LOGIN“ดีแล้วค่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวกลับก่อนนะคะป้า” ซินเหยาบอกลาเมื่อเห็นว่าตอนนี้คนบ้านฟู่น่าจะทำอาหารค่ำกันเสร็จแล้ว เธอกลัวว่าพวกเขาจะเห็นตอนเธอถือกระเป๋าเข้าไปที่ห้องเก็บฟืน ซินเหยาจึงต้องดูลาดเลาให้ดีก่อน
“ไปเถอะ เดินทางปลอดภัยนะอาเหยา” ป้าเพ่ยโบกมือลาและมองตามหลังร่างบางของซินเหยาอย่างติดจะกังวล เธอกลัวแทนเด็กสาวไปหมด กลัวว่าการเดินทางจะไม่ราบรื่น ท้ายที่สุดนี่เป็นการตัดสินใจของซินเหยา ป้าเพ่ยเองก็ไม่สามารถพูดอะไรได้มากนัก เธอคิดว่าถ้าฟู่จิงถิงรู้เรื่องทุกอย่างจากซินเหยา บางทีพวกเขาอาจจะอยู่ดูแลกันดี ๆ ก็ได้ อย่างน้อยมันก็ยังดีกว่าการที่ซินเหยาจะต้องทนอยู่กับพวกคนบ้านฟู่พวกนี้
ซินเหยาโบกมือลาป้าเพ่ยและหันหลังเดินออกจากบ้านไป ไม่นานเธอก็มาถึงประตูรั้วหน้าบ้านตระกูลฟู่ ซินเหยาลอบมองซ้ายมองขวาอย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นว่าไม่น่าจะมีใครผ่านไปมาตอนนี้ เธอก็รีบอุ้มกระเป๋าและใช้ลำตัวบังเอาไว้ไม่ให้คนในบ้านฟู่มองเห็น ก่อนจะวิ่งเร็ว ๆ เข้าไปในห้องเก็บฟืนและปิดประตูเงียบทันที
เสียงหอบเบา ๆ ของซินเหยาดังขึ้นอย่างอดไม่ได้ ถึงแม้ว่าร่างกายนี้จะดีขึ้นมากแล้ว แต่การทำอะไรเร็ว ๆ ก็ยังทำให้ร่างกายอ่อนแอนี้ไม่คุ้นชิน ซินเหยาได้แต่ถอนหายใจที่ในที่สุดเธอก็สามารถแอบกลับเข้าห้องมาได้โดยไม่มีใครเห็น
ซินเหยามองไปรอบ ๆ ห้องเก่าคร่ำคร่าที่ร่างเดิมอยู่มานานถึงสามปี ภายในห้องตอนนี้ถึงแม้จะดูเรียบร้อยดีและไม่มีร่องรอยของการรื้อค้นอย่างที่กังวลก็ตามที แต่ซินเหยาก็ยังต้องสำรวจตรวจสอบก่อนเข้านอนอีกครั้งตามนิสัยของสายสืบที่เคยชินในชาติก่อนอยู่ดี ไม่อย่างนั้นเธอคงนอนไม่หลับแน่
หลังจากเดินสำรวจรอบห้องอย่างถี่ถ้วนแล้ว ซินเหยาก็นำกระเป๋าไปหนุนนอนบนที่นอนเก่าแทนหมอนใบเดิม โดยใช้ผ้าปิดบังเอาไว้ไม่ต่างจากปลอกหมอน เธอกลัวว่าคนตระกูลฟู่จะแอบมองผ่านรูผนังของโรงเก็บฟืนแล้วเห็นเข้า ซินเหยาไม่ได้โลกสวยมากพอที่จะคิดว่าคนเลวพวกนั้นจะปล่อยเธอไปง่าย ๆ ถึงแม้ว่าช่วงนี้พวกเขาจะยังไม่มายุ่งกับเธอเหมือนตอนร่างเดิมอยู่ก็ตามที ยังไงซินเหยาก็ยังต้องระวังตัวเอาไว้ก่อนจนกว่าจะถึงเวลาที่เธอต้องออกจากบ้านซึ่งเป็นเหมือนนรกของร่างเดิมหลังนี้
