LOGINซินเหยาตายเพราะถูกครอบครัวสามีรังแก วิญญาณของสายสืบในอนาคตที่มีชื่อเดียวกันได้มาเข้าร่างของเธออย่างปาฏิหาริย์ ซินเหยาคนใหม่จึงตั้งใจจะใช้ร่างกายที่ได้รับมานี้แก้แค้นให้ร่างเดิมและไปคิดบัญชีกับสามีทหารของเธอ
View Moreหมู่บ้านซวงหลิน เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ห่างไกลจากมณฑลเจ้อเจียงไปทางตะวันตกมากถึงห้าร้อยกิโลเมตร เสียงด่าทอต่อว่าที่ดังอยู่เป็นประจำสร้างความหดหู่ให้เพื่อนบ้านที่ได้ยินไม่น้อย พวกเขาสงสารสะใภ้อย่างซินเหยาที่สุด เพียงแต่ชาวบ้านไม่สามารถยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับตระกูลฟู่ซึ่งมีนิสัยไม่ต่างจากอันธพาลได้ ชาวบ้านจึงทำได้แค่แอบช่วยเหลือซินเหยาอย่างลับ ๆ เท่านั้น
“สำออยอยู่ได้ทุกวี่ทุกวัน รีบทำกับข้าวแล้วไปถอนหญ้าในนาให้เสร็จ ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องกินข้าว เลี้ยงเสียข้าวสุกจริง ๆ” เหมียนจูแม่สามีของซินเหยาอ้าปากขึ้นก็เอาแต่ด่ามาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างแล้ว
“รู้แล้วค่ะแม่ ฉันจะรีบทำ” ซินเหยาตอบกลับเสียงสั่น ตอนนี้ร่างกายเธอรู้สึกร้อนผ่าวราวกับเป็นไข้ คงเพราะงานที่เธอต้องทำรับใช้คนตระกูลฟู่มีมากเกินไปจนร่างกายผอมบางของเธอรับไม่ไหวจึงเป็นเช่นนี้
ตั้งแต่ซินเหยาแต่งงานเข้าตระกูลฟู่ เธอกับสามียังไม่ได้เข้าหอด้วยซ้ำ กลับถูกแม่สามีลากให้ฟู่จิงถิงไปเป็นทหารแทนพี่ชายอย่างฟู่หยางเซิง ตอนนี้ผ่านมาสามปีแล้ว ซินเหยายังไม่เคยได้คุยกับคนเป็นสามีเลยแม้แต่คำเดียว ขนาดจดหมายที่เขาส่งมาพร้อมเงินเลี้ยงดูของเธอ แม่สามีก็ยังเอาไปทั้งหมด ทำให้ซินเหยาต้องใช้ชีวิตอย่างท้อแท้ใจ ครั้นเธอจะหลบหนีออกจากบ้านนี้ไป ซินเหยาก็ไม่กล้าทำ เพราะเธอกลัวว่าหากถูกตามกลับมาได้คงต้องถูกทุบตีอย่างทารุณเป็นแน่
“ทำกับข้าวเสร็จแล้วก็รีบไปซะ น่ารำคาญจริง” เหมียนจูรีบไล่ซินเหยาให้ไปทำงานต่อโดยไม่ยอมให้เธอกินมื้อเช้าเสียด้วยซ้ำ เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เพิ่งเคยเกิดขึ้น เพียงแต่นี่เป็นเรื่องปกติที่ซินเหยาต้องเจอมาตลอดเวลาสามปีที่ผ่านมา
ซินเหยาตอนนี้ทำได้เพียงพยักหน้ารับคำอย่างอ่อนแรง เธอเดินโซซัดโซเซออกจากบ้านฟู่ไปยังที่นาของบ้านซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งของหมู่บ้าน ระหว่างทางมีชาวบ้านกวักมือเรียกซินเหยาและเรียกเบา ๆ อย่างสงสาร
