เข้าสู่ระบบทางเข้าแห่งนี้ ว่ากันว่า สตรีทั่วหล้าล้วนแต่อยากก้าวเข้าไป ทว่าข้ากลับคิดว่ามันไม่ใช่สถานที่ที่น่าอภิรมย์เลย แล้วเหตุไฉนโชคชะตาตัวประกอบเช่นข้า กลับต้องพบเจอเรื่องยากลำบากเช่นนี้กันเล่า
ดูเพิ่มเติมบทนำ...
เสียงควบม้าอย่างเร่งรีบยังคงดังก้องป่า ราวกับกลุ่มคนเหล่านี้กำลังตามล่าใครสักคน ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้น พวกมันกำลังตามเอาชีวิตใครคนหนึ่งที่กำลังควบม้าหนีตาย “ตามมันให้ทัน โอกาสดีเช่นนี้มิได้หาง่าย ๆ” เสียงตะโกนดังขึ้นตามหลัง พร้อมกับเสียงหัวเราะเย้ยหยันดังตามมา ส่วนกลุ่มคนด้านหน้าควบม้าพร้อมกับวางแผนไปด้วย “จินเฉิง เจ้าทิ้งข้าไว้เถิด มิเช่นนั้นเราจะตายกันหมด” ถ้อยคำแหบพร่าเปล่งออกมาไม่ต่างจากเสียงลมพัดผ่าน “ไม่ได้” ชายหนุ่มวัยยี่สิบเจ็ดกล่าวเสียงแผ่วไม่ต่างกัน เพราะเขาเองก็บาดเจ็บ สภาพนายบ่าวดูไม่ค่อยได้เลย ร่างกายพวกเขาต่างก็โชกไปด้วยโลหิตเต็มอาภรณ์ “จินเฉิง ดูนั่น” อี้ฟานร้องเรียกสหาย พร้อมกับชี้ลงไปด้านล่างเชิงเขา ซึ่งมีกลุ่มเดินทางของผู้คนน่าจะครึ่งร้อยได้ “ดีควบม้าลงไป” สหายรีบร้องบอก ก่อนที่ทั้งคู่จะควบม้าลงไปตามทางเพื่อมุ่งหน้าลงไปขอความช่วยเหลือกับคนด้านล่าง “จินเฉิง พวกเขาอาจเป็นชาวบ้าน อย่าทำให้พวกเขาเดือดร้อน” คนเจ็บเอ่ยบอกอย่างร้อนใจ เพราะกลุ่มที่ตามมาล้วนแต่เป็นยอดฝีมือ คนทั่วไปไม่อาจรับมือได้แน่ “ขออภัยที่ข้าน้อยมิอาจฟังคำสั่งได้ขอรับ” ความภักดีทำให้องครักษ์หนุ่มไม่อาจลังเลได้แม้เพียงชั่วอึดใจ เขารีบบึ่งควบม้าห้อตะบึงไปโดยไม่แยแสคำขอของผู้ที่นั่งซ้อนด้านหลังสักนิด อีกด้านของขบวนสินค้า “นายน้อย บนทางลาดมีม้าเร่งฝีเท้ามาขอรับ” เสียงรายงานดังขึ้น ทุกคนจึงมองไปยังทุ่งหญ้าด้านบนของแนวเขา “ด้านหลังมีคนตามมาด้วยขอรับ” อีกหนึ่งรีบเอ่ย ผู้ที่อยู่บนรถม้าจึงเปิดม่านออกมา ดวงตาคมกริบจ้องมองสถานการณ์บื้องหน้าอย่างพินิจ ก่อนจะออกคำสั่งเสียงเรียบ “เตรียมตั้งรับ” สิ้นคำสั่งร่างอรชรก็พาตนเองออกมายืนตระหง่านด้านหน้า ในมือถือคันธนูพร้อมศรเตรียมยิงสามดอก เป้าหมายคือผู้บุกรุกที่กำลังตรงดิ่งเข้ามาหาขบวนคาราวาน แววตาคมเฉี่ยวจับจ้องไปยังบุรุษสามคนด้านหน้า “อย่ายิง!” เสียงตะโกนแว่วมา ทว่าศรธนูหาได้เชื่อฟังไม่ มันยังคงถูกปล่อยออกไปอย่างไร้ปรานี ทว่าศรนั้นกลับแผ้วผ่านพวกเขาทั้งสามไปอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยเสียงร้องโอดโอยจากด้านหลังที่แว่วมาให้ได้ยิน “จินเฉิงพวกมันถอยไปแล้ว ดูเหมือนหัวหน้ามันจะถูกยิง” อี้ฟานรีบกล่าวบอกสหายเพื่อให้เบาใจ จินเฉิงเห็นเช่นนั้นก็หมายจะควบม้าไปต่อ ทว่าสิ่งที่เขาคิดกลับต้องหยุดลงในทันที เพราะผู้เป็นนายได้พลัดตกจากหลังม้าลงมากองต่อหน้าคนเหล่านี้เสียแล้ว สองสหายจึงรีบกระโดดลงจากม้าเพื่อมาพยุงนายของตน และพวกเขาก็ถูกคนที่ช่วยเอาไว้โอบล้อมในเวลาต่อมา “พวกเจ้าเป็นใคร คงไม่ได้ทำผิดแล้วถูกตามล่าใช่หรือไม่” หานฟู่เอ่ยถามคนทั้งสามที่มีอาการบาดเจ็บพอสมควร “พวกเราคือขุนนางในราชสำนัก คนเหล่านั้นคือโจร ว่าแต่พวกเจ้าพอจะมีหมอหรือไม่ นายท่านของข้าเสียโลหิตมาก เขาจะไม่ไหวแล้ว” อี้ฟานรีบเอ่ยบอก กลุ่มชายฉกรรจ์จึงหันไปยังรถม้าฟังว่านายของตนจะว่าเช่นไร “เอาคนอาการหนักขึ้นมารักษาบนรถม้า จากนั้นก็ออกเดินทางได้ ชักช้าจะถึงศาลาพักม้ามืดค่ำ” เสียงสั่งการแม้จะหวานใส ทว่ามันกลับดูหนักแน่นและมีอำนาจมาก เพราะกลุ่มชายฉกรรจ์เหล่านี้ล้วนแต่เชื่อฟัง และรีบทำตาม ‘นางเป็นใครกัน?’ จิ่นหรงนึก ในช่วงชุลมุนเขารับรู้ว่ามีคนยืนยิงศรอยู่บนรถม้า และมันก็สกัดมือสังหารได้ในทันที แต่เมื่อขึ้นมาเขากลับพบว่าบนนี้มีแค่สตรีสองนางนั่งอยู่ ‘เป็นพวกนางงั้นหรือ’ นัยน์ตาคมจ้องมองสตรีทั้งสองสลับกันไปมา เพราะทั้งคู่สวมผ้าขาวปิดบังใบหน้าเอาไว้ ทว่าความสงสัยเขากลับหยุดลงเพียงเท่านั้น เพราะทุกอย่างมันได้ดับวูบไปเสียแล้ว พวกนางเป็นใคร ไยถึงยอมช่วยเขา…สายวันใหม่…จิ่นหรงก็พาชายารักตนกลับเข้าวัง เพราะการอยู่ข้างนอกนาน ๆ ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำในช่วงเวลานี้เมื่อมาถึงตำหนักทั้งคู่ก็พบกับสนมชิงที่นั่งรออยู่ในศาลา คาดว่าเมื่อวานนางก็คงมารอพวกเขาด้วยกระมังพอตันหยางเห็นอีกฝ่าย จึงนึกขึ้นได้ว่าสนมชิงผู้นี้มีเรื่องต้องการพูดกับพระสวามี นางจึงพารัชทายาทเดินมาด้วย“ถวายพระพรรัชทายาทและพระชายาเพคะ” ชิงอวี้หรูย่อตัวให้ทั้งสอง ก่อนจะมองมายังตันหยางเป็นเชิงถาม“เจ้าพูดเลย” ตันหยางเอ่ย เพราะนางไม่อยากกล่าวเอง เกิดอีกฝ่ายบอกไม่ใช่ ตนคงถูกมองว่ามีใจริษยาเป็นแน่“ว่ามา เจ้าอยากได้สิ่งใด” จิ่นหรงถามเสียงเรียบ เมื่อเห็นท่าทางอึกอักเป็นกังวลของสนมตัวน้อยที่มีมากเหลือเกิน“หม่อมฉันอยากให้รัชทายาททรงปลดหม่อมฉันเพคะ หม่อมฉันไม่อยากเป็นสนมพระองค์แล้ว” สิ้นคำนางก็พ่นลมแรงๆ“ก็แค่นี้เอง เหตุใดต้องทำเหมือนเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ได้ เช่นนั้นวันพรุ่งข้าจะจัดให้ ไม่ต้องห่วงข้าจะหาสามีดีดีให้เจ้าเอง ว่าแต่เจ้าพึงใจใครบ้างหรือไม่” จิ่นหรงถามเสียงอ่อนลงตันหยางจึงหันมาหาสตรีตัวเท่ากัน ทว่าบัดนี้นางกลับเอาแต่ก้มหน้าและมีท่าทางเขินอายจนสองสามีภรรยาต้องขมวดคิ้ว“ทำหน้าเ
