LOGIN“กินได้สิจ๊ะ” คำตอบของหลานสาวทำให้ทองคำซึ่งกำลังกินข้าวถึงกับสำลัก “แค่ก ๆ ดินมันกินได้จริงเหรอชะอม”
“หนูไม่ได้ให้นำดินมากินจ้ะ แต่จะนำมาต้มทำเป็นเกลือต่างหาก แต่ทั้งนี้หนูจะต้องไปดูสภาพดินก่อนว่ามันเป็นอย่างที่หนูต้องการหรือเปล่า”
“ต้มเกลือ แม้แต่เรื่องนี้เอ็งก็รู้อย่างนั้นเหรอเท่าที่ลุงเคยได้ยินมาเกลือเขาทำกันเฉพาะคนในครอบครัวไม่ถ่ายทอดให้คนอื่น” ทองคำละล่ำละลักถามอย่างตกใจเช่นเดียวกับคนในครอบครัว
“ชะอม เอ็งไปยังที่แห่งนั้นมาเหรอ” ทุกสายตาที่นั่งล้อมวงกินข้าวได้ย้ายสายตามาทางนางกาบพร้อมกัน
“เอ็งพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง” สายใจถามน้องสามีด้วยใบหน้าเคลือบแคลง
“ก็ฉันเคยได้ยินมาว่าคนที่...แล้วได้กลับมา มักจะพบเห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็นตอนที่ฉันเจอชะอมตอนแรกตัวของหลานเย็นไปหมดแต่จู่ ๆ ก็อุ่นขึ้น” ดวงตาของนางกาบหลุบลงต่ำ น้ำเสียงแผ่วเบา
“นางกาบเรื่องนี้เอ็งอย่าได้พูดออกไปเชียวหากมีคนไม่หวังดีเกิดมาได้ยินเข้าหลานอาจไม่ปลอดภัย” บุญมีกล่าวเสียงเข้ม
“ฉันรู้จ้ะพี่ แต่การที่ชะอมเป็นแบบนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องดี เพียงแต่ฉันคิดว่าพี่น่าจะต้องหาที่ไปที่มาให้หลานนะเพราะคนในหมู่บ้านอาจจะสงสัยเอาได้” นางกาบเอ่ยอย่างหวังดี
“ที่เอ็งพูดมาก็ถูกข้าเห็นด้วย เป็นเอ็งที่รอบคอบมากกว่าพวกข้าเสียอีก” สายใจเอ่ยขึ้นทำให้บุญมีผู้เป็นอาวุโสของบ้านคิดหนัก
“พ่อ เอายังไงดี” น้ำเสียงของทองก้อนแฝงความกังวล
“หนูว่าทุกคนกินข้าวกันให้อิ่มก่อนเถอะ ทุกปัญหามีทางออกเสมอเชื่อหนูสิ”
ทุกสายตาพากันมองมาทางชะอม ยกเว้นเด็กชายมะขามผู้กำลังสูดปากน้ำหูน้ำตาไหลจากความเผ็ดของตำมะยม
“พี่จ๋า มันอร่อยมากแม้จะเผ็ดก็ตาม” ใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตารวมถึงปากแดงแจ๋ ทำให้คนในครอบครัวทุกคนปล่อยวางความกังวลของพวกเขาลงชั่วคราว
“แม่เช็ดหน้าให้ เผ็ดแล้วยังจะฝืนกินอีกนะลูกคนนี้” มะลิ หยิบผ้าเช็ดหน้าที่เหน็บเอวนำมาเช็ดใบหน้าให้บุตรชายคนเล็ก
“ก็มันอร่อยมากนี่จ๊ะ พี่ชะอมเก่งที่สุด” มะขามกล่าวชมพลางยิ้มจนเห็นฟันเว้าแหว่งหนึ่งซี่ด้านหน้า
“ชมแต่พี่สาวนะแล้วพี่ล่ะไม่เก่งบ้างเหรอ” โมกแสร้งกล่าวตัดพ้อ
“พี่โมกก็เก่งเหมือนกันที่เก็บมะยมได้ตั้งเยอะ” คำตอบอันแสนซื่อของเจ้ามะขามตัวน้อยได้เรียกเสียงหัวเราะให้กับทุกคน