“อาเหยา เข้ามากินข้าวบ้านป้าก่อนลูก เร็วเข้า” ป้าเพ่ยบอกเบา ๆ เพราะกลัวว่าคนในบ้านฟู่จะได้ยินเสียงของเธอเข้าแล้วจะเกิดเรื่อง
“ขอบคุณค่ะป้า” ซินเหยายิ้มบางและเดินเข้าไปในบ้านป้าเพ่ยอย่างคุ้นชิน เธอได้รับความเมตตาจากป้าเพ่ยมาตลอดหลายปี ซินเหยาอยากตอบแทนป้าเพ่ย แต่ทำไม่ได้มากนัก
“รีบกินเถอะ ป้ากลัวคนพวกนั้นจะมาเห็นเข้า เฮ้อ เมื่อไหร่อาเหยาจะหมดเวรหมดกรรมกับคนพวกนี้เสียทีนะ” ป้าเพ่ยอดพูดขึ้นมาไม่ได้ ขณะที่ซินเหยากำลังกินข้าว
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะป้า คงเป็นกรรมของฉันที่ต้องมาเจอครอบครัวสามีแบบนี้” ซินเหยาส่ายหน้าอย่างจนใจ เธอเฝ้ารอทุกวันว่าเมื่อไหร่สามีจะกลับมาเยี่ยมเธอบ้าง ซินเหยาจะได้ขอตามเขาไปอยู่ที่ค่ายทหารแทนการเป็นทาสรับใช้คนบ้านฟู่อยู่แบบนี้
“แล้วฟู่จิงถิงไม่ได้เขียนจดหมายหาเธอหรือไงอาเหยา” ป้าเพ่ยถามอีก
“แม่ไม่ให้ฉันอ่านจดหมายของเขาเลยค่ะ เงินค่าเลี้ยงดูที่เขาส่งมาให้ทุกเดือน ฉันก็ไม่เคยได้รับจากแม่เลย” ซินเหยาคิดเรื่องนี้แล้วก็ได้แต่น้ำตารื้นขึ้นมา ทรัพย์สินติดตัวของเธอตอนแต่งงานมีไม่น้อย เพราะพ่อแม่ของเธอประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน เธอจึงได้รับเงินชดเชยของพวกเขามาหลายพันหยวน น่าเสียดายที่เงินเหล่านั้นถูกเหมียนจูหลอกเอาไปโดยอ้างว่าจะเก็บเอาไว้ให้ พอเธอสอบถามก็มักจะถูกดุด่าทุบตีแทนคำตอบอยู่เป็นประจำ ทำให้ซินเหยาไม่กล้าที่จะถามหาเงินจำนวนนั้นของเธออีก
“เหมียนจูทำเกินไปจริง ๆ ตอนฟู่จิงถิงอยู่บ้านก็ไม่เคยได้รับความรักจากพวกเขาผัวเมียเลย พอเธอมาเป็นสะใภ้ก็แทบไม่ต่างกัน เฮ้อ เวรกรรมจริง ๆ” ป้าเพ่ยอดคิดถึงฟู่จิงถิงในสมัยก่อนขึ้นมาไม่ได้ ตอนนั้นเขาเป็นลูกคนเล็กของบ้านฟู่และถูกใช้ทำงานอย่างหนักไม่ต่างจากซินเหยาเช่นกัน หลายครั้งที่ชาวบ้านต้องคอยหาข้าวหาน้ำให้เด็กชายร่างผอมบางอย่างฟู่จิงถิงกินเพื่อประทังชีวิต พวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมเหมียนจูถึงได้ใจร้ายกับเด็กมากถึงขนาดนี้ แต่ถึงพวกเขาจะพูดอะไรไป คนบ้านฟู่กลับทำหูทวนลมหรือไม่ก็ด่ากลับพวกเธอว่าชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านเสียอย่างนั้น