ตันหยางขมวดคิ้วด้วยความมึนงง เพราะเท่าที่นางทราบ แม่ทัพที่เก่งกาจของแคว้นก็มีอยู่สองคนหลัก ๆ นั่นคือพี่ชายนางและแม่ทัพเล่ย ที่เหลือก็เป็นแม่ทัพที่กุมอำนาจเอาไว้เพื่อให้มันสมดุล ฝีมือยังอ่อนหัดหากเทียบกับแม่ทัพทั้งสอง“หมายความว่าอย่างไรเพคะ หากมิใช่พี่ชายหม่อมฉันผู้ใดจะนำทัพ แม่ทัพเล่ยหรือเพคะ หรือพระองค์จะยกทัพไปเอง เสด็จพ่อจะยอมหรือเพคะ” ตันหยางมองสามีอย่างฉงนจิ่นหรงยิ้มก่อนจะตอบให้นางเบาใจ เพราะยามนี้คิ้วงามผูกกันเป็นปมแล้ว “เสด็จอาจะเป็นผู้นำทัพเอง”“เอ๋! ฉินอ๋องมิได้ทรงวุ่นอยู่กับการสร้างเขื่อนหรือเพคะ แล้วพระองค์จะทรงนำทัพได้เยี่ยงไรกัน” นางยังถามต่อ“ไม่ผิด เสด็จอายังคงวุ่นวายกับการสร้างเขื่อนอยู่ ทว่าหากต้องรบกันจริง ๆ เสด็จอาจะเป็นผู้นำทัพเอง เอาล่ะ… อย่าใส่ใจเรื่องไกลตัวเลยนะ วางสิ่งที่เจ้ากังวลลงเถิด สงครามมิใช่จะเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ แต่ถ้ารบจริงเราก็ไม่มีทางแพ้แน่”“ทรงมั่นใจเหลือเกินนะเพคะ” ตันหยางคว่ำปากใส่ท่าทางของพระสวามี ก่อนจะตีเข้าที่อกเขาอย่างหยอกเย้า“แน่นอนสิ ก็ข้างกายพี่มีชายาที่แสนเฉลียวฉลาดอยู่ด้วย ทำสิ่งใดก็ย่อมสำเร็จอยู่แล้ว” จิ่นหรงขยับตัวโยกไปมา ทำให้ร่างเ
หลังจากวันนั้น คนที่บอกว่าจะค้างแรมที่เรือนชายาเพียงแค่สามวัน กลับไม่ยอมทำอย่างที่พูดเอาไว้ และเหมือนยามนี้ องค์รัชทายาทจะไม่ยอมห่างชายารักของตนเลยแม้แต่ยามหารือวางแผน เขาก็ยังพานางมานั่งข้าง ๆ ด้วยณ ห้องโถงในเรือนลับของรัชทายาท ยามนี้มีขุนศึกสามคนร่วมหารืออยู่ หนึ่งคือฟู่อินโหวผู้ชำนาญการรบ ทว่าตั้งแต่รับตำแหน่งโหว เขาก็ไม่ค่อยได้ลงสนามสักเท่าไหร่ หากไม่มีศึกสงคราม ก็จะช่วยราชสำนักเสียมากกว่า ส่วนอีกสองคนคือ แม่ทัพเล่ยซีกวนและแม่ทัพมู่ตานชุย พี่ชายของพระชายามู่ตันหยาง และยังมีหัวหน้าองครักษ์ทั้งสองหน่วยรวมอยู่ด้วย “น้องหญิงบอกว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งเคยคุ้มกันสินค้าให้กับอ๋องลี่จาง สถานที่รับของอยู่ที่เมืองเจียง ฉะนั้นพวกมันต้องผลิตอาวุธอยู่ระแวกใกล้เคียงเป็นแน่” จิ่นหรงเอ่ยบอกแม่ทัพทั้งสอง ซึ่งยามนี้กำลังเดินวนรอบโต๊ะตัวใหญ่ที่ถูกยกเอามาตั้งไว้เป็นแผนผังเพื่อใช้ในการสำรวจดูว่าจุดไหนจะเป็นตำแหน่งผลิตอาวุธ“กระหม่อมอยู่ใกล้เมืองนี้ เมื่อกลับไปแล้วจะส่งทหารเข้ากวาดล้างทั่วทุกมุมมืองทันทีพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพเล่ยเอ่ยขึ้น“หากเราลงมือกวาดล้างจะไม่เป็นผลเสียมากกว่าดีหรือท่านแม่ทัพ” ซ่งเทียนทักท