เที่ยงคืนของคืนนั้น ซินเหยาลืมตาขึ้นมาอย่างรู้เวลา เธอสำรวจรอบ ๆ ก่อนจะลุกขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในกระเป๋าที่ซื้อมาก่อนหน้านี้และล้างหน้าล้างตาให้สะอาดสดชื่นก่อนจะออกเดินทางเข้าไปในตัวอำเภอหลังจากนี้
ซินเหยาทำทุกอย่างให้เงียบที่สุด แม้แต่ไฟจากเทียนในห้องเธอก็ยังไม่จุดมันขึ้นมาให้คนอื่นสงสัยได้ สิบห้านาทีต่อมา ซินเหยาค่อย ๆ เปิดประตูเก่าคร่ำคร่าให้เบาที่สุดและโผล่หัวออกไปดูลาดเลาโดยรอบ เมื่อเห็นว่าในบ้านตระกูลฟู่เงียบสนิทและไม่มีแสงไฟภายในสาดส่องออกมา ซินเหยาก็พรูลมหายใจออกอย่างโล่งอก จากนั้นเธอรีบออกจากห้องไปและปิดประตูเอาไว้ไม่ให้คนอื่นรู้ว่าเธอจากไปแล้ว
เงาร่างบางของซินเหยาที่กำลังถือกระเป๋าใบขนาดย่อมซึ่งในนั้นมีเสื้อผ้าใหม่ของเธอเพียงชุดเดียวและเอกสารส่วนตัวต่าง ๆ ที่จำเป็นก็อยู่ในนั้นทั้งหมดทอดยาวออกไปในยามดึกสงัดของค่ำคืนนี้ ท่ามกลางแสงดวงดาวที่พร่างพราวอยู่กลางท้องฟ้า ซินเหยาเร่งเดินแกมวิ่งออกจากหมู่บ้านไปให้เร็วที่สุด เธอยังต้องเดินเข้าไปในอำเภอซึ่งมีระยะทางไกลมากถึงสิบกว่ากิโลเมตร ดีที่ซินเหยาได้นอนพักผ่อนไปหลายชั่วโมงก่อนหน้านี้ ทำให้เธอไม่รู้สึกง่วงนอนอย่างที่กังวล เพราะซินเหยาไม่แน่ใจว่าร่างกายนี้จะสามารถทนต่อความง่วงและการเดินทางครั้งนี้ได้หรือไม่ พอเห็นว่าตัวเองไม่เป็นอะไรก็ทำให้ซินเหยายิ้มบางออกมาได้เสียที ตอนนี้เธอต้องเร่งเดินไปให้ถึงจุดที่นัดหมายเอาไว้กับคนขับรถสามล้อให้เร็วที่สุด ถึงแม้ว่าซินเหยาจะไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นเวลากี่โมงแล้วก็ตามที แต่ซินเหยาคิดว่าเธอจะต้องไปถึงที่นั่นก่อนเวลาอย่างแน่นอน
เกือบสองชั่วโมงต่อมา ในที่สุดซินเหยาก็มาถึงสถานที่นัดหมายกับคนขับรถสามล้อ เธอยืนรออยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ในอำเภอเงียบ ๆ เพื่อพักเหนื่อย เพราะเมื่อครู่ซินเหยาวิ่งมาจากทางเข้าอำเภอตลอดทาง ทำให้เธอรู้สึกว่าขาเรียวเล็กนี้แทบจะหักลงไปแล้ว
“โอ้ แม่หนูมาเร็วจริง ๆ มา ๆ ขึ้นรถ” ลุงคนขับรถร้องเรียกขณะที่กำลังเคลื่อนรถมายังจุดที่ซินเหยายืนหอบรออยู่
“ขอบคุณคุณลุงที่มารับฉันค่ะ” ซินเหยาบอกพร้อมรอยยิ้ม ตอนนี้เธอรู้สึกโล่งอกเสียทีที่เห็นว่าคนที่นัดหมายนั้นมาจริง ๆ จากที่เคยกลัวว่าเขาจะรับเงินมัดจำไปแล้วจะเบี้ยวงาน
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก ยังไงแม่หนูก็จ่ายค่าเหมารถให้ลุงอยู่ดีใช่ไหมล่ะ” ลุงบอกยิ้ม ๆ เขากำลังรอให้เธอขึ้นมานั่งดี ๆ ก่อนจึงจะออกรถ
“ใช่ค่ะ เรารีบไปกันดีกว่าค่ะ รถไฟของฉันจะออกเดินทางตอนเจ็ดโมงเช้า” ซินเหยาจับกระเป๋าของเธอเอาไว้หลังจากนั่งดีแล้วหันไปบอกลุงคนขับ
“ได้ ๆ ลุงจะรีบพาไปสถานีรถไฟเดี๋ยวนี้แหละ” คนขับพยักหน้ารับและเร่งเครื่องรถสามล้อออกไปจากใต้ต้นไม้ใหญ่ทันที ระหว่างทางเขายังชวนซินเหยาคุยไปด้วย
รถสามล้อเคลื่อนตัวไปตามถนนลูกรังอย่างไม่ช้าไม่เร็ว คนขับกลัวว่าซินเหยาจะนั่งไม่สบาย เขาจึงพยายามขับให้นิ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้
“แม่หนูเดินทางคนเดียวไม่กลัวเหรอ” คนขับเอ่ยถามขณะที่กำลังขับสามล้อตรงไปตามทางข้างหน้าอย่างระมัดระวัง
“ไม่กลัวค่ะ ยังไงบนรถไฟก็ต้องมีคนอีกเยอะที่เดินทางเหมือนกัน” ซินเหยาตอบอย่างมั่นใจในตัวเองไม่น้อย ถึงเธอจะพอรู้ว่ายุคนี้การเดินทางของผู้หญิงตัวคนเดียวจะอันตรายอยู่บ้าง แต่ซินเหยาเชื่อว่าตัวเธอสามารถดูแลตัวเองได้ไม่ยาก
“อืม… นั่นมันก็จริง แต่ยังไงก็ระวังเอาไว้บ้างล่ะ พวกขโมยกับพวกหลอกลวงมีเยอะนะ ลุงเห็นมาหลายคนแล้วที่พลาดท่าถูกหลอกไปขายตัวน่ะ” ลุงเล่าอย่างเป็นห่วง
“ฉันเข้าใจค่ะลุง รับรองว่าฉันจะไม่คุยกับคนแปลกหน้าแน่นอนค่ะ” ซินเหยาเห็นว่าลุงคนขับหวังดี เธอจึงไม่อยากทำให้เขาต้องกังวล
กว่าที่ซินเหยาจะเดินทางมาถึงสถานีรถไฟ ท้องฟ้ายามนี้ก็เข้าสู่ช่วงใกล้รุ่งเช้าเข้าไปทุกทีแล้ว ซินเหยาจ่ายเงินที่เหลือสี่สิบหยวนให้ลุงคนขับ จากนั้นเธอก็ขอตัวจากไป โดยที่ลุงคนขับยังอวยพรให้ซินเหยาเดินทางไปถึงที่หมายอย่างปลอดภัยด้วย