ซินเหยาได้แต่ส่ายหน้าอย่างไม่รู้จะทำยังไง เธอเคยได้ยินเรื่องของฟู่จิงถิงมาก่อน และตอนที่พ่อกับแม่เธอยังอยู่ ซินเหยาเองก็คอยช่วยเหลือเขาไม่ต่างจากชาวบ้านคนอื่นเช่นเดียวกัน พอถึงตอนที่พ่อแม่เธอเสียไปและถูกทาบทามจากเหมียนจูให้แต่งงานกับฟู่จิงถิง ซินเหยาจึงพยักหน้าตกลงอย่างไม่คิดอะไร เธอมั่นใจว่าฟู่จิงถิงจะต้องดูแลเธอไม่ต่างจากตอนที่เธอกับครอบครัวเคยดูแลเขาเช่นกัน แต่เรื่องกลับกลายเป็นอย่างทุกวันนี้ก็เพราะฟู่จิงถิงถูกส่งไปแทนพี่ชายที่ค่ายทหาร ทำให้ซินเหยาต้องตกระกำลำบากอยู่กับคนตระกูลฟู่จนถึงทุกวันนี้ ซินเหยาไม่รู้ว่าเธอจะทนอยู่แบบนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน ขนาดว่าเธอป่วยมากขนาดนี้ คนตระกูลฟู่ยังไม่มีใครเห็นใจเธอเลยแม้แต่คนเดียว งานการที่เธอต้องรับผิดชอบก็ยังคงต้องทำตามเดิม สร้างความท้อแท้ใจให้กับซินเหยามากขึ้นไม่น้อย
“กินเสร็จแล้วก็รีบไปเถอะอาเหยา ป้ากลัวพวกเขาจะสงสัยเอา” ป้าเพ่ยรีบบอกอีกครั้ง
“ขอบคุณมากนะคะป้า ฉันขอตัวก่อนค่ะ” ซินเหยาลุกขึ้นช้า ๆ เพราะเธอยังรู้สึกวิงเวียนจากพิษไข้อยู่ ซินเหยาไม่กล้าขอยาจากป้าเพ่ย เพราะยาพวกนี้ราคาไม่ถูกเลยสำหรับชาวบ้านอย่างพวกเธอ
ป้าเพ่ยมองแผ่นหลังบางที่ค่อย ๆ ก้าวเดินออกไปจากบ้านอย่างสงสารจับใจ ตั้งแต่ซินเหยาแต่งเข้าบ้านตระกูลฟู่ จากที่เคยเป็นลูกรักของซินโจวและอู่เหมยฮวาก็กลายเป็นทาสของบ้านฟู่ไปเสียอย่างนั้น หลายครั้งที่พวกเธออยากให้ซินเหยาหนีไปหาฟู่จิงถิงที่ค่ายทหาร แต่น่าเสียดายที่ซินเหยาไม่มีความกล้าที่จะทำ พวกเขาจึงได้แต่มองร่างบางซึ่งกรำงานหนักทุกวันอย่างไม่รู้จะช่วยอย่างไร
ซินเหยาไปถึงที่นาในเวลาต่อมา เธอก้มลงถอนหญ้าไปทีละต้นอย่างช้า ๆ ภายในใจของซินเหยาได้แต่คิดถึงพ่อกับแม่ที่จากไป เมื่อก่อนพ่อแม่เธอทำงานในโรงงานของอำเภอ ครอบครัวของเธอไม่เคยให้ซินเหยาต้องลำบากแม้แต่น้อย น่าเสียดายที่พอเธอกำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย พ่อแม่กลับเกิดอุบัติเหตุในการทำงานจนเสียชีวิตทั้งคู่ หลายครั้งที่ซินเหยาอยากไปทำงานแทนตำแหน่งของพ่อกับแม่ น่าเสียดายที่แม่สามีคอยแต่จะบังคับให้เธอมอบตำแหน่งงานของพวกเขาให้กับลูกชายลูกสาวมาตลอด ซินเหยาจึงทำได้แค่ต้องซ่อนเอกสารรับรองสำหรับเข้าทำงานทั้งสองฉบับเอาไว้จนถึงทุกวันนี้ เธอรู้ดีว่าถ้าหากเธอไปทำงานที่นั่นจริง ๆ คนตระกูลฟู่ต้องไปก่อกวนเธอถึงโรงงานแน่ ซินเหยาไม่อยากลากใครเข้ามาเดือดร้อนกับเธอด้วย เธอจึงต้องทนทำงานอยู่ที่บ้านตระกูลฟู่เช่นนี้