“เจ้านี่มันอยู่เป็น อย่างนี้ไปไหนรับรองไม่มีอด” บุญมีกล่าวชมหลานชายเจือเสียงหัวเราะ
หลังจากมื้ออาหารกลางวันสิ้นสุดลง บุญมีผู้กำลังนั่งเหม่อลอยเพราะกำลังคิดหาเหตุผลให้หลานสาวหลังคิดไปคิดมาก็ยังหาหนทางไม่ได้เจ้าตัวจึงได้ลุกขึ้นเดินไปยังจักรยานคู่กาย
“พ่อมึงจะไปไหนล่ะ” สายใจตะโกนถามเมื่อเห็นหลังสามีไว ๆ
“ไปวัดเดี๋ยวมา” ชายวัยห้าสิบตะโกนตอบแบบไม่เหลียวหลัง
“พ่อจะไปวัดอีกทำไม ในเมื่อพวกเราเพิ่งกลับมา” ทองคำยกมือเกาศีรษะเอ่ยอย่างสงสัย
“คงจะไปปรึกษาท่านสมภารเรื่องของชะอมนั่นแหละ เอ็งกับเจ้าก้อนรีบไปทำที่ตากมะม่วงกวนตามที่หลานต้องการเถอะ เมื่อพ่อเอ็งกลับมาเผื่อว่าเขาจะต้องพาชะอมไปดูดิน”
“จ้ะแม่” ทองคำเดินไปทางน้องชายผู้กำลังทำราวตากมะม่วงกวน ซึ่งเขาเองก็ยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตาของมันว่าเป็นอย่างไร
ส่วนสาวน้อยสาวใหญ่นั้นในตอนนี้ก็กำลังนั่งปอกเปลือกมะม่วงหลังจากนำมาล้างทั้งเปลือกตามที่ชะอมแนะนำ
“หวานมาก อร่อยจัง” ทั้งปากทั้งมือของมะขามเต็มไปด้วยน้ำมะม่วงสีเหลืองเอ่ยอย่างพอใจ
“กินให้น้อยหน่อยเถอะลูก ท้องป่องขนาดนั้นระวังจะแตกเอา” มะลิสัพยอกบุตรชายคนเล็ก
คนถูกแซวกลับหัวเราะร่า “หนูยังกินได้อีกเยอะเลย” เจ้าตัวโต้
“กินแต่พอดี ไม่อย่างนั้นจะจุกนะ” ชะอมกล่าวเตือน
“หนูเชื่อพี่จ๋า ถ้าอย่างนั้นหนูอิ่มดีกว่า จะเก็บท้องเอาไว้กินมะม่วงกวน”
“แบบนี้เรียกว่าอิ่มยังไงกัน” มะลิพูดไปส่ายศีรษะไปอย่างนึกขำ
“ก็อิ่มชั่วคราวยังไงล่ะจ๊ะ”
“เจ้าเด็กแสบ มาช่วยพี่ดูเจ้าทุยนางเผือกเถอะ จะได้กินมะม่วงกวนได้อีกดีไหม” โมกกล่าวชวนเพื่อให้น้องชายได้ขยับตัว
“ดีจ้ะ”
ทางด้านบุญมีหลังจากเจ้าตัวได้พบกับสมภาร “โยมมีเรื่องร้อนใจอะไรเล่าถึงได้มีสีหน้าแบบนี้” สมภารบ้านป่าวัดทุ่งเนินดินถามอย่างมีเมตตา
“กระผมมีเรื่องร้อนใจจริงนั่นแหละหลวงพี่” บุญมีประนมมือขึ้นกลางอกตอบตามตรงหลังจากกราบท่านเรียบร้อย
“เรื่องหลานสาวของโยมใช่ไหม”
“หลวงพี่ทราบ” สีหน้างุนงงเช่นเดียวกับน้ำเสียงของบุญมีได้เรียกรอยยิ้มของสมภารผู้ชรา
“วิธีแก้โยมก็บอกว่าหลานได้รับความรู้มาจากภพชาติใหม่ตอนที่เป็นลมหมดสติซึ่งความรู้เหล่านี้จะนำมาช่วยเหลือชาวบ้านให้อยู่ดีกินดี หากใครถามโยมก็บอกไปตามนี้”
“จะดีเหรอครับ พวกเขาจะไม่คิดว่าหลานสาวของกระผมถูกภูตผีเข้าสิงใช่ไหม” บุญมียังคงหวาดหวั่น
“ไม่หรอก หากพวกเขาคิดกันอย่างนั้นโยมก็พาหลานมาที่นี่ก็แล้วกันคงไม่มีผีที่ไหนไม่กลัวพระหรอกใช่ไหม” สมภารผู้ชราตอบขึ้นอีกครั้ง