หลังแยกกับลุงคนขับสามล้อ ซินเหยาเดินหาร้านอาหารเช้าเพื่อกินข้าวและหาห้องน้ำเข้าก่อนการเดินทางไกลจะเริ่มขึ้น เธอไม่กล้าเข้าห้องน้ำบนรถไฟยุคนี้แน่ ซินเหยาจึงต้องทำธุระส่วนตัวให้เสร็จก่อนเดินทาง ดีที่ตอนนี้คนในสถานีรถไฟยังไม่มากนัก ทำให้ซินเหยาได้นั่งกินมื้อเช้าที่ร้านใกล้ ๆ อย่างไม่ต้องรีบร้อน
ซินเหยาใช้เวลาทานอาหารและหาซื้อเสบียงเอาไว้กินระหว่างทางเสร็จก็ไปหาห้องน้ำเข้าจนเรียบร้อย ตอนนี้ใกล้ถึงเวลาที่รถไฟจะมาเทียบที่ชานชลาแล้ว ซินเหยาจึงรีบเดินไปนั่งรอก่อนที่คนอื่นจะมามากกว่านี้
ซินเหยารอขบวนรถไฟเที่ยวแรกอยู่นานเกือบครึ่งชั่วโมง เมื่อเห็นว่ารถไฟจอดนิ่งสนิทแล้ว เธอจึงถือกระเป๋าและตั๋วรถไฟขึ้นไปหาที่นั่งทันที ซึ่งก่อนหน้านี้มีคนจำนวนมากที่ต้องขึ้นรถไฟเที่ยวเดียวกับเธอมารอกันอยู่ก่อนแล้ว ซินเหยาจึงกลัวว่าเธอจะไม่มีที่นั่งด้านบน โชคดีที่ซินเหยาเบียดเสียดผู้คนขึ้นไปได้เป็นกลุ่มแรก ๆ เธอรีบหาที่นั่งข้างหน้าต่างทันทีที่เห็นเบาะว่าง ซินเหยาไม่กล้าวางกระเป๋าเอาไว้ไกลตัว เธอเลือกที่จะถือมันเอาไว้บนตักและกอดเอาไว้ใกล้ตัวแทน ซินเหยานั่งได้ไม่นานก็มีชายหญิงวัยกลางคนมานั่งฝั่งตรงข้ามกับที่นั่งของเธอ จากนั้นก็มีหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกันมานั่งข้างเธออีกคนหนึ่ง ทำให้ตอนนี้เก้าอี้ในแถวของซินเหยาไม่มีที่ว่างทันที เธอไม่สนใจจะมองคนแปลกหน้าเหล่านั้น ซินเหยาเลือกที่จะหันออกไปมองด้านนอกหน้าต่างแทน
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เสียงประกาศจากขบวนรถไฟก็ดังไปทั่วทั้งขบวนและชานชลาด้านนอก ตอนนี้ถึงเวลาที่รถไฟจะออกจากชานชลาแล้ว ซินเหยาหลับตาลงเพื่อไม่ต้องพูดคุยกับเพื่อนร่วมทาง ถึงแม้เธอจะได้ยินสองผัวเมียที่นั่งตรงข้ามกำลังคุยกับหญิงสาวที่นั่งข้างเธออยู่ก็ตามที ซินเหยาก็ไม่อยากจะสนใจ ตอนนี้เธอกำลังคิดว่าคนบ้านฟู่จะรู้หรือยังว่าเธอหนีออกจากบ้านมาแล้ว และหากพวกเขารู้แล้วพวกเขาจะทำอย่างไรต่อไป