อากาศยามเที่ยงวันร้อนจัดมากขึ้นทุกที ซินเหยาได้แต่ปาดเหงื่อและก้มหน้าก้มตาถอนหญ้าต่อไป เธอต้องรีบทำมันให้เสร็จเพื่อกลับไปทำอาหารเย็นให้คนตระกูลฟู่ ถึงแม้ว่ามื้อเย็นเธอจะได้รับเพียงเศษอาหารเล็กน้อยเพื่อประทังชีวิตก็ตามที ซินเหยาเคยชินกับมันมานานแล้ว ขอเพียงไม่ถูกทุบตีอย่างหนัก ซินเหยาเชื่อว่าเธอจะสามารถอดทนอยู่ที่บ้านฟู่ได้อีกหลายปี
เมื่อพระอาทิตย์ใกล้จะตกดิน ซินเหยาที่ช่วยป้าเพ่ยถอนหญ้าในที่นาก็เดินโซเซกลับไปจากอาการไข้ที่รุมเร้ามาตั้งแต่เมื่อคืน เธอพยายามพาร่างที่อ่อนล้ากลับไปให้ถึงบ้านตระกูลฟู่ให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะได้รีบทำงานและนอนพักผ่อนในวันนี้เสียที กว่าที่ซินเหยาจะเดินกลับไปถึงบ้านฟ้าก็มืดลงแล้ว เสียงด่าทอของเหมียนจูดังออกมาขณะที่เธอกำลังจะเดินเข้าประตูหน้าบ้าน ซินเหยาได้แต่ก้มหน้าอย่างเศร้าสร้อย
“แกไปเถลไถลที่ไหนมาถึงกลับมาเอาป่านนี้น่ะฮะ รีบไปทำกับข้าวเลยไป พวกฉันหิวจะตายอยู่แล้วเนี่ย ทำอะไรชักช้ายืดยาด” เหมียนจูยกไม้กวาดฟาดไปที่หลังของซินเหยาอย่างโมโห การทุบตีแบบนี้มักจะเกิดขึ้นแทบทุกครั้งที่ซินเหยากลับช้า
“โอ้ย! แม่อย่าตี ฉันกำลังไปแล้ว” ซินเหยาน้ำตาร่วงจากความเจ็บปวดที่ได้รับ ตอนนี้ร่างกายของเธอไม่สู้ดีจากพิษไข้อยู่แล้ว ถ้ายังคงถูกตีแบบนี้ต่อไป ซินเหยากลัวว่าคืนนี้เธอคงไม่รอดแน่แล้ว
“ฮึ! ฉันจะตี แกจะทำไมฮะ!” เหมียนจูยังคงฟาดไม้กวาดใส่ซินเหยาอย่างหมั่นไส้ เมื่อก่อนเธอเคยอิจฉาบ้านตระกูลซินมาตลอดที่ร่ำรวยที่สุดในหมู่บ้าน พอได้รับเงินชดเชยของพวกเขามาอยู่ในมือ เหมียนจูจึงอดไม่ได้ที่จะข่มเหงซินเหยาเพื่อระบายความอิจฉา
ซินเหยาพยายามหลบหลีกและรีบเดินเข้าไปในครัว แต่น่าเสียดายที่เหมียนจูยังคงตามไปฟาดเธอจนซินเหยาล้มลงตรงหน้าประตูครัว
“ฮึก! แม่พอแล้ว ฉันเจ็บ” ซินเหยาร้องไห้โฮอย่างสุดจะทน เธอเจ็บไปหมดทั้งตัวจากแรงฟาดอย่างไม่ยั้งของเหมียนจู ตอนนี้ร่างกายของซินเหยาอ่อนแรงมากจนแทบจะลุกไม่ขึ้น
“ยังจะสำออยอีก รีบลุกไปทำกับข้าว!” เหมียนจูยังคงฟาดไม้กวาดใส่ซินเหยาอย่างอดไม่ได้ เธอเกลียดนักเวลาที่ซินเหยาแสร้งทำตัวน่าสงสารแบบนี้
