เข้าสู่ระบบหลังจากครอบครัวของชะอมได้ที่ดินแปลงนั้นมาท่ามกลางความมึนงงของชาวบ้านที่ต่างเล่าลือกันถึงการกระทำของผู้ใหญ่บุญมี
“เจ้าบุญเอ็งวิปลาสไปแล้วเหรอถึงได้ซื้อที่ดินตรงนั้น เอ็งก็รู้เหมือนกันกับข้านี่ แม้ว่าที่ตรงนั้นจะติดแหล่งน้ำทว่ามันกลับปลูกสิ่งใดไม่ขึ้น” กำนันผู้เป็นรุ่นพี่ของชายวัยห้าสิบเดินทางมาหาเกลอคนสนิทอย่างเป็นห่วง
“พี่มิ่งมาถึงนี่เพราะเรื่องนี้เหรอ”
“ก็เออสิวะ ไม่งั้นเอ็งคิดว่าข้าจะขี่จักรยานผ่านมาตั้งหลายท้องทุ่งฝ่าความร้อนของแสงแดดมาทำไมหากไม่เป็นห่วงเอ็งที่ข่าวลือได้แพร่กระจายไปจนทั่วทั้งตำบลสิบหมู่บ้าน” ชายวัยห้าสิบสองตะเบ็งหอบตัวโยนในขณะจักรยานคันใหญ่
“พี่มิ่งใจเย็นลงก่อนเถอะ มาดื่มน้ำดื่มท่าให้หายเหนื่อยจากนั้นฉันจะพาพี่ไปดูอะไรบางอย่างรับรองว่าพี่จะต้องตะลึงจนต้องอ้าปากค้าง”
แม้จะรู้สึกสงสัยในถ้อยคำของเกลอรุ่นน้อง ถึงอย่างนั้นชายสูงวัยกว่าผู้เป็นเกลอกันมาตั้งแต่สมัยยังเยาว์ก็หาได้ซักไซ้ให้มากความจึงได้มานั่งตามคำเชิญและหลังจากคนทั้งคู่สนทนาปราศรัยกันครู่ใหญ่
มิ่งก็ยังไม่เห็นคนในครอบครัวของบุญมี ชายสูงวัยกว่าเล็กน้อยจึงได้ถามขึ้นอย่างใคร่รู้ระคนสงสัย
ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยถามให้กระจ่าง บุญมีผู้นั่งสนทนาอยู่ด้วยกันจู่ ๆ ได้ลุกขึ้นเดินไปจากแคร่ก่อนที่จะเดินย้อนกลับมาพร้อมกับจานสังกะสีในมือ
“เจ้าบุญ สิ่งนี้คืออะไร”
“มะม่วงกวน พี่ลองกินดูสิอร่อยทีเดียวแต่อย่าได้กินมากนักนะน้ำตาลมันเยอะอาจจะทำให้เจ็บป่วยเอาได้” บุญมีพูดพร้อมกับหยิบมะม่วงกวนในจานส่งให้เกลอรุ่นพี่
“มะม่วงกวนชื่อพิลึก ข้าไม่เคยได้ยินจะลองชิมดูสักหน่อยก็แล้วกัน” แต่หลังจากมะม่วงกวนเข้าปาก กำนันมิ่งก็หยิบสิ่งที่อยู่ในจานที่มีอยู่ค่อนข้างเยอะจนแทบจะหมดลง
“พี่มิ่ง อร่อยใช่ไหมล่ะ แต่พี่กินมากแบบนี้ไม่ดีนะ”
“กับข้าเอ็งกล้าหวงของกินด้วยเหรอ เสียทีที่ข้าเป็นห่วง” คำตัดพ้อเช่นนี้ทำให้บุญมีกลอกตาขาววนไปมา
“ฉันไม่ได้หวงแต่มันน้ำตาลเยอะ หากกินเข้าไปมากอาจจะทำให้ร่างกายเจ็บป่วยพวกเราอายุมากแล้วจะกินอะไรก็ควรกินแต่พอดีของยังมีอีกมากอีกทั้งยังเก็บไว้ได้นานฉันจะแบ่งให้พี่เอากลับเรือนไปด้วย”
“น้ำตาลมันแพงนะ เอ็งจะเอามาให้ข้าโดยเปล่าแบบนี้จะดีเหรอไม่เหมาะหรอกของอร่อยแบบนี้ให้ข้าจ่ายสตางค์เถอะ” มิ่งเตรียมจะล้วงถุงเงินที่ตนเหน็บเอาไว้กล่าวอย่างเกรงใจ
“ฉันไม่ได้หมายถึงน้ำตาลอย่างนั้น จะว่ายังไงดีล่ะ หลานสาวฉันบอกเอาไว้ว่ามะม่วงสุกมีน้ำตาลเยอะฉันก็จำมาจากหล่อนนั่นแหละ”
