สายฝนแห่งเมืองซูโจวยังคงตกกระหน่ำไม่ลืมหูลืมตา เสียงหยาดน้ำซัดสาดลงบนหลังคากระเบื้องดังก้องไปทั่วเรือนพักรับรองของขุนนางจากเมืองหลวง ค่ำคืนนี้ช่างเหน็บหนาวและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของดินโคลนจากอุทกภัยที่กำลังคุกคามเมืองทางใต้
ในห้องพักส่วนตัวที่เงียบสงบ ร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งกำลังนอนเหยียดกายอยู่บนเตียงไม้ ทว่าคิ้วเข้มกลับขมวดแน่น ใบหน้าหล่อเหลาคมคายในวัยสิบแปดปีฉายแววทรมานอย่างแสนสาหัส เม็ดเหงื่อผุดซึมตามไรผมจนเปียกชุ่มทั้งที่อากาศรอบกายเย็นเยียบ
เสิ่นหร่งเจียกำลังติดอยู่ในบ่วงแห่งความฝัน ฝันร้ายฉากเดิมที่ตามหลอกหลอนเขามาตั้งแต่จำความได้
ในความฝันนั้น ท่ามกลางสายลมแรงและเสียงฝนกระหน่ำ สตรีผู้หนึ่งในชุดสีแดงมงคลที่เปียกชื้น ใบหน้างดงามซีดขาว นางจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตัดพ้อและเจ็บปวดเจียนตาย ก่อนที่โลหิตสีเข้มจะพรั่งพรูออกมาจากริมฝีปากบาง ร่างบอบบางนั้นร่วงหล่นลงสู่อ้อมแขนของเขาในชุดองครักษ์ข้ารับใช้ ตัวเขาร้องไห้โฮแทบขาดใจ แต่ไม่อาจยื้อลมหายใจของนาง ดวงตาคู่สวยคู่นั้นปิดลงชั่วนิรันดร์โดยไม่มีวันหวนคืน
ชายหนุ่มสะดุ้งตื่นลืมตาโพลงขึ้นมาในความมืด เขาเบิกตากว้าง หอบหายใจถี่กระชั้นจนแผ่นอกกว้างสะท้อนขึ้นลง เสิ่นหร่งเจียยกมือหนาขึ้นกุมขมับที่เต้นตุบ พยายามสลัดภาพความตายอันน่าสยดสยองนั้นออกจากหัว มือของเขายังคงสั่นเทาด้วยความรู้สึกผิดที่ฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณอย่างไม่รู้สาเหตุ
ชื่อของลู่หว่านถิง คุณหนูใหญ่ตระกูลลู่ เป็นดั่งหนามแหลมที่ทิ่มแทงใจเขาเสมอมา เสิ่นหร่งเจียรู้ดีว่าตนเองมีบางอย่างที่ต่างจากคนอื่น ลึก ๆ ในใจของเขามีความทรงจำชุดหนึ่งที่ไม่รู้ที่มาที่ไป มันแจ่มชัดราวกับเขาเคยใช้ชีวิตและตายไปแล้วครั้งหนึ่ง
จากความฝันนั้น เขาเป็นเพียงองครักษ์โง่งมที่ถูกบีบบังคับให้คอยปกป้องนาง ทว่าท้ายที่สุดเขากลับหันหลังให้นางจนเป็นเหตุให้ลู่หว่านถิงต้องตรอมใจกระอักเลือดตายอย่างโดดเดี่ยว
ในขณะที่ตอนนี้ชะตาชีวิตของเขาไม่ได้ตกต่ำดั่งในภาพฝัน
แม้เสิ่นหร่งเจียจะเกิดมาเป็นเพียง บุตรของอนุภรรยาในตระกูลเสิ่นอันยิ่งใหญ่แห่งเมืองหลวงที่ควรจะถูกกดขี่และไร้ปากเสียง แต่ด้วยสติปัญญาอันเฉียบแหลมรวมถึงวรยุทธ์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เยาว์วัย ทำให้เขาเร่งสร้างผลงานใหญ่ในการปราบปรามกบฏชายแดนและคลี่คลายคดีลับจนฮ่องเต้ทรงโปรดปราน บัดนี้ในวัยเพียงสิบแปดปี เขาคือบุรุษผู้เก่งกาจที่สุดในฝ่ายองครักษ์หลวงสร้างชื่อเสียงมากมายและเป็นเสาหลักที่ตระกูลเสิ่นสายหลักในฉางอันต้องพึ่งพาบารมี
ความแข็งแกร่งนี้ทำให้เขาได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญจากฮ่องเต้ ให้นำกองกำลังหลวงเดินทางลงใต้มายังเมืองซูโจว เพื่อเป็นองครักษ์พิทักษ์ขบวนของใต้เท้าลู่เยี่ยนถังเสนาบดีกรมคลัง ในการสืบคดีทุจริตและงบประมาณหลวง พร้อมทั้งช่วยเหลือราษฎรและจัดการเรื่องเสบียง
