บรรยากาศภายในจวนเสนาบดีกรมคลังกลับคืนสู่ความสงบเงียบอีกครั้งหลังจากเหตุการณ์น่าตกใจสงบลง เหมือนวันที่ผ่านมาเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น
ที่เรือนนอนฝั่งตะวันออกเป็นของลู่ซือฉิง คุณหนูรองวัยสิบสามปี นางกำลังนั่งอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ ดวงตากลมโตจ้องมองภาพสะท้อนของตนเองด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา เด็กสาวผู้มีใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราดุจดอกตูมของโบตั๋น กำลังเอียงคอมองเรือนร่างที่ยังไม่โตเต็มวัยของตนเองอย่างละเอียดลออ
"คุณหนูรองเจ้าคะ ช่างตัดเสื้อจากร้านผ้าไป่เหอมาถึงแล้วเจ้าค่ะ นำผ้าไหมสีฟ้าครามแบบเดียวกับที่คุณหนูใหญ่เพิ่งสั่งตัดไปเมื่อเดือนก่อนมาด้วยเจ้าค่ะ"
เสี่ยวชุ่ย สาวใช้ประจำตัวเดินเข้ามารายงานด้วยท่าทางนอบน้อม
"ให้เขาเข้ามา"
น้ำเสียงของลู่ซือฉิงสดใส แต่หากสังเกตให้ดีจะพบความร้อนรนบางอย่างซ่อนอยู่ลึก ๆ
เพียงครู่เดียว ช่างตัดเสื้อวัยกลางคนก็เดินก้มหน้าเข้ามาในห้อง พร้อมกับม้วนผ้าไหมเนื้อดีสีฟ้าครามละมุนตา มันเป็นผ้าไหมสั่งทำพิเศษที่มีลวดลายงดงาม ทอด้วยเส้นด้ายเงินบางเบา ยามต้องแสงแดดจะทอประกายระยิบระยับราวกับผิวน้ำยามต้องแสงจันทร์ ช่างเป็นเป็นผ้าที่งดงามและเหมาะสำหรับสตรีที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยแรกรุ่นอย่างยิ่ง
"คุณหนูรอง ผ้าไหมผืนนี้เป็นผืนสุดท้ายในร้าน ลวดลายและสีสันเหมือนกับของคุณหนูใหญ่ไม่ผิดเพี้ยนเลยขอรับ"
ช่างเสื้อรายงานพลางคลี่ผ้าออกให้ดู
ลู่ซือฉิงยื่นมือเรียวเล็กไปลูบไล้เนื้อผ้าแผ่วเบา ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายวับวาว ในวันทำพิธีปักปิ่นของลู่หว่านถิง พี่สาวของนางสวมใส่ชุดไหมสีฟ้าครามผืนนี้โดดเด่นสง่างาม แม้แต่คุณชายเสิ่นหร่งเจียที่เดินทางมาหารือราชการราชการกับบิดายังต้องเหลียวมองลู่หว่านถิงด้วยความตื่นตะลึง
ในความทรงจำของนางพี่สาวงดงามเหนือผู้ใดในจวน และสายตาของบุรุษทุกคนที่จับจ้องไปที่ลู่หว่านถิง เป็นดั่งไฟสุมอกที่ทำให้ลู่ซือฉิงรู้สึกเหมือนตนเองเป็นเพียงขยะชิ้นหนึ่งที่ไม่มีใครมองเห็น ทั้งที่นางเพียรทำตัวเป็นเด็กดี ช่างประจบเอาใจ คอยเชื่อฟังบิดาและบ่าวไพร่ทุกอย่าง แต่สุดท้าย ทุกสายตาก็มักจะไปหยุดอยู่ที่ความงดงามล่มเมืองของพี่สาวผู้เอาแต่ใจคนนั้นเสมอ
'ในเมื่อพี่หญิงใส่แล้วงดงาม ข้าที่เป็นน้องสาวก็น่าจะใส่ได้งดงามไม่แพ้กัน'
ลู่ซือฉิงช้อนสายตาขึ้นมองป้าหวังที่ยืนคอยท่าอยู่ข้าง ๆ ก่อนจะทำตาละห้อย น้ำตาเอ่อคลอเบ้าเล็กน้อยดุจดอกไม้ต้องหยาดน้ำค้าง ท่าทางบอบบางชวนให้ผู้พบเห็นเกิดความสงสารจับใจ