“นี่! เธอจะตีมันทำไมนักหนาฮะ! แบบนี้ใครจะทำกับข้าวให้พวกฉันกิน” ฟู่อ้ายโกวอดมาปรามเหมียนจูไม่ได้ เขาหิวมากแล้วตอนนี้ เมียเขายังเอาแต่ทุบตีลูกสะใภ้ไม่หยุด แล้วแบบนี้เมื่อไหร่พวกเขาจะได้กินข้าวเย็นกันเสียที
“เอ๊ะ! แกจะเข้าข้างมันทำไม! หรือว่าแกคิดอะไรกับมันอยู่ฮะ!” เหมียนจูหันไปถลึงตาใส่สามีอย่างฟู่อ้ายโกว เธออิจฉาความสวยของลูกสะใภ้มานานแล้ว ขณะที่ตัวเองแก่ลงทุกวัน แต่ลูกสะใภ้กลับยังคงสวยเหมือนเดิมไม่ต่างจากวันแรกที่แต่งเข้ามา มีเพียงร่างกายที่ผอมบางลงไปมากเท่านั้นที่ซินเหยาดูเปลี่ยนไป
“พูดอะไรบ้า ๆ! วัน ๆ คิดแต่เรื่องไร้สาระ รีบกลับเข้าบ้านได้แล้ว ซินเหยาจะได้ทำกับข้าวเสียที นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้วฮะ!” ฟู่อ้ายโกวตวาดใส่ภรรยาเสียงดัง เวลาที่เขาโกรธขึ้นมา เหมียนจูเองก็ไม่กล้าปากมากอีกเช่นกัน
“ชิ! ฝากไว้ก่อนเถอะ อย่าให้ฉันจับได้ก็แล้วกัน” เหมียนจูยังคงคาดโทษซินเหยาก่อนเดินจากไปอย่างโมโหไม่หาย เธอคอยแต่จะจับจ้องว่าซินเหยาจะใช้รูปร่างหน้าตาทำให้คนในบ้านของเธอหลงใหลหรือเปล่า เพราะตัวเธอเองไม่ได้สวยเหมือนซินเหยา
ซินเหยาสอนพนักงานทั้ง 16 คน โดยแบ่งหน้าที่ให้พวกเขารับผิดชอบการทำอาหารในร้านแตกต่างกัน ส่วนเด็กเสิร์ฟและเด็กเดินโต๊ะใช้คนสองคน เด็กเก็บโต๊ะกับเด็กล้างจานอีกสองคน สี่คนแยกกันดูแลอาหาร ซึ่งซินเหยาให้หนึ่งคนทำบะหมี่ อีกสามคนดูแลอาหารอื่น ๆ ในร้านช่วยกัน เธอใช้เวลาสามวันในการสอนทุกคนทำอาหารจนพวกเขาเริ่มทำได้คล่องมือ ซินเหยายังได้รับวัตถุดิบจากโรงงานตามที่พ่อสามีติดต่อหาเอาไว้ให้ด้วย ทำให้เหลาซินถิงของซินเหยาสามารถเปิดร้านค้าได้ในอีกสามวันต่อมาหลังตกแต่งร้านเพิ่มวันเปิดร้าน วันนี้มีคนจากตระกูลใหญ่มาครบเพื่อเป็นเกียรติให้กับตระกูลเฟิง มีเพียงตระกูลจ้าวเท่านั้นที่ไม่ได้รับบัตรเชิญในการเปิดร้านครั้งนี้ ในร้านตกแต่งด้วยสีแดงมงคลเต็มแทบทุกพื้นที่ ทำให้มีคนท
เสียงพูดคุยดังไปทั่วห้องรับแขกอย่างชื่นมื่น ทุกคนตื่นเต้นมากที่กำลังจะมีหลานคนโตของบ้าน เฟิงจี้ถิงกับเฟิงจี้กวงเองก็บอกว่าตัวเองจะพยายามมีลูกเช่นกัน เด็ก ๆ จะได้มีอายุไล่เลี่ยกันและช่วยเหลือกันได้ในยามที่เติบโตขึ้น“ดี ดี พวกหลานรีบมีลูกให้ปู่เลยนะ ที่บ้านจะได้มีเด็ก ๆ มาวิ่งเล่นเสียที” เฟิงตี้หลงพูดด้วยความดีใจ นานมากแล้วที่ตระกูลเฟิงไม่มีข่าวดีเรื่องเด็ก“ฉันก็อยากเลี้ยงหลานแล้วเหมือนกันค่ะคุณปู่” หลูหลิงยิ้มกว้างอย่างคาดหวัง เธอมีลูกชายถึงสองคน ถ้าพวกเขาสามารถมีลูกได้พร้อมกันคงดีไม่น้อย“พี่จิงถิงต้องไปรายงานตัวสัปดาห์หน้าใช่ไหม กลับไปพร้อมผมพรุ่งนี้ไหมครับ” เฟิงจี้ถงถามหลังจากกระซิบถามเคล็ดลับการมีลูกจากพี่ชายอย่างเฟิงจิงถิง“พี่จะพั