“จริงครับ ถ้าอย่างนั้นกระผมขอลาหลวงพี่แล้ว เพราะจะพาหลานไปดูดินเค็มที่ทุ่งร้าง”
คล้อยหลังบุญมีลงจากบันไดกุฏิ เด็กชายวัยเดียวกับโมกก็ถามสมภารขึ้นอย่างสงสัยระคนใคร่รู้ “หลวงตาครับ ชะอมมาจากชาติภพใหม่อย่างนั้นเหรอ”
“แล้วเอ็งคิดว่ายังไงล่ะเจ้าแก้ว”
“กระผมไม่ทราบครับ แต่หลวงตาตอบปู่บุญมีไปแบบนั้นผมก็เลยรู้สึกอยากรู้”
“จริงหรือเท็จข้าก็ไม่รู้หรอกแต่สิ่งเดียวที่ข้ามั่นใจก็คือชะอมคนนี้จะนำความเจริญมาให้หมู่บ้านทุ่งเนินดินอย่างแน่นอนเอาละเอ็งลงไปช่วยคนอื่นกวาดลานวัดเถอะข้าจะนั่งสมาธิสักหน่อย”
แม้เด็กชายคนนี้จะยังไม่เข้าใจในคำตอบของหลวงตาผู้ที่ตนรับใช้มาตั้งแต่จำความได้มากนัก แต่ถ้าหากหลวงตาบอกว่าดีก็คือดีนั่นแหละ
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ในขณะที่คนในครอบครัวกำลังช่วยกันตากมะม่วง บุญมีก็ขี่จักรยานเข้ามาถึงเรือน
“ชะอม เรื่องของเอ็งปู่แก้ปัญหาได้แล้ว ว่าแต่หลานว่างหรือยังล่ะ ปู่จะพาไปดูดินที่ว่า” เมื่อปัญหาได้รับการแก้ไขอารมณ์ของชายวัยห้าสิบก็ดีขึ้นตามลำดับ
“แก้ยังไงหรือพ่อ” ทองก้อนถามด้วยความอยากรู้
บุญมีจึงได้เล่าทุกบทสนทนากับสมภารออกมาอย่างไม่ตกหล่น “หากมีท่านสมภารช่วยออกหน้าให้ทุกเรื่องก็ไม่มีปัญหาแล้วละ” สายใจเอ่ยอย่างโล่งอก
ชะอมมองใบหน้าของคนในครอบครัวด้วยความซาบซึ้งที่พวกเขาต่างพากันรักและเป็นห่วงตน แต่อีกใจเจ้าตัวก็หวาดกลัวแม้ว่าท่านยมทูตจะบอกว่าร่างนี้กับเธอเป็นหนึ่งเดียวกันก็ตาม
“พี่จ๋า คิดอะไรเหรอ” ใบหน้ามอมของน้องชายแหงนหน้าขึ้นมองคนเป็นพี่พลางดึงมือของเธอถามขึ้นอย่างสงสัย
“คิดว่าจะทำของอร่อยอะไรให้น้องกินยังไงล่ะ” คำตอบนี้ช่างถูกใจเด็กชายเป็นอย่างยิ่ง
“ดีจ้ะ หนูชอบของกินที่พี่จ๋าทำที่สุด”
“พี่ก้อนฉันน้อยใจแล้วล่ะ ลูกบอกกับข้าวของฉันไม่อร่อย” น้ำเสียงของคนเป็นแม่ทำให้เด็กชายตัวเล็กเลิ่กลั่ก
“แม่จ๋า ของแม่ก็อร่อยเพียงแต่ของพี่จ๋าอร่อยมากกว่าก็เท่านั้นเอง” ยิ่งเจ้าตัวพูดยิ่งดูเหมือนว่าจะไม่ถูกต้องดังนั้นใบหน้าของมะขามจึงดูยุ่งยาก
“เอาเป็นว่าอร่อยกันคนละแบบ” (คำตอบนี้คงใช้ได้ละมั้ง) เจ้าตัวคิดหลังจากพูดออกมาอีกครั้ง
“นับวันลูกชายเรายิ่งปากหวานไม่รู้ว่าได้ใครมานะ” มะลิ ดึงแก้มลูกชายเอ่ยหยอกล้อ
ชะอมมองภาพคนในครอบครัวด้วยความอิ่มเอมใจ โชคดีที่ตัดสินใจมาแทนที่เจ้าของร่างเดิม