เสิ่นหร่งเจียลุกขึ้นจากเตียง ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เป็นชุดรัดกุมสีเข้ม เขาก้าวเดินฝ่าความมืดภายในเรือนพักตรงไปยังห้องทำงานของใต้เท้าลู่เยี่ยนถังซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกัน แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันยังคงสว่างไสว บ่งบอกว่าใต้เท้าลู่กำลังเคร่งเครียดกับงานตรวจบัญชีจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน
ทว่าเมื่อเสิ่นหร่งเจียก้าวเข้าไปในห้อง เขากลับพบใต้เท้าลู่กำลังนั่งจ้องมองจดหมายสองฉบับบนโต๊ะด้วยสีหน้าสับสนและตกตะลึง ข้างกายมีม้าเร็วส่งสารจากเมืองหลวงที่เพิ่งเดินทางมาถึงยืนอยู่
"ใต้เท้าลู่ เกิดเรื่องใดขึ้นที่เมืองหลวงหรือขอรับ"
เสิ่นหร่งเจียเอ่ยถามเสียงนิ่งขรึม แต่ในใจกลับลิงโลดเมื่อเห็นตราประทับของจวนตระกูลลู่บนซองจดหมาย
ใต้เท้าลู่เยี่ยนถังเงยหน้าขึ้น ถอนหายใจยาวก่อนจะยื่นจดหมายทั้งสองฉบับให้ขุนนางหนุ่มรุ่นลูกที่เขาไว้วางใจ
"คุณชายเสิ่น มีจดหมายด่วนจากจวนที่ฉางอันส่งมาพร้อมกันสองฉบับ ฉบับหนึ่งมาจากซือฉิงลูกคนเล็ก อีกฉบับมาจากหว่านถิงลูกคนโต"
เสิ่นหร่งเจียรับจดหมายมาเปิดอ่าน ดวงตาคมกริบกวาดมองตัวอักษรอย่างรวดเร็ว
จดหมายฉบับแรกเป็นของลู่ซือฉิง เด็กหญิงวัยสิบสามปี เนื้อความเต็มไปด้วยถ้อยคำบีบน้ำตา ฟ้องร้องว่าพี่สาวใจร้ายตั้งใจเดินชนตนเองริมสระน้ำเพื่อกลั่นแกล้ง แต่โชคดีที่ตนหลบทัน พี่สาวจึงพลาดท่าตกน้ำไปเอง เมื่ออ่านถึงตรงนี้ แววตาของเสิ่นหร่งเจียพลันเย็นเยียบลงทันที
ทว่าเมื่อเสิ่นหร่งเจียเปิดอ่านจดหมายฉบับที่สองของลู่หว่านถิง ดวงตาของเขาซะงักค้าง มือหนาที่ถือกระดาษอยู่เริ่มสั่นน้อย ๆ ด้วยความตกตะลึง
จดหมายของลู่หว่านถิงเขียนด้วยลายมือสละสลวยและเยือกเย็น นางรายงานเรื่องที่ตนเองประสบอุบัติเหตุพลัดตกน้ำจนหมดสติไปหนึ่งวันเต็ม และตอนนี้ปลอดภัยดีแล้ว ขอยอมรับผิดที่ซุ่มซ่ามทำให้ทุกคนในจวนต้องตื่นตระหนก ตบท้ายด้วยถ้อยคำแสดงความห่วงใยในสุขภาพของบิดาที่ต้องเผชิญลมฝนอยู่ที่ซูโจว โดยไม่มีการกล่าวโทษหรือพูดถึงลู่ซือฉิงแม้แต่คำเดียว
ใต้เท้าลู่พึมพำด้วยน้ำเสียงตื้นตัน
"ปรกตินางเป็นคนใจร้อน หากถูกซือฉิงฟ้องร้องเช่นนี้ นางต้องอาละวาดส่งจดหมายมาด่าทอแล้ว แต่นี่นางกลับนิ่งสงบและรู้ความเกินวัย"
เสิ่นหร่งเจียไม่ได้ตอบคำถามของใต้เท้าลู่ ในใจของชายหนุ่มกลับเต้นระรัว แม้จะเคยได้ยินกิตติศัพท์ของบุตรสาวคนโตของใต้เท้าลู่มาบ้างแต่เขาก็ไม่เคยรู้จักนางเป็นการส่วนตัว
แล้วเหตุใดในความฝันถึงได้ดูสมจริงนัก นางผู้เอาแต่ใจเย่อหยิ่งทะนงตน ชอบใช้อำนาจบังคับผู้อื่น และแววตาที่มองมายังเขาก่อนสิ้นลมหายใจมันดูเหมือนมีความหมายซ่อนอยู่
'เหตุใดข้าถึงเลือกทำร้ายจิตใจนาง'
เขาคิดเรื่องนี้มาตลอด ไม่เข้าใจตนเองเรื่อยมา ว่าเลือกทอดทิ้งนางไว้ข้างหลังเพราะสาเหตุใด
"ใต้เท้าลู่"
เสิ่นหร่งเจียเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดและหนักแน่น
"วิกฤตน้ำท่วมที่ซูโจวครั้งนี้ฝนตกหนักไม่หยุด คดีทุจริตก็เริ่มซับซ้อนขึ้นทุกที ข้าคิดว่าเราต้องเร่งสะสางงานที่นี่ให้เร็วที่สุด เพื่อที่เราจะได้รีบเดินทางกลับฉางอัน"
เขายืนนิ่งทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างห้องทำงานฝ่าม่านฝนที่มืดมิด ในใจของขุนนางหนุ่มเต็มไปด้วยคำถามที่ไร้คำตอบ เขาอยากรีบสะสางงานให้จบเพื่อกลับเมืองหลวงโดยเร็ว อยากรู้ว่าลู่หว่านถิงที่ตามหลอกหลอนเขาในความฝัน เกี่ยวข้องกับเขาได้อย่างไร