หลังมื้อเที่ยงผ่านไป โจวหงพาซินเหยาไปซื้อชุดคลุมท้องมาเกือบสิบชุด เธอบอกว่าพอกลับถึงเมืองหลวงแล้วจะได้ไม่ต้องออกไปเบียดเสียดคนในห้างซื้ออีก อย่างไรเสียที่ห้างนี้ก็มีแบรนด์ดังขายอยู่ เธอกับสามีจึงเลือกซื้อให้ซินเหยาเอาไว้ก่อน เมื่อซื้อของเสร็จ พวกเขาก็เดินทางกลับค่ายทหาร โดยบอดี้การ์ดส่วนหนึ่งแยกไปเปิดห้องในโรงแรมเพื่อพักผ่อน คนในรถตู้ทั้งหมดจึงพากันเข้าไปพักในบ้านของเฟิงจิงถิง ตอนนี้ในบ้านจึงมีบอดี้การ์ดสองคนที่อยู่ในรถตู้นอนพักผ่อนกันที่ห้องรับแขกด้านล่าง ส่วนพวกเฟิงจิงถิงก็พาพ่อแม่ขึ้นไปนอนพักในห้องชั้นสอง สองชั่วโมงต่อมา ทุกคนที่นอนพักเอาแรงต่างลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตาและชวนกันออกไปที่ร้านบะหมี่ของซินเหยา ซึ่งตอนนี้ร้านกลายเป็นของลี่ข่ายกับหวังเพ่ยเพ่ยไปแล้ว&ldquo
หลังจากยุ่งอยู่พักใหญ่ ซินเหยาก็มีเวลากินบะหมี่กินยาเสียที พอได้กินยาที่หมอให้มาแล้ว เธอรู้สึกว่าอาการวิงเวียนดีขึ้นมาก“ที่รักครับ พักบ้างเถอะนะ ปล่อยให้พวกเขาทำงานเองดีกว่านะ อีกไม่กี่วันพวกเราก็ต้องไปกันแล้วนะครับ” เฟิงจิงถิงอดเป็นห่วงซินเหยาไม่ได้“รู้แล้วค่ะ ฉันจะเพลา ๆ เรื่องงานลงนะ” ซินเหยายิ้มบางตอบ เธอเข้าใจดีว่าเขาเป็นห่วง ลี่ข่ายกับหวังเพ่ยเพ่ยพอได้เห็นเฟิงจิงถิงเป็นห่วงซินเหยาเข้าก็อดมีความสุขตามไปด้วยไม่ได้ พวกเขาทราบแล้วว่าซินเหยากำลังท้องอยู่ ทั้งสองเองก็ตั้งใจที่จะทำงานด้วยตัวเองเช่นกัน เพื่อที่จะได้รับผิดชอบงานในร้านได้ก่อนที่ซินเหยาจะมอบร้านให้ เ
“หืม? คุณอยากทำงานเหรอครับ&rdquo
หลังจากทหารทั้งสองนายตัดสินใจได้แล้ว พวกเขาก็เดินเข้าไปที่หน้าบ้านพักของฟู่จิงถิง เสียงพูดคุยที่กำลังดังอยู่เงียบสงบลงในฉับพลัน ทุกคนต่างมองคนจากหน่วยงานกลางด้วยสีหน้าแปลกใจ ฟู
นายทหารทั้งสี่เดินทางกลับถึงค่ายในเย็นวันถัดมา พวกเขารีบเขียนรายงานทุกอย่างที่สืบมาได้เพื่อนำส่งให้ ผบ
ต้วนหลงนั่งทานนั่งคุยกับภรรยาจนสบายใจขึ้นบ้าง เขาเองก็เพิ่งเคยพบซินเหยาเป็นครั้งแรกเมื่อวานนี้เอง ต้วนหลงเลยไม่รู้ว่าเธอเป็นคนนิสัยยังไงกันแน่

