บริเวณทุ่งที่ปู่พาหลานทั้งสามคนมานั้นหาได้มีสิ่งใดขึ้นไม่ ชะอมจึงเดินสำรวจจนทั่วด้วยความรู้สึกสงสัย ดูเหมือนว่าจะเป็นดินที่เราต้องการจริง ๆ “ปู่จ๋า ดินแบบนี้แหละจ้ะ ว่าแต่ที่ดินตรงนี้มีเจ้าของหรือเปล่า”
“ไม่มีหรอก ที่ดินตรงนี้ปลูกอะไรไม่ขึ้นจึงไม่มีคนจับจอง ว่าแต่ดินที่นี่ต้มเป็นเกลือได้แน่ใช่ไหม”
“หนูคิดว่าได้จ้ะ แต่ยังไงก็ต้องลองดูก่อนเพียงแต่หากว่าที่ตรงนี้ต้มเกลือได้ปู่คิดว่าจะมีคนอยากได้เป็นเจ้าของไหม” คำถามนี้ทำให้บุญมีนิ่งคิดอย่างเงียบงัน
“ของดีย่อมต้องมีคนอยากได้นั่นแหละ เอาเป็นว่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของปู่เอง”
“จ้ะ” แม้จะยังไม่รู้ว่าปู่จะทำยังไงแต่เธอเชื่อว่าผู้อาวุโสของบ้านย่อมมีวิธีอย่างแน่นอน
ดังนั้นในระหว่างที่รอคนเป็นปู่จัดการเรื่องที่ดินเด็กหญิงจึงได้ยืมดินสอของคนเป็นพี่รวมถึงสมุดมาวาดสิ่งที่ตัวเองต้องการลงไปในกระดาษเท่าที่ตัวเองเคยจำได้จากการดูสิ่งต่าง ๆ ผ่านทางแอพพลิเคชั่นเมื่อครั้งยังเป็นเฌอเอมว่าในการต้มเกลือนั้นมีวิธีอย่างไรและอุปกรณ์แบบไหน
สองวันต่อมาบุญมีก็นำกระดาษแผ่นหนึ่งส่งให้หลานสาวซึ่งเมื่อชะอมรับมาดูเจ้าตัวก็เบิกตากว้างด้วยความคาดไม่ถึง
“ปู่ ไปเอาเงินมาจากไหนถึงซื้อที่ดินตรงนั้นได้” ด้วยความลืมตัวเธอจึงได้ถามผู้สูงวัยกว่าออกไปแบบนั้นก่อนที่จะนึกขึ้นมาได้ใบหน้าจึงจืดเจื่อน
“เอ็งไม่ต้องทำหน้าคล้ายจะร้องไห้แบบนั้นหรอกเงินนี้เป็นเงินของย่าเอ็ง ปู่เชื่อว่าอีกไม่นานเอ็งย่อมหามาคืนหล่อนได้ย่าของเอ็งก็เชื่อแบบนั้นเธอจึงได้ให้ปู่นำแหวนวงสำคัญเอาไปจำนำเพื่อมาซื้อที่ดินแปลงนี้”
คำตอบนี้ทำให้ชะอมหลั่งน้ำตา “ขอบคุณนะจ๊ะปู่ ย่าจ๋าหนูขอบคุณย่าด้วยที่เชื่อหนู รออีกไม่นานนะหนูจะให้ปู่ไปไถ่แหวนของย่าออกมาให้เร็วที่สุด” หลังพูดกับปู่จบเด็กหญิงก็รีบวิ่งเข้าไปกอดเอวหญิงวัยกลางคนแน่นกล่าวเสียงสะอื้น
“หากย่าไม่เชื่อเอ็งแล้วจะให้ไปเชื่อใครล่ะ หากว่ามันไม่ได้เกลืออย่างน้อยพวกเราก็มีที่ดินแหวนวงหนึ่งยังทำให้เรามีเงินเหลืออีกตั้งสองร้อย เงินนี้เอ็งเอาไปใช้ในเรื่องต้มเกลือเถอะ ย่าเห็นที่เอ็งวาดในสมุดแล้วทุกอย่างล้วนต้องใช้เงิน” สายใจยื่นเงินที่ทั้งเป็นธณบัตรและเหรียญเงินเหรียญทองแดงส่งให้คนเป็นหลาน
“ย่าจ๋า และทุกคนทำไมถึงได้ดีและเชื่อใจหนูแบบนี้ หนูสัญญาเลยว่าจะทำให้ครอบครัวของเราอยู่ดีกินดีอย่างแน่นอน” ชะอมยกมือปาดน้ำตาสูดน้ำมูกกล่าวเสียงเครือ