เสียงลมพัดผ่านด้านข้างจากเบาไปหาหนักตามความเร็วของรถไฟที่เพิ่มขึ้น รถไฟขบวนนี้ยังมีจอดอีกสามสถานีก่อนจะถึงหางโจวตามเวลาเดินรถ ซินเหยาเห็นแต่แรกว่าในขบวนรถคันนี้มีคนขึ้นเป็นจำนวนมากแล้ว หากว่าในสถานีต่อ ๆ ไปมีคนขึ้นมาอีกก็คงต้องมีคนยืนกันบ้างแล้ว เธอไม่นึกว่าการนั่งรถไฟในยุคนี้จะมีคนมากถึงขนาดนี้ ทั้งที่ซินเหยาคิดว่ารถเที่ยวแรกคงมีคนไม่มากนัก แต่กลับกลายเป็นว่าคนส่วนใหญ่ต่างเลือกนั่งรถเที่ยวแรกไปยังหางโจวเกือบทั้งนั้น ทำให้การเดินทางของเธอดูอึดอัดไม่น้อย
ที่หมู่บ้านซวงหลิน เหมียนจูตื่นมาก็ยังคงตะโกนด่าทอซินเหยาโดยไม่รู้ว่าเธอไม่ได้อยู่ที่ห้องเก็บฟืนอีกต่อไปแล้ว ฟู่อ้ายโกวได้แต่ทอดถอนใจอย่างระอากับนิสัยของเมียเขาที่เอาแต่ก่นด่าคนไปทั่วตั้งแต่เช้าตรู่
“พวกแกมีใครเห็นนังตัวดีนั่นบ้างไหม” เหมียนจูยังคงอยากแสดงความเป็นใหญ่ในบ้านให้ซินเหยาดูอีกสักครั้ง เธอไม่เชื่อว่าลูกสะใภ้ที่เคยอ่อนแอจะกล้าแข็งข้อนานขนาดนี้
“ไม่เห็นนะครับแม่” ฟู่หยางเซิงชะเง้อคอมองไปทางห้องเก็บฟืน
“แม่จะไปถามหามันทำไมให้เสียอารมณ์กันคะ” ฟู่โหรวอดบ่นแม่ของเธอไม่ได้
“ชิ! ฉันก็จะไปลากตัวมันมาทำงานให้เราน่ะสิ นี่ก็หลายวันแล้วนะที่มันไม่ยอมทำงานในบ้านเลยน่ะ” เหมียนจูตอบอย่างโมโห ตอนนี้อาหารในบ้านเริ่มร่อยหรอลงไปเรื่อย ๆ
“แม่คิดว่าซินเหยาจะยอมมาทำงานให้เราง่าย ๆ เหรอ” ฟู่โหรวถามกลับอย่างเบื่อหน่าย
“ถ้ามันไม่ยอมมาก็แค่ตีให้มันหลาบจำเหมือนเมื่อก่อนก็เท่านั้น แกกลัวอะไร” เหมียนจูถลึงตามองลูกสาวที่เอาแต่ขัดคอเธอ
“ผมว่าแม่อย่าหาเรื่องอีกดีกว่าครับ แค่นี้ผู้ใหญ่บ้านกับชาวบ้านก็แทบไม่มีใครอยากคุยกับพวกเราแล้วนะครับ” ฟู่หยางเซิงที่เคยเดินไปนอกบ้านก่อนหน้านี้บอก
“พวกมันไม่อยากคุยก็ช่างมันสิ แกจะไปสนใจทำไม” เหมียนจูตอบอย่างไม่สนใจอะไร
ไห่ไท่เหอที่กลับมาจากการค้าขายอาวุธเถื่อนรู้ข่าวว่าลูกชายของเฟิงอู่ย้ายมาทำงานที่เมืองหลวงเข้าก็อารมณ์เสียอย่างมาก เขาเรียกลูกน้องอย่างจ้านกู่กับเสี้ยนปังให้เข้ามาหาที่บ้านเพื่อวางแผนเล่นงานเฟิงจิงถิงโดยไม่คิดจะพักผ่อนเลยแม้แต่น้อย“พวกแกรู้ไหมว่ามันต้องเข้าหน่วยไหน” ไห่ไท่เหอถามด้วยสีหน้าดุดัน“ข่าวบอกว่าเขาเข้าร่วมกับหน่วยรักษาความปลอดภัย(เป่าเว่ยปู่)ในกองทัพครับ” เสี้ยนปังบอกข่าวที่เขารวบรวมมาเกี่ยวกับคนในตระกูลเฟิง“บัดซบ!