“น้ำตาลในมะม่วงอย่างนั้นเหรอ ข้าเพิ่งเคยได้ยินจะว่าไปหลานสาวเอ็งหายดีแล้วอย่างนั้นหรือ ข้าเพิ่งได้ยินข่าววันนี้ก็เลยถือโอกาสมาดูด้วย ว่าแต่ข้ามาตั้งนานแล้วบ้านช่องเอ็งทำไมถึงยังเงียบแบบนี้ล่ะ”
“ทุกคนไปอยู่ที่ดินแปลงนั้นกันหมด พี่หายเหนื่อยหรือยัง ฉันจะพาพี่ไปดูของดีที่ว่า” ท่าทางมีลับลมคมในของบุญมีได้เรียกความสนใจให้กับมิ่งเป็นอย่างมาก
“เอ็งก็ทำท่าซะอยากให้ข้าอยากรู้ หายแล้วโว้ย ข้ายังไม่แก่สักหน่อยจะพาไปไหนก็ไปเถอะ” มิ่งทำเป็นหัวเสีย
“ไม่แก่ก็ไม่แก่ ถ้าอย่างนั้นก็ตามฉันมา”
บริเวณพื้นที่ดินโล่งกว้างมีร่มเงาไม้ประปรายเมื่อครั้งอดีตซึ่งแตกต่างจากในตอนนี้เพราะได้มีสิ่งปลูกสร้างในร่มขึ้นมาอย่างง่าย ๆ ที่ทำเป็นเพิงขึ้นมาโดยด้านในมีเตาดินที่ถูกทำขึ้นอยู่สามแห่ง และเพิงพักเอาไว้ให้ร่มยามกินข้าวหรือพักจากความเหน็ดเหนื่อยอีกสอง
มิ่งขี่จักรยานคันใหญ่ไม่ต่างจากบุญมีมาถึงพื้นที่กว้างด้วยความสงสัย “เอ็งพาข้ามาดูอะไรวะ” เจ้าตัวถามขึ้นเสียงดัง
“พามาดูสินในดิน”
“บ๊ะ! ทำเป็นเล่นสำบัดสำนวนหากว่าไม่ใช่สินในดินนะข้าจะไล่เตะเอ็งให้รอบทุ่งทีเดียว” มิ่งขู่
บุญมีส่งเสียงหัวเราะให้กับท่าทางของเขาโดยไม่ตอบโต้ยิ่งนำพาให้มิ่งรู้สึกหมั่นไส้เป็นอย่างมาก
ย้อนกลับไปสมัยครั้งยังเยาว์ในตอนนั้นเขากับบุญมีต่างไม่ชอบหน้าซึ่งกันและกันด้วยว่ามาจากคนละหมู่บ้าน
แต่ต้องมาเรียนโรงเรียนวัดแห่งเดียวกันจึงทำให้พวกเขาที่ไม่ชอบหน้าต่างก็หาเรื่องท้าตีท้าต่อยอีกฝ่ายอีกทั้งเขาทั้งคู่ยังเป็นหัวโจกอีกด้วย
อาจจะอย่างที่มีคนกล่าวไว้ว่าไม่ต่อยตีไม่รู้จัก เพราะเหตุการณ์ที่ทำให้เขากับชายหนุ่มรุ่นน้องกลายมาเป็นเกลอสนิทชนิดที่ว่าสามารถตายแทนกันได้ก็เริ่มจากเย็นวันหนึ่ง
“มึงอยู่คนเดียวแล้วสินะ วันนี้ข้าจะเอาเอ็งให้ตาย”
“ข้าทำอะไรให้เอ็ง จึงต้องมาแค้นกันจนต้องหมายเอาชีวิต” ในตอนนั้นเขาอายุย่างเข้าสิบสี่สิบห้ากำลังห้าวหาญจึงตะเบ็งถามมันอย่างไม่เกรงกลัว
“เอ็งนะไม่ได้ทำแต่พี่ของเอ็งมันทำ ใครให้มันมาแย่งแม่กลิ่นของฉันล่ะ” เด็กหนุ่มรุ่นพี่พูดขึ้นอย่างไม่พอใจ
“เอ็งมันนักเลงกระจอกนี่หว่า ที่ผู้หญิงเขาไม่เลือกเอ็งก็คงเพราะอย่างนี้แหละข้าว่าเอ็งรีบกลับเรือนไปเถอะ”
“เอ็งมันปากดีเหมือนพี่ไม่มีผิดข้าอยากรู้นักว่าหากเอ็งโดนกระทืบจะยังปากดีอยู่ไหม” เด็กหนุ่มรุ่นพี่ไม่พูดเปล่าเพราะมันได้เข้ารุมล้อมมิ่งพร้อมกันห้าคน