"ป้าหวังเจ้าคะ ข้าเห็นพี่หญิงใส่ชุดสีนี้แล้วดูสง่างามยิ่งนัก ข้าเป็นน้องสาวก็อยากจะงดงามให้ได้สักครึ่งหนึ่งของพี่หญิง ป้าหวังช่วยบอกช่างให้ตัดเย็บชุดนี้ให้ข้าตามแบบของพี่หญิงทุกประการเลยได้ไหมเจ้าคะ"
ป้าหวังเห็นคุณหนูรองผู้จิตใจดีงามทำท่าทางน่าเวทนาก็รีบก้าวเข้ามาลูบไหล่ปลอบโยนทันที
"โธ่ คุณหนูรอง ท่านชื่นชมคุณหนูใหญ่ถึงเพียงนี้ ช่างน่าเอ็นดูเหลือเกินเจ้าค่ะ แต่ว่า ชุดนี้คัดสรรมาสำหรับพิธีปักปิ่นของคุณหนูใหญ่ หากคุณหนูรองตัดชุดแบบเดียวกัน เกรงว่าเมื่อคุณหนูใหญ่มาเห็นเข้า จะอาละวาดทุบตีจนเรือนแตกนะเจ้าคะ"
"ข้าไม่ได้อยากแย่งความโดดเด่นจากพี่หญิงเลยนะเจ้าคะป้าหวัง"
ลู่ซือฉิงน้ำตาไหลอาบแก้ม ส่งเสียงสะอื้นไห้เบา ๆ
"ข้าแค่... อยากให้ท่านพ่อกลับมาจากซูโจวแล้วภูมิใจที่มีลูกสาวงดงามและรักใคร่กลมเกลียวกัน ข้าอยากใส่ชุดเหมือนพี่หญิง เดินไปต้อนรับท่านพ่อพร้อมกันก็เท่านั้นเองเจ้าค่ะ หากพี่หญิงจะโกรธข้า ข้าก็ยอม"
คำพูดที่เต็มไปด้วยความกตัญญูและยอมเสียสละทำเอาป้าหวังและสาวใช้ในห้องพากันสะท้อนใจ พวกนางต่างพากันคิดในใจว่า คุณหนูรองช่างแสนดีปานนี้ ผิดกับคุณหนูใหญ่ลู่หว่านถิงที่เพิ่งฟื้นไข้มาก็ทำตัวเย่อหยิ่งราวกับนางพญาที่ไม่เคยเห็นหัวใคร
"เอาเถิดเจ้าค่ะ ในเมื่อคุณหนูรองตั้งใจกตัญญูต่อนายท่าน ป้าหวังคนนี้จะจัดการให้เอง ช่างเสื้อ เจ้าวัดตัวคุณหนูรองแล้วเร่งตัดเย็บตามแบบของคุณหนูใหญ่ด่วนที่สุด"
ป้าหวังออกคำสั่งแทนด้วยความเห็นอกเห็นใจ
"ขอบคุณป้าหวังมากเจ้าค่ะ"
ลู่ซือฉิงยิ้มหวานทั้งน้ำตา ก้มหน้าลงซ่อนสายตาแห่งความพอใจไว้
สามวันผ่านไป ชุดไหมสีฟ้าครามของคุณหนูรองก็ตัดเย็บเสร็จสิ้นและนำมาส่งที่เรือน
ลู่ซือฉิงรีบสวมใส่ทันที นางยืนอยู่หน้ากระจกบานเดิม หมุนตัวไปมาเพื่อให้ชายกระโปรงพลิ้วไหว ทว่า เมื่อเพ่งมองภาพสะท้อนของตนเองอย่างพิจารณา รอยยิ้มงดงามบนใบหน้าก็ค่อย ๆ แข็งค้างและเลือนหายไป
สิ่งที่ปรากฏในกระจกไม่ใช่สตรีผู้สง่างามที่นางวาดฝันไว้
ลู่ซือฉิงในวัยสิบสามปียังคงมีรูปร่างที่บอบบางและเตี้ยแคระดั่งเด็กหญิงที่ยังไม่โตเต็มวัย ผิวพรรณแม้จะขาวเนียนแต่ก็ขาดความงามดั่งหญิงสาว เมื่อต้องมาสวมใส่ชุดผ้าไหมที่ออกแบบมาสำหรับสตรีแรกรุ่นที่มีทรวดทรงอ้อนแอ้นและงดงามล่มเมืองอย่างลู่หว่านถิง อาภรณ์สีฟ้าครามผืนนี้จึงดูใหญ่โตเทอะทะเกินตัว ชายกระโปรงยาวลากพื้นจนดูเกะกะ ลวดลายที่ควรจะส่งเสริมความสง่างาม กลับขับเน้นให้ลู่ซือฉิงดูเหมือนเด็กน้อยที่ขโมยเสื้อผ้าของผู้ใหญ่มาสวมใส่จนดูน่าขัน
"เหตุใด... เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้!"