ตันหยางครุ่นคิดถึงเรื่องที่ตนเคยได้ยินมาในช่วงที่เดินทางคุ้มกันสินค้า ซึ่งตนต้องพบเจอผู้คนมากมายหลากหลายประเภท และสาเหตุที่นางรู้เรื่องนี้ก็เพราะคนงานตนมีแต่บุรุษ บางคราพวกเขาก็พูดคุยถึงเรื่องสัปดนเหล่านี้ตามประสา และคนงานหนุ่มผู้หนึ่งก็เคยประสบปัญหาเฉกเช่นที่รัชทายาทพบเจอมา ต่างกันแค่ชายผู้นั้นไม่ได้หยุดเพียงเพราะมันเจ็บ ยามเมื่อมีโอกาสมีเงินพวกเขาก็ชักชวนกันไปหอนางโลมเช่นเคยแต่แล้วเหตุใดกันคนที่มีสตรีรายล้อมมากมายอย่างองค์รัชทายาทถึงได้เข็ดขยาดกับเรื่องพวกนี้กันเล่าแล้วมันเพราะเหตุใดกัน วันนี้ไยเขาถึงได้ยอมทำกับนาง เพราะอารมณ์มันชักนำให้เขาอยากลองอีกสักครั้งกระนั้นหรือ‘ถามดีไหมนะ’ ตันหยงมองหน้าเขา แววตานางมันสื่อความต้องการอย่างชัดเจน ผู้เป็นสามีจึงยิ้มอ่อนส่งให้“สงสัยอันใดอีกฮึ” น้ำเสียงเขาอ่อนโยนัก ตันหยางจึงยิ้มแป้นให้เขา ก่อนจะพ่นลมหายใจแรงแล้วเอ่ยถามออกไป“แล้วเหตุใดวันนี้รัชทายาทถึงได้ทำกับหม่อมฉัน ทั้งที่ในใจยังคงหวาดกลัวว่ามันจะเจ็บเพคะ” ถามจบนางก็รู้สึกโล่งจิ่นหรงนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยบอกสิ่งที่เขาคิดให้ชายาตัวน้อยฟัง “พอคิดว่าทำกับเจ้า พี่ก็ไม่รู้สึกกลัว คิด
แม้จิ่นหรงจะบอกกับชายาตนว่าไปที่เตียง ครั้นเมื่อเขากระเตงนางขึ้นกลับไม่ยอมก้าวเดิน เพราะท่วงท่าที่เป็นอยู่มันชวนให้เขาอยากขยับทำอย่างอื่นมากกว่า“อื้อ… เสด็จพี่เช่นนี้มัน อ๊ะ!... อ่า…” ตันหยางเผลอครางเมื่อร่างแกร่งขยับตัวนางโยกขึ้นลงอย่างเชื่องช้าจิ่นหรงยกยิ้มเมื่อได้ยินเสียงชายาตัวน้อยตนครางหว
หลังจากฟังคำรัชทายาทแล้ว ทุกคนก็เริ่มหาหนทางใหม่ แม้จะเอาชีวิตอีกฝ่ายไม่ได้ในทันที ถึงกระนั้นแผนการนี้ก็ไม่ได้ปัดตกไป เพราะมันอาจเป็นหนทางสุดท้ายในการรักษาราชวงศ์ไว้ แม้อีกฝ่ายจะมีสิทธิ์กลับเข้ามาปกครองก็ตามทว่าคนใจเหี้ยมที่หมายเอาชีวิตผู้อื่นเพื่อตำแหน่งน่ะหรือจะคู่ควรปกครองบ้านเมือง สั่งให้เผาค
ตันหยางเหลือบตามองพร้อมกับเม้มปากแน่น ทว่าครานี้มิใช่เพราะกลั้นขำเหมือนทุกที เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นมันเริ่มจะไม่สนุกแล้ว กู้อิงเถาไม่ยอมรามือ และพระสวามีนางก็ไม่ยอมจัดการ ใจดวงน้อยจึงเกิดอาการหวาดกลัวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ตันหยางจึงยกมือขึ้นมาแกะมือเขาออก เพราะนางรู้สึกไม่อยากให้เขาแตะต้อง ซึ่งคนตั
ด้านตันหยาง นางอดทนรอฟังข่าวไม่ไหวจึงชักชวนคนสนิทออกไปดูที่ตำหนักสนมผิง พอดีที่ฮ่องเต้ทรงเสด็จมา นางจึงได้โอกาสย่องตามไป กระทั่งถึงก็พบกับกลุ่มองครักษ์มากมาย และข้าราชบริพารในตำหนักนี้ ที่กำลังนั่งคุกเข่าก้มหน้าอยู่“ฝ่าบาท! ฝ่าบาทช่วยหม่อมฉันด้วยเพคะ หม่อมฉันถูกใส่ร้าย หม่อมฉันถูกใส่ร้ายเพคะ” สนมผ