แม้ว่ามิ่งจะค่อนข้างมีทักษะเชิงมวยดีกระนั้นน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟเพราะพวกมันนั้นมีมากกว่าต่อยตีกันไปได้พักใหญ่เด็กหนุ่มจึงเหนื่อยหอบอีกทั้งพวกมันยังเล่นไม่ซื่อเพราะมีอาวุธ
ในขณะที่เขากำลังจะเสียท่าเพราะหลบมือมีดของหนึ่งในนั้นไม่พ้นจึงทำให้ได้แผลบริเวณสีข้างของเหลวสีแดงไหลออกมาตามบาดแผลและกำลังคิดว่าวันนี้คงตายแน่
“พวกเอ็งหยุด หาไม่อย่าหาว่าข้าไม่เตือน” เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นอย่างห้าวหาญทำให้เขามองใบหน้าของคนผู้นั้น
“เจ้าบุญ” น้ำเสียงของเขาเริ่มแผ่ว
ในตอนนั้นเองดวงตากำลังจะปิด จึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างเพียงแค่ได้ยินเสียงตุบตับพลันสติก็ดับลง
พอฟื้นขึ้นมาจึงได้รู้ว่าตัวเองได้ถูกคนที่ตั้งตัวเป็นอริช่วยเหลือเอาไว้ อีกทั้งพ่อของเขายังช่วยรักษาแผลให้ด้วยไม่อย่างนั้นในตอนนี้คงไม่มีมิ่งกำนันตำบลบางท้องทุ่ง
นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาพวกเขาทั้งสองหมู่บ้านจึงได้เป็นมิตรอันดีต่อกันกระทั่งมิตรภาพอันดีได้ลากยาวมาจนถึงปัจจุบัน
“พี่มิ่ง!!” เสียงตะโกนของบุญมีได้เรียกให้มิ่งตื่นจากภวังค์
“อะไรของเอ็งหูข้าจะแตก” ชายวัยห้าสิบเศษยกนิ้วแคะหู มองค้อนชายรุ่นน้อง
“ฉันเรียกพี่ตั้งนาน ไม่รู้มัวแต่เหม่ออะไรอยู่ แม่สายใจกับลูกหลานฉันยกมือไหว้พี่ก็ยังนิ่งเป็นหุ่นปั้น”
ชะอมมองการสนทนาของชายรุ่นปู่ด้วยรอยยิ้มขัน มิ่งรู้สึกเก้อก่อนจะกระแอมวางท่าของตนเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ
“ไหว้พระเถอะ ชะอมหลานหายดีแล้วเหรอ”
เด็กหญิงเจ้าของชื่อส่งยิ้มพร้อมตอบออกไปอย่างนอบน้อม “หายดีแล้วจ้ะ”
“หลานดูมีความกล้าขึ้นนะแต่เป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว” แม้มิ่งจะรู้สึกประหลาดใจกับท่าทางของเด็กตรงหน้าก็ตามแต่กระนั้นเขาก็ปล่อยผ่าน
หลังทักทายกับคนในครอบครัวของเกลอเก่าได้พอหอมปากหอมคอมิ่งจึงเดินดูสถานที่แห่งนี้และเมื่อพบว่ามีรางใส่ดินและเตาดินที่ก่อขึ้นมาเขาก็ยิ่งรู้สึกสงสัยแฝงความอยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างมาก
“เจ้าบุญ พวกเอ็งกำลังทำอะไรกันแน่”
“ต้มเกลือ”
“เอ็งว่าอะไรนะ ที่แห่งนี้จะมีเกลือไปได้อย่างไร ข้าว่าเอ็งคงวิปลาสไปแล้วจริง ๆ ไม่ได้การข้าจะต้องพาเอ็งไปหาหมอ” สีหน้าของมิ่งกับคำพูดหาได้ทำให้บุญมีโกรธแต่อย่างใด
“พี่มาดูตรงนี้เถอะแล้วจะรู้ว่าฉันไม่ได้บ้า”