ลู่ซือฉิงตวาดเสียงแหลม แววตาสดใสเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความริษยาและโกรธเกรี้ยวอย่างรุนแรง นางกำชายเสื้อไหมเนื้อดีจนยับยู่ยี่คามือ ใบหน้าจิ้มลิ้มบิดเบี้ยวด้วยความขัดใจ
"คุณหนูรองเจ้าคะ บ่าวว่า ชุดนี้งดงามมากแล้วนะเจ้าคะ เพียงแต่ร่างกายของคุณหนูยังโตไม่เต็มที่ หากแก้ชายกระโปรงขึ้นสักหน่อย..."
เสี่ยวชุ่ยพยายามเอ่ยปากปลอบใจ แต่อารมณ์ของคุณหนูรองในยามที่อยู่ลับหลังผู้อื่นนั้นร้ายกาจกว่าที่ใครจะคาดคิด
เคร้ง!
แจกันกระเบื้องเคลือบใบเล็กบนโต๊ะแป้งถูกลู่ซือฉิงตวัดมือปัดจนร่วงหล่นแตกกระจายบนพื้น สาวใช้ในห้องพากันก้มหน้าสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
"เงียบนะ พวกเจ้าจะบอกว่าข้าสู้พี่หญิงไม่ได้ใช่ไหม ทั้งที่ข้าทำตัวดีกว่านางทุกอย่าง เหตุใดชะตากรรมต้องสร้างให้นางเกิดมางดงามกว่าข้าด้วย!"
ลู่ซือฉิงเคียดแค้นแน่นในอก นางเกลียดความจริงที่ว่า ต่อให้นางพยายามเลียนแบบลู่หว่านถิงเพียงใด นางก็เป็นได้แค่เงามืดใต้แสงตะวันของพี่สาว
ในขณะเดียวกันที่เรือนใหญ่ ลู่หว่านถิงในชุดลำลองเรียบง่ายสีขาวสะอาดตากำลังนั่งตรวจสมุดบัญชีร้านค้าของมารดาอย่างสงบเงียบ แววตาคู่สวยนิ่งสนิท หลังจากที่นางสั่งให้พ่อบ้านหลิ่วส่งจดหมายด่วนไปดักทางน้องสาวที่ซูโจวแล้ว นางก็ใช้เวลาทั้งหมดในการวางระบบป้องกันตนเองภายในจวน
"คุณหนูใหญ่เจ้าคะ คุณหนูรองสวมชุดไหมสีฟ้าคราม แบบเดียวกับชุดพิธีปักปิ่นของคุณหนู เดินมาที่ศาลาเจ้าค่ะ"
เสี่ยวเม่ยเดินเข้ามารายงานด้วยสีหน้าไม่สู้ดี นางรู้ดีว่าคุณหนูใหญ่รักชุดไหมผืนนั้นมากเพียงใด เมื่อก่อนหากรู้ว่ามีคนบังอาจตัดชุดเลียนแบบ ลู่หว่านถิงคงจะวิ่งไปฉีกกระชากชุดนั้นให้ขาดวิ่นยับเยิน
แต่ลู่หว่านถิงในชาตินี้กลับเพียงแค่ปัดเศษฝุ่นบนสมุดบัญชีเบา ๆ แล้วลุกขึ้นยืน รอยยิ้มเย็นเยียบผุดขึ้นที่มุมปากบาง
"เลียนแบบชุดของข้างั้นหรือ"
นางก้าวเดินออกจากห้องหนังสือด้วยท่วงท่าสง่างาม การเยื้องกรายฉายแววสูงศักดิ์ดูเด็ดขาดจนบ่าวไพร่ที่เดินสวนผ่านต้องก้มหัวให้ด้วยความยำเกรง
ที่ศาลากลางสวน ลู่ซือฉิงกำลังพยายามเดินอย่างเชื่องช้าท่ามกลางบ่าวไพร่ล้อมรอบ นางจงใจใส่ชุดนี้เดินมาหาพี่สาวเพื่อหวังจะยั่วโมโหให้ลู่หว่านถิงอาละวาดตบตีตนเองต่อหน้าทุกคน เพื่อที่นางจะได้เป็นผู้ถูกรังแก แล้วเขียนจดหมายไปฟ้องบิดาเพิ่มเติม
เมื่อลู่หว่านถิงเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าศาลา เหตุการณ์กลับไม่เป็นดังที่คิด