“เพราะเราเป็นครอบครัวเดียวกันอย่างไรล่ะ ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุขพวกเราย่อมต้องเผชิญหน้าไปพร้อมกัน” คำตอบของคนเป็นย่าได้เรียกน้ำตาของหลานสาวออกมาอีกคำรบ
ช่วงเช้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในขณะชมพู่กำลังจะเดินมาที่รถของตนเพื่อจะนำหนังสือเรียนมาเก็บในขณะที่เธอกำลังเดินอยู่นั้นร่างของหญิงสาวก็ถูกใครบางคนกระแทกมาจากทางด้านข้าง “อ๊ะ!” ร่างบางส่งเสียงร้องเล็กน้อยโชคดีที่เธอใส่รองเท้าผ้าใบจึงทำให้ตั้งหลักได้ไม่ยาก และในขณะที่เธอกำลังจะหันไปต่อว่าคนผู้นั้น เจ้าตัวก็ตกใจเนื่องจากคนร่างสูงที่มาชนกับตนนั้นคล้ายกับจะล้มลงไปกองกับพื้น “คุณ!” ชมพู่รีบถลาไปรับร่างที่สูงกว่าตนเอาไว้ได้ทันเวลา “เฮ้อ! เกือบไปแล้ว” เด็กสาวถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่สามารถช่วยรับร่างของเพื่อนนักศึกษาคนนี้เอาไว้ได้ “เฮ้ คุณไม่เป็นไรใช่ไหม” เธอก้มหน้าเอียงศีรษะไปถามเขาด้วยความกังวลระคนสงสัย&
เสียงกรีดร้องแห่งความสนุกสนานดังขึ้นเมื่อมีเพื่อนเจ้าสาวรับดอกไม้ช่อสวยได้ หญิงวัยกลางคนผู้เป็นเพื่อนเก่ากันมานานมองภาพตรงหน้าด้วยความยินดีทว่าหนึ่งในนั้นก็อดที่จะทอดถอนใจไม่ได้ “ตอนนี้ฉันยังรู้สึกเสียดายอยู่เลยที่เราไม่ได้เกี่ยวดองกัน” คำพูดของแขไขได้เรียกรอยยิ้มขันจากชะอม “คุณยังจะคิดถึงเรื่องนี้อีกเหรอคะลูกของเราต่างก็แต่งงานกันไปหมดแล้วอีกอย่างลูกชายของคุณก็มีหลานชายวัยกำลังน่ารักกำลังซน ส่วนของฉันนี่สิยังต้องรอไปอีกกว่าจะได้อุ้มเพราะเพิ่งจะแต่งกันวันนี้ “เรื่องนั้นมันก็ถูกแต่พอคิดว่าเด็กทั้งคู่ต่างก็เติบโตมาด้วยกันอีกทั้งยังเห็นกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย” แขไขยังคงแย้งไม่ใช่ว่าหล่อนไม่ถูกใจลูกสะใภ้ที่เป็นคนต่างบ้านต่างภาษาเนื่องจากเธอคนนั้นก็เป็นคนดี
เจ็ดวันต่อมาท่านชายวิสุทธิ์จึงได้เดินทางมาเป็นเถ้าแก่ฝ่ายของดิน เรื่องสินสอดทองหมั้นนั้นทางครอบครัวของชะอมไม่ได้เรียกร้องมากมายบุญมีทำเพียงเรียกตามประเพณีเท่านั้น ถึงจะเป็นอย่างนี้ทางฝ่ายเจ้าบ่าวก็ไม่ได้ทำให้ฝ่ายหญิงขายหน้าเพราะทางนั้นได้ยกที่ดินและบ้านรวมถึงเงินทองหากนับรวมกันก็หลายสิบหมื่นไม่แน่ว่าอาจจะถึงหลักล้าน เพราะคุณหญิงพิไลได้มอบรถยนต์คันใหม่เอี่ยมให้ว่าที่ลูกสะใภ้คนเล็กอีกหนึ่งคัน ดังนั้นงานแต่งของชะอมที่จะมาถึงในอีกสามเดือนข้างหน้าจึงเป็นที่โจษจันไปทั่วแทบจะทั้งจังหวัดเพราะนาน ๆ ครั้งถึงจะมีงานใหญ่แบบนี้สักครั้งซึ่งผิดกับตอนงานบวชของสองพี่น้อง ทั้งนี้เป็นเพราะคนในครอบครัวลงความเห็นว่างานบวชควรจะเป็นอะไรที่เรียบง่ายขอแค่คนบวชมีความตั้งใจจริงก็พอ