บุญมีเดินมายังเตาดินแห่งหนึ่งที่ทองก้อนกำลังช้อนเกลือขึ้นจากกระทะใบใหญ่
มิ่งมองเม็ดเกลือสีขาวหม่นด้วยดวงตาเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกจากเบ้า “เจ้าบุญ ข้าฝันไปหรือเปล่า”
เสียงเพี๊ยะ ได้ปลุกสติของเขาให้กลับคืนมาจากฝ่ามือของเกลอรุ่นน้องที่ใบหน้าตน
“เจ็บนะโว้ย เอ็งใช้วิธีอื่นก็ได้แต่ข้าเชื่อแล้วว่าไม่ได้ฝัน ว่าแต่เอ็งทำเกลือได้ยังไง” บุญมีโวยวายเสียงดัง
“นี่แหละสินในดินที่ฉันบอก”
ด้วยความที่ยังไม่กระจ่างกำนันมิ่งจึงได้ซักในสิ่งที่ตนอยากรู้อย่างละเอียด
“เอ็งขายเกลือหรือนำไปแลกสิ่งของในหมู่บ้านของข้าบ้างนะ เรื่องนี้ข้าก็จะนำไปปรึกษากับทางอำเภอด้วยเพื่อให้เขาส่งคนมาคอยดูคนในหมู่บ้านเอ็งเพราะข้าเกรงพวกผู้ไม่หวังดี”
“เอาตามที่พี่ว่าเถอะ เรื่องนี้ฉันคงต้องรบกวนยกให้เป็นธุระของพี่ด้วย”
“เอ็งจะเกรงใจทำไม อีกอย่างการที่หมู่บ้านเอ็งผลิตเกลือได้ก็นับว่าเป็นผลดีกับตำบลของเรา”
บุญมีทำเพียงส่งยิ้มให้คนพูดก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “ไหน ๆ พี่ก็มาแล้วลองมาชิมเจ้าสิ่งนี้ด้วยสิ” บุญมีนำเสนออาหารจานเด็ดจากฝีมือหลานสาวด้วยรอยยิ้ม
“ตัวอะไรของเอ็งวะ หน้าตามันดูคุ้น ๆ อยู่นะ แต่ข้าจะลองกินดูสักหน่อยก็แล้วกัน” คำพูดคุ้นเคยเช่นเดียวกับมะม่วงกวนดังเข้าหูบุญมีอีกครั้ง
ครั้นแล้วดูเหมือนว่าเหตุการณ์จะวนกลับมาเหมือนเดิมเช่นเดียวกับมะม่วงกวนเพราะเผลอแป๊บเดียวลาบจิ้งหรีดในจานก็หมดลง
“เจ้าบุญอาหารจานนี้เรียกว่าอะไร ช่างอร่อยลิ้นยิ่ง” มิ่ง ถามขึ้นทันทีหลังจากวางช้อนสังกะสีลงด้วยความเสียดาย
“ลาบจิ้งหรีด”
“ห๊ะ!! มันกินได้เหรอ” มิ่งร้องเสียงหลง
“กินไม่ได้มั้ง พี่เล่นกินซะหมดจานยังจะถามอีก” บุญมี มองเขากะหลับกะเหลือก
“เอ่อ..ข้าขอโทษเพียงแต่ไม่เคยรู้ว่ามันกินได้อีกทั้งยังอร่อยลิ้นอีกด้วย เอ็งพอจะบอกวิธีทำให้ข้าบ้างได้ไหม” กำนันมิ่งพูดเสียงอ่อย
“บอกนะได้ แต่ฉันว่าไม่สู้ให้เมียพี่มาเรียนรู้กับสายใจไม่ดีเหรอ รวมถึงหากว่าลูกสาวลูกชายพี่อยากทำงานก็ให้มาช่วยกันต้มเกลือดีไหม”
“ขอบใจเอ็งมากนะที่นึกถึงข้าก่อนคนอื่น” มิ่งยกมือจับบ่าของบุญมีเอ่ยอย่างซาบซึ้งใจ
“พี่จะเกรงใจอะไร พวกเราคนกันเองสมัยก่อนพี่เองก็ช่วยฉันเอาไว้มากไม่ว่าจะเรื่องกินเรื่องอยู่ ยิ่งในตอนพ่อแม่ฉันเสียหากไม่ได้บ้านพี่ช่วยฉันเกรงว่าจะไม่มีเงินจัดงานด้วยซ้ำ”
“ก็เอ็งกับข้าเป็นเกลอกันนี่ พ่อแม่เอ็งก็เหมือนพ่อแม่ข้า เอาเป็นว่าระหว่างเราอย่าได้เกรงใจกันเลยดีไหม”