ซินเหยาสอนพนักงานทั้ง 16 คน โดยแบ่งหน้าที่ให้พวกเขารับผิดชอบการทำอาหารในร้านแตกต่างกัน ส่วนเด็กเสิร์ฟและเด็กเดินโต๊ะใช้คนสองคน เด็กเก็บโต๊ะกับเด็กล้างจานอีกสองคน สี่คนแยกกันดูแลอาหาร ซึ่งซินเหยาให้หนึ่งคนทำบะหมี่ อีกสามคนดูแลอาหารอื่น ๆ ในร้านช่วยกัน เธอใช้เวลาสามวันในการสอนทุกคนทำอาหารจนพวกเขาเริ่มทำได้คล่องมือ ซินเหยายังได้รับวัตถุดิบจากโรงงานตามที่พ่อสามีติดต่อหาเอาไว้ให้ด้วย ทำให้เหลาซินถิงของซินเหยาสามารถเปิดร้านค้าได้ในอีกสามวันต่อมาหลังตกแต่งร้านเพิ่มวันเปิดร้าน วันนี้มีคนจากตระกูลใหญ่มาครบเพื่อเป็นเกียรติให้กับตระกูลเฟิง มีเพียงตระกูลจ้าวเท่านั้นที่ไม่ได้รับบัตรเชิญในการเปิดร้านครั้งนี้ ในร้านตกแต่งด้วยสีแดงมงคลเต็มแทบทุกพื้นที่ ทำให้มีคนท
เสียงพูดคุยดังไปทั่วห้องรับแขกอย่างชื่นมื่น ทุกคนตื่นเต้นมากที่กำลังจะมีหลานคนโตของบ้าน เฟิงจี้ถิงกับเฟิงจี้กวงเองก็บอกว่าตัวเองจะพยายามมีลูกเช่นกัน เด็ก ๆ จะได้มีอายุไล่เลี่ยกันและช่วยเหลือกันได้ในยามที่เติบโตขึ้น“ดี ดี พวกหลานรีบมีลูกให้ปู่เลยนะ ที่บ้านจะได้มีเด็ก ๆ มาวิ่งเล่นเสียที” เฟิงตี้หลงพูดด้วยความดีใจ นานมากแล้วที่ตระกูลเฟิงไม่มีข่าวดีเรื่องเด็ก“ฉันก็อยากเลี้ยงหลานแล้วเหมือนกันค่ะคุณปู่” หลูหลิงยิ้มกว้างอย่างคาดหวัง เธอมีลูกชายถึงสองคน ถ้าพวกเขาสามารถมีลูกได้พร้อมกันคงดีไม่น้อย“พี่จิงถิงต้องไปรายงานตัวสัปดาห์หน้าใช่ไหม กลับไปพร้อมผมพรุ่งนี้ไหมครับ” เฟิงจี้ถงถามหลังจากกระซิบถามเคล็ดลับการมีลูกจากพี่ชายอย่างเฟิงจิงถิง“พี่จะพั
หลังมื้อเที่ยงผ่านไป โจวหงพาซินเหยาไปซื้อชุดคลุมท้องมาเกือบสิบชุด เธอบอกว่าพอกลับถึงเมืองหลวงแล้วจะได้ไม่ต้องออกไปเบียดเสียดคนในห้างซื้ออีก อย่างไรเสียที่ห้างนี้ก็มีแบรนด์ดังขายอยู่ เธอกับสามีจึงเลือกซื้อให้ซินเหยาเอาไว้ก่อน เมื่อซื้อของเสร็จ พวกเขาก็เดินทางกลับค่ายทหาร โดยบอดี้การ์ดส่วนหนึ่งแยกไปเปิดห้องในโรงแรมเพื่อพักผ่อน คนในรถตู้ทั้งหมดจึงพากันเข้าไปพักในบ้านของเฟิงจิงถิง ตอนนี้ในบ้านจึงมีบอดี้การ์ดสองคนที่อยู่ในรถตู้นอนพักผ่อนกันที่ห้องรับแขกด้านล่าง ส่วนพวกเฟิงจิงถิงก็พาพ่อแม่ขึ้นไปนอนพักในห้องชั้นสอง สองชั่วโมงต่อมา ทุกคนที่นอนพักเอาแรงต่างลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตาและชวนกันออกไปที่ร้านบะหมี่ของซินเหยา ซึ่งตอนนี้ร้านกลายเป็นของลี่ข่ายกับหวังเพ่ยเพ่ยไปแล้ว&ldquo