หลังจากดินหายดีเจ้าตัวก็กลับมาทำงานซึ่งเทียนได้เดินทางมาก่อนหน้าตั้งแต่หมดวันลา “นายจะไปไหนแต่งตัวซะหล่อ” คนเป็นเพื่อนถามขึ้นเมื่อเห็นคนเป็นเพื่อนสลัดชุดสีกากีออกเปลี่ยนมาเป็นสวมเสื้อลาย สก็อตสีดำแดง ไม่เพียงแค่นั้นเจ้าตัวยังสวมกางเกงขาบานสีแดงอีกด้วยซึ่งแฟชั่นชุดนี้กำลังเป็นที่นิยมในเมืองหลวง “ไม่บอก” คนพูดผิวปากพลางเสยผมใส่น้ำมันจัดทรงเดียวกับเจมส์ ดีน[1] “ไม่บอกกันก็รู้แต่งเป็นพระเอกขนาดนี้คงจะไปหาชะอมละสิ” “รู้แล้วยังจะถาม วันนี้กันเอาจักรยานไปนะจะไปรับชะอมที่โรงเรียนด้วย” “เอ๋! ชะอมไม่หยุดเหรอ” เทียนย้อนอย่างสงสัย “วันนี้ชะอมมีติวให้เด็กนักเร
“พี่จ๋า ฟื้นแล้วหรือจ๊ะ” มะขามบ่ายหน้าไปมองพลางถามพี่สาวออกมาด้วยความดีใจ “พี่ไม่เป็นอะไรแล้ว ว่าแต่พี่ดินฟื้นหรือยัง” ชะอมตอบน้องชายก่อนหันไปมองคนป่วยบนเตียงที่บัดนี้ยังนอนหลับตานิ่งเหมือนไม่รู้สึกตัว “อีกไม่นานเดี๋ยวก็ฟื้น น้องไม่ต้องเป็นห่วงหรอกคุณดินพ้นขีดอันตรายแล้ว” โมกเป็นคนตอบแทนทั้งสองคนที่เฝ้าอยู่ในห้อง ชะอมไม่ได้ตอบโต้อะไรหล่อนทำเพียงเดินไปก่อนที่จะนั่งลงอยู่ข้างเตียงของเขา ‘พี่ดิน พี่ยังติดคำพูดที่จะบอกกับฉันอยู่นะคะดังนั้นรีบลืมตาตื่นขึ้นมาเถอะนะ’ หญิงสาวมองใบหน้าซูบของเขาพูดขึ้นในใจอย่างสงสาร เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกคำรบจากนั้นคนในครอบครัวของชายหนุ่มก็ปรากฏตัวออกมา มีทั้งพ่อ แม่ และพี่ชาย&nbs
“มะขาม น้องกลับไปก่อนนะไม่อย่างนั้นเดี๋ยวผู้ใหญ่จะเป็นห่วง พี่จะขอรอพี่ดินที่นี่” น้ำเสียงของชะอมฟังดูสั่นจนคนเป็นน้องและพี่สัมผัสได้ “จ้ะ” คนเป็นน้องรับคำแต่เขาคิดว่าหลังจากบอกคนในครอบครัวเรียบร้อยยังไงก็จะต้องกลับมาอยู่เป็นเพื่อนพี่สาวให้จงได้ เมื่อรถยนต์ของน้องชายเคลื่อนตัวออกไปชะอมจึงได้หันหน้าไปถามพี่ชายด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก “พี่ดินจะมาถึงตอนไหนคะ” “พี่ไม่ทราบเวลาแน่ชัด รู้แต่เพียงว่าตอนนี้รถโรงพยาบาลทางนั้นกำลังพาตัวมา” โมกตอบตามตรง “ถ้าอย่างนั้นพี่โมกไปทำงานเถอะค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงหนู” ชะอมพูดขึ้นกับพี่ชายที่ไม่ยอมขยับตัว “น้องอยู่คนเดียวได้