“ดี ถ้าอย่างนั้นเอาตามนี้แหละ หากจะจับจิ้งหรีดพี่ก็ให้เจ้ามั่นกับเจ้าเพิ่มมาที่เรือนของข้าคืนนี้ก็แล้วกันแต่จะให้นางสีมาด้วยคงไม่เหมาะเพราะเป็นสาวเป็นนาง”
“ความคิดเอ็งเข้าท่า ถ้าอย่างนั้นคืนนี้ข้าจะมาด้วยก็แล้วกัน”
“ตามใจพี่เถอะ”
ช่วงเช้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในขณะชมพู่กำลังจะเดินมาที่รถของตนเพื่อจะนำหนังสือเรียนมาเก็บในขณะที่เธอกำลังเดินอยู่นั้นร่างของหญิงสาวก็ถูกใครบางคนกระแทกมาจากทางด้านข้าง “อ๊ะ!” ร่างบางส่งเสียงร้องเล็กน้อยโชคดีที่เธอใส่รองเท้าผ้าใบจึงทำให้ตั้งหลักได้ไม่ยาก และในขณะที่เธอกำลังจะหันไปต่อว่าคนผู้นั้น เจ้าตัวก็ตกใจเนื่องจากคนร่างสูงที่มาชนกับตนนั้นคล้ายกับจะล้มลงไปกองกับพื้น “คุณ!” ชมพู่รีบถลาไปรับร่างที่สูงกว่าตนเอาไว้ได้ทันเวลา “เฮ้อ! เกือบไปแล้ว” เด็กสาวถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่สามารถช่วยรับร่างของเพื่อนนักศึกษาคนนี้เอาไว้ได้ “เฮ้ คุณไม่เป็นไรใช่ไหม” เธอก้มหน้าเอียงศีรษะไปถามเขาด้วยความกังวลระคนสงสัย&
เสียงกรีดร้องแห่งความสนุกสนานดังขึ้นเมื่อมีเพื่อนเจ้าสาวรับดอกไม้ช่อสวยได้ หญิงวัยกลางคนผู้เป็นเพื่อนเก่ากันมานานมองภาพตรงหน้าด้วยความยินดีทว่าหนึ่งในนั้นก็อดที่จะทอดถอนใจไม่ได้ “ตอนนี้ฉันยังรู้สึกเสียดายอยู่เลยที่เราไม่ได้เกี่ยวดองกัน” คำพูดของแขไขได้เรียกรอยยิ้มขันจากชะอม “คุณยังจะคิดถึงเรื่องนี้อีกเหรอคะลูกของเราต่างก็แต่งงานกันไปหมดแล้วอีกอย่างลูกชายของคุณก็มีหลานชายวัยกำลังน่ารักกำลังซน ส่วนของฉันนี่สิยังต้องรอไปอีกกว่าจะได้อุ้มเพราะเพิ่งจะแต่งกันวันนี้ “เรื่องนั้นมันก็ถูกแต่พอคิดว่าเด็กทั้งคู่ต่างก็เติบโตมาด้วยกันอีกทั้งยังเห็นกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย” แขไขยังคงแย้งไม่ใช่ว่าหล่อนไม่ถูกใจลูกสะใภ้ที่เป็นคนต่างบ้านต่างภาษาเนื่องจากเธอคนนั้นก็เป็นคนดี
เจ็ดวันต่อมาท่านชายวิสุทธิ์จึงได้เดินทางมาเป็นเถ้าแก่ฝ่ายของดิน เรื่องสินสอดทองหมั้นนั้นทางครอบครัวของชะอมไม่ได้เรียกร้องมากมายบุญมีทำเพียงเรียกตามประเพณีเท่านั้น ถึงจะเป็นอย่างนี้ทางฝ่ายเจ้าบ่าวก็ไม่ได้ทำให้ฝ่ายหญิงขายหน้าเพราะทางนั้นได้ยกที่ดินและบ้านรวมถึงเงินทองหากนับรวมกันก็หลายสิบหมื่นไม่แน่ว่าอาจจะถึงหลักล้าน เพราะคุณหญิงพิไลได้มอบรถยนต์คันใหม่เอี่ยมให้ว่าที่ลูกสะใภ้คนเล็กอีกหนึ่งคัน ดังนั้นงานแต่งของชะอมที่จะมาถึงในอีกสามเดือนข้างหน้าจึงเป็นที่โจษจันไปทั่วแทบจะทั้งจังหวัดเพราะนาน ๆ ครั้งถึงจะมีงานใหญ่แบบนี้สักครั้งซึ่งผิดกับตอนงานบวชของสองพี่น้อง ทั้งนี้เป็นเพราะคนในครอบครัวลงความเห็นว่างานบวชควรจะเป็นอะไรที่เรียบง่ายขอแค่คนบวชมีความตั้งใจจริงก็พอ
