที่ควรจะเป็น อีกทั้งเงินพิเศษจากการทำภารกิจสำเร็จก็จะถูกส่งมาพร้อมหนังสือ
“อืม… ผมตื่นเต้นจังเลยครับ” ฟู่จิงถิงบอกความรู้สึกของเขาในตอนนี้ออกไปตรง ๆ“คุณอย่าคิดมากเลยนะคะ พรุ่งนี้ฉันจะปิดร้านและอยู่เป็นเพื่อนคุณนะ” ซินเหยาตัดสิน
“ตอนนี้ยังไม่ต้อง รอให้เรื่องเงียบก่อนค่อยรวบรวมคนมา” ถังซื่อหมิงไม่อยากเป็นจุดสนใจ เขาต้องทำตัวให้เงียบที่สุดเพื่อไม่ให้ติดร่างแหไปกับครอบครัวด้วย