นางเพียงนิ่งสงบจ้องมองลูกงูตัวน้อย ลู่หว่านถิงหยุดยืน กวาดสายตามองลู่ซือฉิงตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้าอย่างเชื่องช้า สายตาคู่นั้นไม่ได้มีความโกรธเกรี้ยว แต่มันกลับเต็มไปด้วยความว่างเปล่าและความสมเพชที่ปิดไม่มิด
ลู่ซือฉิงรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงใจ ความนิ่งสงบของพี่สาวกดดันจนนางเริ่มลนลาน แต่ยังคงพยายามรักษาหน้ากากบีบน้ำตาเอาไว้
"พี่หญิง ท่านดูชุดของข้าสิเจ้าคะ ข้าเห็นพี่หญิงสั่งตัดชุดไหมนี้แล้วชอบยิ่งนัก จึงขอให้ป้าหวังช่วยหาผ้ามาตัดบ้าง พี่หญิงคงไม่โกรธซือฉิงใช่ไหมเจ้าคะ"
ลู่หว่านถิงยังคงเงียบ นางเดินเข้าไปใกล้น้องสาวอีกหนึ่งก้าว ยื่นมือเรียวงามไปจับเนื้อผ้าที่ไหล่ของผู้เยาว์กว่าแผ่วเบา ก่อนจะเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบก้องกังวานไปทั่วบริเวณ
"ชุดนี้ ช่างไม่เหมาะกับเจ้าเอาเสียเลย ซือฉิง"
คำพูดสั้น ๆ ทำเอาลู่ซือฉิงหน้าถอดสี
"พี่หญิง ท่านหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ"
"เจ้าอายุเท่าไหร่แล้ว สิบสามปีใช่หรือไม่"
ลู่หว่านถิงแค่นยิ้มบาง
"ร่างกายของเจ้ายังไม่สูงเต็มที่ เนื้อหนังมังสายังเป็นเหมือนเด็กที่ยังไม่หย่านม แต่เจ้ากลับดึงดันจะใส่ชุดของสตรีแรกรุ่นที่หรูหราเกินตัว ดูสิ ชายกระโปรงยาวลากโคลนจนสกปรกมอมแมม ลวดลายที่ควรจะสง่างาม กลับดูเหมือนผ้าห่มผืนหนาที่พันรอบตัวเด็กขี้โรค"
"พี่หญิง!"
ลู่ซือฉิงกรีดร้องออกมาเบา ๆ น้ำตาเริ่มคลอด้วยความอับอายขายหน้าสายตาบ่าวไพร่
"ข้าเตือนด้วยความหวังดีในฐานะพี่สาว"
ลู่หว่านถิงตบไหล่น้องสาวเบา ๆ สองสามที ทว่าแววตากลับเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจ
"ดึงดันจะใส่ชุดที่ใหญ่เกินตัวระวังจะสะดุดชายกระโปรงตัวเองล้มลงไปอีกนะ คราวก่อนโชคดีไม่ตกน้ำตาย คราวหน้าหากสะดุดชุดตัวเองหัวฟาดพื้นตาย ข้าขี้เกียจสั่งบ่าวให้ไปเก็บศพ"
พูดจบ ลู่หว่านถิงก็สะบัดชายเสื้อเดินหันหลังกลับเรือนพักของตนทันที ทิ้งให้ลู่ซือฉิงยืนตัวสั่นเทาอยู่กลางศาลา ใบหน้าของคุณหนูรองแดงก่ำด้วยความอัปยศอดสูอย่างที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน บ่าวไพร่รอบข้างต่างพากันก้มหน้าเงียบ ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากปลอบโยน เพราะคำพูดของคุณหนูใหญ่นั้นเป็นความจริงทุกประการ
ชุดนี้มันช่างดูตลกเมื่ออยู่บนร่างของคุณหนูรองจริง ๆ
ลู่ซือฉิงกำหมัดแน่น ความแค้นใจทวีความรุนแรงจนนางแทบกระอักออกมาเป็นสายเลือด
'ลู่หว่านถิง เจ้ากล้าดีอย่างไรมาหยามเกียรติข้า ข้าจะทำทุกทางให้ท่านพ่อเกลียดเจ้า และข้าจะแย่งชิงทุกสิ่งที่เป็นของเจ้ามาให้หมด คอยดูเถิด'