หลังจากดินหายดีเจ้าตัวก็กลับมาทำงานซึ่งเทียนได้เดินทางมาก่อนหน้าตั้งแต่หมดวันลา “นายจะไปไหนแต่งตัวซะหล่อ” คนเป็นเพื่อนถามขึ้นเมื่อเห็นคนเป็นเพื่อนสลัดชุดสีกากีออกเปลี่ยนมาเป็นสวมเสื้อลาย สก็อตสีดำแดง ไม่เพียงแค่นั้นเจ้าตัวยังสวมกางเกงขาบานสีแดงอีกด้วยซึ่งแฟชั่นชุดนี้กำลังเป็นที่นิยมในเมืองหลวง “ไม่บอก” คนพูดผิวปากพลางเสยผมใส่น้ำมันจัดทรงเดียวกับเจมส์ ดีน[1] “ไม่บอกกันก็รู้แต่งเป็นพระเอกขนาดนี้คงจะไปหาชะอมละสิ” “รู้แล้วยังจะถาม วันนี้กันเอาจักรยานไปนะจะไปรับชะอมที่โรงเรียนด้วย” “เอ๋! ชะอมไม่หยุดเหรอ” เทียนย้อนอย่างสงสัย “วันนี้ชะอมมีติวให้เด็กนักเร
“พี่จ๋า ฟื้นแล้วหรือจ๊ะ” มะขามบ่ายหน้าไปมองพลางถามพี่สาวออกมาด้วยความดีใจ “พี่ไม่เป็นอะไรแล้ว ว่าแต่พี่ดินฟื้นหรือยัง” ชะอมตอบน้องชายก่อนหันไปมองคนป่วยบนเตียงที่บัดนี้ยังนอนหลับตานิ่งเหมือนไม่รู้สึกตัว “อีกไม่นานเดี๋ยวก็ฟื้น น้องไม่ต้องเป็นห่วงหรอกคุณดินพ้นขีดอันตรายแล้ว” โมกเป็นคนตอบแทนทั้งสองคนที่เฝ้าอยู่ในห้อง ชะอมไม่ได้ตอบโต้อะไรหล่อนทำเพียงเดินไปก่อนที่จะนั่งลงอยู่ข้างเตียงของเขา ‘พี่ดิน พี่ยังติดคำพูดที่จะบอกกับฉันอยู่นะคะดังนั้นรีบลืมตาตื่นขึ้นมาเถอะนะ’ หญิงสาวมองใบหน้าซูบของเขาพูดขึ้นในใจอย่างสงสาร เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกคำรบจากนั้นคนในครอบครัวของชายหนุ่มก็ปรากฏตัวออกมา มีทั้งพ่อ แม่ และพี่ชาย&nbs
“มะขาม น้องกลับไปก่อนนะไม่อย่างนั้นเดี๋ยวผู้ใหญ่จะเป็นห่วง พี่จะขอรอพี่ดินที่นี่” น้ำเสียงของชะอมฟังดูสั่นจนคนเป็นน้องและพี่สัมผัสได้ “จ้ะ” คนเป็นน้องรับคำแต่เขาคิดว่าหลังจากบอกคนในครอบครัวเรียบร้อยยังไงก็จะต้องกลับมาอยู่เป็นเพื่อนพี่สาวให้จงได้ เมื่อรถยนต์ของน้องชายเคลื่อนตัวออกไปชะอมจึงได้หันหน้าไปถามพี่ชายด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก “พี่ดินจะมาถึงตอนไหนคะ” “พี่ไม่ทราบเวลาแน่ชัด รู้แต่เพียงว่าตอนนี้รถโรงพยาบาลทางนั้นกำลังพาตัวมา” โมกตอบตามตรง “ถ้าอย่างนั้นพี่โมกไปทำงานเถอะค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงหนู” ชะอมพูดขึ้นกับพี่ชายที่ไม่ยอมขยับตัว “น้องอยู่คนเดียวได้