หลังจากยุ่งอยู่พักใหญ่ ซินเหยาก็มีเวลากินบะหมี่กินยาเสียที พอได้กินยาที่หมอให้มาแล้ว เธอรู้สึกว่าอาการวิงเวียนดีขึ้นมาก“ที่รักครับ พักบ้างเถอะนะ ปล่อยให้พวกเขาทำงานเองดีกว่านะ อีกไม่กี่วันพวกเราก็ต้องไปกันแล้วนะครับ” เฟิงจิงถิงอดเป็นห่วงซินเหยาไม่ได้“รู้แล้วค่ะ ฉันจะเพลา ๆ เรื่องงานลงนะ” ซินเหยายิ้มบางตอบ เธอเข้าใจดีว่าเขาเป็นห่วง ลี่ข่ายกับหวังเพ่ยเพ่ยพอได้เห็นเฟิงจิงถิงเป็นห่วงซินเหยาเข้าก็อดมีความสุขตามไปด้วยไม่ได้ พวกเขาทราบแล้วว่าซินเหยากำลังท้องอยู่ ทั้งสองเองก็ตั้งใจที่จะทำงานด้วยตัวเองเช่นกัน เพื่อที่จะได้รับผิดชอบงานในร้านได้ก่อนที่ซินเหยาจะมอบร้านให้ เ
ช่วงเย็นของวัน ซินเหยาเล่าให้เฟิงจิงถิงฟังเรื่องสองสามีภรรยาที่ต้องการเซ้งร้านต่อ เธอกลัวว่าเขาจะไม่ยินดีที่เธอยอมให้สองคนนั้นผ่อนจ่าย“ถ้าคุณคิดดีแล้วก็ทำไปเถอะครับ ยังไงเราก็ไม่ได้ลำบากเรื่องเงิน ช่วยพวกเขาสักหน่อยก็ไม่เป็นอะไร” เฟิงจิงถิงไม่ได้คัดค้านเรื่องเล็กน้อยพวกนี้ เขารู้ดีว่าภรรยายังมีธุรกิจที่กำลังจะทำในเมืองหลวงอยู่อีก เฟิงจิงถิงมั่นใจว่าทุกอย่างที่ซินเหยาคิดเอาไว้ต้องออกมาดีแน่“ขอบคุณนะคะที่คอยสนับสนุนความคิดของฉัน” ซินเหยาเขย่งปลายเท้าขึ้นไปหอมแก้มเฟิงจิงถิงอย่างขอบคุณ ดีที่ไม่มีใครอยู่ในครัวตอนนี้“คุณเป็นภรรยาผมนี่ครับ เดี๋ยวผมออกไปรับลูกค้าก่อนนะ คุณทำบะหมี่ต่อเถอะ” เฟิงจิงถิงลดจำนวนคนที่มาช่วยงานในร้านลงหลายวันแล้ว เพราะเด็กพวกนั้นอีกไม่นานก็ต้องปลดประจำการตามวงรอบ เขาจึงอยากให้เด็กพวกนั้
“อืม… ผบ.เติ้ง บอกฉันว่าค
“คุณรอที่รถก็ได้ครับ ผมไปซื้อของไม่นานเดี๋ยวจะกลับมา” ฟู่จิงถิงบอกพลขับหลังจากรถมาจอดที่หน้าห้างสรรพสินค้าใหญ่ใจกลางเมือง“ครับผู้หมวด” พลขับพยักหน้ารับคำ ตอน
“ฉันไม่ปล่อย!
“คุณกล้าใช้กำลังกับฉันเหรอหมวดฟู่ มันจะเกินไปแล้วนะ” ผู้หญิงคนนั้นโวยวายเสียงดังจนทำให้เพื่อนบ้านใกล้ ๆ ต่างเดินมามุงดูกันหลายครอบครัว“คุณทำไมไร้เหตุผลแบบนี้ล่ะครั







